07 มีนาคม 2553

Scent of Love - กลิ่นไอรัก (ตอนที่ 2)


ท่านผู้อ่านที่มีลูกแล้ว ผมเชื่อว่าน่าจะมีประสบการณ์ช่วงที่ลูกยังอยู่ในวัยเยาว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนแบเบาะ ที่เราจะอยากหอมลูกมากๆ เหมือนกับที่บางคนเขาเรียกว่า "อยากฟัด" เพราะเมื่อเราสูดกลิ่นไอของลูกเข้าไป เราจะเกิดความรู้สึกรัก ผูกพัน กับลูกของเราอย่างลึกซึ้ง คนที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคน จะสามารถจำแนกได้ว่า ลูกของเราแต่ละคนนั้นมีกลิ่นตัวไม่เหมือนกัน เวลามีความเครียดไม่ว่าจากเรื่องงานหรืออะไรก็ตาม เมื่อกลับบ้านไปแล้วได้หอมกลิ่นแก้มของลูกแล้ว ความเหนื่อยทั้งหลายก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง

นักวิทยาศาสตร์สงสัยมานานแล้วล่ะครับว่า ความรักและความผูกพันอย่างลึกซึ้งนั้น อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความสามารถในการสัมผัสกลิ่น แม้แต่ในมนุษย์กันเองก็เถิด ก่อนหน้านี้ ผมเคยนำมาเล่าให้ฟังว่า มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ระบุว่า กลิ่นกายของฝ่ายตรงข้ามมีผลต่อการเลือกคู่ครอง โดยเจ้าตัวไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ โดยการได้กลิ่นกายที่บ่งบอกถึงความมีสุขภาพดี และมียีนของระบบภูมิคุ้มกันที่หลากหลาย ซึ่งสามารถจะทดแทนหรือเติมเต็มชุดพันธุกรรมของอีกฝ่ายได้ จะทำให้ได้รับการเลือกเป็นคู่กัน เหมือนในบทเพลงที่ร้องว่า "เนื้อคู่กันแล้ว ก็คงไม่แคล้วกันไปได้"

เร็วๆ นี้เองครับ ได้มีการรายงานถึงเรื่องของกลิ่นไอแห่งความรักในวารสาร Nature ฉบับออนไลน์วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2010 (doi:10.1038/nature08826) ซึ่งคณะวิจัยได้เปิดเผยผลการทดลองในหนูทดลอง โดยนำหนูทารกไปคลุกคลี คลอเคลีย กับหนูผู้ใหญ่ในระยะเวลาหนึ่ง หนูผู้ใหญ่กับหนูทารกจะมีโอกาสสัมผัสเคล้าคลอ ดมกลิ่นกันและกัน จากนั้นก็แยกหนูทารกออกมา ทิ้งระยะห่างไว้พักหนึ่งจึงนำหนูทารกชุดเดิมกลับมาให้อยู่กับหนูผู้ใหญ่อีก แต่ครั้งนี้ มีการผสมหนูทารกกลุ่มใหม่เข้าไปด้วย ผลก็คือ หนูผู้ใหญ่กลุ่มที่ฮอร์โมนวาโซเปรสซิน (Vasopression) ถูกบล็อกไม่ให้ทำงานนั้น ไม่สามารถจดจำหนูทารกตัวเดิมได้ รายงานนี้เป็นการเสริมความเชื่อที่ว่า ฮอร์โมนนี้มีส่วนโดยตรงกับการเกิดรักที่ฝังตรึง ซึ่งทำให้คนเรารักกันแนบแน่น โดยไปช่วยในการทำงานที่ทำให้มนุษย์สามารถได้กลิ่นไอรัก ....

06 มีนาคม 2553

Smound = Smell + Sound


เคยไหมครับที่เราออกไปรับประทานอาหารข้างนอก ในร้านที่บรรยากาศดีดี ถ้าเป็นอาหารฝรั่ง เรามักจะอยากฟังเพลงแจ๊สเบาๆ หรือหากดื่มกันด้วย ถ้าได้ฟังแนวเพลงเลาจ์ (Lounge music) ก็จะยิ่งทำให้อาหารอร่อย แต่ถ้าไปทานอาหารญี่ปุ่น แล้วได้ฟังเพลงญี่ปุ่น ก็จะยิ่งเจริญอาหารมาก ในขณะเดียวกันเวลาทานส้มตำกับลาบ แล้วได้ฟังเพลงหมอรำ นี่สิแซ่บอร่อยไปเลย ....

