แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ military แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ military แสดงบทความทั้งหมด

12 กุมภาพันธ์ 2557

DARPA หวังใช้ drone แทนนักบินลำเลียง



ในปี ค.ศ. 2030 กองทัพสหรัฐฯ วางแผนจะใช้หุ่นยนต์แทนที่ทหารที่เป็นมนุษย์ 25% ทำให้ขณะนี้ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของสหรัฐอเมริกามีการตื่นตัวค่อนข้างมาก และอาชีพใหม่คือ นักหุ่นยนต์ศาสตร์ กำลังเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก

ล่าสุด หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยด้านกลาโหมของสหรัฐ (DARPA) ได้ออกมาเปิดเผยแผนการนำหุ่นยนต์บินได้ (drone) มาใช้ในการทำงานแทนนักบินเฮลิคอปเตอร์ โดยโครงการนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า AERIAL RECONFIGURABLE EMBEDDED SYSTEM (ARES) สำหรับใช้งานในพื่นที่เสี่ยงภัย โดยเจ้า drone ตัวนี้ สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากเกือบ 1.5 ตัน มันสามารถบินขึ้น-ลง ได้ในแนวดิ่ง และสามารถบินต่อในแนวราบแบบเดียวกับเครื่องบิน โดยไม่ต้องใช้มนุษย์บังคับ โดยมันจะอาศัยระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำงานเอง

ภารกิจหลักของเจ้า drone ตัวนี้คือ

- การบรรทุกสัมภาระ เพื่อนำไปส่งทหารในสนามรบ
- การลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากสนามรบ
- การสอดแนม ตรวจการณ์ และ ลาดตระเวณ

และแน่นอนที่สุดครับ เทคโนโลยีเหล่านี้จะค่อยๆ ซึมซาบจากการทหาร ไปสู่การใช้งานของพลเรือนในที่สุด ในอนาคต drone แบบนี้ อาจจะถูกนำมาใช้ในการขนส่งสินค้าแทนรถบรรทุกก็ได้ครับ

Credit - Picture from http://www.darpa.mil/Our_Work/TTO/Programs/Aerial_Reconfigurable_Embedded_System_(ARES).aspx

24 พฤษภาคม 2556

Micro Air Vehicle (ตอนที่ 4)




(Picture from http://www.kilowattrc.com/)

ตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา หน่วยวิจัยของผมได้เริ่มทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานขนาดจิ๋ว (MAV หรือ Micro Air Vehicle) โดยหวังจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานทางด้านการเกษตร การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงงานตรวจเฝ้าระวังภัยคุกคาม จะว่าไป ... ระดับของเทคโนโลยี MAV ในโลกก็พัฒนาไปค่อนข้างมากแล้ว ถ้าเรามัวแต่ไปพัฒนาเทคโนโลยีของเราเองก็ไม่มีทางทันฝรั่งแน่ หน่วยวิจัยของผมจึงเน้นการต่อยอดเทคโนโลยีของฝรั่ง โดยนำเทคโนโลยีของฝรั่งมาเพิ่มเติมเทคโนโลยีของเราเข้าไป เช่น การพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัด การใส่ไบโอเซ็นเซอร์ จมูกอิเล็กทรอนิกส์ เข้าไป การพัฒนาระบบควบคุม ระบบซอฟต์แวร์ และระบบอัจฉริยะ เข้าไป ซึ่งก็จะทำให้เราตามหลังฝรั่งในบางเรื่อง แต่ก็เท่าทันหรือก้าวล้ำฝรั่งในบางเรื่องได้ เพราะในเรื่องของ MAV นี้ ต่อไปอีกไม่นาน มันจะเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก เรียกว่า ประเทศไหนไม่มีใช้ ประเทศนั้นจะกลายเป็นประเทศล้าหลังไปเลยหล่ะครับ

MAV เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก มันจะทำให้ภูมิทัศน์ของอำนาจ เศรษฐกิจและสังคม เปลี่ยนไปได้พอๆ กับการค้นพบดินปืน และ เครื่องจักรไอน้ำเลยหล่ะครับ ทุกวันนี้ รอบๆ ตัวเราก็มีอากาศยานขนาดจิ๋วบินไป บินมา ไปทั่วอยู่แล้ว ทั้งนก แมลงต่างๆ ผึ้ง แมลงปอ ผีเสื้อ ยุง จะว่าไปแล้ว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากหุ่นยนต์บินได้ (Flying Robots) หากแต่อากาศยานจิ๋วเหล่านี้ เราไม่สามารถควบคุมและนำมันมาใช้งานได้ ลองคิดดูสิครับ ว่าหากเราสามารถควบคุมอากาศยานจิ๋วเหล่านี้ให้ทำงานตามที่เราต้องการ หรือ เราสามารถสร้างอากาศยานจิ๋วเหล่านี้ขึ้นมาใช้งานเองได้ วิถีชีวิตของมนุษย์เราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน ลองคิดดูว่าความเป็นส่วนตัวของเราจะหายไปหรือไม่ หากเราไม่สามารถแยกแมลงในธรรมชาติ ออกจากแมลงกล หรือ อากาศยานขนาดจิ๋วที่กำลังบินไปบินมา

ปัจจุบัน การพัฒนา Flying Robots ขนาดจิ๋วนั้น แบ่งออกเป็น 2 แนวทางครับคือ

(1) Bionic Insects คือการนำเอาแมลงในธรรมชาติมาดัดแปลง ด้วยการปลูกถ่ายวงจรอิเล็กทรอนิกส์ลงไปในตัวแมลง แล้วทำให้เราสามารถควบคุมแมลงนั้นให้ทำงานตามคำสั่ง ซึ่งสามารถทำสำเร็จกับแมลงหลายชนิดแล้ว เช่น ด้วง ผีเสื้อ แมลงสาบ เป็นต้น ข้อดีของแนวทางนี้คือ แมลงในธรรมชาติทำตัวเป็นหุ่นยนต์ตามคำสั่งของเราได้ โดยการดัดแปลงระบบประสาท ทำให้เราไม่ต้องไปพัฒนาระบบพลังงานของแมลง รวมทั้งระบบการบินที่มีความซับซ้อน เรียกว่าเป็นการหลอกแมลงในธรรมชาติมาใช้งาน แต่ปัญหาก็คือ แมลงเป็นสัตว์ที่มีอายุสั้น ทำให้อายุการใช้งานแมลงเหล่านี้มีความจำกัด นอกจากนั้น แมลงยังมีความอดทนต่ออุณหภูมิค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในอากาศเย็น มันจะมีความตื่นตัวน้อยลง ซึ่งทำให้การใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบโหดร้ายทำได้ยาก ต่างจากหุ่นยนต์แมลงที่เป็นจักรกล 100 เปอร์เซ็นต์

(2) Micro/Nano Drones เป็นการสร้างหุ่นยนต์บินได้ (Flying Robots) หรือ อากาศยานจิ๋วขึ้นมา โดยอาจจะเลียนแบบธรรมชาติ (Biomimetics) เช่น รูปแบบการบิน หรือ ลักษณะปีกของแมลง แนวทางนี้มีข้อได้เปรียบในเรื่องของอายุการใช้งานที่เหนือแมลงในธรรมชาติ แต่ระดับของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ถูกจำกัดด้วยความจุของแบตเตอรีที่ค่อนข้างน้อย ทำให้การปฏิบัติงานในแต่ละครั้งมีระยะเวลาไม่กี่นาที แต่เชื่อว่าในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีของนาโนแบตเตอรีที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น อากาศยานจิ๋วเหล่านี้จะมีเวลาในการบินนานขึ้นจนใช้งานได้จริง

จากการที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามา ได้ลงนามในกฎหมายที่จะมีการอนุญาตให้อากาศยานไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle หรือ UAV) หรือ drone สามารถใช้งานในสหรัฐอเมริกาได้นั้น ทำให้ตลาดของ drone ทั้งแบบที่เป็น UAV และ MAV จะเกิดการเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ปัจจุบันมีการออกใบอนุญาตให้หน่วยงานรัฐ 56 แห่ง หน่วยงานด้านยุติธรรม 22 แห่ง มหาวิทยาลัยอีก 24 แห่ง สามารถใช้งาน drone ได้บนน่านฟ้าสหรัฐฯ นี่ยังไม่นับรวมบริษัทเอกชน และ การใช้งานส่วนบุคคลที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายมหาศาล รวมไปถึง nano drone ซึ่งจะมีขนาดที่เล็กกว่า MAV เข้าไปอีก ซึ่งไม่จำเป็นต้องขออนุญาต ทำให้เทคโนโลยีนี้มีมูลค่าตลาดอีกมากมายเหลือเกินครับ ... แน่นอนนี่ยังไม่นับรวมหุ่นยนต์แบบฝูง (Swarm Robots) อื่นๆ ที่ทำงานบนบก และ ในน้ำ ซึ่งจะทำให้สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา มีสภาพแวดล้อมแบบอัจฉริยะ (Ambient Intelligence) เต็มไปหมด

14 พฤศจิกายน 2555

Micro Air Vehicle (ตอนที่ 3)




เรื่องของอากาศยานจิ๋ว หรือ MAV (Micro Air Vehicle) เริ่มกลายมาเป็นกระแสที่มาแรง และเป็น Talk of the Town ที่ดังขึ้นเรือยๆ นะครับ จะว่าไป MAV ก็คือ UAV ขนาดเล็กนั่นเอง (Unmanned Aerial Vehicle) ซึ่งเมื่อก่อนในวงการวิชาการมีการศึกษาวิจัยในเรื่อง UAV กันน้อยมากๆ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูงมาก ทำให้สามารถลงทุนวิจัยได้เฉพาะหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมของประเทศสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล แต่ในปัจจุบัน UAV ขนาดเล็กเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ การย่อส่วนของ UAV ให้เล็กลงนี้ กลับทำให้เกิดการขยายขอบเขตการนำไปประยุกต์ใช้ ออกไปอย่างกว้างขวาง จนใน 2-3 ปีมานี้ มีนักวิจัยเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีนี้กันมากมายเลยครับ จนสามารถสร้างประชาคมวิจัยขนาดใหญ่ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันมีการประชุมวิชาการนานาชาติของตัวเองที่เรียกว่า The International Micro Air Vehicle Conference ซึ่งจัดมา 2 ครั้งแล้ว และในปีหน้าคือปี 2013 จะไปจัดกันที่ประเทศฝรั่งเศสที่เมืองตูลูส

น่าเสียดาย ... ที่บ้านเรายังให้ความสนใจในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมากมาย งานประยุกต์ของ MAV กว้างขวางมากครับ เช่น เราสามารถนำมันมาใช้ทางด้านการเกษตร เช่น ติดเซ็นเซอร์ให้มันบินขึ้นไปเก็บข้อมูลต่างๆ ของไร่นา เก็บข้อมูลและทำแผนที่ผลผลิต การตรวจหาสิ่งผิดปกติในไร่นา ทางด้านสวัสดิภาพและความมั่นคง เราสามารถใช้ติดตาม ความเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย การต่อต้านการก่อการร้าย ตรวจเส้นทางยาเสพติด การปกป้องพื้นที่ป่าไม้ การติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า ในด้านการบันเทิงและท่องเที่ยว ก็สามารถใช้ MAV บินขึ้นไปถ่ายทำคลิปวีดิโอเพื่อถ่ายภาพมุมกว้างจากด้านบน ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนต้นทุนจะค่อนข้างสูงมาก แต่อีกไม่นาน ใครๆ ก็จะสามารถทำได้ครับ

