แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ team แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ team แสดงบทความทั้งหมด

13 ตุลาคม 2550

ความสวยงามของวัฒนธรรมทีม


ช่วงหลังๆ จะเห็นได้ว่าศิลปบันเทิงของเกาหลีตีตลาดเอเชียกระจุยกระจาย ไม่ว่าจะภาพยนตร์ ละคร ดนตรี รวมไปถึงการท่องเที่ยว เกาหลีใต้เขามีความแข็งแรงมากๆเลยครับ ในเรื่องของการทำงานเป็นทีม เขายกทัพเอาศิลปบันเทิงทุกอย่างออกมาขายข้างนอก โดยช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งภาครัฐและเอกชน ในวงการดนตรีของเกาหลีเอง วงดนตรีที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นวงดนตรีที่มีศิลปินหลายๆ คน ลองคลิ๊กไปดู Music Video ของวงโซนยอซิแดที่ http://www.pingbook.com/mv/list.php?id=247 ดูสิครับ เขาทั้งร้องทั้งเต้นได้สวยงามมากๆ มีเอกลักษณ์ในเรื่องท่าเต้น เขาทำงานประสานงานกันได้ดีมากๆ ในวงนี้จะดูไม่ออกเลยว่าใครเด่นที่สุด เพราะแต่ละคนจะส่งต่อจุดสนใจไปยังอีกคนเสมอๆ ความสวยงามของโซนยอซิแด จึงอยู่ที่การทำงานประสานกันทั้งทีม ลีลาท่าเต้นที่สอดคล้องกัน มี symmetry มี synchronization หากทีมวิจัยทางด้านนาโนของเรา สามารถรวมความเชี่ยวชาญ และทำงานประสานกันแบบนี้ได้ nanothailand ว่าเราเป็นที่หนึ่งในโลกในเรื่องนั้นๆ ได้เลย โซนยอซิแด เป็นวงดนตรีที่เล่นกัน 9 คน ถ้าเป็นทีมวิจัยก็ถือว่าเป็นทีมใหญ่ระดับ Center of Excellence แต่จริงๆ แล้วทีมเล็กก็อาจประสบความสำเร็จในระดับ Team of Excellence ได้เช่นกัน ลองคลิ๊กไปชม Music Video ของวง KARA ที่ http://www.pingbook.com/mv/list.php?id=160 ดูสิครับ เขาเป็นวงดนตรีระบบทีมขนาดกะทัดรัดที่โดดเด่นมากๆ ดึงจุดเด่นของแต่ละคนมาสร้างเอกลักษณ์เฉพาะได้ ถึงจะมีจำนวนคนน้อยกว่าโซนยอซิแด เขาก็ทำได้ดีในระดับสู้ได้ หากลองสังเกตเพลง โซนยอซิแดเน้นเพลง Dance ที่ไปเรื่อยๆ โดยมีการไหลของดนตรีแบบยาวๆ แต่ KARA จะเน้นดนตรีเป็นจังหวะ เพราะตัวเล่นน้อยกว่า มีการย้อนของท่อนเพลง ทำดนตรีไหลยาวมากไม่ได้ เพราะตัวเล่นน้อยกว่า การทำวิจัยทางนาโนก็เหมือนกัน ทีมเล็กก็สู้ทีมใหญ่ได้ แต่ต้องเลือกโจทย์ให้เหมาะกับขนาดของทีม และต้อง Focus ในความได้เปรียบของทีม

(ภาพด้านบนซ้าย - ศิลปินโซนยอซิแด, ภาพขวา - ศิลปิน KARA)

02 ตุลาคม 2550

Nanodevices ไทยผงาด เปิดตัวสู้ระดับสากล


ในงานประชุม German-Thai Symposium on Nanoscience and Nanotechnology (GTSNN) ระหว่างวันที่ 27-28 กันยายน 2550 ซึ่งจัดกันที่ The Tide Resort ที่หาดบางแสนนั้น ได้จัดกลุ่มงานวิจัยออกเป็นสาขาต่างๆ ได้แก่ Nanodevices, Nanomaterials, Nanocatalysis และ Synchrotron Spectroscopic Techniques โดยมีการนำหัวข้อบรรยายมาจัดเข้ากลุ่มทั้ง 4 ข้างต้น แต่ที่น่าสนใจและ nanothailand จะเล่าให้ฟังในวันนี้ก็คือ ณ วันนี้ สถานภาพของ Nanodevices ในบ้านเราไม่ได้ด้อยไปกว่าใครในย่านนี้เลย แม้แต่สิงคโปร์