การรับประทานอาหารอร่อยๆ เคล้าคลอกับเสียงดนตรีที่เจริญหู ถือเป็นสุนทรีย์ของชีวิต .... เมื่อไม่นานมานี้เองครับ ได้มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งในวารสาร Journal of Neuroscience (รายละเอียดเต็มเพื่อการอ้างอิงคือ Daniel W. Wesson, Donald A. Wilson, "Smelling Sounds: Olfactory–Auditory Sensory Convergence in the Olfactory Tubercle", Journal of Neuroscience 30 (2010) pp. 3013-3021) ที่เปิดเผยว่า การได้ยินเสียงมีผลต่อประสาทรับกลิ่นในหนูทดลอง โดยนักวิจัยได้ตรวจวัดการทำงานของประสาทสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น พบว่า เซลล์สมองบางส่วนก็มีการทำงานมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงไปพร้อมๆ กับการรับกลิ่น โดยบางส่วนกลับทำงานน้อยลง แถมยังมีเซลล์สมองบางส่วนที่จะทำงานเฉพาะเมื่อมีเสียงและกลิ่นมาพร้อมๆ กัน นักวิจัยหวังว่าจากความรู้ตรงนี้ พวกเขาจะสามารถจดสิทธิบัตรเครื่องมือที่จะสร้างคลื่นเสียง ที่ไปทำให้ประสาทการดมกลิ่นของสุนัข ให้สามารถดมหาวัตถุระเบิดได้ดีขึ้น ซึ่งพวกเขาจำเป็นต้องศึกษาในรายละเอียดว่า คลื่นเสียงความถี่ใด ที่จะช่วยขยายสัญญาณประสาทสัมผัสกลิ่นของสุนัข

ตอนนี้ผมกำลังทดลองจิบไวน์ แล้วเปิดเพลงคลาสสิคฟังครับ มีความรู้สึกว่ารสชาติของไวน์นั้นสุดยอดจริงๆ .....

05 มีนาคม 2553

Kansei Engineering - วิศวกรรมอารมณ์ (ตอนที่ 3)


วิศวกรรมอารมณ์ เป็นเรื่องของการพัฒนาสินค้า โดยอาศัยการศึกษาการตอบสนองของผู้บริโภคในด้านต่างๆ ต่อตัวสินค้านั้น ผู้ผลิตสินค้าสามารถใช้เทคโนโลยีการตรวจวัดอาการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น อากัปกริยา หน้าตา ท่าทาง ชีพจร การหายใจ การตอบสนองของกล้ามเนื้อ ไปจนกระทั่งใช้การสแกนสมองด้วยเครื่อง fMRI (Functional Magnetic Resonance Imaging)

บริษัทแคมเบลส์ (Campbell's) ผู้ผลิตซุปสำเร็จรูปยักษ์ใหญ่ ที่มียอดขายปีละกว่า 33,000 ล้านบาท ได้ใช้ศาสตร์ของวิศวกรรมอารมณ์ เพื่อกระตุ้นยอดขายซุปสำเร็จรูปของตนเอง เนื่องจากตลาดของซุปสำเร็จรูปนั้น มีลักษณะอุ้ยอ้ายเติบโตช้า แคมเบลส์จึงคิดอยากจะทำอะไรแบบยิ่งใหญ่สักครั้ง เพื่อทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจสินค้ามากขึ้น นั่นคือ การเปลี่ยนโฉมฉลากข้างกระป๋องรวมทั้งโลโก้ของบริษัท ที่ใช้มายาวนานนับร้อยปี ....