ในขณะที่นักเทคโนโลยีบ้านเรายังคงหลับไหลอยู่นั้น ใกล้ๆ บ้านเราที่ประเทศอินเดียมีการพัฒนาเรื่องนี้ไปค่อนข้างไกลเลยครับ  โดยเมื่อต้นปี 2012 นักวิจัยอินเดียได้ทำการสาธิตการบิน MAV ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 300 - 500 กรัม โดยระบบ autopilot อย่างสมบูรณ์แบบ โดยสามารถโปรแกรมการบินไปยังพิกัดต่างๆ ได้ล่วงหน้า หรือสามารถควบคุมจากระยะไกลได้ หากต้องการเปลี่ยนพิกัดในขณะทำการบิน ซึ่งเบื้องต้น มีระยะควบคุม 10 กิโลเมตร และทำการบินที่ระดับความสูง 1 กิโลเมตร ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวเกิดจากการสนับสนุนของรัฐบาล ให้หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนของอินเดียหลายแห่ง เช่น Idea Forge, Mumbai, Aurora Integrated Systems และ Seagul Technologies Bangalore จะเห็นว่าอินเดียนั้นกำลังขมักเขม้นพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง และในอนาคตเราอาจจะได้เห็นอินเดียผงาดในเวทีนวัตกรรมระดับโลก

ที่น่าสนใจก็คือ ในปีหน้า (ค.ศ. 2013) อินเดียจะจัดการแข่งขัน MAV ระดับชาติขึ้นมา เพื่อเป็นการกระตุ้นความสนใจในเรื่องของ MAV แก่เยาวชนและนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี นับเป็นกลุ่มที่ 3 ของโลก รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่มีความตื่นตัวในเรื่อง MAV อย่างจริงจังเลยครับ

12 สิงหาคม 2555

Micro Air Vehicle (ตอนที่ 2)



(Picture from jacobhi.blogspot.com)

ความสนใจในเรื่องของ MAV ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ จะเรียกว่าพุ่งเป็นพลุแตกก็ว่าได้ครับ เพราะเริ่มมีการทำวิจัยกันมากขึ้น มีการส่งเสริมเงินทุนมากขึ้นโดยเฉพาะจากกองทัพสหรัฐฯ จนกระทั่งตอนนี้มีการประชุมวิชาการนานาชาติด้าน MAV กันเลย รวมทั้งยังมีวารสารวิชาการของตัวเองชือ International Journal of Micro Air Vehicle เป็นเวทีสำหรับเผยแพร่ผลงานวิจัยทางด้าน MAV โดยมีบรรณาธิการมาจาก กองทัพอากาศสหรัฐฯ กันเลยทีเดียวครับ

วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกับโครงการวิจัยเกี่ยวกับ MAV ที่บินช่วยกันทำงานกันเป็นฝูงครับ โครงการนี้มีชื่อเรียกว่า SMAVNET (Swarming Micro Air Vehicle Network) ซึ่งดำเนินการโดยห้องปฎิบัติการระบบอัจฉริยะ ณ สถาบันโพลีเทคนิคแห่งโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยโครงการนี้มีเป้าหมายที่จะพัฒนาอากาศยานจิ๋วที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายขึ้นมาในสถานการณ์ที่เกิดวิบัติภัยขึ้น จนทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารบนพื้นดินเสียหายอย่างใช้การไม่ได้ ฝูง MAV นี้ก็จะถูกปล่อยขึ้นไปบนฟ้า เพื่อทำตัวเป็นโครงข่ายสื่อสาร ที่สามารถส่งต่อสัญญาณเป็นทอดๆ ได้ โดยอาศัยความได้เปรียบที่มันลอยอยู่บนฟ้า ทำให้ไม่มีสิ่งกีดขวางในการส่งสัญญาณวิทยุ

เจ้า MAV ที่พวกเขาพัฒนาขึ้นนี้ มีน้ำหนักเพียง 420 กรัม และมีความยาวชองช่วงปีกเพียง 80 เซ็นติเมตรเท่านั้น ซึ่งทำมาจากพลาสติกชนิดพอลีพอไพริน ระบบขับเคลื่อนเป็นใบพัดติดอยู่หลังลำตัว และควบคุมการบินด้วยแผงปีกเพียง 2 อัน ทำให้ง่ายในการควบคุม พลังงานได้มาจากแบตเตอรีแบบลิเธียมพอลิเมอร์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการบิน 30 นาทีต่อครั้ง ซึ่งในความคิดของผมนั้นถือว่ายังน้อยเกินไปสำหรับการใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาข้างต้น (อย่างน้อยก็น่าจะสัก 1-2 ชั่วโมงครับ) ฝูง MAV ที่ทดลองในโครงการนี้มีจำนวนทั้งหมด 10 ตัว โดยนักวิจัยได้ปล่อยฝูงบินนี้ขึ้นฟ้า แล้วปล่อยให้พวกมันเรียนรู้ที่จะบินเกาะกันเป็นฝูง โดยสร้างเครือข่ายไร้สายขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ติดตั้งใน MAV แต่ละตัว จะทำให้มันเรียนรู้ที่จำทำงานประสานกัน พวกมันจะคุยกัน บอกกันและกันว่า ใครจะบินจากจุดไหนไปจุดไหน และตัวที่เหลือจะบินตามกันอย่างไร เหมือนนกที่บินกันเป็นฝูง

23 กรกฎาคม 2555

Micro Air Vehicle (ตอนที่ 1)



(Picture from http://www.hindustantimes.com/)

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ได้มีความก้าวหน้าของอากาศยานจิ๋วที่เรียกว่า Micro Air Vehicle หรือเรียกย่อๆ ว่า MAV (ผมขอใช้คำนี้เรียกเจ้าสิ่งนี้ ในบทความตอนต่อๆ ไปนะครับ) โดยตามนิยามแล้ว MAV ถือว่าเป็น UAV แบบหนึ่ง (Unmanned Aerial Vehicles) ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะคนจะขึ้นไปขับ MAV ได้ยังไง เพราะขนาดของ MAV นั้น โดยเฉลี่ยก็แค่ 15 เซ็นติเมตรหรือเล็กกว่านั้น โดยมีเป้าหมายจะให้มีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ จนมีขนาดเท่าแมลง เทคโนโลยี MAV จึงถือเป็นคู่แข่งของเทคโนโลยีแมลงชีวกล (Bionic Insect) โดย MAV จะเป็นจักรกลที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมด ในขณะที่แมลงชีวกลนั้น เป็นแมลงกึ่งจักรกล ซึ่งยืมเทคโนโลยีธรรมชาติที่เป็นตัวแมลง มาใช้เป็นส่วนของการเคลื่อนที่ สถานภาพปัจจุบันของเทคโนโลยีทั้งสอง ถ้าเป็นในแง่ขนาด เทคโนโลยีแมลงชีวกลยังนำหน้าอยู่อย่างทิ้งห่างครับ แต่ถ้าในแง่ของการควบคุม (โปรแกรมการบินจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง หรือ โปรแกรมภารกิจให้ทำงาน) เทคโนโลยี MAV นำหน้าไปไกลโขเลยครับ อีกสัก 2-3 ปี เรามาดูกันครับว่า เมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการเด่นทั้ง 2 ด้าน ... เทคโนโลยีใดจะเป็นผู้ชนะ

ตอนนี้ ถ้ามีน้องๆ กำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอกมาถามผมว่า "เรียนอะไรดีครับ ที่มีอนาคต" ... นี่เลยครับ ไปเรียนเรื่อง MAV นี้เลยครับ มีอนาคตไกลเลย และก็สนุกด้วย

งานวิจัยทางด้าน MAV แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทครับ คือ

(1) MAV ปีกแข็ง เหมือนปีกเครื่องบิน ซึ่งจะทำให้มันสามารถร่อนได้เป็นระยะทางไกลๆ MAV ประเภทนี้จะใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก แต่ก็จะมีข้อเสียตรงที่มันไม่สามารถหยุดสังเกตการณ์นิ่งๆ หรือเลี้ยวในมุมแคบ หรือฉวัดเฉวียนในซอกเล็กซอกน้อยได้

(2) MAV ปีกขยับได้ เหมือนนกหรือแมลง หุ่นประเภทนี้มีข้อดีตรงที่ทำการผลิตโดยวิธีการทางไมโครอิเล็กทรอนิกส์ได้ดี การบังคับก็ทำได้ดี แต่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

(3) MAV ปีกหมุน เหมือนปีกเฮลิคอปเตอร์ มีข้อดีที่สามารถหยุดนิ่งใน อากาศได้ เลี้ยวมุมแคบ ฉวัดเฉวียนในซอกมุมได้ดี แต่ใช้พลังงานมาก ทำให้ระยะเวลาในการปฏิบัติการสั้นกว่าหุ่นบินปีกนิ่ง

จะเห็นได้ว่า MAV มีข้อได้เปรียบแมลงชีวกล ก็ตรงที่มันมีรูปแบบการบินให้เลือกมากถึง 3 รูปแบบครับ ในขณะที่แมลงชีวกลมีรูปแบบการบินแค่แบบเดียวเท่านั้น คือแบบที่ (2) อย่างไรก็ตาม การสร้าง MAV ให้บินเลียนแบบแมลงได้ ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบินของนกและแมลงครับ  ระยะหลังๆ มานี้เราจึงเห็นวิศวกรรมเครื่องกลเข้ามาร่วมมือกับนักชีววิทยาด้านสัตว์ปีกและแมลง กันมากขึ้น

วันหลังมาคุยเรื่องนี้กันต่อครับ ....

