แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ smart object แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ smart object แสดงบทความทั้งหมด

31 สิงหาคม 2555

Future of TV - อนาคตของโทรทัศน์ (ตอนที่ 1)




ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นกับโทรทัศน์ใหญ่ๆ มี 2 เรื่องครับ คือ 

(1) เครื่องรับโทรทัศน์ได้เปลี่ยนจากเทคโนโลยีหลอดคาโธด (Cathode Ray Tube หรือ CRT) หรือจอแก้ว ทำให้โทรทัศน์มีขนาดใหญ่ อุ้ยอ้าย ที่เรามักเรียกว่าโทรทัศน์มีตูด มาเป็นเทคโนโลยีแบบจอแบน (Flat Panel Display หรือ FPD) ซึ่งมีทั้งเทคโนโลยีแบบพลาสมา แอลซีดี และล่าสุดเทคโนโลยี OLED (Organic Light Emitting Diode) ที่ทำให้จอโทรทัศน์บางมากๆ และสามารถสร้างให้จอภาพมีขนาดใหญ่มากๆ ได้

(2) ระบบการส่งสัญญาณ (Broadcast Technology) แต่เดิมเป็นการส่งสัญญาณด้วยคลื่นวิทยุจากสถานีโทรทัศน์ โดยจะตั้งเสาสูงๆ แล้วกระจายสัญญาณออกไปรอบทิศทาง ซึ่งสัญญาณมักจะไปได้แค่ประมาณร้อยกิโลเมตร จึงต้องมีการติดตั้งสถานีทวนสัญญาณตามจุดต่างๆ เพื่อให้กระจายสัญญาณออกไปได้ทั่วประเทศ เวลาเราเดินทางไปต่างจังหวัด ขอให้สังเกตบนภูเขาสูงๆ ตามข้างทาง เรามักจะเห็นมีเสาอากาศใหญ่ๆ สูงๆ อยู่บนภูเขา นั่นแหล่ะครับ คือสถานีทวนสัญญาณของทีวีช่องต่างๆ แต่ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมานี้ เทคโนโลยีการถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียมได้รับความนิยมขึ้นมาแทนที่ระบบเดิม โดยสถานีโทรทัศน์จะส่งสัญญาณภาพไปยังสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน จากนั้นสัญญาณจะถูกยิงขึ้นไปบนดาวเทียม ซึ่งดาวเทียมจะกระจายสัญญาณดังกล่าวลงมายังพื้นโลก ทีนี้ใครก็ตามที่มีจานรับสัญญาณ (จานดำ จานแดง จานเหลือง จานเขียว ฯลฯ) ก็จะสามารถดูโทรทัศน์ได้

เทคโนโลยีข้อ (2) นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้เกิดการบูมขึ้นของทีวีดาวเทียม ทำให้เกิดสถานีโทรทัศน์ขึ้นเป็นพันๆ ช่องทั่วโลก เพราะต้นทุนในการทำสถานีโทรทัศน์ถูกลงเป็นอย่างมาก ไม่ต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีทวนสัญญาณ เหมือนในอดีต โดยรายการที่ทำสามารถถ่ายทอดออกไปได้ในบริเวณกว้าง ข้ามประเทศ หรือแม้แต่ข้ามทวีป

ปัจจุบันนี้เราจึงมีรายการทีวีเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย สมัยก่อนตอนผมเป็นเด็ก จำได้ว่ามีทีวีให้ดูเพียงช่อง 3, 5, 7, 9 เท่านั้น แต่ตอนนี้มีสถานีทีวีเป็นร้อยๆ ช่อง ให้เลือก เรียกว่าผมแทบจะไม่เคยดูช่องฟรีทีวี 3, 5, 7, 9 นี้อีกเลย หากอยากจะดูรายการอะไรก็เจาะจงเรียกดูขึ้นมาเลย ไม่ต้องบริโภคโฆษณาเหมือนแต่ก่อน

แต่ในอนาคตเพียงไม่กี่ปีข้างหน้า ทีวีจะเปลี่ยนรูปโฉมไปอีกครับ นักอนาคตศาสตร์บางคนบอกว่าในอนาคตจะไม่มีทีวีแล้ว คือไม่มีสถานีโทรทัศน์อีกแล้ว จะมีแต่คลิปวีดิโอที่เรียกดูเฉพาะเมื่อต้องการ .... ตอนหน้าผมจะมาคุยเรื่องนี้ต่อนะครับ

30 กรกฎาคม 2555

Intelligent Vending Machine - ตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะ (ตอนที่ 4)



(Picture from http://choco04.wordpress.com/tag/vending-machine/)

วันนี้อยู่ดีๆ ก็คิดถึงญี่ปุ่นขึ้นมา คิดถึงตู้หยอดเหรียญน่ารักๆ คิดถึงวันชื่นคืนสุข เมื่อไหร่ก็ตามที่ไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ไม่เคยมีวันไหนที่จะไม่ไปใช้บริการตู้หยอดเหรียญ เพื่อซื้อของกิน ของเล่น ของบันเทิงเริงใจ ตีหนึ่ง ตีสอง ก็พึ่งพาได้เสมอๆ วันนี้เลยขอเขียนเกี่ยวกับตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะเป็นตอนที่ 4 หลังจากห่างหายจากเรื่องนี้ไปค่อนข้างนานมากๆ เลยครับ

ขอท้าวความเดิมหน่อยนะครับ ว่ากันประเทศญี่ปุ่นมีเครื่องหยอดเหรียญมากมายถึง 5.5 ล้านเครื่อง คิดเป็นจำนวนตู้หยอดเหรียญ 1 ตู้ ต่อประชากร 23 คน มากที่สุดในโลกครับ ครึ่งหนึ่งของ 5 ล้านกว่านี้เป็นตู้สำหรับกดเครื่องดื่มไร้อัลกอฮอล์ครับ ประมาณ 118,000 ตู้จะเป็นของแปลกที่ไม่น่าเอามาใส่ในตู้ ไม่ว่าจะเป็น มีดโกนหนวด ถุงเท้า ไข่ไก่ มี 5,500 ตู้ที่เป็นบะหมี่กระป๋อง รายได้ของตู้หยอดเหรียญทั้งหมดรวมทั้งปีมีมูลค่าถึง 7,000,000,000,000 เยน หรือ ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท 

นับวันตู้หยอดเหรียญจะฉลาด (และน่ารัก) มากขึ้นเรื่อยๆ มีการเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจอภาพแบบสัมผัส การตรวจหาอายุของผู้ใช้บริการ ตู้สมัยใหม่ไม่ต้องใช้เหรียญหยอด แต่สามารถใช้บัตรสมาร์ทการ์ด หรือ บัตรเครดิต นอกจากนั้นมันยังเชื่อมต่อกับโครงข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้บริการอื่นๆ เช่น แผนที่ไปยังจุดที่น่าสนใจ แนะนำร้านอาหารน่าทานบริเวณนั้น รวมทั้ง มันยังมีการเช็คสต็อกตัวเอง แล้วส่งข้อมูลกลับไปยังบริษัท โดยที่เจ้าของบริษัทสามารถรู้ข้อมูลการให้บริการว่า ส่วนใหญ่คนมากดเอาอะไรในช่วงเวลาไหนบ้าง ทำให้รู้ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนอีกด้วย นอกจากนั้น แนวโน้มในอนาคตที่ผมคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นก็คือ ตู้หยอดเหรียญจะทำตัวเสมือนเป็นเกมส์ ทำให้ผู้ใช้บริการอยากที่จะไปหยอดซื้อมากขึ้น ครั้งหนึ่งที่ผมไปญี่ปุ่นกับภรรยา ภรรยาของผมหยอดน้ำกระป๋องที่มีรูปไอ้มดแดงออกมาทุกรสชาติที่มีขายในตู้นั้น แล้วเทเอาน้ำออก เอากระป๋องกลับมาตั้งโชว์ที่บ้าน

บทบาทที่มากขึ้นเรื่อยๆ ของตู้หยอดเหรียญนี้ ทำให้แม้แต่บริษัทอินเทล ก็เริ่มมาให้ความสนใจ โดยอินเทลมีแผนจะขายตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะ เพราะประเมินว่าในปี ค.ศ. 2016 ตลาดจะมีความต้องการตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะมากถึง 2 ล้านตู้ต่อปี ตู้หยอดเหรียญที่อินเทลจะสร้างนี้ จะมีจอภาพขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถทำการโฆษณาได้ โดยสามารถส่งการโฆษณาแบบต่างๆ ไปที่ตู้ ให้เหมาะกับเวลาและสถานที่ ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของตู้ จะมีรายได้จากการโฆษณาเพิ่มเติมจากการขายสินค้า

พูดแล้วก็อยากให้วันนั้น มาถึงไวๆ ครับ .....