ก่อนหน้านี้ แคมเบลส์ได้วิจัยจนพบว่า การโฆษณาสินค้าผ่านสื่อใหญ่ๆ ไม่ได้ช่วยทำให้คนสนใจทานซุปมากขึ้นเลย แคมเบลส์จึงเปลี่ยนวิธีการที่เสียใหม่ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แคมเบลส์ได้ติดตั้งระบบเฝ้าติดตามพฤติกรรมของอาสาสมัคร 40 คน โดยระบบนี้จะทำการเฝ้ามองพฤติกรรมของลูกค้าเหล่านั้นในบ้าน รวมทั้งมีการตรวจวัดอาการทางร่างกายต่างๆ ผ่านเซ็นเซอร์ที่สวมใส่ได้ เช่น ชีพจร การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ ความชื้นของผิวหนัง อากัปกริยา ท่าทาง การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ โดยมีการเก็บข้อมูลเมื่อลูกค้าทานซุป และออกไปชอปปิ้งในห้างสรรพสินค้า

ผลที่ได้ก็คือ แคมเบลส์เสนอให้มีการออกแบบฉลากใหม่ โดยจะไม่มีช้อนตักซุปในฉลากเวอร์ชันใหม่ เพิ่มไอน้ำอุ่นๆ ออกมาจากซุป ใช้ถ้วยที่ทันสมัยขึ้น และย้ายโลโก้สีแดงมาไว้ข้างล่าง เพื่อให้ลูกค้าจำแนกชนิดของซุปได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ....

01 มีนาคม 2553

Body Electronics - อิเล็กทรอนิกส์บนผิวกายมนุษย์ (ตอนที่ 4)


เรากำลังอาศัยอยู่ในยุคแห่งการรวมเข้าเป็นหนึ่งระหว่างมนุษย์ กับ จักรกล (Man-Machine Integration) เป็นยุคที่จิตใจ กับ วัสดุ จะเข้ามาบรรจบกัน (Mind-Materials Convergence) อย่างที่ผมเรียนท่านผู้อ่านเสมอๆ ล่ะครับ กระบวนทัศน์ใหม่นี้ ต้องการการเปิดกว้างทางความคิดให้มากขึ้น ต้องการคนที่ทำงานข้ามศาสตร์ ข้ามสาขามากขึ้น เมื่อศาสตร์หลากสาขามาบรรจบ ความคิดจะบรรเจิด และจะบังเกิดความก้าวหน้าที่คาดไม่ถึงครับ ....

เมื่อประมาณปลายปี 2008 มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยหนึ่ง โดยนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย (University of British Columbia) ที่เปิดแนวคิดเกี่ยวกับการนำเอาน้ำตาลกลูโคสที่อยู่ในกระแสเลือดของมนุษย์ มาใช้เป็นพลังงานป้อนให้แก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ฝังอยู่ภายในหรือบนผิวกายมนุษย์ (รายละเอียดเต็มเพื่อการอ้างอิงคือ C.-P.-B. Siu, Mu Chiao, "A Microfabricated PDMS Microbial Fuel Cell", Journal of Microelectromechanical Systems 17 (2008) pp. 1329-1341.) งานวิจัยนี้ ฉายภาพให้เห็นอนาคตของการนำเอาพลังงานจากร่างกายของเราเอง มาหล่อเลี้ยงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งเข้าไปในร่างกายของเรา แทนที่จะใช้แบตเตอรีกระดุม เหมือนที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนเรื่องของหุ่นยนต์ที่รับประทานอาหารอินทรีย์ แบบเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั่วไป ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า แนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคตกำลังเดินไปทางนี้ อีกหน่อย เราจะต้องทานข้าวร่วมกับจักรกลแล้วครับ ....

ผลงานวิจัยที่เสนอนั้น เป็นการนำเอาเซลล์เชื้อเพลิงจุลชีพ (Microbial Fuel Cell) ซึ่งบรรจุยีสต์ชนิดเดียวกับที่ใช้หมักเบียร์หรือเบเกอรี ซึ่งมีชื่อว่า Saccharomyces cerevisiae โดยเจ้ายีสต์ตัวนี้จะย่อยน้ำตาลกลูโคสในเลือดของเรา โดยจะได้อิเล็กตรอนออกมา นักวิจัยได้ใช้สารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งสามารถผ่านเข้าไปในเซลล์ของยีสต์ แล้วไปขโมยเอาอิเล็กตรอนที่ผลิตได้ออกมาใช้งาน โดยมันจะเคลื่อนเข้าหาขั้วลบเพื่อไปปล่อยอิเล็กตรอน ในขณะที่ไฮโดรเจนไอออน จากเซลล์ของยีสต์จะเคลื่อนเข้าหาขั้วบวก ก่อให้เกิดกระแสไหลไปเลี้ยงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้

อนาคตเราคงจะได้เห็นว่า คนอ้วนจะกลายเป็นคนได้เปรียบ เพราะเขาหรือเธอสามารถใช้โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค หรือ กล้องถ่ายรูป ได้นานๆ ด้วยการอาศัยพลังงานจากพุงและต้นขา ....