19 มิถุนายน 2555

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 12)


กล่าวกันว่าเมื่อสหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานในอีก 2 ปีข้างหน้า  อเมริกาจะยังเฝ้ามองอัฟกานิสถานจากระยะไกล ด้วยการฝังเซ็นเซอร์ตามจุดอ่อนไหวต่างๆ ทั่วชนบทของอัฟกานิสถาน แนวเขาและชายแดนที่เคยใช้เป็นเส้นทางของผู้ก่อการร้ายจะถูกตรวจวัดโดยเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย (wireless sensor networks) เซ็นเซอร์ที่มีขนาดเล็ก และพรางตัวให้เหมือนหิน จะตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนซึ่งทำให้รู้ว่ามีกองกำลังเดินทางเคลื่อนที่ผ่านมาหรือไม่ บางจุดอาจจะมีการติดกล้องขนาดจิ๋วเพื่อถ่ายภาพ คาดกันว่าอาจมีการวางเซ็นเซอร์เหล่านี้หลายหมื่นตัว เป็นเครือข่ายไร้สายขนาดใหญ่ที่จะเป็นมรดกชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่อเมริกาจะทิ้งไว้ให้อัฟกานิสถาน เครือข่ายเซ็นเซอร์เหล่านี้จะส่งข้อมูลผ่านกันเป็นทอดๆ โดยข้อมูลสามารถส่งมาที่เพนทากอน หรือ กองเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการในมหาสมุทรอินเดีย ผ่านดาวเทียม หรือ อากาศยานสอดแนม ทำให้อเมริกายังคงมีตาทิพย์ที่จะตรวจความเป็นไปในพื้นที่เหล่านั้นอยู่

ถึงแม้ อเมริกาจะมีเทคโนโลยีสอดแนมจากบนฟ้าหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมสอดแนม อากาศยานไร้นักบิน (UAV) แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นก็มีขีดจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น ดาวเทียมมีวงโคจรและคาบเวลาที่เป็นไปตามกฏฟิสิกส์ อีกทั้งยังอาจประสบอุปสรรคจากสภาพอากาศเลวร้ายได้ ทั้งดาวเทียมและเครื่องบินสอดแนมไม่สามารถจะเฝ้าดูพื้นที่เป้าหมายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เหมือนพวกเซ็นเซอร์บนพื้นดิน (ในทางทหาร เรียกเซ็นเซอร์เหล่านี้ว่า Unattended Ground Sensors) เซ็นเซอร์พวกนี้ติดตั้งไว้ แล้วก็ลืมได้เลย ไม่ต้องมาดูแลอะไรอีก เมื่อมันจับสัญญาณที่เราสนใจได้ มันก็จะเก็บข้อมูลแล้วส่งข้อมูลมาให้เอง ปกติเซ็นเซอร์พวกนี้จะนอนหลับเพื่อเก็บพลังงานเอาไว้ใช้ยามจำเป็น แต่พวกมันจะคอยเงี่ยหูฟังอยู่เรื่อยๆ เมื่อมันตรวจเจอสิ่งผิดปกติ มันจะตื่นขึ้นมาเต็๋มที่เพื่อเก็บข้อมูล จากนั้นมันจะส่งข้อมูลไปยังศูนย์ข้อมูล การที่เซ็นเซอร์พวกนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนอน ทำให้มันประหยัดพลังงานได้ กองทัพสหรัฐฯ คาดหวังว่า เซ็นเซอร์ที่นำไปติดตั้งในอัฟกานิสถานนั้นจะมีอายุการใช้งานไปได้ 10 - 20 ปีเลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้ในสมัยสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐฯ เคยทิ้งเครือข่ายเซ็นเซอร์จำนวนมาก ทางชายแดนตอนใต้ของประเทศลาว เซ็นเซอร์ที่ถูกทิ้งลงมาจะปักลงไปใต้ดิน แล้วโผล่มาแค่เสาอากาศซึ่งถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายวัชพืช มันจะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดเสียงและแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดิน ซึ่งสามารถตรวจการเคลื่อนไหวของพาหนะในระยะ 1 กิโลเมตร และการเคลื่อนของกำลังพลในระยะ 400 เมตร เมื่อกองทัพเวียดนามเคลื่อนที่ผ่านตามเส้นทางโฮจิมินห์ลงมา มันจะตรวจวัดและส่งข้อมูลกลับไปยังศูนย์ข้อมูล ซึ่งนำมาสู่การทิ้งระเบิดปูพรมในบริเวณนั้น ในช่วงสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ประโยชน์จากเซ็นเซอร์เหล่านี้สำหรับการเตือนล่วงหน้าถึงการเคลื่อนทัพของข้าศึก มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดรอบๆ ฐานทัพที่สำคัญ ทำให้ทหารสหรัฐฯ สามารถป้องกันฐานที่มั่นได้หลายๆ ครั้ง จากการยิงหวังผลที่แม่นยำด้วยข้อมูลที่ส่งมาจากเซ็นเซอร์ ในปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ ได้ติดตั้งเครือข่ายเซ็นเซอร์ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเดิมมาก ไว้จำนวนนับหมื่นอัน รอบๆ ฐานที่มั่นในอิรักและอัฟกานิสถาน

ครั้งหน้ามาคุยเรื่องนี้กันต่อนะครับ .....

16 มิถุนายน 2555

Bionic Insect - แมลงชีวกล (ตอนที่ 11)


วันนี้ขอกลับมาเขียนบทความเกี่ยวกับแมลงสักหน่อยนะครับ เนื่องจากช่วงนี้ที่ห้องแล็ปมีการทำการทดลองเกี่ยวกับแมลงพอดี ช่วงนี้ก็เลยกลับมาอินเรื่องนี้สักนิดนึง

ในระยะหลังๆ นี้แมลงเป็นที่สนใจในทางวิศวกรรมศาสตร์มากครับ หน่วยงานให้ทุนวิจัยด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกาที่รู้จักกันในชื่อว่า DARPA ได้อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ในการบังคับให้เจ้าแมลงมาทำงานเป็นทหารให้กองทัพสหรัฐฯ ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้ทยอยนำรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งที่ได้รับทุน มาเล่าสู่กันฟังไปพอสมควรแล้ว วันนี้ขอมาเล่าเกี่ยวกับประโยชน์ในการศึกษาวิธีการบินของแมลงกันหน่อยนะครับ เพราะความรู้ที่ได้จากการศึกษาว่าแมลงทำการบินอย่างไรนี้ จะมีประโยชน์มากมาย ทั้งในเรื่องของการสร้างหุ่นยนต์บินได้ หรือ อากาศยานอื่นๆ รวมไปถึง แม้แต่รถยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนได้เอง เป็นต้น
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีรายงานวิจัยในวารสาร Proceeding of the National Academy of Science (Andrew K. Dickerson, Peter G. Shankles, Nihar M. Madhavan, and David L. Hu, Mosquitoes survive raindrop collisions by virtue of their low mass, Proceeding of the National Academy of Science, doi:10.1073/pnas.1205446109) ซึ่งได้ไขข้อข้องใจที่มีมานานแล้ว เกี่ยวกับคำถามที่ว่า ทำไมยุงและแมลงบางชนิดสามารถบินลุยฝนได้โดยไม่เป็นอะไร ตัวผมเองก็เคยเอาน้ำจากฝักบัวสาดไปที่ยุง และที่น่าแปลกใจคือ หลายต่อหลายครั้ง ที่เจ้ายุงสามารถบินออกมาโดยไม่เป็นอะไรเลย อะไรทำให้มันคงกระพันชาตรี ทั้งๆ ที่น้ำฝนที่ตกลงมามีขนาดของมวลหนักกว่ามันถึง 50 เท่า และมีความเร็วกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็จะเหมือนการที่คนเราเดินฝ่ารถปิกอัพขนาด 3 ตันที่ตกลงมาจากท้องฟ้า นั่นเลยครับ

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การที่ยุงมีน้ำหนักเบาแต่กลับมีกระดองที่แข็งแรง (exoskeleton หรือเปลือกที่ห่อหุ้มร่างกายของแมลง) จะทำให้มันสามารถทนทานต่อเม็ดฝนได้ เมื่อฝนตกลงมาใส่ตัวมัน มันจะผ่อนตัวลงไปกับเม็ดฝน ทำให้พลังงานจลน์ของเม็ดฝนไม่ได้ถ่ายทอดไปสู่ตัวมัน จึงไม่เกิดการกระแทกที่ทำให้บาดเจ็บ จากนั้นในช่วงเวลาที่มันกำลังร่วงลงมากับเม็ดฝน มันจะค่อยๆ ผลักตัวเองบินออกมาจากเม็ดฝนให้ได้ อันตรายอย่างเดียวของมันก็คือ หากมันบินต่ำเกินไปแล้วถูกเม็ดฝน มันอาจจะบินออกมาไม่ทันหากเม็ดฝนพามันตกกระทบพื้น จากความรู้ที่ได้นี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะนำไปออกแบบอากาศยานขนาดจิ๋ว หรือ MAV ได้ (Micro-aerial Vehicle) ซึ่งปัจจุบัน หัวข้อวิจัยนี้กำลังเป็นที่นิยมกันทั่วโลก

นอกจากนั้นยังมีนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเดร็กเซล (Drexel University) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (Natinal Science Foundation หรือ NSF)ได้ศึกษาหลักอากาศพลศาสตร์ (aerodynamics) หรือการไหลของอากาศผ่านปีกของแมลงเต่าทอง เพื่อทำให้แมลงสามารถยกตัวขึ้นได้ ซึ่งความรู้ที่ได้นี้จะช่วยในการสร้างอากาศยานในอนาคตที่สามารถลอยขึ้นและลงจอดได้แบบแมลง

แมลงเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการการบินที่น่าทึ่ง ครั้งหน้าที่คุณเห็นมันบินผ่านมา อย่าลืมลองสังเกตมันด้วยนะครับ แล้วคุณอาจจะค้นพบบางสิ่งที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับมันก็ได้ .....

15 มีนาคม 2555

Bionic Insect - แมลงชีวกล (ตอนที่ 10)


ผมเขียนบทความเรื่องแมลงชีวกล ตอนแรก ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2009 และผมก็ทยอยเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเรื่อยๆ จากที่ได้ติดตามดูความคืบหน้ามาเป็นระยะเวลา 3 ปีนั้น ได้มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากครับ หลายมหาวิทยาลัยสามารถที่จะควบคุมการบินของแมลง โดยการฝังวงจรอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปในสมองแมลงแล้ว รวมทั้งยังมีความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ซึ่งผมจะนำมาเล่าเพิ่มเติมให้ฟังในวันนี้

โครงการวิจัยแมลงชีวกลนี้ เกิดจากแนวคิดของ DARPA (หน่วยงานให้ทุนวิจัยของเพนทากอน) ที่ต้องการจะนำแมลงมาใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อการทหาร โดยการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้าไปที่ตัวแมลง แล้วทำให้แมลงทำงานแบบที่สั่งได้ เป็นชีวิตกึ่งจักรกล DARPA ต้องการเอาแมลงชีวกลนี้ไปใช้เพื่อ

(1) การลาดตระเวณในเมือง เพื่อสืบราชการลับและเก็บข้อมูล โดยแมลงอาจติดตั้งกล้องขนาดจิ๋ว ไมโครโฟน แล้วส่งเข้าไปหาข่าว บันทึกภาพและการสนทนาของเป้าหมาย และเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมโดยสามารถเล็ดลอดเข้าไปในเคหสถานของเป้าหมายได้ง่าย

(2) แทรกซึมเข้าไปในฐานที่ตั้งของข้าศึก
โดยหน่วยรบพิเศษสามารถปล่อยฝูงแมลงชีวกลนี้เข้าไปในฐานที่มั่นของข้าศึก เพื่อสืบทราบตำแหน่งยุทโธปกรณ์หลัก การวางกำลังของข้าศึก และเก็บข้อมูลอื่นๆ

(3) ตามหาเป้าหมายที่ต้องการ
เช่น การหาตำแหน่งที่แน่นอนของพลซุ่มยิงฝ่ายศัตรู หาตำแหน่งของหัวหน้าผู้ก่อการร้าย หรือ เก็บภาพจุดที่จะเข้าจู่โจม โดยเฉพาะสงครามในสภาพที่เป็นเมือง

(4) ใช้บรรทุกสัมภาระซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์ หรือ สารเคมี หรือ สารชีวภาพ เพื่อภารกิจบางอย่าง