04 เมษายน 2555

Making Things Love - ทำโลกนี้ให้มีแต่รัก (ตอนที่ 5)


เมื่อไม่นานมานี้มีคำศัพท์ใหม่คำหนึ่งเกิดขึ้น คำว่า Living Technology ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีที่มีความเป็นชีวิต หรือ รวมเอาความสามารถของสิ่งมีชีวิตเข้าไป ทำให้เทคโนโลยีนั้นมีความเป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิต และสนองตอบความต้องการต่อสิ่งมีชีวิต ในฐานะที่ตัวมันเองก็มีส่วนหนึ่งมาจากความเป็นชีวิต ไม่เหมือนเทคโนโลยีสมัยก่อนที่มีลักษณะทื่อๆ เหมือนจักรกลที่ไม่มีหัวจิต หัวใจ แต่เทคโนโลยีในอนาคตจะต้องทำตัวเสมือนกับตัวมันเองมีจิตใจอยู่ภายในด้วย

Living Technology นี่ก็ว่าเจ๋งแล้วนะครับ แต่ยังไม่พอหรอกครับ เพราะว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น อลังการกว่านั้นกำลังจะเกิดขึ้น ผมขอเรียกสิ่งนั้นว่า Loving Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใส่อารมณ์ ความรู้สึก ความผูกพัน ความห่วงหาอาทร เข้าไปข้างในได้ ทำให้นอกจากมันจะ Living แล้ว มันยังมีความสามารถในการ Loving ได้อีกด้วย ซึ่ง Loving Technology นี้เอง ทางกลุ่มวิจัยของ Center of Intelligent Materials and Systems คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็กำลังทำการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีนี้ด้วย เราคงจะได้ยินเรื่องของ เทคโนโลยี Kinect ซึ่งสามารถที่จะเรียนรู้และจดจำลักษณะท่าทางของมนุษย์ เราสามารถสื่อสารทางเสียงกับโปรแกรม Siri ซึ่งมีลักษณะเป็นปัญญาประดิษฐ์แบบหนึ่ง ต่อไปอุปกรณ์ต่างๆ จะไม่เพียงแต่จดจำคำพูดของเราเท่านั้น แต่มันจะสามารถแปลความหมายทางอารมณ์ ที่ซ่อนมากับคำพูดได้ด้วย หรือ มันจะมีสามารถในการรับรู้และสื่อสารทางอารมณ์กับเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง น้ำเสียงที่พูด ซึ่งจะทำให้การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ เช่น มือถือในอนาคต เปลี่ยนจากการ "ใช้" เป็นการ "สื่อสาร" กันและกันแทน โทรศัพท์จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีชีวิตชีวา เป็น Living Objects หรือ Living Phone ขึ้นมาเลยล่ะครับ

ล่าสุดข่าวแว่วๆ มาว่า ทาง Apple กำลังจะใส่ Siri เข้าไปในเครื่องรับโทรทัศน์ รวมทั้งซัมซุง และ LG เองนั้นก็เพิ่งเปิดตัวโทรทัศน์ที่รับคำสั่งด้วยเสียงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เอง ทั้งนี้บริษัทฟิลิปส์เองก็กำลังพัฒนาโทรทัศน์ที่สามารถคุยกับ ระบบแสงสว่างในบ้านด้วย โดยเมื่อโทรทัศน์กำลังเปิดรายการที่มีเนื้อหาต่างๆ อยู่นั้น มันจะคุยกับแสงสว่างในห้องนั่งเล่น ให้เปลี่ยนสี และความเข้มแสง รวมทั้งโทนของสี ให้เหมาะกับอารมณ์ของเนื้อหาที่กำลังฉายอยู่ในจอทีวี เห็นไหมครับว่า ต่อไปห้องนั่งเล่น หรือ Living Room ของเรา จะมีชีวิตชีวาขึ้นอีกเป็นกอง มีความเป็น Living ขึ้นจริงๆนอกจากนั้นบริษัท BMW ก็ได้พัฒนาระบบรับคำสั่งด้วยเสียงที่มีชื่อว่า iDrive โดยวางแผนจะบูรณาการระบบนี้ที่ทำงานด้วยอัลกอริทึมของ Siri เข้าไปในรถยนต์ของ BMW นี่ยังแค่เริ่มๆ นะครับ ต่อไปรถยนต์จะมีความฉลาดมากขึ้นไปอีก เช่น เบาะที่ปรับที่นั่งตามอารมณ์ของผู้ขับขี่ ระบบปรับอากาศและฟิล์มกรองแสงตามสภาพแวดล้อมได้เอง เป็นต้น

Loving Technology จะมีความก้าวหน้ากว่า Living Technology เยอะครับ เพราะ Loving Technology ไม่เพียงแต่มีการใส่ความเป็นชีวิตเข้าไป ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ มีความฉลาด เหมือนสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติแล้ว มันยังมีการเพิ่มอารมณ์ ผัสสะ ความรู้สึกเข้าไป ทำให้อุปกรณ์สื่อสารทางวิญญาณกับมนุษย์ได้ สามารถรับรู้อารมณ์ และตอบสนองเชิงอารมณ์กับมนุษย์ได้ โดยเฉพาะวิถีชีวิตของมนุษย์เราในศตวรรษนี้ คนเราจะอยู่เป็นโสดกันมากขึ้น แต่ไม่ต้องกลัวเหงานะครับ เพราะ Loving Technology จะทำให้สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นทีวี เฟอร์นิเจอร์ หมอน เตียงนอน แสงสว่าง รถยนต์ ของเรามีความใส่ใจ ห่วงหาอาทรผู้ใช้ เราจะอยู่ในบ้านเสมือนมีความรู้สึกว่า สิ่งรอบๆ ตัวเรานั้นห่วงใยเรา และมีการสื่อสารกับเราตลอดเวลา เหมือนมีคนคอยดูแลยังไงยังงั้น เพื่อนรอบกายภายในบ้านที่มองไม่เห็นนี้ จะรับรู้ความรู้สึกของเรา และแสดงออกความรู้สึกนั้นออกมา ผ่านการเรืองแสงที่หมอน การปรับโทนแสงไฟ การเปิดเพลงคลอ การส่งรูปหัวใจบนกระจก และอื่นๆ อีกมากมาย จนทำให้สิ่งแวดล้อมที่มีแต่รักนี้ ไม่ทำให้เรารู้สึกเดียวดายอีกต่อไป .......

14 มีนาคม 2552

Intelligent Toilet - ส้วมอัจฉริยะ


ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปญี่ปุ่นกับเพื่อนๆ พวกเราจะมีความสุขมากกับเรื่อง 2 เรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องกิน อาหารในญี่ปุ่นมีหลากหลายทั้งรูปแบบ และราคา ถ้าไปอยู่นานๆ พวกเราก็จะชอบไปนั่งเปลี่ยนร้านกันไปเรื่อยๆในแต่ละวัน บางทีก็ขึ้นรถไฟไปกินกันที่เมืองอื่นเปลี่ยนบรรยากาศ อีกเรื่องที่เรามีความสุขก็คือเรื่อง "ถ่าย" เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าด้านชักโครกและส้วมที่สุดในโลกแล้วครับ ........