27 กุมภาพันธ์ 2553

The Mathematics of Beautiful Girls- คณิตศาสตร์ของคนสวย (ตอนที่ 4)


ผมมีคนใกล้ๆตัวหลายคนที่เป็นโสด ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนอธิบายว่า เหตุใดผู้หญิงสวยมากๆ ถึงไม่มีคู่ ซึ่งสรุปความได้ว่า ความสวยของผู้หญิงนั่นแหล่ะที่เป็นตัวผลักให้ผู้ชายออกไปอยู่ห่างๆ เธอ ต่อจากนั้นมา ผมก็ได้รับคำถามมาอีกว่า อ้าว ... แล้วถ้าผู้หญิงที่ไม่ได้สวยขนาดนางฟ้า ก็ไม่ได้จะมีสมการที่ทำให้ผลักผู้ชายออกไปจากชีวิตเธอ แต่เหตุไฉน ผู้หญิงที่หน้าตาปานกลาง น่ารัก หรือ บ้านๆ ยังหาแฟนไม่ได้ .... อืม .... อย่างนี้คณิตศาสตร์คงอธิบายไม่ได้แล้วครับ แต่ผมมีคำอธิบายจากชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการครับ (Evolutionary Biology)

วันนี้ผมนั่งสแกน journal เล่นๆ ก็ไปเจอบทความหนึ่งครับ ตีพิมพ์ในวารสาร Animal Behaviour ฉบับเดือนมีนาคม 2010 นี้ (รายละเอียดเต็มคือ Jonathan P. Drur, "Immunity and mate choice: a new outlook", Animal Behaviour 79 (2010), pp. 539-545) ซึ่งเป็นรายงานเชิงปริทรรศน์ที่น่าสนใจมากครับ เขาบอกว่า การที่คนเราเลือกคู่กันนั้น ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ เรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายของเราถูกโปรแกรมมาให้หาคู่ครองที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ครอบคลุมโรคต่างๆ โดยเราจะเลือกหาคู่ที่มีภูมิต้านทานในสิ่งที่เราไม่มี ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ลูกหลานของเรา จะได้พันธุกรรมที่มีภูมิต้านทานโรคครอบคลุมโรคต่างๆ ให้ได้มากที่สุด

คราวนี้มาถึงคำถามที่ว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า คู่ครองที่เหมาะสมของเราที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ทดแทนของเรา คือใคร นักวิทยาศาสตร์บอกว่า เราจะรู้ด้วยการมองและการได้กลิ่น แต่ปัจจัยเรื่องรูปร่างหน้าตาที่เก็บข้อมูลระบบภูมิคุ้มกันนั้น ยังเป็นปริศนาอยู่ครับว่าทำงานอย่างไร แต่เรื่องของกลิ่นนี่ เราพอมีความรู้บ้างแล้วว่า ข้อมูลเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา มันถูกปล่อยออกมากับเหงื่อครับ ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายได้กลิ่น

รายงานวิจัยอีกฉบับในวารสารเดียวกัน จากนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเวสเทอร์นออสเตรเลีย ได้ระบุว่าผู้หญิงที่ครอบครองยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันอย่างหลากหลาย จะมีโอกาสหาสามีได้ง่ายกว่าผู้หญิงที่มีชุดของยีนแคบๆ จากการศึกษานิสิตจำนวน 150 คน โดยให้นิสิตหญิงเหล่านั้นตอบคำถามต่างๆ แล้วนำไปวิเคราะห์ร่วมกับ DNA ของพวกเธอ ทำให้ทราบว่า คนที่มียีนของระบบภูมิคุ้มกันหลากหลายกว่า ไม่ค่อยมีประวัติการเจ็บไข้ได้ป่วยเท่าไหร่ ซึ่งเธอเหล่านั้น ก็มักจะมีประวัติว่ามีแฟนให้เลือกอยู่เรื่อยๆ หัวกระไดห้องแล็ปไม่เคยแห้ง แตกต่างจากนิสิตหญิงที่มีชุดของยีนแคบๆ มักจะครองความเป็นโสดอยู่เสมอ