(5) ใช้ไปเก็บตัวอย่างในพื้นที่เสี่ยง เช่น ตัวอย่างดิน ตัวอย่างน้ำ

โดยงานวิจัยด้านแมลงชีวกลนี้ เท่าที่ผู้อ่านได้สำรวจเปเปอร์ต่างๆ พบว่าไม่มีประเทศไหนในโลก นอกจากสหรัฐอเมริกาที่ทำวิจัยในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะอันที่จริง ความก้าวหน้าในการวิจัยเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ได้เทคโนโลยีแมลงกึ่งจักรกลแล้ว องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาแมลงยังสามารถต่อยอดไปยังศาสตร์อื่นๆ ได้อีกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นอากาศยาน หุ่นยนต์ศาสตร์ ประสาทวิทยา หรือแม้กระทั่งการรักษาโรคสมอง หลายคนคิดว่าแมลงเป็นสัตว์ที่กระจอก ดูง่ายไม่ซับซ้อน และคงคิดว่าถ้าเรารู้จักแมลงดีแล้ว คงจะต่อยอดสูงขึ้นไปเพื่อทำอะไรกับสัตว์ใหญ่ๆ แต่แท้จริงแล้ว แมลงมีความซับซ้อนไม่แพ้สัตว์ใหญ่เลย แถมแมลงหลายชนิดยังมีพฤติกรรมแบบฝูงที่ซับซ้อน และฉลาดอีกต่างหากด้วย

ความที่แมลงเป็นสัตว์เล็ก ทำให้การจะนำอุปกรณ์จิ๋วไปติดไว้กับแมลง ก็จะมีปัญหาเรื่องพลังงานที่จะใช้สำหรับอุปกรณ์นั้น เราต้องการเทคโนโลยีแบตเตอรีขนาดจิ๋ว ที่มีความจุสูงแต่น้ำหนักเบา นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคส เวสเทอร์น รีเสริฟ (Case Western Reserve University) ได้ศึกษาวิธีการนำพลังงานในตัวแมลงมาใช้ เพราะเมื่อแมลงกินอาหารเข้าไป มันก็จะย่อยให้ได้น้ำตาล ซึ่งเป็นสารให้พลังงานในการดำรงชีพของมัน ดังนั้นการนำเอาสารพลังงานของมันมาใช้จึงนับเป็นแนวคิดที่ฉลาดมากๆ ครับ จากผลงานวิจัยที่เปิดเผยในวารสาร Journal of the American Chemical Society (รายละเอียดเต็มเพื่อการอ้างอิงคือ Michelle Rasmussen, Roy E. Ritzmann, Irene Lee, Alan J. Pollack and Daniel Scherson, "An Implantable Biofuel Cell for a Live Insect", Journal of the American Chemical Society 2012, 134(3), pp 1458-1460) นักวิจัยได้ทำการสอดขั้วไฟฟ้าเข้าไปตัวของแมลงสาบ ซึ่งสามารถวัดกระแสไฟฟ้าที่ไหลออกมาได้ประมาณ 60 ไมโครแอมป์ต่อตารางเซ็นติเมตร โดยมีความต่างศักย์ 0.2 โวลต์ กระแสปริมาณนี้ถึงแม้จะไม่มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับการป้อนให้แก่อุปกรณ์ขนาดจิ๋ว ซึ่งอาจพัฒนาขึ้นได้ในอนาคต โดยอาจจะประจุกระแสไฟฟ้าดังกล่าวเข้าเก็บไว้ในแบตเตอรีขนาดจิ๋วตลอดเวลา แล้วค่อยนำออกมาใช้ในเวลาที่ต้องการ ซึ่งการเสียบขั้วไฟฟ้าเพื่อไปดักจับอิเล็กตรอนจากตัวของแมลงสาบเพื่อนำออกมาใช้นี้ แมลงสาบก็ไม่ได้เจ็บและรำคาญแต่อย่างใดครับ เพราะระบบไหลเวียนเลือดของมันนั้น ไม่เหมือนกับมนุษย์เรา มันไม่ได้เป็นเส้นเลือดแบบของเรา แต่เป็นช่องเปิดที่มีของเหลวไหลผ่านได้ง่าย

เล่าต่อในตอนหน้านะครับ ....

01 มีนาคม 2555

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 11)


ในปี พ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุง กษัตริย์ของพม่าได้กรีฑาทัพเข้ามาบุกประเทศไทย มีกองกำลังอันแสนยานุภาพถึง 9 ทัพ รวมกำลังพลมากถึง 144,000 นาย โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายกรุงเทพมหานคร และราชอาณาจักรสยามให้พินาศย่อยยับ เหมือนเช่นที่เคยทำกับกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้แต่งทัพออกไปตั้งรับที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า หรือที่เรามักคุ้นเคยกันในนามของ "เขาชนไก่" จ.กาญจนบุรี โดยมี สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่ทัพใหญ่ ทัพไทยได้เข้าไปสกัดกั้นไม่ให้ทัพพม่าทั้ง 9 ทัพได้เข้ามารวบรวมกำลังพลกันได้ อีกทั้งยังได้จัดกำลังไปตัดการลำเลียงเสบียงของพม่าเพื่อให้กองทัพขาดเสบียงอาหาร เนื่องจากกำลังฝ่ายไทยมีน้อยกว่าพม่าค่อนข้างมาก (2-3 เท่าตัว) จึงได้วางอุบาย โดยทำเป็นถอยกำลังออกในเวลากลางคืน ครั้นรุ่งเช้าก็ให้ทหารเดินเข้ามาผลัดเวร เสมือนว่ามีกำลังมากกว่ามาเพิ่มเติมอยู่เสมอ เมื่อทัพพม่าเริ่มขาดแคลนเสบียงอาหารเนื่องจากมีกำลังพลจำนวนมาก แต่ถูกตัดเสบียงโดยทหารไทยตลอดเวลา ที่สำคัญพม่าคิดว่ากองทัพไทยมีกำลังมากกว่า ทำให้ไม่กล้าจะบุกเข้ามาโจมตี รีๆ รอๆ จะให้กองทัพที่เหลือเข้ามาสมทบ สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาทเมื่อสบโอกาสจึงได้โจมตีทัพพม่าจนแตกกระเจิง และถอยทัพกลับไปในที่สุด

สำหรับแม่ทัพนายกองสมัยใหม่ ท่านเหล่านั้นอาจคิดว่ากลอุบายลวงตานิ่มๆ แบบนี้ถึงจะใช้ได้กับสงครามเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว แต่มันคงไม่สามารถใช้กับการรบในสมัยนี้ได้หรอก แต่เมื่อสักประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วนี่เอง DARPA (หน่วยงานให้ทุนวิจัยทางด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกา) ได้ประกาศจะให้ทุนวิจัยที่มีมูลค่า 120 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะใช้หลอกลวงการรับรู้ของข้าศึก เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดการมึนงง สับสน จนทำให้มีการตัดสินใจหรือปฏิบัติการล่าช้า ผิดพลาด หรือแม้กระทั่ง ยุติปฏิบัติการไปในที่สุด

DARPA มองว่าหากเราเข้าใจการทำงานของสมองในการรับรู้สิ่งต่างๆ อย่างถ่องแท้ เราก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถสร้างภาพลวงทั้งทางการมองเห็น และการได้ยิน ต่อพลรบของข้าศึกได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอังกฤษได้ว่าจ้างให้นักมายากล สร้างภาพลวงตาว่ามีเรือดำน้ำ และกองทัพรถถัง จนทำให้กองทัพเยอรมันเกิดการลังเลในการบุกโจมตี DARPA ต้องการเข้าใจกลไกการทำงานของการรับรู้ ความคิด การตัดสินใจ เพื่อที่จะจัดการกับการรับรู้ของพลรบฝ่ายตรงข้ามได้ ก่อนหน้านี้ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดดังกล่าว เช่น การปล่อยคลื่นเสียงเข้าไปในหัวโดยตรง เพื่อให้คนที่ได้ยินเสียง มีความรู้สึกว่าเป็นเสียงที่เกิดขึ้นมาเองในหัว เหมือนมีพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาบอกหรือพูดให้ได้ยินจากข้างใน ซึ่งเราสามารถใส่เสียงที่เหมือนพระเจ้ามาบอกว่า "วางอาวุธเถอะลูก ยอมแพ้เถิดเจ้า" อะไรทำนองนั้น หรือการปล่อยคลื่นไมโครเวฟเข้าสู่สมองเพื่อให้เกิดการมึนงง ตัดสินใจช้า จนกระทั่งอาเจียน ทำให้กองทัพข้าศึกอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรงที่จะต่อสู้

ย้อนกลับไปเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว เมื่อพระเจ้าปดุงได้ตัดสินใจถอนทัพกลับไปนั้น เทคโนโลยีหลอกลวงการรับรู้ของข้าศึก ได้รักษาชีวิตของทหารทั้งฝ่ายพม่าและฝ่ายไทยได้จำนวนมาก การครอบครองเทคโนโลยีที่ทำให้สงครามสามารถยุติได้โดยสูญเสียชีวิตมนุษย์น้อยที่สุด กำลังเป็นสิ่งที่กองทัพในอนาคตทุกแห่งในโลกต้องการ

16 กุมภาพันธ์ 2555

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 10)


รูปแบบการทำงานในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 20-30 ปีก่อน อย่างพลิกฝ่ามือ ในศตวรรษใหม่นี้ เราเริ่มเห็นวิธีการทำงานใหม่ๆ เครื่องมือที่ใช้ทำงานใหม่ๆ อาชีพใหม่ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนผมเริ่มเข้ามาทำงานเป็นอาจารย์ใหม่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ที่ทำงานของผมมีเลขาฯ แม่บ้าน ยาม พนักงานขับรถ ที่มหาวิทยาลัยจ้างเองในตำแหน่งข้าราชการ หรือ ลูกจ้างประจำทั้งหมด แต่ปัจจุบัน เราจ้างบริษัททำความสะอาดมาทำงานแม่บ้าน จ้างบริษัทยามมาดูแลรักษาความปลอดภัย จ้างบริษัทช่างมาดูแลอาคารและระบบไฟฟ้า จ้างพนักงานขับรถแบบทำสัญญา ใช้บริการบริษัทเงินทุนเพื่อดูแลระบบสวัสดิการ ฯลฯ องคาพยพของมหาวิทยาลัยที่เคยใหญ่โตมโหฬารได้ลดขนาดลงไปเหลือแต่บุคลากรที่เป็นแก่นจริงๆ (Core Business) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยดำรงอยู่ได้ ที่เหลือซึ่งเป็นกระพี้ก็จ้างเอา