การบรรยายในวันนั้น เริ่มต้นด้วย ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ได้บรรยายสถานภาพของ Nanoelectronics และ MEMS ของ NECTEC ว่าอยู่ในระดับใด งานของ NECTEC นั้นมีทั้ง Sensors แบบต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยี MEMS, Sensor ตรวจโรค, Lab on a chip, Gas Sensor จากนั้น ดร. อัมพร โพธิ์ใย แห่ง TMEC ได้ขึ้นมาบรรยายศักยภาพของ TMEC ในการสนับสนุนงานทางด้าน Molecular Electronics ซึ่งขณะนี้กำลังทำ Organic RFID และ Organic Field Effect Transistor ถัดมา ดร. ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ได้มาเล่าให้ฟังเรื่องของอุปกรณ์สัมผัสเทียมทางด้านกลิ่น หรือ Electronic Nose ซึ่งมีการร่วมทำงานเป็นทีมที่หลากหลาย ทั้งจุฬา มหิดล ศิลปากร เชียงใหม่ วลัยลักษณ์ NECTEC NANOTEC และ MTEC จากนั้น ดร. สุภาพ ชูพันธ์ ได้ออกมาเล่าถึงทีมงาน Nanostructured Devices ซึ่งกำลังพัฒนา Dye-Sensitized Solar Cell กับ Nanosensor และท้ายสุด ดร. สิรพัฒน์ ประโทนเทพ (ซึ่งท่านกำลังบวชอยู่ที่ จ. ระยอง ณ เวลานี้) ได้บรรยายทีมงานทางด้าน Functional Nanostructure ซึ่งเป็นฐานสำคัญของงานทาง Nanodevices ที่ NANOTEC กำลังทำอยู่ มีทั้ง chemical sensor, organic electronics, functional surface เป็นต้น

เมื่อมองแบบ Bird Eye View งานทางด้าน Nanodevices ของประเทศไทยไม่ได้กระจัดกระจายแบบที่เคยคิดกัน หากแต่มีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งมาก และได้เวลาแล้วมั้งที่จะต้องผงาดออกไปสู้ในระดับสากล

(ภาพข้างบน - ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ หัวเรือผู้นำทัพ Nanodevices ไทยออกสู้ระดับสากล ในลีลาเดียวกับที่เฉินหลง นำทัพหนังกังฟูสมัยใหม่ของฮ่องกง ออกไปสู่ Hollywood หนังของเฉินหลงเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ มุขตลก ขำกลิ้ง และ กุ๊กกิ๊ก คลุกคล้าหลากอารมณ์ ที่ดูทีไรก็ยังสนุกเพลิดเพลินไม่รู้คลาย ดร. อดิสร ก็กำลังจะทำให้ Nanodevices ของไทยเปี่ยมไปด้วยความสนุก ตื่นเต้น เพื่อแข่งนานาชาติ)

13 กันยายน 2550

อยากเป็นที่หนึ่ง ไทยต้องเร่งสร้างทีม ลดบทบาทตัวบุคคล


ปัญหาในวงการวิจัยของไทยที่คอยบอนไซประเทศมาหลายสิบปีเรื่องหนึ่งก็คือ วัฒนธรรมการทำงานแบบ "ข้ามาคนเดียว" ของนักวิจัยไทย ที่ชอบเล่นบท superman ทำงานคนเดียว ที่เหลือเป็นนักศึกษา แต่ในระยะ 2-3 ปีมานี้ ภายหลังจากมีการรายงานถึงความอ่อนแอของงานวิจัยไทยที่เกิดจากการชอบทำงานคนเดียว ซึ่งจัดทำโดย สกอ. ร่วมกับ สกว. หน่วยงานให้ทุนต่างๆ ก็เริ่มเน้นการให้ทุนแบบรวมกลุ่มมากขึ้น ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) เริ่มการจัดตั้ง Center of Excellence หรือ COE ตามมหาวิทยาลัยหลักทั่วประเทศตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยมุ่งสร้างทีมที่มีเอกลักษณ์ NECTEC - The Best of NSTDA ก็เริ่มจัดตั้ง COE บ้างแล้วในปีนี้ สกอ. มีทุนสร้าง Research Group ที่เน้นทีมมากกว่าตัวบุคคล แม้แต่ สกว. ซึ่งมีประเพณีการให้ทุนที่เน้นตัวบุคคลมาแต่ไหนแต่ไร แต่ได้ยินมาว่า ทุนทางด้านนาโนเทคโนโลยีของ สกว. จะ upgrade ขึ้นไปชูทีมเวอร์ค มากกว่าตัวบุคคล อย่างที่เคยทำ


ในโลกของงานวิจัยสมัยใหม่ เหลือที่ว่างให้ศิลปินเดี่ยวน้อยลงทุกที nanothailand ชอบคำพูดของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาก ท่านเป็นอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ท่านกล่าวว่า "สมัยนี้ถ้ายังทำงานวิจัยคนเดียว เป็นศิลปินเดี่ยว ก็ต้องไปยืนเล่นตามชานชาลารถไฟเท่านั้น" หากมองออกไปข้างนอก เอาใกล้ๆตัวก่อน สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เขารวมกันเป็นทีมทั้งนั้น ยิ่งออกไปไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และ อเมริกา กระแสการจัดตั้ง Center of Excellence ที่ทำกันมาหลายปีก็ยังแรงอยู่ ทุนเมกะโปรเจคต์ของยุโรปที่เรียกว่า FP7 บอกเลยว่าไม่ต้อนรับข้ามาคนเดียว


(ภาพซ้ายมือ - แม้แต่ในวงการดนตรี ก็ยังต้องมากันเป็นทีม ในภาพเป็นศิลปินวงโซนยอชิแด ที่อาศัยความเป็นทีม สร้างความโด่งดังไปทั่วเอเชีย ศิลปินในเกาหลีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Super Junior ที่มีอยู่ 10 คน KARA ที่มีอยู่ 4 คน Wonder Girls ที่มี 5 คน ล้วนแสดงให้เห็นว่า หากประเทศไทยยังเน้นบุคคลเดี่ยวๆ อยู่ ตายแน่ๆ)