สรุปก็คือ ชุดยีนของระบบภูมิคุ้มกันโรคนี่เอง คือ "แรงแห่งรัก" ที่ผลักดันให้เราถวิลหาคู่ครองที่จะมาช่วยเติมเต็มชุดยีนที่เรามีอยู่โดยไม่รู้ตัว ....

(รูปด้านบน - ผู้หญิงอ้วนทางขวามือของรูป คงจะมียีน MHC ที่หลากหลายกว่าผู้หญิงสวยทางซ้ายมือ ชายหนุ่มผู้นี้ถึงได้สิเน่หาเธอมากกว่า ด้วยหวังว่า ชุดยีนของหญิงคนนี้ จะมาช่วยเติมอีกส่วนที่ขาดหายไปจาก DNA ของเขา ....)

25 กุมภาพันธ์ 2553

ยุคแห่ง Supersoldier มาถึงแล้ว (ตอนที่ 2)



".... ฉันเองต้องถูกญาติเธอกีดกัน เพราะตัวฉันมันพิการอย่างนี้ ....

ไปรบกลับมาแขนขาไม่ดี .... เพราะเป็นหน้าที่ชาติชายอย่างฉัน .... "


เพลงลูกทุ่งหวานปนเศร้าที่ชื่อว่า "ทหารพิการขาดรัก" นี้ เป็นเพลงที่ทหารผ่านศึก จากสนามรบมักชอบฟัง เป็นเพลงที่บรรยายถึงความขมขื่นจากความพิการ ที่ต้องไปรบเพื่อชาติ แต่กลับได้รับการรังเกียจเป็นสิ่งตอบแทน ....

ในภาวะสงคราม ทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บหนักกลับมา กลายเป็นภาระหนักของรัฐบาลและผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องดูแล ด้วยเหตุนี้ DARPA หน่วยงานให้ทุนวิจัยทางด้านกลาโหม จึงสนับสนุนงานวิจัยเพื่อฟื้นฟูทหารหาญเหล่านั้น ซึ่งปัจจุบันได้มีความสำเร็จระดับหนึ่งกับต้นแบบแขนหรือขากล ที่ทหารผ่านศึกพิการ สามารถใช้มันเพื่อดูแลตัวเองได้ โดยแขนกลเหล่านั้น จะเชื่อมเข้ากับร่างกายเดิมของมนุษย์ โดยมีกลไกการนำส่งสัญญาณประสาทไปที่แขนและมือกล ให้ทำงานตามที่สมองสั่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้แขนกลและมือกลเหล่านั้น ก็ยังขาดความรู้สึกของการเป็นแขนหรือมือจริงๆ เนื่องจากมันยังขาดสัมผัสที่ได้รับจากอวัยวะกลเหล่านั้น

DARPA จึงฝันจะสร้างแขนกลฉลาด ที่สามารถทำงานได้เหมือนแขนจริงๆ แขนกลนี้จะมีคอมพิวเตอร์เล็กๆ อยู่บนแขนกล ซึ่งจะเป็นมันสมองคอยสั่งให้มันทำงาน DARPA จะให้ทุนแก่คณะวิจัยที่สามารถทำให้แขนกลนี้สามารถที่จะสัมผัสความรู้สึกของผ้าได้ แขนกลสามารถที่จะรื้อสิ่งของต่างๆ ออกโดยทำงานประสานกัน ในกรณีที่แขนอีกข้างเป็นของจริง ก็ต้องประสานงานกันได้

เมื่อแขนกลของ DARPA เวอร์ชั่นใหม่เสร็จ มันจะทำให้ ทหารพิการไม่ขาดรัก อีกต่อไป เพราะเมื่อทหารได้รับบาดเจ็บจากการรบ ก็สามารถเปลี่ยนใช้แขนกล แล้วกลับไปรบใหม่ได้อีก .....