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาองค์กรของรัฐหลายๆ แห่งก็ปรับตัวมาในทิศทางนี้หมดครับ แต่ที่น่าจะปรับตัวช้าที่สุดก็คือ "กองทัพ" อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าอีกไม่นาน กองทัพไทยก็ต้องเดินตามแนวทางที่ว่านี้ เพราะต้นแบบของกองทัพในโลกนี้คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้นได้ขยับตัวมาเป็นกองทัพสมัยใหม่ ด้วยการลดขนาด และใช้ระบบ outsource จ้างเหมางานหลายๆ อย่างให้เอกชน เราอาจเคยได้เห็นการจ้างกองกำลังรับจ้างเอกชน มาทำงานเป็นหน่วยอารักขาบุคคลสำคัญ หรือแม้แต่คุ้มกันขบวนขนส่งกำลังบำรุง ในประเทศอิรักและอัฟกานิสถาน หรือเคยได้ยินเรื่องที่กองทัพสหรัฐจ้างหน่วยข่าวพิเศษ ที่เดินทางไปทั่วโลกแบบนักท่องเที่ยว พวกมือรับจ้างเหล่านี้ทำงานให้กองทัพสหรัฐโดยเดินทางท่องเที่ยวหาข่าวไปเรื่อยๆ คนเหล่านี้อาจเคยคุยกับเราที่สระว่ายน้ำของโรงแรมหรู หรือที่ชายหาดก็ได้

โครงสร้างของกองทัพเริ่มมีการเปลี่ยนไป จากรูปแบบที่มีองคาพยพใหญ่ เทอะทะ มาเป็นโครงสร้างที่มีแกนกลางที่กระจายงานให้ "ลูกจ้าง" มืออาชีพ ทั้งในรูปแบบของบริษัท องค์กรที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ไปจนถึงบุคคลเดี่ยวๆ โดยการจ้างงานนี้เป็นแบบ Global Contractors คือใครก็ตามที่มีความสามารถที่จะทำและยินดีทำ กองทัพสหรัฐก็จะไปจ้างคุณให้ทำงานให้ โดยไม่เกี่ยงว่าคุณจะเป็นคนชาติอะไร ในอัฟกานิสถาน อากาศยานไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle หรือ UAV) ซึ่งทิ้งระเบิดใส่พวกตาลีบันจนวินาศสันตะโรนั้น ถูกควบคุมด้วยบริษัทเอกชนในประเทศอังกฤษที่ถูกว่าจ้างโดยกองทัพสหรัฐ พวกผู้ก่อการร้ายเคยตั้งคำถามว่า กลุ่มบุคคลที่ถูกว่าจ้างโดยกองทัพ ถือว่าเป็นทหารหรือพลเรือน โดยผู้ก่อการร้ายมองว่ากลุ่มบุคคลที่ทำงานให้กองทัพสหรัฐสมควรถือว่าไม่ใช่พลเรือน ดังนั้นการโจมตีกลุ่มบุคคลดังกล่าวด้วยอาวุธจึงไม่น่าจะเป็นการผิดกฎบัตรสหประชาชาติแต่อย่างใด

สงครามในศตวรรษที่ 21 นั้น สนามรบจะมีความอัจฉริยะมากขึ้น กองทัพต่างๆ ทั่วโลกจะมีขนาดเล็กลง แต่ต้องการความเข้มแข็งมากขึ้น กองทัพจะมีการนำมาเทคโนโลยีและจักรกลต่างๆ มาใช้ในสนามรบมากขึ้น เพื่อลดการนำเอาชีวิตทหารเข้าไปเสี่ยง จะมีการใช้งานจักรกล และหุ่นยนต์มากขึ้น ใช้อากาศยาน ยานรบต่างๆ ที่ไม่มีพลขับอยู่ข้างใน ซึ่งหุ่นยนต์ และจักรกลเหล่านี้ก็ต้องการผู้ควบคุมจากระยะไกล จะเกิดงานใหม่ๆ ขึ้นมากมายเพื่อรับใช้กองทัพจากนอกสนามรบ เช่น วิศวกรควบคุมอากาศยานไร้คนขับ ผู้ควบคุมหุ่นยนต์ยิงปืนกล นักวิเคราะห์ภาพในสนามรบ นักออกแบบสงคราม โปรแกรมเมอร์การบุกโจมตี วิศวกรหุ่นยนต์ หน่วยซ่อมหุ่นยนต์ นักรบเหล่านี้อาจยิงปืนไม่เป็นหรือขับเครื่องบินไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขากำลังบัญชาการให้จักรกลเหล่านั้นเข้าห้ำหั่นกับกองทัพฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจเป็นมนุษย์ หรือ หุ่นยนต์ก็ได้ อยู่ที่ว่าฝ่ายนั้นจะมีขีดความสามารถในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแค่ไหน

สงครามสมัยใหม่จึงไม่ได้เป็นเรื่องของนักรบในเครื่องแบบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ทุกๆ คนในชาติ หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้เป็นคนชาติเดียวกับเรา มีส่วนร่วมในการทำสงคราม จะเพื่อปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์หรืออะไรก็ตาม ดังนั้น ถ้าหากประเทศไทยไม่อยากตกกระแส ไม่อยากให้ประเทศมีกองทัพที่ล้าสมัย ก็อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปฏิรูปกองทัพไทยให้ทันสมัย

29 สิงหาคม 2554

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 9)


ความก้าวหน้าในการนำหุ่นยนต์ไปประยุกต์ใช้ในทางทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา นับวันจะยิ่งไปไกลเกินกว่าที่ชาติอื่นๆ จะตามทันแล้วครับ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ใช้หุ่นยนต์สำหรับงานพื้นๆ ธรรมดาๆ อย่างเช่นการเก็บกู้ระเบิด แต่เพนทากอนมุ่งหวังจะให้หุ่นยนต์ทำการรบแทนมนุษย์ ซึ่งจะทำให้สงครามในอนาคตของอเมริกาจะได้สูญเสียชีวิตของทหารที่มีเลือดมีเนื้อน้อยลง ยกตัวอย่างในประเทศอัฟกานิสถานขณะนี้ มีหุ่นยนต์ประจำการจำนวน 2,000 ตัว หรือมีหุ่นยนต์ 1 ตัว ต่อทหาร 50 คน และมีแนวโน้มที่หุ่นยนต์รูปแบบอื่นๆ จะถูกนำมาใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

น.ท. เดฟ ทอมสัน (Dave Thompson) ผู้บังคับการหน่วยทหารหน่วยหนึ่ง ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ที่อัฟกานิสถานได้กล่าวว่า "เดี๋ยวนี้ หุ่นยนต์ไม่ได้ถูกใช้แค่เก็บกู้ระเบิดแล้วล่ะครับ พวกเราใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติภารกิจอย่างหลากหลายมาก จนพวกคุณคาดคิดไม่ถึงเลยล่ะครับ"

เพนทากอนได้ว่าจ้างให้บริษัทล็อคฮีต มาร์ติน (Lockheed Martin) วิจัยและพัฒนาระบบขับรถเอง เพื่อที่จะนำไปติดตั้งบนรถทหาร สำหรับทำการขนส่งเป็นกองคาราวาน ระบบนี้จะเป็นอุปกรณ์ที่นำไปติดตั้งบนพาหนะทหาร ยานลำเลียงต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้มันสามารถขับได้เองโดยไม่ต้องพึ่งคนขับ โดยอาศัยเซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น เรดาห์ จีพีเอส ระบบนี้จะทำการขับรถไปเป็นขบวน โดยมันจะรักษาระยะและความเร็วระหว่างกันอย่างปลอดภัย ผลจากการศึกษาเบื้องต้น พบว่า ระบบนี้จะช่วยทำให้พลขับมีเวลาไปเอาใจใส่กับเรื่องอื่นๆ แทนการขับรถ เช่น พลขับมีความสามารถในการสังเกตสิ่งผิดปกติ เช่น ระเบิดแสวงเครื่องข้างถนน (Road-side Bomb) มากขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตามระบบคาราวานอัตโนมัติที่กล่าวมาข้างบนนั้น ยังคงต้องการการทดสอบภาคสนามอีกสักระยะถึงจะนำไปใช้ในสนามรบจริง แต่ระบบหุ่นยนต์อีกระบบหนึ่งที่มีความสามารถในการลำเลียงสัมภาระ ในสเกลที่เล็กกว่าระบบคาราวานนั้น กำลังจะถูกนำไปใช้ในอัฟกานิสถานแล้ว นั่นคือ หุ่นยนต์ลา (Robot Mule) ที่ผลิตโดยบริษัท Lockheed Martin เหมือนกันครับ ซึ่งจะว่าไป มันก็ไม่ได้มีรูปร่างเหมือนลาหรอกครับ แต่เหมือนรถหุ้มเกราะหกล้อขนาดย่อมๆ ซึ่งทหารราบใช้มันเพื่อแบกสัมภาระให้ ในการออกลาดตระเวณไปยังสถานที่ต่างๆ มันมีระบบนำทางด้วยแสงเลเซอร์ ซึ่งจะทำให้มันเดินติดตามหน่วยทหารที่เป็นเจ้านายของมันอย่างถูกต้อง

12 มีนาคม 2554

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 8)



ในปี พ.ศ. 2308 กองทัพพม่าภายใต้การนำของเนเมียวสีหบดี ได้ยกทัพมาตั้งในเขตเมืองวิเศษชัยชาญ (จ. อ่างทอง ในปัจจุบัน) เพื่อรวบรวมอาหารและไพร่พลเตรียมเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ระหว่างนั้น นายจันหนวดเขี้ยว นายโชติ นายดอก นายทองแก้ว นายทองเหม็น นายทองแสงใหญ่ นายแท่น นายเมือง พันเรือง ขุนสรรค์ และนายอิน ได้เป็นหัวหน้ารวบรวมชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงตั้งค่ายต่อสู้พม่าที่บ้านบางระจัน โดยมีพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาคมบำรุงขวัญเหล่านักรบ ชาวบ้านบางระจันได้ทำทุกวิถีทางในการต่อต้านพม่า จนได้ชัยชนะในการรบถึง 7 ครั้ง แม้ในที่สุดค่ายบางระจันจะถูกตีแตกเพราะมีกำลังรบน้อยกว่าฝ่ายศัตรูมาก แต่การต่อต้านของชาวบางระจัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในเวลาต่อมา

ในช่วงเวลาระหว่างรบ ชาวบ้านบางระจันได้เปลี่ยนบริเวณค่ายบางระจัน ให้เป็นพื้นที่ผลิตกรรม (Manufacturing) ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ตีเหล็ก การผลิตยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไปจนถึงการหล่อปืนใหญ่ ก็กระทำกันในที่รบทั้งสิ้น ทำให้ชาวบ้านบางระจันสามารถยืนหยัดต่อสู้กับทัพพม่าที่มีกำลังมากกว่าได้ การสร้างผลิตกรรมต่างๆ ในสมรภูมิรบทำให้ชาวบ้านบางระจันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ ว่าตอนนี้ต้องการอะไร เพื่อใช้ทำอะไร ค่ายบางระจันจึงสามารถปรับเปลี่ยนยุทธวิธีได้ตลอดเวลา ตามความจำเป็น ซึ่งมีผลทำให้ได้รับชัยชนะเหนือทัพพม่าถึง 7 ครั้ง

เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว ราชนาวีสหรัฐฯ ได้ประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการทหาร ซึ่งได้ประกาศหัวข้อที่กองทัพสนใจออกมาจำนวนกว่า 39 หัวข้อ เช่น การพัฒนาเรดาห์ขนาดเล็ก แบตเตอรีแบบฟิล์มบาง ระบบเซ็นเซอร์ใต้น้ำ เทคโนโลยีไมโครกริด (ระบบนำส่งกระแสไฟฟ้าสำหรับสนามรบ) เป็นต้น แต่ที่ผมอยากนำมากล่าวในวันนี้เป็นหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ และอาจจะทำให้รูปแบบการรบในอนาคตเปลี่ยนไป หัวข้อนั้นมีชื่อว่า Desktop Manufacturing with Micro-robot Swarm ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สนามรบสามารถผลิตสิ่งของเพื่อใช้ในการสู้รบ ในระหว่างการรบได้ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ชาวบ้านบางระจันเคยใช้ในการยุทธ์อย่างประสบความสำเร็จเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว

ประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการหัวข้อนี้ มีเนื้อหาว่าต้องการให้คณะวิจัยทำการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตวัสดุหรืออุปกรณ์ต่างๆ โดยการใช้หุ่นยนต์ขนาดเล็กๆ ที่สามารถทำงานเป็นฝูง เพื่อสังเคราะห์วัสดุ สร้างชิ้นส่วนต่างๆ และประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เหล่านั้นขึ้นเป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยหุ่นยนต์เล็กๆ เหล่านั้นแต่ละตัวอาจจะทำงานง่ายๆ ไม่ต้องฉลาดมากนัก แต่สามารถทำงานประสานงานกันเป็นทีมขนาดใหญ่ได้ จนสามารถที่จะทำงานที่ซับซ้อนมากๆ ได้ โดยระบบผลิตนี้ จะมีขนาดไม่ใหญ่โตอะไรนัก สามารถบรรจุระบบทั้งหมดลงบนโต๊ะได้ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Desktop Manufacturing นั่นเองครับ

ตอนนี้หัวข้อ Desktop Manufacturing กำลังเป็นที่สนใจในวงการเทคโนโลยีทั่วโลก และเทคโนโลยีหนึ่งที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ และถือว่าเป็นเทคโนโลยีก่อกำเนิดของระบบผลิตแบบตั้งโต๊ะนี้ก็คือ Printed Electronics หรือ Printed Manufacturing ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการผลิตสิ่งของด้วยการใช้วิธีการพิมพ์ ซึ่งผมมักจะกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ ในบล็อกนี้นั่นเองครับ .....

11 กุมภาพันธ์ 2554

Defense Science Research 2011



วันนี้ขอนำการประชุมทางวิชาการที่น่าสนใจอันนึงมาเสนอนะครับ เพราะกำหนดส่ง Full Paper งวดเข้ามาแล้ว การประชุมนี้มีชื่อว่า Defense Science Research 2011 (DSR2011) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม 2554 กำหนดส่งบทความฉบับเต็มคือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ที่จะถึงนี้แล้วครับ

การประชุม DSR2011 นั้นมีวัตถุประสงค์ให้นักวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ของการป้องกันประเทศ ของแต่ละชาติได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์เพื่อการป้องกันประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการบินและอวกาศ ยานรบ เครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ จรวดนำวิถี วัสดุทางการทหาร ระบบทางราชนาวี การประมวลผลชั้นสูง การจำลองคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่เกี่ยวกับการทหาร ธีม (Theme) ของการประชุมครั้งนี้ ตั้งชื่อไว้ซะเก๋ไก๋ว่า "“Science and Innovation in the Brave New World”

การประชุมนี้ เขาแบ่งออกเป็นการประชุมย่อยๆ ที่เรียกว่า Symposium อีก 10 การประชุมย่อยครับ ได้แก่
- Healthcare in Defence
- Bioengineering in Defence
- Cyber Defence
- Logistics & Transport
- Technology
- Aerospace & Aeronautics
- Entertainment Technologies
- Biological Sciences
- Food Sciences
- Environment

แต่ละการประชุมย่อยๆ นี้ก็จะกำหนดหัวข้อที่สนใจเอาไว้อย่างละเอียด ซึ่งหากท่านผู้อ่านจะส่งผลงานเพื่อไปเสนอในที่ประชุม ก็ต้องเข้าไปดูรายละเอียดกันอีกทีครับ เจ้าภาพที่จัดการประชุมนี้เขาโม้ไว้ว่า การประชุมของเขานั้นรับเฉพาะงานคุณภาพเท่านั้น โดยมีอัตราการรับผลงานประเภทเสนอด้วยวาจา (Oral Presentation) แค่ 30% เท่านั้น ส่วนผลงานประเภทโปสเตอร์รับแค่ 50% ถ้าจริงก็ถือว่าโหดใช้ได้เลยครับ ผลงานทั้งหมดที่ได้รับการตอบรับให้ไปเสนอในที่ประชุมนี้ จะได้รับการบรรจุไว้ในฐานข้อมูล IEEE Explore

ช่วงนี้และในอนาคต เราเริ่มจะมีความตึงเครียดในภูมิภาคมากขึ้นเรื่อยๆ มีภัยคุกคามใหม่ๆ และการเผชิญหน้าเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลังรบของจีนและอินเดีย ปัญหาชายแดนระหว่างประเทศเรากับเพื่อนบ้าน ผลประโยชน์ทางทะเล อาจจะถึงเวลาแล้วที่การวิจัยทางด้านศาสตร์ของการป้องกันประเทศ จะต้องเกิดขึ้นในบ้านเราเสียที .....

16 มกราคม 2554

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 7)



ในการทำศึกสงครามนับแต่โบร่ำโบราณมาจนถึงปัจจุบัน กองทัพถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ง่ายๆ ก็คือผู้บังคับบัญชาหรือขุนศึก ซึ่งเป็นคนออกคำสั่ง กับ ไพร่พลซึ่งเป็นคนรับคำสั่งและนำไปปฏิบัติ .... ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสดู DVD ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับศึกสงคราม แล้วเห็นแม่ทัพสั่งลูกน้องให้ทำอะไรโง่ๆ ทหารพวกนั้นก็ทำตามคำสั่งโดยดี ด้วยการวิ่งเข้าไปถูกระดมยิงจนตายกันเป็นเบือ เห็นอย่างนี้ทีไรผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมในสถานการณ์รบแต่ละครั้ง จึงใช้สมองไม่กี่สมองในการตัดสินใจการรบ แทนที่จะใช้กำลังสมองจำนวนมากๆ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด

สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับการศึกสงครามที่ใช้มนุษย์เข้าห้ำหั่นกันหรอกครับ ประการแรก ไพร่พลที่รบกันไม่ได้มีหัวคิดหรือความฉลาดมากมายอะไรที่จะใช้ตัดสินใจเพื่อทำกลยุทธ์การศึกหรอกครับ เขาถึงต้องรอคำสั่งจากแม่ทัพ ประการที่สองมนุษย์มีความรู้สึกด้านอารมณ์ และความรู้สึกด้านอารมณ์นี้เองที่เปลี่ยนสถานการณ์การรบได้ องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการนำความลับข้อนี้มาใช้เพื่อทำศึกสงครามต่อสู้กับพม่าจนประสบชัยชนะมานับครั้งไม่ถ้วน เช่น พระองค์ทรงใช้ปืนคาบศิลายิงข้ามแม่น้ำสะโตงถูกแม่ทัพพม่าเสียชีวิต ทำให้หยุดทัพพม่ามิให้ติดตามทัพไทยที่ถอยร่นอย่างฉิวเฉียด หรือ การใช้กุศโลบายให้ทหารขึ้นไปพูดให้เหมือนเสียงพระพุทธรูป เพื่อปลอบขวัญทหาร หรือ แม้กระทั่งการท้าให้พระมหาอุปราชออกมากระทำยุทธหัตถี ในขณะที่พระองค์ตกอยู่กลางวงล้อมของทหารพม่า ประการที่สาม ในสถานการณ์การสู้รบ ข้อมูลของการสู้รบไม่ได้มีการไหลเวียนอย่างทั่วถึง ทหารที่ทำการรบอยู่ ณ ตำแหน่งใดๆ อาจจะไม่มีข้อมูลความเป็นไปในบริเวณอื่นเลย ทำให้การบัญชาการรบจากศูนย์กลาง เป็นสิ่งที่กระทำมาตลอดจากโบราณจนถึงปัจจุบัน

แต่สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นจะไม่เป็นอุปสรรคเลย หากเราเปลี่ยนผู้ทำการรบจากมนุษย์ไปเป็นหุ่นยนต์ ซึ่งจะทำให้การแบ่งกองทัพออกเป็น แม่ทัพกับไพร่พลก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป กองทัพจะมีแต่ผู้ทำการรบ ที่สามารถเป็นผู้ตัดสินใจและเป็นผู้ปฏิบัติพร้อมๆ กันไป

ลองดูกันไปเป็นข้อๆ นะครับ ประการแรกเลย หุ่นยนต์แต่ละตัวที่ทำการรบ สามารถโปรแกรมให้สามารถประมวลผลการรบ สามารถตัดสินใจว่าจะทำอะไรในหุ่นยนต์แต่ละตัว ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างไร การที่หุ่นยนต์จะปฏิบัติการอะไร จึงไม่จำเป็นต้องรอการตัดสินใจจากใคร แต่แน่นอนว่า หุ่นยนต์ต่างๆ เหล่านี้ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างทั่วถึง

ประการที่สอง กองทัพหุ่นยนต์ไม่ได้มีขีดจำกัดด้านอารมณ์และความรู้สึกเหมือนมนุษย์ การตัดสินใจกระทำการต่างๆ จะมีการใช้เหตุผลอย่างเต็มที่ โดยการตัดสินใจจากข้อมูล ตรรกะ และพื้นฐานความเป็นจริงต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประการสุดท้าย การรบที่ใช้เทคโนโลยีเครือข่ายข้อมูลไร้สาย จะทำให้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วสนามรบมีการไหลเวียนอย่างทั่วถึง ผู้ปฏิบัติแต่ละจุด จะมีหูทิพย์ตาทิพย์รับรู้ความเป็นไปในสนามรบได้อย่างเรียลไทม์ การตัดสินใจกระทำการสิ่งใด จะเป็นที่รับรู้กันทั่วในฝ่ายเดียวกันและสามารถจำลองหรือประเมินผลได้ ณ เวลาจริง


ภายใต้สถานการณ์สนามรบอัจฉริยะนี้ สงครามอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ หรืออาจเกิดขึ้นแค่ในระยะเวลาสั้นๆ หากข้อมูลการรบของทั้งสองฝ่ายนำมาสู่ข้อสรุปล่วงหน้าว่าฝ่ายใดจะชนะในยุทธภูมินั้นๆ ....