เมื่อครั้งที่ท่าน Sir John Harington ได้ประดิษฐ์โถอึชักโครกขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1596 (สมัยเดียวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) กล่าวกันว่าผลงานประดิษฐ์ชิ้นนี้ได้ถูกนำไปทดลองใช้ครั้งแรกโดย สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 พระองค์ทรงมีพระเกษมสำราญมากกับการทดลองใช้ ถึงกับนำบทความที่มีรายละเอียดการประดิษฐ์ของนวัตกรรมชิ้นใหม่นี้ ติดเอาไว้ที่ข้างฝาหน้าโถชักโครก เพื่อที่พระองค์จะได้ชื่นชมความสะดวกสบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่อนิจจา .... หลังจากนั้นเป็นต้นมาหลายร้อยปี เทคโนโลยีของโถอึก็ไม่ได้มีความก้าวหน้าขึ้นอีกเลย มีแต่เพียงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างโถหรือวัสดุที่ใช้บ้าง แต่หลักการก็ยังคล้ายๆเดิม

แต่เดี๋ยวก่อนครับ ..... ขณะนี้บริษัท Toto แห่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชักโครกขายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้คิดค้นนวัตกรรมส้วมอัจฉริยะขึ้นมา เจ้าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีชื่อว่า Neorest 600 นี้ไม่มีโถน้ำวางอยู่ข้างหลังให้เกะกะรำคาญใจ เมื่อผู้ใช้เดินเข้าตรงเข้าไปเพื่อจะใช้งาน ฝาปิดโถอึจะเปิดออกเพื่อพร้อมทำงาน เจ้า Neorest 600 นี้ทำงานด้วย remote control มันมีฟังก์ชันทำโถนั่งให้อุ่นสำหรับอากาศในเมืองหนาว มันมีฟังก์ชันสำหรับคุณผู้หญิง มีฟังก์ชันสำหรับผู้ชายถ้าต้องการฉี่เฉยๆ ด้วยการยกฝานั่งขึ้น แล้วเอาลงมาวางไว้เหมือนเดิมเมื่อเราเดินจากไป เจ้า Neorest 600 ช่วยทำให้ไม่ต้องใช้กระดาษชำระเลยด้วยซ้ำ เพราะหลังจากฉีดน้ำล้างทำความสะอาดให้เมื่อเราเสร็จภารกิจแล้ว มันจะพ่นลมอุ่นเพื่อทำให้ก้นเราแห้ง โถอึนี้ถูกออกแบบทางสถาปัตยกรรมมาให้น้ำที่นำอึลงไปนั้น หมุนวนแบบไซโคลน ซึ่งจะทำให้ประหยัดน้ำมาก (ใช้น้ำ 6 ลิตรต่อการใช้) โถอึนี้มีระบบกำจัดกลิ่น และเมื่อเราลุกออกไป มันจะปิดฝาของมันเอง

ผมยังไม่เคยใช้เจ้า Neorest 600 หรอกครับ แค่ใช้น้องๆ ของเจ้าตัวนี้ที่โรงแรมและสนามบินก็แฮปปี้แล้ว ......

19 กุมภาพันธ์ 2552

Smart Grid - ระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (ตอนที่ 2)


เมื่อสักต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมานั้น บริษัท IBM ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศผลกำไรดีเกินคาด ในขณะที่บริษัทดังๆ ในสหรัฐอเมริกา ถ้าไม่ประกาศขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือประสบภาวะขาดทุน ก็ต้องมีภาวะผลกำไรติดลบกันทั้งนั้น แต่ IBM กลับมีผลประกอบการดีกว่าเดิม มีการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้น 3% น่าแปลกใจไหมครับว่า IBM ทำอะไร ทำไมถึงสวนกระแสชาวบ้าน ฟังข่าวต่อไปนี้แล้วจะเข้าใจยิ่งขึ้นครับ ......

IBM ซึ่งเป็นบริษัทที่รู้จักกันดีว่าขายคอมพิวเตอร์ (อดีตนายก ดร. ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยทำธุรกิจคอมพิวเตอร์ก่อนจะมาร่ำรวยจากโทรศัพท์มือถือ) IBM เคยรุ่งเรืองมากกับการขายคอมพิวเตอร์ ในภายหลังได้ค่อยๆ ขยับไปดำเนินการเกี่ยวกับระบบสารสนเทศทางด้านการเงิน การธนาคาร โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที แต่ตอนนี้ IBM กำลังจะเข้ามาดำเนินการในด้านพลังงานแล้วครับ IBM ทำการวิจัยเกี่ยวกับ Solar Cell แบบใหม่ที่เรียกว่า Copper-Indium-Gallium-Selenide (CIGS) อยู่ ซึ่งจะทำให้แผงเซลล์สุริยะถูกลง

ล่าสุด IBM ได้รับสัมปทานจากประเทศมอลต้า ให้ทำระบบ Smart Grid สำหรับไฟฟ้าและน้ำประปา โดยจะต้องทำการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟทั้งหมด 250,000 หน่วยให้เป็น Smart Meter ซึ่งจะทำให้ผู้จ่ายไฟฟ้า สามารถที่จะรู้การใช้ไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลัง โดยไม่ต้องส่งพนักงานออกไปดู สามารถดูได้จากหน้าจอแบบเรียลไทม์ ซึ่งหากผู้ใช้ค้างชำระเกินกำหนด ผู้จ่ายไฟสามารถสั่งระงับการจ่ายไฟฟ้าจากระยะไกลได้ หรือสั่งให้มีการจ่ายไฟตามปกติได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปหน้าบ้านของผู้ใช้เลย การใช้ Smart Meter ทำให้ผู้จ่ายไฟรู้ภาวะความต้องการไฟฟ้าอย่างเรียลไทม์ มีการจัดการกระแสไฟฟ้าที่เกิดโอกาสล้มเหลวของโหลด หรือ หม้อแปลงระเบิดได้น้อยลงมาก ผู้ใช้สามารถรู้ค่าไฟฟ้าสะสมที่เกิดขึ้น การคิดค่าไฟฟ้าสามารถทำแบบฉลาดได้ คือค่าไฟฟ้าในช่วงเวลาต่างกันให้มีราคาที่ต่างกันได้ เช่นช่วงหัวค่ำก็คิดแพงๆ หน่อย ดึกๆถึงเช้ามืดก็คิดแบบถูกๆ คนใช้ก็รู้ราคาและสามารถเช็คได้โดยตรงจาก web site เลย นอกจากนั้นอาจจะใช้ระบบ Pre-paid คล้ายๆ การเติมเงินของโทรศัพท์มือถือก็ย่อมได้ ลูกค้าอาจอาศัยช่วง Promotion ไปซื้อบัตรเติมเงิน เพื่อใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ราคาถูกๆ เช่น ช่วงหน้าฝนน้ำในเขื่อนเยอะก็ใช้เยอะได้ แต่ช่วงน้ำน้อยก็มี Promotion แบบอื่นๆ เช่น ให้ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่คนใช้น้อย

ระบบ Smart Grid นี่ยังมีอะไรๆให้เล่นอีกเยอะครับ ต้องติดตามตอนต่อไป .......

17 กุมภาพันธ์ 2552

Braille Interpreter - อ่านหนังสือจากสัมผัสกาย

(คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยายให้ใหญ่ขึ้น)

เรื่องของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Robotics, Nanotechnology, Intelligent Materials, Bionics, Biomedical Engineering มาเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ให้สูงขึ้น หรือ มาช่วยชดเชยผู้ที่ด้อยสมรรถภาพทางร่างกาย กำลังเป็นกระแสที่มาแรงมากๆ ครับ ก่อนหน้านี้ผมได้นำเสนอเรื่องราวต่างๆทางด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็น หุ่นยนต์สวมใส่สำหรับชาวนา คอนแท็คเลนส์ที่แสดงผลได้ มือกล จมูกอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น วันนี้ผมนำอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่สามารถอ่านตัวอักษร Braille แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงให้ผู้พิการทางสายตา ที่ไม่มีความสามารถในการอ่านตัวหนังสือเบรลล์ สามารถอ่านหนังสือได้ด้วยการใส่ถุงมือเซ็นเซอร์ แล้วนำมาสัมผัสกับตัวอักษรเบรลล์ เจ้าถุงมือเซ็นเซอร์นี้จะเปลี่ยนสัมผัสทางกาย ให้เป็นเสียงซึ่งส่งไปที่หูฟังผ่านสัญญาณบลูทูธ


เรื่องของ Smart Object กำลังมาแรงครับ วันหลังจะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ .....

08 มกราคม 2552

Crash Avoidance Technology - เทคโนโลยีหลีกเลี่ยงการชน (ตอนที่ 2)


แม้ประเทศไทยจะช่วยกันรณรงค์เรื่อง "เมาไม่ขับ" กันอย่างหนักและต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนก็ดูยังไม่ใกล้เคียงความเป็นจริงสักที เพราะจริงๆแล้ว การขับรถบนถนนยังเป็นเรื่องอันตรายอยู่ ถึงจะไม่เมาไม่ง่วงไม่โทร ก็เถอะครับ ทางหลวงเมืองไทยมีจุดอันตรายนับไม่ถ้วน คนขับรถส่วนใหญ่ยังขับรถไร้วินัยและความตระหนักเรื่องความปลอดภัย การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง smart highway และ เทคโนโลยีหลีกเลี่ยงการชน (crash avoidance technology) น่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยดูแลถนนแห่งอนาคตให้มีความปลอดภัย และน่าใช้มากยิ่งขึ้นครับ ปีใหม่ของคนไทยจะได้น่าเที่ยวกว่านี้


อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่า รถยนต์หรูๆ รุ่นใหม่ๆ เช่น วอลโว่ หรือ เบนซ์ หรือ BMW ต่างก็พยายามเพิ่มมูลค่าให้รถยนต์ของตนเองด้วยการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยประเภทต่างๆ เข้ามาใส่ แต่ในอนาคตข้างหน้า เทคโนโลยีเหล่านี้จะค่อยๆ เข้าไปอยู่ในรถยนต์ที่ไม่หรูด้วย จนอีกหน่อยก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาครับ เทคโนโลยีหลักเลี่ยงการชนในปัจจุบันที่มีการวิจัยคิดค้นขึ้นมา และมีใช้กันแล้วนั้นมีหลายประเภทครับ ผมขอยกตัวอย่างดังนี้ครับ ......