23 กุมภาพันธ์ 2553

The Rise of Machines - เมื่อยุคของหุ่นยนต์มาถึงแล้ว (ตอนที่ 4)


เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว บิล เกตส์ ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า MSDOS ซึ่งทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์กลายมาเป็นสินค้าที่ชาวบ้านร้านตลาดมีสิทธิ์ใช้ได้ เพราะก่อนหน้านี้ คอมพิวเตอร์เป็นของที่มีให้ใช้กันเฉพาะในบริษัทใหญ่ๆ กับหน่วยงานทางด้านความมั่นคงของรัฐบาลใช้กันเท่านั้น ทั้งนี้เพราะว่า การที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ จะต้องอาศัยวิศวกรที่มีความรู้เรื่องฮาร์ดแวร์จริงๆ โดยจะต้องเขียนโปรแกรมเพื่อที่จะติดต่อกับเครื่องเอง แต่หลังจากมีระบบปฎิบัติการ หรือ OS (Operating System) ขึ้นมาแล้ว การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ง่ายขึ้น เพราะ OS จะเป็นตัวกลางในการติดต่อกับเครื่องทั้งหมด ทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์ถูกแยกออกมาจากฮาร์ดแวร์เกือบจะสิ้นเชิง คนที่เขียนโปรแกรมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเครื่องทำงานอย่างไรก็ยังสามารถพัฒนาโปรแกรม ที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์นั้นได้

ในปี ค.ศ. 2006 ได้มีการก่อตั้งหน่วยบ่มเพาะเทคโนโลยี และห้องปฎิบัติการวิจัยหุ่นยนต์ ที่มีชื่อว่า Willow Garage ซึ่งริเริ่มโดย Scott Hassan อดีตพนักงานของบริษัทกูเกิ้ล เขาเป็นหนึ่งในนักพัฒนาเทคโนโลยี search ของกูเกิ้ล แต่ได้ลาออกมาเป็นนักล่าฝันของตนเอง หลังจากได้เงินก้อนโตมาจากการขายหุ้นกูเกิ้ลของเขา Willow Garage มีความฝันที่จะทำให้เกิดหุ่นยนต์ส่วนบุคคล (Personal Robot หรือ PR) เฉกเช่นกับที่เคยเกิดกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer หรือ PC) มาแล้ว ด้วยการพัฒนาระบบปฎิบัติการหุ่นยนต์ หรือ Robot Operating System (ROS) ซึ่งจะเป็นระบบซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่อกับหุ่นยนต์ เพื่อทำงานพื้นฐานต่างๆ ทำให้นักพัฒนาโปรแกรมของหุ่นยนต์ไม่จำเป็นต้องรู้ระบบฮาร์ดแวร์ของหุ่นยนต์ ทั้งนี้จะเป็นการแยกฮาร์ดแวร์ของหุ่นยนต์ ออกจาก ซอฟต์แวร์ ดังนั้นโปรแกรมที่เราเขียนขึ้นมาสำหรับหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง จะสามารถย้ายไปเล่นกับหุ่นยนต์ยี่ห้ออื่นๆ ได้

นี่แหล่ะครับ คือจุดเริ่มต้นของยุคไอทียุคที่สอง หุ่นยนต์จะกลายเป็นของที่ซื้อมาโปรแกรมเองได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องเรียนระดับมหาวิทยาลัยก็สามารถเป็นนักหุ่นยนต์ศาสตร์ได้ครับ .....

21 กุมภาพันธ์ 2553

Gesture Recognition - เทคโนโลยีตรวจจับภาษากาย (ตอนที่ 2)



งานวิจัยทางด้าน Gesture Recognition นั้นมีกว้างขวางครับ ผมจะค่อยๆ นำประเด็นต่างๆ ที่นักวิจัยกำลังสนใจศึกษากัน มาเล่าให้ฟังเป็นตอนๆ ครับ วันนี้ขอพูดในเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านภาษามือ


การตรวจจับภาษามือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจความหมายของภาษามือ ซึ่งประโยชน์ของมันก็คือ การช่วยในการติดต่อสื่อสารกับผู้พิการทางด้านการได้ยิน ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยแปลความหมายจากภาษามือจากผู้พิการเหล่านั้น มาให้คนอย่างเราเข้าใจได้ง่าย เมื่อเราอยากจะคุยกับเขา เราอาจจะพูดหรือพิมพ์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์แปลเป็นภาษามือ แล้วแสดงผลออกจอคอมพิวเตอร์ หรือ อาจผ่านทางหุ่นยนต์มือ ที่สามารถแสดงลักษณะท่าทางของภาษามือได้


การตรวจจับอาการของมือ หรือ Hand Tracking นั้น ยังมีประโยชน์อีกมากมายครับ เราอาจจะใช้อาการของมือ เพื่อทำการติดต่อกับคอมพิวเตอร์ เรียกว่าเป็น User Interface แบบหนึ่ง ท่านผู้อ่านอาจจะจำภาพยนตร์เรื่อง Minority Report ได้ ตอนที่ทอม ครุยส์ ทำการค้นหาไฟล์ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ ด้วยการใส่ถุงมือ แล้วลากมือไปมา หยิบไอ้นั่นไอ้นี่ โดยใช้มือขยุมๆ แล้วก็สะบัดเอาไฟล์ออกมาเรียง รูดไปรูดมา ดึงไฟล์ ซูมภาพ โดยการขยับนิ้วต่างๆ

เท่าที่ผมศึกษาข้อมูลมา การตรวจจับภาษามือจะทำกันมากใน 2 วิธี คือ การตรวจจับด้วยภาพวิดีโอ (Machine Vision) กับ การใช้ถุงมืออันตรกริยา (Interactive Data Glove) โดยผมก็กำลังทำวิจัยในเรื่องของ Interactive Data Glove อยู่ด้วยครับ โดยเราพัฒนาถุงมืออันตรกริยาขึ้นมาเองในประเทศไทย เนื่องจากถุงมืออันตรกริยามีราคาแพงมาก มีตั้งแต่ราคาหลักหมื่น ไปจนถึงหลักล้าน โดยกลุ่มวิจัยของศูนย์นาโนเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของนิ้วและมือ จากถุงมือ ซึ่งจะส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สายมาที่คอมพิวเตอร์ ซึ่งเราได้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อแปลความหมายของมือ

แล้วมาคุยเรื่องนี้กันต่อนะครับ ....

19 กุมภาพันธ์ 2553

Smart Dust - ฝุ่นฉลาด (ตอนที่ 3)



ศาสตร์ของ Smart Dust หรือในระยะหลังเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Wireless Sensor Networks (WSN) นั้นแรกเริ่มเดิมทีคิดเพื่อให้ทหารใช้ แต่มาระยะหลังๆ ได้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ กันมากกว่าทางด้านทหารเสียอีกครับ เช่น การตรวจวัดในโรงงาน การตรวจวัดสภาพล้อมรอบในไร่นา การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม การตรวจเฝ้าและศึกษาระบบนิเวศน์ การควบคุมการจราจร ระบบบ้านอัจฉริยะ การตรวจวัดสุขภาพ ....

วันนี้ผมขอแนะนำโครงการวิจัยที่นำ WSN ไปใช้ในการตรวจวัดสิ่งแวดล้อม โครงการนี้มีชื่อว่า The PermaSense Project ซึ่งดำเนินการโดย ภาควิชาคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยซูริค (University of Zurich) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 แล้วครับ โดยนำเอาเซ็นเซอร์ตรวจวัดสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความต้านทานไฟฟ้า แรงกด แรงดันน้ำ และ รอยแตก ไปติดตั้งเป็นเครือข่ายบริเวณ หินผาต่างๆ ของเทือกเขาแอลป์ โดยจะศึกษาเสถียรภาพของพื้นผิวหน้าผาเหล่านั้น ในฤดูกาลต่างๆ การเกิดน้ำแข็งเกาะ การละลายของน้ำแข็ง การเกิดรอยแตกในเนื้อหินจนถล่มลงมา ซึ่งทำให้ระบบเครือข่ายเซ็นเซอร์นี้ เป็นระบบเตือนภัยก็ได้ เป็นระบบเพื่อเก็บข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์วิจัยต่อก็ได้ นักวิจัยในโครงการนี้ยังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการเสี่ยงตาย นำเซ็นเซอร์ขึ้นไปติดตั้งบนหน้าผาสูง บางครั้งก็ต้องโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์ เพื่อไปยังจุดที่ไม่สามารถปีนเข้าไปได้

วันหลังมาคุยเรื่องนี้กันต่อครับ .....

17 กุมภาพันธ์ 2553

Inspiration Economy - เศรษฐกิจแบบแรงบันดาลใจ (ตอนที่ 3)

เมื่อคนเรามีปัจจัยสี่ครบแล้ว เราจะเริ่มหาความสุขอื่นๆ เพื่อปรนเปรอร่างกายของเรา เมื่อความสุขทางกายมีครบถ้วนตามกำลังแล้ว เราก็เริ่มจะมองหาความสุขทางใจมาปรนเปรอภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก และทางปัญญา ในยุคที่เศรษฐกิจแบบแรงบันดาลใจ (Inpiration Economy) กำลังมาแรง สินค้าอารมณ์จะยิ่งขายดีขึ้น ดีขึ้น ไปเรื่อยๆ ครับ


ในจำนวนสินค้าอารมณ์ทั้งหลายนั้น ของเล่น เป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ขายดีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใหญ่เริ่มกลับมาเล่นของเล่นแข่งกับเด็กมากขึ้น และเป็นของเล่นที่แพงด้วยครับ ของเล่นของลูกเราราคาแค่ไม่กี่สิบบาทถึงร้อยบาท แต่ของเล่นผู้ใหญ่ อย่างเช่น ตุ๊กตาบลายธ์ราคาเป็นหมื่น หุ่นยนต์เลโก้มายด์สตอร์มราคา 3 หมื่นกว่าบาท พวกของเล่นบังคับวิทยุแบบที่ผู้ใหญ่เล่นกันก็ราคาสูงทั้งนั้น เฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุ เครื่องบินบังคับวิทยุ ที่หมู่บ้านของผมก็มีชมรมของคนเล่นเรือเร็วบังคับวิทยุ ซึ่งก็อยู่ในราคา 2-3 หมื่นขึ้นไป เพื่อนบ้านของผมก็เล่นของเล่นจิ๋วต่างๆ ส่วนที่บ้านผมเองนั้น ของเล่นในบ้านของเรานั้น มีมูลค่ามากกว่าแก้วแหวนเงินทองที่เราเก็บกันอีกครับ จนผมต้องติดตั้งสัญญาณกันขโมยที่บ้าน เพราะกลัวว่าของเล่นจะหายครับ

การสะสมของเล่น มันจะช่วย inspire ตัวเราเองให้มีอารมณ์เป็นเด็กอยู่เสมอ ทำให้เรามองโลกรอบๆตัวเป็นความสนุกสนานไปหมด มองงานเป็นเกมส์ มองผู้อื่นเป็นมิตรร่วมเล่นเกมส์ของเราอยู่ การสะสมของเล่น วางของเล่นรอบๆโต๊ะทำงาน จะทำให้เกิดความสดชื่นในการทำงาน ทำให้งานดูไม่น่าเบื่อ ซึ่งมันก็จะช่วย inspire เพื่อนร่วมงานในที่ทำงานให้เกิดความสุข สนุกสนานไปด้วยครับ สังคมรอบๆ ของเราจะเป็น Community of Inspiration ที่มีแต่ความน่าอยู่น่ารื่นรมย์

การมีของเล่นสะสม กระจุ๊กกระจิ๊กที่บ้าน จะช่วย inspire คนในครอบครัวของเรา ลูกๆของเราซึ่งอยู่ในวัยเด็ก จะซึมซับความสดใสที่ได้จากการเก็บสะสมของเล่น การนำมันออกมาเล่นในบางครั้ง จะกระตุ้นเซลล์สมองของเขาได้ นอกจากนั้นของเล่นเหล่านี้ยัง inspire ลูกๆของเพื่อนบ้านรอบๆ บ้านเรา เกิดการ inspire ให้เกิดสังคมเพื่อนบ้านที่มีความสุข

ยังมีเรื่องให้คุยอีกเยอะครับใน Inspiration Economy ในตอนต่อๆ ไปครับ ......