11 มกราคม 2554

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 6)



สองสามวันนี้ผมมาอยู่ทำงานวิจัยภาคสนามที่ไร่องุ่นกรานมอนเต้ เขาใหญ่ ก็เลยอยากจะนำ paper เรื่อง "Design for the Next Generation of WSN in Battlefield based on ZigBee" ซึ่งเล่าค้างไว้ในคราวที่แล้วมาเล่าต่อครับ ที่อยากจะเล่าเรื่องนี้ต่อในไร่องุ่น ก็เพราะว่าพวกเราคิด paper เรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ โดยการจินตนาการสนามรบจากการทำงานในไร่นานี่เองครับ เทคโนโลยีต่างๆ ที่จะนำไปใช้ในสนามรบอัจฉริยะก็เป็นเทคโนโลยีที่เราประยุกต์ใช้ในไร่นาจนประสบความสำเร็จแล้ว

เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะที่พวกเราคิดนั้น แบ่งออกเป็น 3 ระบบ ได้แก่

(1) Soldier Sensor System ได้แก่เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ติดอยู่บนตัวทหาร หรือพลรบแต่ละนาย ซึ่งจะเก็บข้อมูล เช่น พิกัดที่อยู่ อัตราการหายใจ จังหวะหัวใจ ระดับอ็อกซิเจนในเลือด อุณหภูมิผิวหนัง ลักษณะอากัปกริยาของร่างกาย ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกส่งไปที่ผู้บังคับบัญชาทั้งในสนามรบ และที่ฐานบัญชาการ ทำให้การบังคับบัญชาการรบมีความแม่นยำสูง อีกทั้งหากทหารได้รับบาดเจ็บ ผู้บัญชาการสามารถนำข้อมูลด้านอื่นๆ มาช่วยในการตัดสินใจว่าจะทำการช่วยเหลือทหารนายใด ก่อน-หลัง ตามสถานภาพสุขภาพและสถานการณ์รบ ได้อย่างแม่นยำสูงสุด

(2) Battle Field System ได้แก่เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่ในสนามรบ เพื่อเก็บข้อมูลพารามิเตอร์การรบต่างๆ เช่น เซ็นเซอร์ตรวจสอบการเคลื่อนที่ของฝ่ายเราและฝ่ายข้าศึก วิถีการยิง พื้นที่เสี่ยง สภาพอากาศ แสง ลม ภาพของสนามรบในแง่มุมต่างๆ ซึ่งจะทำให้ผู้บังคับบัญชากำหนดยุทธวิธีการรบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เซ็นเซอร์เหล่านี้อาจจะติดตั้งบนสิ่งที่อยู่นิ่ง เช่น ติดตั้งกับต้นไม้ ฝังไว้ในพื้นดิน หรือ ซ่อนไว้ตามเนินผาต่างๆ หรืออาจจะติดตั้งกับสิ่งที่เคลื่อนที่ เช่น บนหมวกทหาร ยานเกราะ รถถัง หรือ แม้แต่ติดตั้งไว้ในอากาศยานไร้นักบิน (UAV) ก็ได้

(3) Military Base Infrastructure เป็นเครือข่ายเซ็นเซอร์สำหรับเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ฐานที่มั่น ได้แก่เซ็นเซอร์ตรวจวัดการเคลือนไหวรอบฐานที่มั่น ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงไปยังปืนกลอัตโนมัติเพื่อระดมยิงใส่ข้าศึกที่ลักลอบเข้ามา

ข้อดีหนึ่งของการใช้เทคโนโลยี ZigBee สำหรับรับส่งข้อมูลเซ็นเซอร์ก็คือ มันใช้พลังงานต่ำมาก ทำให้ข้อมูลเดินทางในระยะสั้นๆ ระหว่างโหนดต่างๆ ซึ่งจะทำให้ข้าศึกตรวจจับหรือดักฟังได้ยาก การเข้ารหัสข้อมูลจะช่วยทำให้การดักฟังเป็นไปได้ยากขึ้นอีก เซ็นเซอร์ที่ใช้มีจำนวนมาก มีการหลับๆ ตื่นๆ สลับกันไป ยากต่อการประเมินของฝ่ายข้าศึก การใช้จำนวนโหนดเซ็นเซอร์จำนวนมากๆ ทำให้ระบบเครือข่ายมีความเสถียร ยากต่อการทำลายของข้าศึก

27 ธันวาคม 2553

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 5)



ในช่วงระยะเวลา 4 ซ้า 5 ปีมานี้เทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย (Wireless Sensor Networks หรือ WSN) ได้เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคมนาคมขนส่ง สาธารณสุข การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการทหาร ในวันนี้ผมจะนำบทความวิชาการ paper หนึ่งที่คณะวิจัยของเราได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยี Wireless Sensor Networks สำหรับใช้ในการทหาร และพวกเราได้ส่งผลงานชิ้นนี้ เพื่อไปเสนอในที่ประชุมวิชาการ Defense Science Research 2011 (หรือ DSR2011) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม 2554

บทความนี้มีชื่อว่า "Design for the Next Generation of WSN in Battlefield based on ZigBee" (ผู้แต่งได้แก่ Natthapol Watthanawisuth, Adisorn Tuantranont and Teerakiat Kerdcharoen) เนื้อหาของบทความนี้ เป็นเรื่องของการออกแบบเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายเพื่อประยุกต์ใช้ในสนามรบ ซึ่งเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้นี้เป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า ZigBee ซึ่งสามารถส่งข้อมูลเป็นทอดๆ โดยจะส่งข้อมูลจากจุดตั้งต้นไปยังปลายทาง ด้วยการส่งข้อมูลชิ่งต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ โดยมันจะสแกนหาเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ แล้วสร้างแผนที่เครือข่ายขึ้นมา จากนั้นจะพยายามค้นหาเส้นทางที่จะส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เจ้าตัวรับส่งข้อมูลหรือ "โหนด" ในเครือข่าย ZigBee นี้จะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดต่างๆ ติดไว้ แล้วแต่ว่าจะใช้ตรวจสอบอะไร เช่น เซ็นเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศ เซ็นเซอร์ตรวจก๊าซ เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเคลื่อนไหว เซ็นเซอร์ตรวจวัดเสียง เป็นต้น โหนดของ ZigBee นี้อาจจะติดตั้งบนสิ่งที่อยู่นิ่ง เช่น ติดตั้งกับต้นไม้ ฝังไว้ในพื้นดิน หรือ ซ่อนไว้ตามเนินผาต่างๆ หรืออาจจะติดตั้งกับสิ่งที่เคลื่อนที่ เช่น บนหมวกทหาร ยานเกราะ รถถัง หรือ แม้แต่ติดตั้งไว้ในอากาศยานไร้นักบิน (UAV) ก็ได้ ซึ่งการติดตั้งใน UAV จะทำให้เครือข่าย ZigBee สามารถครอบคลุมไปได้ในระยะไกล เพราะโหนดที่อยู่บน UAV ก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อสัญญาณ (Repeater) ได้อีกหน้าที่หนึ่งด้วยครับ

ข้อดีของเครือข่ายไร้สาย ZigBee ก็คือว่า มันสามารถส่งสัญญาณไปไหนมาไหนได้แบบไม่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า หรือทำงานแบบเฉพาะกิจได้ทันทีทันใดครับ (ad hoc) ลองจินตนาการถึงสภาพของสนามรบตาม paper นี้ดูนะครับ ในสมรภูมิมีทั้งรถถัง รถฮัมวี่ มีกับระเบิดอัจฉริยะ (Smart Mines) ที่ติดตั้งอยู่ทั่วไปโดยติดตั้งโหนดของ ZigBee เอาไว้หมด โหนดเหล่านี้เก็บข้อมูลของสภาพแวดล้อมของสนามรบอยู่ตลอดเวลา มีหน่วยทหารราบซุ่มตามจุดต่างๆ โดยที่หมวกของทหารราบเหล่านั้นก็มีโหนด ZigBee ติดตั้งอยู่ โดยเก็บข้อมูลบุคคลของทหารแต่ละนาย ทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถรับรู้ตำแหน่ง สภาพความพร้อม และสัญญาณชีพของทหารแต่ละนาย ผู้บัญชาการสนาม ณ ฐานที่มั่นที่อยู่ห่างออกไปจากสนามรบสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลของแต่ละโหนดได้ โดยข้อมูลจะถูกส่งต่อกันเป็นทอดๆ มายังผู้บัญชาการ หากโหนดใดโหนดหนึ่งมีอันเป็นไป เช่น รถถังถูกยิงจนระเบิดกระจุย โหนดที่เหลืออยู่ จะทำการปรับแผนผังการส่งข้อมูลอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลสามารถกระโดดไปยังจุดที่ต้องการได้ ทั้งนี้ เนื่องจากมันเป็นเครือข่ายแบบ ad hoc ทำให้ทหารที่อยู่แต่ละนายในสนามรบ สามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันจากจุดใดก็ได้ เครือข่าย ZigBee จะทำการส่งข้อมูลที่ต้องการมาให้ เช่น ทหารราบที่ซุ่มอยู่ สามารถขอข้อมูลพิกัดของรถถังและยานเกราะฝ่ายตนเอง พร้อมทั้ง ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ตรวจวัดการเคลื่อนที่ ที่แอบติดตั้งซ่อนอยู่ในสนามรบ เพื่อตรวจวัดความเคลื่อนไหวของข้าศึก

paper นี้ยังต้องคุยอีกยาว แล้วเรามาคุยกันต่อนะครับ ....

08 พฤศจิกายน 2553

Science of Fear - วิทยาศาสตร์ของความกลัว (ตอนที่ 3)


เมื่อครั้งที่ขงเบ้งกำลังจะสิ้นลมนั้น แม้กองทัพของพระเจ้าเล่าเสี้ยนจะถึงซึ่งความโศกาอาดูรแต่เพียงใด ก็จำต้องนำศพของขงเบ้งขึ้นนั่งแท่นบัญชาการรบ ตามอุบายที่ท่านขงเบ้งกำชับไว้ก่อนเสียชีวิต นัยว่าเมื่อกองทัพของสุมาอี้เห็นศพของขงเบ้งแล้ว ก็จักเข้าใจผิดคิดว่าขงเบ้งยังมีชีวิตอยู่ ด้วยความเกรงกลัวกลอุบายต่างๆ ของขงเบ้ง สุมาอี้ได้สั่งให้ชะลอทัพไว้ไม่ให้เข้าตีทัพของขงเบ้ง ซึ่งกำลังล่าทัพกลับเข้าไปยังเมืองเสฉวน แม้ชีวิตของท่านจะวายชนม์ไปแล้วก็ตาม ศพของท่านก็ยังช่วยทำให้กองทัพถอยกลับเข้าที่ตั้งอย่างปลอดภัย ช่วยรักษาชีวิตทหารได้หลายหมื่นคน

การสร้างความกลัว หรือสงครามจิตวิทยาแก่ฝ่ายข้าศึก นอกจากจะช่วยทำให้ได้เปรียบในการรบแล้ว ยังอาจจะช่วยไม่ให้สงครามเกิดขึ้นได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นการชนะก่อนที่จะรบเสียอีก ในอดีตกาล แม่ทัพนายกองที่มีความสามารถในการต่อสู้ จะสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้ทหารฝ่ายตรงข้ามได้มาก องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ยุทธวิธีในการสร้างความเกรงกลัวแก่ทหารพม่า นำกองทัพไทยเอาชนะในทุกสมรภูมิ ทั้งๆ ที่มีกำลังพลน้อยกว่าหลายเท่าตัว

เมื่อเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ประกาศเรียกข้อเสนอโครงการ เพื่อให้ทุนสนับสนุนการวิจัยภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า Advances in Bioscience for Airmen Performance ซึ่งมีมูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท (49 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในระยะเวลา 6 ปี โครงการนี้มีขอบข่ายในการสนับสนุนการวิจัยที่จะเพิ่มขีดความสามารถของนักบินของกองทัพ ให้สามารถทำการรบได้นานขึ้น อึดขึ้น มีสมาธิมากขึ้น รวมไปถึงเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ในระหว่างยุทธการได้มากขึ้น แม่นยำขึ้น รวมไปถึงความสามารถของผู้บัญชาการสถานการณ์ให้มีการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

แต่สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดของโครงการนี้ก็คือ ทางกองทัพได้เสนอให้มีการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สามารถไปลดทอนขวัญ กำลังใจของข้าศึก หรือไปเพิ่มความกลัว หรือเกรงขามให้แก่ฝ่ายตรงข้าม โดยการเข้าไปรบกวน กระตุ้น เปลี่ยนแปลง กลไกและระบบการทำงานในสมองส่วนที่ควบคุมสมาธิ หรือ ความมั่นใจของทหารข้าศึก รวมไปถึงทำให้ข้าศึกมีความสามารถในการรับรู้ และตัดสินใจได้น้อยลง

ถ้าหากงานวิจัยดังกล่าวได้ผลจนนำไปสู่อาวุธที่สามารถลดทอนประสิทธิภาพของสมองมนุษย์ได้โดยตรงแล้ว ในอนาคต กองทัพสหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายได้เปรียบจนยากที่จะหากองทัพใดในโลกมาต่อกรด้วย ทั้งความทันสมัยของอาวุธทำลายล้าง ความเยี่ยมยอดของกำลังพล และที่ขาดไม่ได้คือ อาวุธความกลัวที่สร้างความอ่อนแอให้แก่ฝ่ายศัตรู .....