- Forward Collision Automatic Braking ช่วยในการป้องกันการชนด้านหน้า เมื่อรถคันหน้าลดความเร็วลงอย่างกระทันหัน แล้วเราขับมาเผลอๆ ไม่ได้ลดความเร็วตาม เบรคก็จะทำงานทันที เพื่อปรับความเร็วรถของเราให้พอดีกับคันข้างหน้า
- Lane-Departure Warning หากรถของเราขับกินเลน หรือเปลี่ยนเลนไป ระบบจะทำการเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบ
- Emergency Brake Assistance ในกรณีที่รถต้องทำการเบรคอย่างกระทันหัน จะช่วยป้องกันการล็อคล้อ และรักษาสมดุลของพวงมาลัยรถ ป้องกันไม่ให้รถปัดหรือหมุน
- Adaptive Headlight ไฟ้หน้ารถที่ปรับมุมตามการเลี้ยวโค้ง หรือ การขึ้นเขาลงเขาของรถ
- Blind-spot Detection ระบบตรวจสอบจุดที่ผู้ขับขี่มองไม่เห็น เช่น หากมีรถวิ่งเข้ามาใกล้ทางด้านข้างอย่างเร็ว อาจมองทางกระจกไม่ทันเห็น ระบบนี้จะช่วยทำให้คนขับรู้ตัว จะได้ไม่เปลี่ยนเลนจนกว่าจะปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา ที่จะช่วยไม่ให้รถที่วิ่งสวนกัน หรือ ตัดทางกันที่ทางแยก เกิดการประสานงาหรือเฉี่ยวกัน ซึ่งรถยนต์จะสามารถสื่อสารกันได้ เพื่อหลบเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

ตอนหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังต่อครับ ถึงเทคโนโลยีหลีกเลี่ยงการชนที่เลียนแบบตั๊กแตนครับ ...........

06 มกราคม 2552

I, Nanny - หุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก (ตอนที่ 2)


สวัสดีปีใหม่ 2552 อีกครั้งครับ ปีใหม่นี้เริ่มด้วยไฟครับ แต่อาจจะจบด้วยน้ำก็ได้ครับ วันก่อนผมได้มีโอกาสไปเดินที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยชอบไปที่คนเยอะหรอกครับ ชอบไปทุ่งไปไร่มากกว่า แต่จำต้องไปเพื่อไปดูว่ามีหุ่นยนต์มาขึ้นห้างบ้างหรือยัง ผมเดินไปดูแถวๆ แผนกของเล่น ได้เห็นหุ่นยนต์แบบ Humanoid 3 ยี่ห้อครับ ราคาตั้งแต่หมื่นกว่าๆ ไปจนถึงหกหมื่นบาท ปกติอยู่เมืองไทย ถ้าอยากได้หุ่นยนต์ก็ต้องสั่งซื้อจากเมืองนอก หรือไม่ก็ต้องไปร้านที่สั่งหุ่นยนต์เข้ามาขายโดยเฉพาะ หรืออาจจะต่อขึ้นมาเองด้วยการซื้ออะหลั่ยจากร้านเหล่านั้น นำมาประกอบกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ในบ้านเราที่ทำวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์ ก็ใช้วิธีนี้ทั้งนั้นล่ะครับ ดังนั้นการที่ห้างเซ็นทรัลนำเข้าหุ่นยนต์มาขายจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจ แสดงว่าตอนนี้ หุ่นยนต์ได้เข้าถึงผู้ใช้โดยตรงแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องในวงการวิชาการ หรืออุตสาหกรรม อีกต่อไปแล้วครับ ท่านผู้อ่านจับตาดูให้ดีนะครับ ในปี 2009 นี่แหล่ะครับ เราจะได้เริ่มเห็นการขยับเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของหุ่นยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ จะเรียกว่าเป็นปีทองของหุ่นยนต์ก็ว่าได้ครับ

ช่วงที่ผมไปญี่ปุ่นเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้เห็นการเข้ามาของหุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น เจ้าหุ่นยนต์พวกนี้เขาเรียกว่า Personal Service Robots ครับ หรือหุ่นยนต์รับใช้ นั่นเอง ในอดีตที่ผ่านมานั้น เรามักจะเห็นการใช้งานหุ่นยนต์กันมากเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมเท่านั้น หุ่นยนต์พวกนี้เขาเรียกว่า Industrial Robot ทั้งโลกตอนนี้มีการใช้กันประมาณ 923,000 ตัว แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่าตอนนี้การใช้งาน Personal Service Robots มีถึง 5,800,000 ตัว แล้วครับ มากกว่าหุ่นยนต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายเท่าตัวเลยครับ ในอนาคตอันใกล้นี้ หุ่นยนต์รับใช้จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นเองซึ่งประชากรสูงอายุมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย Personal Service Robots จึงเป็นคำตอบในการนำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลผู้สูงอายุ หากยังจำได้ ผมเคยเล่าให้ฟังเรื่อง ชุดหุ่นยนต์สวมใส่สำหรับชาวนา (Wearble Farming Robot) ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยชาวไร่ ชาวนาสูงอายุ ให้สามารถทำงานในไร่ในนาได้เหมือนคนหนุ่มสาว

ในเมืองไทยมีมหาวิทยาลัยหลายๆแห่ง ทำวิจัยเรื่องหุ่นยนต์กันอยู่ ซึ่งของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าต่างประเทศเลยครับ เพราะไปแข่งขันคว้ารางวัลต่างๆมามากมาย เช่น หุ่นยนต์ซูโม่ หุ่นยนต์เตะฟุตบอล เป็นต้น แต่จริงๆแล้ว ความลับของหุ่นยนต์อนาคตนั้นอยู่ที่เรื่องสำคัญ 2 เรื่อง ซึ่งบ้านเราไม่ค่อยได้ทำกันครับ ผมยังไม่เฉลยวันนี้ครับ แต่ค่อยๆติดตามไปนะครับ

24 ธันวาคม 2551

I, Nanny - หุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก (ตอนที่ 1)


เดี๋ยวนี้คนไทยแต่งงานน้อยลง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผู้หญิงสมัยนี้ไม่ค่อยง้อผู้ชายแล้ว พอเราไปจีบก็จะเล่นตัวอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนผู้ชายก็ชอบอิสระมากขึ้น มีชีวิตแบบ Metrosexual ก็ไม่ค่อยอยากตามตื้อผู้หญิง ชอบอยู่แบบแวดล้อมด้วยเพื่อนฝูงมากกว่า ท่านผู้อ่านคิดอย่างนั้นใช่ไหมครับ แต่ความจริงก็คือ คนเราแต่งงานน้อยลงเพราะการเลี้ยงดูลูกสมัยนี้มันทำได้ยากขึ้นต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการเลี้ยงดูเขาก่อนวัยเรียน พี่เลี้ยงเด็กนั้นเป็นอะไรที่เป็นเรื่องปวดหัวของทุกบ้าน ลูกของผมคนโตเคยมีพี่เลี้ยงเด็กถึง 14 คน (ครั้งละคนนะครับ) คนเล็กเคยเปลี่ยนไป 12 คนงานเลี้ยงเด็กนี่เป็น List ท้ายๆ ของ Job ที่คนอยากจะทำครับ พ่อแม่เองก็ไม่มีทางเลือก ส่วนใหญ่สมัยนี้ให้แต่คนต่างชาติเลี้ยง ลูกของญาติผมพูดไทยไม่เป็น พูดเป็นแต่พม่า ลูกผมคนเล็กดีหน่อย แค่พูดคำว่า "ควาย" ไม่ได้ ออกเป็นอย่างอื่น แต่ที่โรงเรียนเขาแก้ให้แล้ว


ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ครับ นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจึงมีความคิดจะพัฒนา หุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก ซึ่งต่อไปในอนาคตมันจะเข้าทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกแทนพี่เลี้ยงต่างชาติ ตอนผมไปญี่ปุ่นผมได้เห็นเจ้าหุ่นพี่เลี้ยงเด็ก 2 ยี่ห้อ ซึ่งจะนำมาฝากในวันนี้ จริงๆ แล้ว น่าจะเรียกว่าหุ่นเพื่อนเล่นเด็กมากกว่า เพราะมันยังได้แค่เล่นกับเด็ก ยังดูแลขนาดเปลี่ยนผ้าอ้อมไม่ได้ ป้อนข้าวป้อนน้ำไม่ได้ แต่หุ่นยนต์นี้ก็มีความสามารถมากกว่าเล่นกับเด็กนะครับ เพราะเขาก็ดูแลเด็กได้ระดับหนึ่ง ตัวแรกคือ Hello Kitty Robo ซึ่งเราสามารถตั้งหน้าที่ให้มันอยู่ใน Friend Mode, Parent Mode ก็ได้ พ่อแม่มักจะเซ็ตให้เครื่องทำหน้าที่ Parent Mode เพื่อแบ่งเบาภาระการพูดคุยกับลูก เจ้าหุ่นจะจ้อได้ทั้งวันโดยไม่บ่นเลย มันมีความสามารถในการกล่อมเด็กให้หลับ แถมสอนภาษาได้หลายภาษาอีกด้วย อีกตัวคือ Papero ของบริษัท NEC เจ้าตัวนี้ฉลาดขึ้นมาอีก เพราะมันมีความสามารถในการจดจำใบหน้าเด็ก จดจำเสียง มันสามารถเรียนรู้อารมณ์ของเด็กๆ ได้ มันร้องเพลงร่วมกับเด็กๆได้ เล่านิทาน เล่าเรื่องตลก เล่นเกมส์ทายใจ ส่งรูปเด็กๆทาง SMS ไปให้พ่อแม่ดูเป็นระยะๆ ทั้งนี้ หากใช้ร่วมกับ RFID microchip ก็จะทำให้มันติดตามการเคลื่อนที่ของเด็กได้


วันหลังผมจะมาเล่าต่อนะครับ .... ผมจะไปทำงานที่ไร่องุ่น 3 วัน คงจะกลับมาเล่าต่อช่วง weekend .... Merry X'mas ครับ .......

05 ธันวาคม 2551

เครือข่ายกายสัมผัส - Body Area Network (ตอนที่ 2)


อีกไม่นานร่างกายของมนุษย์ ก็จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายข้อมูลแล้วครับ ด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายกายสัมผัส Body Area Network หรือ BAN นั้นจะทำให้เราสามารถส่งถ่ายข้อมูลไปให้ผู้อื่น หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วยการสัมผัส นักวิจัยทั่วโลกกำลังก้มหน้าก้มตากันพัฒนาอุปกรณ์บนร่างกายมนุษย์ หรือ ฝังลงไปในร่างกายมนุษย์ เซ็นเซอร์ตรวจวัดต่างๆ เช่น การหายใจ จังหวะหัวใจ ปริมาณกลูโคส ความดันเลือด การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ซึ่งเซ็นเซอร์เหล่านี้จะอยู่บนเครือข่าย BAN โดยส่งข้อมูลคุยกันผ่านผิวหนังของมนุษย์นั่นเอง เซ็นเซอร์อาจนำไปติดบนเสื้อผ้า นาฬิกา รองเท้า หรือฝังไว้ใต้ผิวหนัง และอื่นๆ แล้วส่งข้อมูลมาที่อุปกรณ์มือถือ เพื่อส่งให้ Server ของโรงพยาบาล

งานประยุกต์ของ BAN มีได้มากมายครับ ไม่ใช่แค่ในเรื่องสุขภาพหรือการแพทย์เท่านั้น ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอิเล็กทรอนิกส์อย่าง Philips กำลังทำการวิจัยอย่างเข้มข้นในเรื่องของการให้มนุษย์เข้าไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายข้อมูล BAN สามารถทำแบบไร้สายเรียกว่า Wireless Body Area Networks ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์บนร่างกายของเรา สามารถที่จะคุยกับอุปกรณ์อื่นๆ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ ที่ผมชอบมากๆ คือรูปทางซ้ายมือครับ Philips เขาคิดไอเดียที่จะสร้างเครือข่ายอารมณ์ หรือ Emotion Networks ต้นแบบที่เขานำมาสาธิตนั้นเป็นสร้อยคออารมณ์ ซึ่งจะเปลี่ยนสีตามอารมณ์ของผู้สวมใส่ มันจะตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ อุณหภูมิร่างกาย และอื่นๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถส่งไปยังอุปกรณ์อื่นๆ รวมทั้งเจ้าสร้อยคออารมณ์สามารถคุยกันเองกับสร้อยคอที่คนอื่นใส่ ทำให้คนอื่นสามารถรับรู้สภาพอารมณ์ของเราได้ ก่อนหน้านี้ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยนำเรื่องหมอนบอกรักได้มานำเสนอครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นรูปแบบหนึ่งของเครือข่ายอารมณ์ ที่เราสามารถส่งข้อมูลอารมณ์ ความรู้สึกของเราผ่านหมอนของเรา ไปยังหมอนใบอื่นๆ

03 ธันวาคม 2551

เครือข่ายกายสัมผัส - Body Area Network (ตอนที่ 1)


ผมเชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินวลีที่ว่า "มองตาก็รู้ใจ" นั่นแสดงว่ามนุษย์เรารู้จักการส่งข้อมูล ผ่านทางสายตามานานแล้ว นอกจากนั้นเรายังใช้การส่งข้อมูลด้วยการสัมผัสกายกัน เราจับมือเพื่อนที่กำลังร้องไห้เสียใจเพราะความรัก เพื่อส่งความรู้สึกแสดงความเห็นใจไปสู่เขา การปลอบโยนผู้อื่นด้วยการตบหลัง หรือลูบหลังเบาๆ ก็เป็นการส่งข้อมูลความรู้สึกเห็นอกเห็นใจให้แก่ผู้อื่น คนที่พึ่งจีบกันหรือแม้แต่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมานาน ก็ชอบที่จะจับมือกันเพื่อส่งความรู้สึกดีๆให้แก่กัน จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่ส่งให้แก่กันและกันผ่านการสัมผัสทางกายเหล่านี้ เป็นข้อมูลเชิงความรู้สึก ไม่สามารถประเมินเชิงตัวเลขหรือเชิงปริมาณได้ แต่ต่อนี้ไปด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายกายสัมผัส Body Area Network หรือ BAN จะปฏิวัติโลก เพื่อทำให้เราสามารถส่งข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ power point รูปภาพถ่ายจากกล้องดิจิตัล เพลง MP3 ต่างๆ ไฟล์ MS Word ไปให้คนอื่นๆ ผ่านการแตะมือกัน ผมจะทยอยมาเล่าความก้าวหน้าของศาสตร์ทางด้านนี้ในตอนต่อๆ ไป รวมไปถึงระบบนี้ทำงานอย่างไรด้วย แต่ตอนที่ 1 นี้เพื่อเรียกน้ำย่อย ผมจะขอยกตัวอย่างความก้าวหน้าในเรื่อง Body Area Network ที่นำออกมาสาธิตโดย Electronics and Telecommunications Research Institute (ETRI) แห่งประเทศเกาหลีครับ

ต้นแบบที่ ETRI นำมาสาธิตนั้นจะทำให้เราสามารถส่งไฟล์ที่เราต้องการพิมพ์ จากโทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค หรือ PDA ไปยังเครื่องพิมพ์ด้วยการแตะที่เครื่องพิมพ์ครับ ต้นแบบแรกของ ETRI นี้เป็นถุงมือส่งข้อมูลครับ ปัจจุบันเครือข่ายกายสัมผัสของ ETRI ทำความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 1 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งก็ยังมีโอกาสเร่งความเร็วในต้นแบบรุ่นต่อๆไปได้อีก รวมทั้งอีกหน่อยอาจจะไม่จะเป็นต้องมีถุงมือส่งข้อมูลก็ได้ โดยติดตั้งอุปกรณ์รับส่งที่ตัวอุปกรณ์มือถือ โน๊ตบุ๊ค โดยตรง ต่อไปเราจะเวลาไปเที่ยวเป็นหมู่คณะ ก็ไม่จำเป็นต้องยืนตากแดดนานๆ เพื่อถ่ายรูปหมู่ ซึ่งต้องเอากล้องคนนู้น กล้องคนนี้ เวียนกันไปจนครบ ถ่ายแค่กล้องเดียว แล้วแตะมือกัน ข้อมูลจากกล้องเราก็จะไปอยู่ในกล้องเพื่อนต่อๆ กันไป

(รูปข้างบน: ต่อแต่นี้ไป การแตะมือกันไม่ใช่เพียงถ่ายทอดความรู้สึกหรืออารมณ์เท่านั้น แต่ยังสามารถส่งข้อมูลติจิตัลได้ด้วย)


02 พฤศจิกายน 2551

Mixed Reality - เมื่อความฝัน ผสมพันธุ์กับ ความเป็นจริง (ตอนที่ 2)


วันนี้กลับมาคุยกันถึงเรื่อง Mixed Reality ครับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะทำให้โลกความฝัน มาอยู่ร่วมกับโลกความจริง Mixed Reality เป็นเทคโนโลยีในการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ขึ้นมา ซึ่งสิ่งของที่มีตัวตนอยู่จริงๆ จะอยู่ร่วมกับสิ่งของที่สร้างขึ้นมา (Digital Object) โดยสิ่งของทั้ง 2 ประเภทเหล่านั้นจะอยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน เหมือนประหนึ่งว่าสิ่งของที่เป็นของเสมือนนั้นมีตัวตนจริงๆ (ในทางกลับกัน สิ่งของที่อยู่ในโลกแห่งความจริง ก็จะเสมือนกับว่าเป็นสิ่งของที่อยู่ในโลกแห่งความฝันไปด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของดิจิตอลก็จะรับรู้สภาพหรือความเป็นดิจิตอลของสิ่งที่มีอยู่จริงด้วย วันนี้ผมจะมายกตัวอย่างสินค้าที่ทำออกขายในญี่ปุ่น เป็นตัวการ์ตูน หรือ Manga ที่มีชื่อว่า Dennou Figure ARis หรืออีกชื่อคือ Cyber Figure Aris เขาทำออกมาเพื่อคุณผู้ชายขี้เหงาที่ยังไม่มีแฟน แต่ต้องการมีแฟนไว้เป็นเพื่อนใจ ผลิตภัณฑ์นี้ประกอบด้วย ลูกบาศก์ 1 ลูก กับ ไม้ถือเล็กๆ 1 อันที่เป็นรูปมือที่กำลังชี้นิ้ว การทำงานจะเริ่มขึ้น เมื่อเราหัน Web Cam ไปที่ลูกบาศก์ที่ให้มา ภาพของหนู Alice จะปรากฏขึ้นบนจอคอมพิวเตอร์ เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับ Alice ได้ด้วยการเอาไม้ถือเล็กๆ ที่ให้มาไปแตะตัว Alice ที่ยืนอยู่บนลูกบาศก์ ภาพของ Alice ที่ปรากฏในจอก็จะตอบสนองต่อการกระทำของเรา เสมือนกับว่ามี Alice อยู่นอกจอจริงๆ ซึ่งเราสามารถแหย่เล่นจั๊กจี๋ Alice ได้ หรือจะจับ Alice หันซ้ายหันขวา แกล้งเล่นแก้เหงา ซึ่ง Alice ก็จะมีเสื้อผ้าให้ใส่ได้หลากหลายแบบ เราสามารถเอาใจใส่ดูแล Alice ด้วยการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้บ้างในแต่ละวันที่ผ่านไป

วันหลังผมจะมายกตัวอย่างของ Mixed Reality นี้อีกนะครับ ........

23 ตุลาคม 2551

Mixed Reality - เมื่อความฝัน ผสมพันธุ์กับ ความเป็นจริง (ตอนที่ 1)

ในช่วงหลังๆ ผมได้พยายามบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับแนวโน้มใหม่ๆ ที่แสดงถึงการหลอมรวมกันระหว่างวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ กับ ศิลปศาสตร์ ซึ่งแนวโน้มนี้กำลังเกิดขึ้นมาเป็นกระแสที่แรงมาก ทั้งในวงการอุตสาหกรรม วงการมหาวิทยาลัย วงการการเมืองและการทหาร ในทศวรรษต่อไป ใครก็ตามที่ยังเผลอคิดว่าสายวิทย์กับสายศิลป์ยังต้องแยกกันอยู่ แยกกันเรียน แยกกันทำงาน จะกลายเป็นคนโลกเก่าไปแล้วครับ


วันนี้ผมจะมาพูดถึงศาสตร์ของการผสมผสานวิทยาศาสตร์ (โลกแห่งความจริง) กับศิลปศาสตร์ (โลกแห่งความฝัน) เข้าด้วยกันศาสตร์หนึ่ง ศาสตร์นั้นมีชื่อว่า Mixed Reality ครับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ขึ้นมา ซึ่งสิ่งของที่มีตัวตนอยู่จริงๆ จะอยู่ร่วมกับสิ่งของที่สร้างขึ้นมา (Digital Object) โดยสิ่งของทั้ง 2 ประเภทเหล่านั้นจะอยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน เหมือนประหนึ่งว่าสิ่งของที่เป็นของเสมือนนั้นมีตัวตนจริงๆ (ในทางกลับกัน สิ่งของที่อยู่ในโลกแห่งความจริง ก็จะเสมือนกับว่าเป็นสิ่งของที่อยู่ในโลกแห่งความฝันไปด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของดิจิตอลก็จะรับรู้สภาพหรือความเป็นดิจิตอลของสิ่งนั้น งง... ไหมครับ .... ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Matrix ก็จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะโลกของความเป็นจริง ที่เราคิดว่าเป็นจริงนั้น แท้ที่จริงแล้วมันถูกสร้างขึ้นในสมองของมนุษย์ (ในภาพยนตร์ The Matrix) ในขณะที่ตัวจริงของคนผู้นั้นยังนอนอยู่ใน capsule ที่เรียงรายกันเป็นชั้นๆ ในห้องโถงขนาดมโหฬาร และคนที่นอนฝันเหล่านั้น สมองของเขาก็ถูกหลอกให้หลงคิดไปว่าเขากำลังอาศัยในโลกที่มีตัวตนจริงๆ


ผมเคยได้ยินมาว่า คนเราก่อนจะตาย จะเกิดนิมิตรขึ้นมา ซึ่งจะพาเราไปจุติในโลกใหม่ตามนิมีตรที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของลมหายใจสุดท้าย ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า ตัวนิมิตรนี้จะคล้ายความฝัน เราควบคุมไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นเองตามแต่กรรมที่เราทำในชาตินี้ แล้วตัวมันนี่แหล่ะจะเป็นผู้สร้างภพต่อไปของเรา ผมฟังดูแล้วก็ โอ้โฮ ..... ไม่น่าเชื่อว่าในเรื่องของ Mixed Reality ที่ผมกำลังศึกษาวิจัยอยู่นี้มันจะมาสอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธได้อย่างเหมาะเหมง เพราะเทคโนโลยี Mixed Reality นั้น จะต้องทำให้ผู้ใช้แยกไม่ออกครับว่า ในสภาพแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น อะไรคือของหลอก อะไรคือของจริง นั้นคือไปหลอกอายตนะของคนเราให้คล้อยหลงไปเลย


ผมจะมายกตัวอย่างในตอนต่อไปครับ เพื่อให้เห็นภาพชัดของงานประยุกต์ของ Mixed Reality ................

19 ตุลาคม 2551

Crash Avoidance Technology - เทคโนโลยีหลีกเลี่ยงการชน


ว่ากันว่า พัฒนาการด้านยานยนตร์ในทศวรรษถัดไป นอกจากจะมุ่งไปที่การทำให้รถยนต์สามารถใช้พลังงานทางเลือกได้หลากหลายแล้ว ในเรื่องของระบบความปลอดภัยกำลังจะเป็นหัวข้อที่มาแรง เนื่องจากพัฒนาการทางด้านเซ็นเซอร์แบบ MEMS (Microelectromechanical Systems) ที่ก้าวหน้าขึ้นในราคาถูกลง ปกติเซ็นเซอร์แบบนี้ก็ใช้เพื่อเปิดระบบถุงลมนิรภัยอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันกำลังจะเข้าไปอยู่ในล้อ เพื่อตรวจวัดความดันลมยางแบบไร้สายครับ ทำให้ผู้ขับขี่รู้สถานภาพความดันลมยาง ณ เวลาจริง


อีกก้าวที่สำคัญคือเทคโนโลยีในการหลีกเลี่ยงการชน ซึ่งจะทำให้รถยนต์มีความปลอดภัยก้าวไปอีกขั้นเลย เมื่อเดือนสิงหาคม 2008 ที่ผ่านมาบริษัทวอลโว่ ได้นำเอารถยนต์ Volvo XC60 ไปแสดงในงานมอเตอร์โชว์ที่ซิดนีย์ ซึ่งติดตั้งระบบการหลีกเลี่ยงชนท้ายรถยนต์คันหน้าที่ถูกตั้งชื่อว่า "City Safety" ซึ่งจะเหมาะกับการขับรถในเมืองซึ่งใช้ความเร็วไม่สูงนัก ระบบนี้จะเปิดตัวเองเมื่อรถยนต์ที่เราขับกับรถยนต์คันหน้า มีความเร็วแตกต่างกันน้อยกว่า 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะ 6 เมตร ซึ่งก็จะเกิดขึ้นเมื่อเราขับรถจี้ก้นรถคันหน้าใกล้ๆ มันจะคอยตรวจวัดรถคันหน้าด้วยแสงเลเซอร์ และเมื่อมันรู้สึกว่ารถของเรากำลังจะพุ่งเข้าใส่รถคันหน้าจนมีเกิดการชน มันจะทำการเบรคทันที วอลโวยอมรับว่าผู้ขับขี่ไม่ควรวางใจระบบนี้ จนทำให้เกิดการประมาท เพราะระบบอาจทำงานไม่ทันในกรณีที่รถที่ติดตั้งระบบนี้พุ่งเข้าหารถคันหน้าอย่างเร็วเกินกว่าจะเบรคทัน ซึ่งในกรณีนี้หากเกิดการชนขึ้น การมีระบบนี้ก็จะลดความรุนแรงของอุบัติเหตุลงได้


ผมจะมาเล่าต่อในเรื่องนี้อีกครับ เพราะรถยนต์กำลังจะเป็น Intelligent System ลำดับแรกๆ ในชีวิตประจำวันของเราครับ ..........

12 ตุลาคม 2551

Intelligent Vending Machine - ตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะ (ตอนที่ 3)


สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ยังอยู่ญี่ปุ่นครับ แต่คืนพรุ่งนี้จะไปพักโรงแรมในสนามบินนาริตะ เพื่อเตรียมบินกลับเมืองไทยแล้วครับ เนื้อหาที่จะนำมาเล่าก็เลยยังวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ครับ ตลอดเวลา 10 กว่ากันที่ผมอยู่ในญี่ปุ่น เวลาเดินทางไปไหน หากเห็นตู้หยอดเหรียญก็จะเข้าไปดู มันเป็นความเพลิดเหลินอย่างหนึ่งครับ เพราะไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน มันก็ตามเราไปทุกที่ หลายๆตู้ที่แวะไปดูก็จะเก็บรูปเอากลับไปดูที่เมืองไทย มาว่ากันต่อในเรื่องของตู้หยอดเหรียญที่ ยิ่งนานวันจะฉลาดล้ำขึ้นไปเรื่อยๆ บริษัท M-one Cafe พยายามเอาใจคอกาแฟที่ชอบดื่มกาแฟสด และรู้สึกหงุดหงิดกับรสชาติของกาแฟที่ออกมาจากตู้หยอดเหรียญ จริงๆแล้ว กาแฟหยอดตู้ก็สามารถเซิร์ฟในถ้วยกระดาษร้อนๆ และมีตัวเลือกได้ค่อนข้างมาก ทั้ง เอสเพรสโซ คาปูชิโน ลาเต้ แต่ M-one เขาอยากให้ตู้หยอดเหรียญสำหรับกาแฟมีความฉลาดข้ามขั้นไปเลย คือให้ผู้ซื้อมีอิสรภาพในการกำหนดรสชาติที่ตัวเองต้องการ เหมือนกับการปรุงเอง ซึ่งอิสรภาพที่ได้มานี้มากกว่าการไปนั่งสั่งกาแฟสดด้วยการปรุงจากมนุษย์ในร้านกาแฟเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้ซื้อสามารถควบคุมการปรุงได้จากการเฝ้าดูจอ LCD ที่ตู้โดยการใช้ Touch-screen สั่งเลือกสูตรกาแฟที่ตนชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นความเข้มข้นของกลิ่นรส ความหวาน ความมันของนม ถ้าจะดื่มกาแฟเย็นก็เลือกขนาดของก้อนน้ำแข็งที่ต้องการได้ เครื่องจะตัดน้ำแข็งในขนาดตามนั้นให้สดๆ เลยครับ ตอนนี้ตู้หยอดเหรียญจำนวนมาก นอกจากจะรับเหรียญแล้ว ยังสามารถใช้บัตรโดยสารสมาร์ทการ์ดมาแตะที่ตู้แทนการใช้เหรียญ ตู้ก็จะหักเงินในบัตรเอง โดยเฉพาะตู้หยอดเหรียญที่สถานีรถไฟไฟ้าทั้งหลาย ซึ่งหลายๆตู้ สามารถหักเงินผ่านโทรศัพท์มือถือได้ แค่นำไปแตะเท่านั้น เดี๋ยวนี้บริษัทโฆษณาสินค้าทั้งหลายก็นิยมโปรโมตสินค้า โดยการส่ง e-mail ไปเข้ามือมือลูกค้า เช่นให้เครื่องดื่มโค้กฟรี 1 กระป๋อง เพียงนำบาร์โค้ดที่ส่งไปทาง e-mail เอาไปให้ตู้หยอดเหรียญสแกน โดยหันหน้าจอมือถือไปทางเครื่องสแกน โค้กก็จะหล่นลงมาให้ดื่ม

06 ตุลาคม 2551

Intelligent Vending Machine - ตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะ (ตอนที่ 2)


ยังวนเวียนอยู่แถวญี่ปุ่นนะครับ ตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1890 หรือเกือบ 120 ปีก่อนครับ ถึงวันนี้การพัฒนาตู้หยอดเหรียญก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ มันมีความเฉลียวฉลาดและทำอะไรได้มากขึ้นเยอะเลยครับ บริษัท Fuji Electric ได้คิดค้นตู้หยอดเหรียญที่ใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์เพื่อทำความเย็นให้แก่สินค้าข้างใน ที่ด้านข้างของมันมีมอสเขียวๆขึ้นอยู่ เพื่อเป็นฉนวนความร้อนและเพิ่มความเขียวขจี แก่สภาพแวดล้อมตรงที่ตู้มันไปวางตั้งอยู่ อีกความฉลาดหนึ่งที่ตู้หยอดเหรียญยุคใหม่มีก็คือ ความสามารถในการเดาอายุของผู้หยอดเหรียญ ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับตู้หยอดเหรียญเพื่อซื้อบุหรี่ บริษัท Fujitaka ได้ประดิษฐ์ตู้หยอดเหรียญที่ใช้เทคโนโลยี Face Recognition เพื่อทำการประเมินอายุของผู้ซื้อบุหรี่ที่ตู้ ด้วยการใช้กล้องเก็บภาพหน้าของผู้หยอดเหรียญ แล้วทำการวิเคราะห์รูปทรงของใบหน้า ความเต่งตึงของผิวหน้า ลักษณะของเส้นรอบๆดวงตา แล้วทำการเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของใบหน้าคน ในช่วงอายุต่างๆ ในฐานข้อมูลที่มีอยู่มากถึง 100,000 ใบหน้า ตู้นี้จะปฏิเสธการขายหากมันคิดว่าคนซื้อเป็นเยาวชน แล้วในกรณีที่ผู้ซื้อเกิดเป็นคนหน้าอ่อนกว่าอายุมากๆ ล่ะจะทำอย่างไร สำหรับกรณีที่ผู้ซื้อเป็นผู้ใหญ่แบบ Baby-Faced แล้วเครื่องปฏิเสธการขาย ก็ยังสามารถซื้อได้โดยนำบัตรประชาชนมาให้ตู้สแกน มันก็จะยอมขายให้ โดยเก็บข้อมูลความผิดพลาดในการคำนวณเอาไว้ด้วย เพื่อปรับปรุงความฉลาดของมันต่อไป แม้ว่าปัจจุบันความถูกต้องในการคำนวณของมันจะมีเพียง 90% เท่านั้น (ทุกๆ 100 คน มันจะเดาผิด 10 คน) แต่ในอนาคตพลังของซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์จะสูงขึ้น เพื่อลดข้อผิดพลาดให้ลดลงไปเรื่อยๆครับ บริษัทเดียวกันนี้ยังได้นำตู้หยอดเหรียญที่แนะนำที่กินข้าว ที่เที่ยว ให้แก่ผู้หยอดเหรียญที่มากดซื้อกาแฟทานด้วยครับ โดยใช้จอภาพแบบ Touch-Screen ให้ผู้ซื้อใช้เล่นแพนและซูมแผนที่ มันก็จะโฆษณาแนะนำว่ามีร้านไหนอร่อยแถวนี้ สามารถบอกเจ้าตู้ฉลาดนี้ว่าเราอยากทานอะไรเป็นพิเศษ มันจะโชว์แผนที่ให้ และพูดบอกเราว่าให้เดินไปทางไหน เลี้ยวตรงไหน

04 ตุลาคม 2551

Intelligent Vending Machine - ตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะ (ตอนที่ 1)


ท่านผู้อ่านที่เคยอยู่อพาร์ทเมนท์คงจะคุ้นเคยกับเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญนะครับ เดี๋ยวนี้หาค่อนข้างง่าย เป็นความสะดวกสบายอย่างหนึ่งไปแล้วในเมืองไทย แต่เครื่องหยอดเหรียญเพื่อกดขนม หรือ เครื่องดื่มออกมานั้นอาจจะไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไรนักในบ้านเรา ผมก็เคยเห็นบ้างในมหาวิทยาลัยบ้านเรา แต่ที่ญี่ปุ่น เครื่องหยอดเหรียญเพื่อซื้อเครื่องดื่ม บุหรี่ ขนม หรือแม้แต่ของเล่น นั้นพบได้ทั่วไป เรียกว่าเดินออกจากโรงแรมไปซัก 1 ป้ายรถเมล์ ก็เจอเป็นสิบๆเครื่องแล้ว ตามลานจอดรถก็มี ปากซอยก็มี บนชานชาลารถไฟก็มี ออกไปเดินเล่นข้างๆท้องนาในชนบทก็ยังเจอเลยครับ แถมมีของแปลกๆ อย่างไข่ไก่ เป็นต้น บางทีผมยังอดสงสัยไม่ได้ว่าบริษัทที่ติดตั้งเครื่องหยอดเหรียญเหล่านี้จะจำได้ไหมว่าตนเองเอาเครื่องไปวางไว้ที่ไหนบ้าง แถมยังต้องไปคอยเอาของไปเติมด้วย ปรากฎว่าเครื่องเหล่านี้ในญี่ปุ่นเขาเชื่อมโยงกับเครือข่ายไร้สายหมดครับ ซึ่งมันจะส่งข้อมูลของสินค้าที่ขายดี ขายไม่ดี ไปยังศูนย์ข้อมูล ซึ่งมันก็จะแจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้จะหมดด้วย ตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่นมีเยอะเสียจนเขามีการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการเกี่ยวกับตู้หยอดเหรียญโดยเฉพาะ อย่าง Vendex Japan มีบริษัทมาแสดงสินค้าในงานถึง 194 บริษัท จำนวน 822 บูธ ซึ่งมีผู้มาเที่ยวชมงานจำนวน 150,000 คน ทั้งๆที่เก็บค่าเข้าชมงานคนละ 500 บาท ว่ากันว่าในญี่ปุ่นตอนนี้มีตู้หยอดเหรียญจำนวน 5,405,300 ตู้ครับ หรือมีตู้หยอดเหรียญ 1 ตู้ต่อประชากร 23 คน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก ครึ่งหนึ่งของ 5 ล้านกว่านี้เป็นตู้สำหรับกดเครื่องดื่มไร้อัลกอฮอล์ครับ ประมาณ 118,000 ตู้จะเป็นของแปลกที่ไม่น่าเอามาใส่ในตู้ ไม่ว่าจะเป็น มีดโกนหนวด ถุงเท้า ไข่ไก่ น่าทึ่งมากครับมี 5,500 ตู้ที่เป็นบะหมี่กระป๋อง เขาสำรวจออกมาพบว่า 22% ของคนตอบแบบสำรวจนั้นใช้ตู้หยอดเหรียญอย่างน้อยวันละครั้ง ทำให้รายได้ของตู้หยอดเหรียญทั้งหมดรวมทั้งปีมีมูลค่าถึง 7,000,000,000,000 เยน หรือ ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณของรัฐบาลไทยใน 1 ปีเสียอีกครับ


ชีวิตในโลกอนาคตนั้น นับวันจักรกลที่มีความฉลาดจะยิ่งเข้ามาวนเวียนในชีวิตประจำวันของพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อนะครับ .....

22 สิงหาคม 2551

เต้าเสียบอัจฉริยะ (Intelligent Power Supply)


สวัสดีครับท่านผู้อ่าน Nano in Thailand ระหว่างวันที่ 23-28 สิงหาคมนี้ ผมจะเดินทางไปเข้าร่วมประชุม World Conference on Agricultural Informatics and IT 2008 ที่กรุงโตเกียวครับ หากพอมีเวลาปลีกตัวจากการประชุม ก็จะพยายามเข้ามาอัพเดต Blog นะครับ และในวันที่ 28 สิงหาคมหลังจากกลับมาแล้ว ผมจะนำความคืบหน้าของเกษตรความแม่นยำสูง รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกนำมาเปิดตัวในการประชุมครั้งนี้มาเล่าให้ฟังนะครับ


วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องของเต้าเสียบอัจฉริยะนะครับ ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่าโลกเราเผาผลาญพลังงานไฟฟ้าไปประมาณ 200 ถึง 400 ล้านล้านหน่วย (terawatt hours) ต่อปี กับการเสียบปลั๊กต่างๆทิ้งไว้ โดยไม่ดึงออกเมื่อเลิกใช้ หรือการแค่ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น DVD โทรทัศน์ Set-Top Box ต่างๆ ให้อยู่ในโหมด Stand-By (โหมดที่รอฟังคำสั่งเปิดปิดจากรีโหมด) โดยไม่ได้ดึงปลั๊กออกจริงๆ ก็กินไฟทั้งนั้น ประมาณกันว่าในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น สูญเสียไฟฟ้าไปฟรีๆแบบนี้ประมาณ 5-25% เลยครับ ไฟฟ้าที่สูญเสียไปนั้นเกิดจากหม้อแปลงไฟฟ้าที่เปลี่ยนไฟฟ้าจากกระแสสลับ (AC) ไปเป็นกระแสตรง (DC) ซึ่งสูญเสียในรูปความร้อน (ลองเอามือไปอังดูบนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กคาไว้ก็ได้ครับ) นักวิจัยทั่วโลกในสาขานี้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเขาจึงจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาที่มีชื่อว่า The Alliance for Universal Power Supplies โดยมีเป้าหมายเพื่อจะพัฒนาเต้าเสียบอัจฉริยะที่มีความสามารถในการรับรู้ความต้องการของเครืองใช้ไฟฟ้า หากเครื่องใช้ไฟฟ้าเลิกใช้ไฟแล้ว เต้าเสียบจะตัดไฟเลย แต่หากเครื่องใช้ไฟฟ้ายังต้องการไฟฟ้าอยู่ ซอฟต์แวร์ในเต้าเสียบกับซอฟต์แวร์ในเครื่องใช้ไฟฟ้าจะคุยกัน หลังจากนั้นเต้าเสียบจะปล่อยไฟให้เท่าที่จำเป็น ต่อไปนี้การชาร์จไฟเข้าแบตเตอรีต่างๆ จะอาศัยมาตรฐานเดียวกัน ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีที่ชาร์จของใครของมัน เช่น แต่ก่อนนั้น กล้องดิจิตอลซัมซุงก็ที่ชาร์จแบตอันนึง มือถือโนเกียก็มีที่ชาร์จแบตอีกอันนึง โน๊ตบุ๊คลีโนโวก็มีอีกอันนึง แต่ในอนาคตเราสามารถเอาอุปกรณ์อะไรก็ได้ ตั้งแต่ไอพอต จนถึง โน๊ตบุ๊ค มาชาร์จไฟกับเต้าเสียบอัจฉริยะตัวเดียว
ระยะหลังนี้ เราจะเริ่มเห็นการนำเอาฟังก์ชันในการรู้จักทำงาน เข้าไปใส่ในอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆมากขึ้น ซึ่งในที่สุดเราจะเริ่มเห็นเครื่องใช้เหล่านี้คุยกัน สื่อสารกัน มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าการยิ่งคุยกันมาก ก็ยิ่งเข้าใจกัน ........