15 ตุลาคม 2553

DARPA หวังใช้ Facebook พัฒนาเด็กรุ่นใหม่เพื่อกองทัพแห่งอนาคต


นับตั้งแต่นางเรจินา ดูแกน (Regina Dugan) ได้เข้ามากุมบังเหียน ในตำแหน่งผู้อำนวยการของ DARPA ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยทางด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายปีที่แล้ว เธอได้ให้ความสำคัญกับเด็กๆ มากกว่าอดีตผู้อำนวยการทุกๆ คนที่ผ่านมา ในวันที่เธอแถลงต่อหน้าคณะกรรมาธิการด้านการทหารของสภาผู้แทนฯ เธอได้แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย ต่อข้อมูลที่ระบุว่า นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 เป็นต้นมา มีเด็กอเมริกันเรียนจบมหาวิทยาลัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี น้อยลงถึง 43 เปอร์เซ็นต์ ถ้อยแถลงตอนหนึ่งที่เธอกล่าวอย่างเป็นห่วงว่า "มันจะเป็นหายนะของประเทศสหรัฐอเมริกาเลย หากนักเรียนไปเลือกเรียนสังคมศาสตร์ หรือ มนุษยศาสตร์ มากขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพื่อมิให้เกิดวิกฤตความขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรงในอนาคต" ทำให้สภาผู้แทนฯ อนุมัติงบประมาณให้ DARPA โดยแทบไม่แตะเงินในโครงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กเลย

ในช่วงปีที่แล้ว นางดูแกนได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อไปบอกเด็กเก่งๆ ทั้งหลายว่า "มาช่วยกันเถอะ กองทัพต้องการคนเก่งๆ ขั้นเทพอย่างพวกคุณ" และในปีนี้เอง DARPA จะทำงานเชิงรุกหนักขึ้นไปอีก ด้วยการไปช้อนเอาเด็กเก่งๆ มาช่วยงานกองทัพกันตั้งแต่ระดับมัธยมเลยทีเดียวครับ ล่าสุดนางได้เสนอให้มีการนำเครือข่ายสังคมอย่าง Facebook มาใช้ช่วยงานกองทัพอย่างจริงจัง โดยได้อัดฉีดเงินจำนวน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (300 ล้านบาท) ให้แก่โครงการที่มีชื่อว่า Manufacturing Experimentation and Outreach หรือเรียกอย่างย่อๆ แต่สุดเท่ห์ว่า MENTOR

โครงการ MENTOR มีเป้าหมายเพื่อที่จะสร้างนักออกแบบระบบ และนวัตกรด้านการผลิตแห่งอนาคต โดยเริ่มกันตั้งแต่เด็กๆ ในวัยมัธยมกันเลยทีเดียว โครงการนี้จะส่งเสริมให้มีการใช้ Facebook อย่างสร้างสรรค์ โดยจะให้เด็กๆ รวมทีมทั้งภายในโรงเรียนเดียวกัน และแพ็คทีมกับโรงเรียนอื่นๆ เพื่อสร้างสรรสิ่งประดิษฐ์ประเภทกลอิเล็กทรอนิกส์ (Electro-Mechanical System) ต่างๆ ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ รถที่ขับเอง อากาศยานไร้นักบิน และอื่นๆ ตามแต่จินตนาการของเด็กๆ DARPA ฝันเอาไว้ว่าเมื่อโครงการสิ้นสุดในอีก 4 ปีข้างหน้า จะมีเด็กๆ เข้าร่วมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,000 โรงเรียนทั่วสหรัฐฯ มากเพียงพอที่จะเป็นเชื้อสำหรับเติมเต็มบุคลากรวิจัยด้านอาวุธของสหรัฐอเมริกาในอนาคต

หันมามองเมืองไทยแล้ว เศร้าไหมครับ ?

01 ตุลาคม 2553

ยุคแห่ง Supersoldier มาถึงแล้ว (ตอนที่ 4)


ภายหลังจากสมเด็จพระนารายณ์ทรงทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากพระเจ้าอา และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ได้ทรงเกรงว่า การบริหารราชการแผ่นดินในกรุงศรีอยุธยา อาจไม่ปลอดภัยนัก เพราะยังมีเหล่าอำมาตย์ขุนนางที่ยังมีใจจงรักภักดีกับราชนิกูลอื่น อาจคิดคดเป็นกบฎชิงราชบัลลังค์จากพระองค์ได้ จึงทรงโปรดให้มีการสร้างราชธานีแห่งที่สองขึ้นที่ลพบุรี และทรงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น ตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงวางใจในการใช้ทหารรับจ้างชาวต่างชาติ ให้เป็นทหารราชองครักษ์ ดูแลรักษาพระองค์และพระราชวัง ด้วยทหารรับจ้างเหล่านั้นมีการจัดกำลังรบ ที่เข้มแข็งและมีระเบียบวินัยสูง อีกทั้งยังมีการฝึกฝนและเชี่ยวชาญในการสู้รบด้วยปืนไฟ ทำให้เป็นที่เกรงขาม แม้ทหารรักษาพระองค์ชาวต่างชาติเหล่านี้ จะมีกำลังเพียง 500 คนเท่านั้น แต่ supersoldier เหล่านี้เอง ที่ได้ช่วยรักษาราชบัลลังค์ของพระองค์ให้ยาวนานได้ถึง 32 ปี มากที่สุดของพระมหากษัตริย์ไทยในราชอาณาจักรอยุธยาตอนปลาย

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านอาวุธที่มีชื่อว่า Raytheon ได้เปิดตัวชุดกระดองสวมใส่ (Exoskeleton) ที่มีชื่อว่า XOS 2 หลังจากที่เคยเปิดตัวเวอร์ชันแรกไปเมื่อปี 2008 ซึ่งนำมาสู่การสร้างภาพยนตร์เรื่อง Iron Man ชุดกระดองสำหรับทหาร XOS 2 นี้ได้รับการปรับปรุงจากเวอร์ชันแรกค่อนข้างมาก มันกินพลังงานแค่ครึ่งเดียวของเวอร์ชันก่อน ชุดกระดองของ Raytheon ใช้แหล่งพลังงานที่แตกต่างจากชุดกระดองของที่อื่น โดยมันมีเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน แทนที่จะเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมที่มักจะใช้กัน

เจ้าชุดกระดองนี้ จะช่วยให้ทหารสามารถยกของที่มีน้ำหนัก 23 กิโลกรัม ขึ้นมาแบบ ชิว ชิว ด้วยแขนเพียงข้างเดียว ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้วางแผนที่จะนำชุดกระดองนี้ไปใช้ในสนามรบในปี ค.ศ. 2015 ให้ได้ ชุดกระดองนี้ จะช่วยทำให้ทหารลาดตระเวณ สามารถแบกน้ำหนักเดินทางด้วยเท้าเปล่าได้ระยะทางไกลๆ รวมทั้ง ทหารราบยังสามารถใช้ปืนกลที่มีอำนาจการยิงรุนแรง ด้วยการใช้ทหารควบคุมเพียงคนเดียวเท่านั้น ด้วยชุดกระดองนี้ จะทำให้หมู่ทหารราบ กลายเป็นหน่วยรบขนาดเล็กที่มีอำนาจทำลายล้างสูง และเป็นที่เกรงขามยิ่ง

28 กรกฎาคม 2553

ยุคแห่ง Supersoldier มาถึงแล้ว (ตอนที่ 3)


หายหน้าไปจากบล็อกนานเลยครับ ช่วงที่ผ่านมา ผมไปประชุมที่เซี่ยงไฮ้ กลับมาก็ยังวุ่นๆ เพิ่งจะพอมีเวลาว่างมากขึ้นครับ วันนี้ผมขออัพเดตข่าวคราวที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการทหาร ซึ่งจากข่าวคราวที่ผมทยอยนำมาลงในบล็อกนี้ จะเห็นได้ชัดเจนมากครับว่า เพนทากอนกำลังยกเครื่องกองทัพยกใหญ่เลย โดยจะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาทดลองใช้ในกองทัพ นัยว่าจะยกระดับกองกำลังให้มีความทันสมัยจนยากที่กองทัพใดๆ ในโลกจะกล้ามาต่อกร

ล่าสุด กองทัพบกสหรัฐอเมริกาได้นำชุดกระดองสำหรับทหาร (Exoskeleton) มาใช้ทดลองในภาคสนามแล้ว ชุดเพิ่มพลังที่มีชื่อว่า Human Universal Load Carrier หรือ HULC นี้เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบอร์คลีย์ (UC Berkeley) แล้วบริษัทลอคฮีต ไปซื้อลิขสิทธิ์มาพัฒนาต่อ เจ้าชุด HULC นี้ เมื่อทหารสวมใส่เข้าไปเสมือนกับเป็นกางเกงอีกชั้นหนึ่ง มันจะช่วยทำให้ทหารมีแรงรับน้ำหนักได้เพิ่มขึ้นอีก 100 กิโลกรัม โดยชุด HULC นี้จะมีเซ็นเซอร์ที่คอยตรวจวัดความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และมันจะช่วยพยุงออกแรงแทนกล้ามเนื้อร่างกายของเรา โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี เพื่อไปควบคุมให้ระบบไฮดรอลิกของขากลทำงาน และรับน้ำหนักแทนร่างกายมนุษย์ ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้ว่าจ้างบริษัทลอคฮีตให้ทำการศึกษาการใช้งานระบบ HULC ในภาคสนามอย่างละเอียด ด้วยงบประมาณ 1.1 ล้านเหรียญ (หรือ 33 ล้านบาท) ซึ่งจะรวมถึง ความคล่องตัวของทหารในขณะใช้ HULC พลังงานของร่างกายที่สูญเสียไป ระดับการเรียนรู้ในการใช้งานชุดกระดอง และ ปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในขณะทำการรบ