แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ intelligent battlefield แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ intelligent battlefield แสดงบทความทั้งหมด

12 กุมภาพันธ์ 2557

DARPA หวังใช้ drone แทนนักบินลำเลียง



ในปี ค.ศ. 2030 กองทัพสหรัฐฯ วางแผนจะใช้หุ่นยนต์แทนที่ทหารที่เป็นมนุษย์ 25% ทำให้ขณะนี้ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของสหรัฐอเมริกามีการตื่นตัวค่อนข้างมาก และอาชีพใหม่คือ นักหุ่นยนต์ศาสตร์ กำลังเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก

ล่าสุด หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยด้านกลาโหมของสหรัฐ (DARPA) ได้ออกมาเปิดเผยแผนการนำหุ่นยนต์บินได้ (drone) มาใช้ในการทำงานแทนนักบินเฮลิคอปเตอร์ โดยโครงการนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า AERIAL RECONFIGURABLE EMBEDDED SYSTEM (ARES) สำหรับใช้งานในพื่นที่เสี่ยงภัย โดยเจ้า drone ตัวนี้ สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากเกือบ 1.5 ตัน มันสามารถบินขึ้น-ลง ได้ในแนวดิ่ง และสามารถบินต่อในแนวราบแบบเดียวกับเครื่องบิน โดยไม่ต้องใช้มนุษย์บังคับ โดยมันจะอาศัยระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำงานเอง

ภารกิจหลักของเจ้า drone ตัวนี้คือ

- การบรรทุกสัมภาระ เพื่อนำไปส่งทหารในสนามรบ
- การลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากสนามรบ
- การสอดแนม ตรวจการณ์ และ ลาดตระเวณ

และแน่นอนที่สุดครับ เทคโนโลยีเหล่านี้จะค่อยๆ ซึมซาบจากการทหาร ไปสู่การใช้งานของพลเรือนในที่สุด ในอนาคต drone แบบนี้ อาจจะถูกนำมาใช้ในการขนส่งสินค้าแทนรถบรรทุกก็ได้ครับ

Credit - Picture from http://www.darpa.mil/Our_Work/TTO/Programs/Aerial_Reconfigurable_Embedded_System_(ARES).aspx

24 พฤษภาคม 2556

Micro Air Vehicle (ตอนที่ 4)




(Picture from http://www.kilowattrc.com/)

ตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา หน่วยวิจัยของผมได้เริ่มทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานขนาดจิ๋ว (MAV หรือ Micro Air Vehicle) โดยหวังจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานทางด้านการเกษตร การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงงานตรวจเฝ้าระวังภัยคุกคาม จะว่าไป ... ระดับของเทคโนโลยี MAV ในโลกก็พัฒนาไปค่อนข้างมากแล้ว ถ้าเรามัวแต่ไปพัฒนาเทคโนโลยีของเราเองก็ไม่มีทางทันฝรั่งแน่ หน่วยวิจัยของผมจึงเน้นการต่อยอดเทคโนโลยีของฝรั่ง โดยนำเทคโนโลยีของฝรั่งมาเพิ่มเติมเทคโนโลยีของเราเข้าไป เช่น การพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัด การใส่ไบโอเซ็นเซอร์ จมูกอิเล็กทรอนิกส์ เข้าไป การพัฒนาระบบควบคุม ระบบซอฟต์แวร์ และระบบอัจฉริยะ เข้าไป ซึ่งก็จะทำให้เราตามหลังฝรั่งในบางเรื่อง แต่ก็เท่าทันหรือก้าวล้ำฝรั่งในบางเรื่องได้ เพราะในเรื่องของ MAV นี้ ต่อไปอีกไม่นาน มันจะเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก เรียกว่า ประเทศไหนไม่มีใช้ ประเทศนั้นจะกลายเป็นประเทศล้าหลังไปเลยหล่ะครับ

MAV เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก มันจะทำให้ภูมิทัศน์ของอำนาจ เศรษฐกิจและสังคม เปลี่ยนไปได้พอๆ กับการค้นพบดินปืน และ เครื่องจักรไอน้ำเลยหล่ะครับ ทุกวันนี้ รอบๆ ตัวเราก็มีอากาศยานขนาดจิ๋วบินไป บินมา ไปทั่วอยู่แล้ว ทั้งนก แมลงต่างๆ ผึ้ง แมลงปอ ผีเสื้อ ยุง จะว่าไปแล้ว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากหุ่นยนต์บินได้ (Flying Robots) หากแต่อากาศยานจิ๋วเหล่านี้ เราไม่สามารถควบคุมและนำมันมาใช้งานได้ ลองคิดดูสิครับ ว่าหากเราสามารถควบคุมอากาศยานจิ๋วเหล่านี้ให้ทำงานตามที่เราต้องการ หรือ เราสามารถสร้างอากาศยานจิ๋วเหล่านี้ขึ้นมาใช้งานเองได้ วิถีชีวิตของมนุษย์เราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน ลองคิดดูว่าความเป็นส่วนตัวของเราจะหายไปหรือไม่ หากเราไม่สามารถแยกแมลงในธรรมชาติ ออกจากแมลงกล หรือ อากาศยานขนาดจิ๋วที่กำลังบินไปบินมา

ปัจจุบัน การพัฒนา Flying Robots ขนาดจิ๋วนั้น แบ่งออกเป็น 2 แนวทางครับคือ

(1) Bionic Insects คือการนำเอาแมลงในธรรมชาติมาดัดแปลง ด้วยการปลูกถ่ายวงจรอิเล็กทรอนิกส์ลงไปในตัวแมลง แล้วทำให้เราสามารถควบคุมแมลงนั้นให้ทำงานตามคำสั่ง ซึ่งสามารถทำสำเร็จกับแมลงหลายชนิดแล้ว เช่น ด้วง ผีเสื้อ แมลงสาบ เป็นต้น ข้อดีของแนวทางนี้คือ แมลงในธรรมชาติทำตัวเป็นหุ่นยนต์ตามคำสั่งของเราได้ โดยการดัดแปลงระบบประสาท ทำให้เราไม่ต้องไปพัฒนาระบบพลังงานของแมลง รวมทั้งระบบการบินที่มีความซับซ้อน เรียกว่าเป็นการหลอกแมลงในธรรมชาติมาใช้งาน แต่ปัญหาก็คือ แมลงเป็นสัตว์ที่มีอายุสั้น ทำให้อายุการใช้งานแมลงเหล่านี้มีความจำกัด นอกจากนั้น แมลงยังมีความอดทนต่ออุณหภูมิค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในอากาศเย็น มันจะมีความตื่นตัวน้อยลง ซึ่งทำให้การใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบโหดร้ายทำได้ยาก ต่างจากหุ่นยนต์แมลงที่เป็นจักรกล 100 เปอร์เซ็นต์

(2) Micro/Nano Drones เป็นการสร้างหุ่นยนต์บินได้ (Flying Robots) หรือ อากาศยานจิ๋วขึ้นมา โดยอาจจะเลียนแบบธรรมชาติ (Biomimetics) เช่น รูปแบบการบิน หรือ ลักษณะปีกของแมลง แนวทางนี้มีข้อได้เปรียบในเรื่องของอายุการใช้งานที่เหนือแมลงในธรรมชาติ แต่ระดับของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ถูกจำกัดด้วยความจุของแบตเตอรีที่ค่อนข้างน้อย ทำให้การปฏิบัติงานในแต่ละครั้งมีระยะเวลาไม่กี่นาที แต่เชื่อว่าในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีของนาโนแบตเตอรีที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น อากาศยานจิ๋วเหล่านี้จะมีเวลาในการบินนานขึ้นจนใช้งานได้จริง

จากการที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามา ได้ลงนามในกฎหมายที่จะมีการอนุญาตให้อากาศยานไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle หรือ UAV) หรือ drone สามารถใช้งานในสหรัฐอเมริกาได้นั้น ทำให้ตลาดของ drone ทั้งแบบที่เป็น UAV และ MAV จะเกิดการเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ปัจจุบันมีการออกใบอนุญาตให้หน่วยงานรัฐ 56 แห่ง หน่วยงานด้านยุติธรรม 22 แห่ง มหาวิทยาลัยอีก 24 แห่ง สามารถใช้งาน drone ได้บนน่านฟ้าสหรัฐฯ นี่ยังไม่นับรวมบริษัทเอกชน และ การใช้งานส่วนบุคคลที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายมหาศาล รวมไปถึง nano drone ซึ่งจะมีขนาดที่เล็กกว่า MAV เข้าไปอีก ซึ่งไม่จำเป็นต้องขออนุญาต ทำให้เทคโนโลยีนี้มีมูลค่าตลาดอีกมากมายเหลือเกินครับ ... แน่นอนนี่ยังไม่นับรวมหุ่นยนต์แบบฝูง (Swarm Robots) อื่นๆ ที่ทำงานบนบก และ ในน้ำ ซึ่งจะทำให้สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา มีสภาพแวดล้อมแบบอัจฉริยะ (Ambient Intelligence) เต็มไปหมด

14 พฤศจิกายน 2555

Micro Air Vehicle (ตอนที่ 3)




เรื่องของอากาศยานจิ๋ว หรือ MAV (Micro Air Vehicle) เริ่มกลายมาเป็นกระแสที่มาแรง และเป็น Talk of the Town ที่ดังขึ้นเรือยๆ นะครับ จะว่าไป MAV ก็คือ UAV ขนาดเล็กนั่นเอง (Unmanned Aerial Vehicle) ซึ่งเมื่อก่อนในวงการวิชาการมีการศึกษาวิจัยในเรื่อง UAV กันน้อยมากๆ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูงมาก ทำให้สามารถลงทุนวิจัยได้เฉพาะหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมของประเทศสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล แต่ในปัจจุบัน UAV ขนาดเล็กเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ การย่อส่วนของ UAV ให้เล็กลงนี้ กลับทำให้เกิดการขยายขอบเขตการนำไปประยุกต์ใช้ ออกไปอย่างกว้างขวาง จนใน 2-3 ปีมานี้ มีนักวิจัยเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีนี้กันมากมายเลยครับ จนสามารถสร้างประชาคมวิจัยขนาดใหญ่ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันมีการประชุมวิชาการนานาชาติของตัวเองที่เรียกว่า The International Micro Air Vehicle Conference ซึ่งจัดมา 2 ครั้งแล้ว และในปีหน้าคือปี 2013 จะไปจัดกันที่ประเทศฝรั่งเศสที่เมืองตูลูส

น่าเสียดาย ... ที่บ้านเรายังให้ความสนใจในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมากมาย งานประยุกต์ของ MAV กว้างขวางมากครับ เช่น เราสามารถนำมันมาใช้ทางด้านการเกษตร เช่น ติดเซ็นเซอร์ให้มันบินขึ้นไปเก็บข้อมูลต่างๆ ของไร่นา เก็บข้อมูลและทำแผนที่ผลผลิต การตรวจหาสิ่งผิดปกติในไร่นา ทางด้านสวัสดิภาพและความมั่นคง เราสามารถใช้ติดตาม ความเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย การต่อต้านการก่อการร้าย ตรวจเส้นทางยาเสพติด การปกป้องพื้นที่ป่าไม้ การติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า ในด้านการบันเทิงและท่องเที่ยว ก็สามารถใช้ MAV บินขึ้นไปถ่ายทำคลิปวีดิโอเพื่อถ่ายภาพมุมกว้างจากด้านบน ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนต้นทุนจะค่อนข้างสูงมาก แต่อีกไม่นาน ใครๆ ก็จะสามารถทำได้ครับ

ในขณะที่นักเทคโนโลยีบ้านเรายังคงหลับไหลอยู่นั้น ใกล้ๆ บ้านเราที่ประเทศอินเดียมีการพัฒนาเรื่องนี้ไปค่อนข้างไกลเลยครับ  โดยเมื่อต้นปี 2012 นักวิจัยอินเดียได้ทำการสาธิตการบิน MAV ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 300 - 500 กรัม โดยระบบ autopilot อย่างสมบูรณ์แบบ โดยสามารถโปรแกรมการบินไปยังพิกัดต่างๆ ได้ล่วงหน้า หรือสามารถควบคุมจากระยะไกลได้ หากต้องการเปลี่ยนพิกัดในขณะทำการบิน ซึ่งเบื้องต้น มีระยะควบคุม 10 กิโลเมตร และทำการบินที่ระดับความสูง 1 กิโลเมตร ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวเกิดจากการสนับสนุนของรัฐบาล ให้หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนของอินเดียหลายแห่ง เช่น Idea Forge, Mumbai, Aurora Integrated Systems และ Seagul Technologies Bangalore จะเห็นว่าอินเดียนั้นกำลังขมักเขม้นพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง และในอนาคตเราอาจจะได้เห็นอินเดียผงาดในเวทีนวัตกรรมระดับโลก

ที่น่าสนใจก็คือ ในปีหน้า (ค.ศ. 2013) อินเดียจะจัดการแข่งขัน MAV ระดับชาติขึ้นมา เพื่อเป็นการกระตุ้นความสนใจในเรื่องของ MAV แก่เยาวชนและนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี นับเป็นกลุ่มที่ 3 ของโลก รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่มีความตื่นตัวในเรื่อง MAV อย่างจริงจังเลยครับ

12 สิงหาคม 2555

Micro Air Vehicle (ตอนที่ 2)



(Picture from jacobhi.blogspot.com)

ความสนใจในเรื่องของ MAV ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ จะเรียกว่าพุ่งเป็นพลุแตกก็ว่าได้ครับ เพราะเริ่มมีการทำวิจัยกันมากขึ้น มีการส่งเสริมเงินทุนมากขึ้นโดยเฉพาะจากกองทัพสหรัฐฯ จนกระทั่งตอนนี้มีการประชุมวิชาการนานาชาติด้าน MAV กันเลย รวมทั้งยังมีวารสารวิชาการของตัวเองชือ International Journal of Micro Air Vehicle เป็นเวทีสำหรับเผยแพร่ผลงานวิจัยทางด้าน MAV โดยมีบรรณาธิการมาจาก กองทัพอากาศสหรัฐฯ กันเลยทีเดียวครับ

วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกับโครงการวิจัยเกี่ยวกับ MAV ที่บินช่วยกันทำงานกันเป็นฝูงครับ โครงการนี้มีชื่อเรียกว่า SMAVNET (Swarming Micro Air Vehicle Network) ซึ่งดำเนินการโดยห้องปฎิบัติการระบบอัจฉริยะ ณ สถาบันโพลีเทคนิคแห่งโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยโครงการนี้มีเป้าหมายที่จะพัฒนาอากาศยานจิ๋วที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายขึ้นมาในสถานการณ์ที่เกิดวิบัติภัยขึ้น จนทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารบนพื้นดินเสียหายอย่างใช้การไม่ได้ ฝูง MAV นี้ก็จะถูกปล่อยขึ้นไปบนฟ้า เพื่อทำตัวเป็นโครงข่ายสื่อสาร ที่สามารถส่งต่อสัญญาณเป็นทอดๆ ได้ โดยอาศัยความได้เปรียบที่มันลอยอยู่บนฟ้า ทำให้ไม่มีสิ่งกีดขวางในการส่งสัญญาณวิทยุ

เจ้า MAV ที่พวกเขาพัฒนาขึ้นนี้ มีน้ำหนักเพียง 420 กรัม และมีความยาวชองช่วงปีกเพียง 80 เซ็นติเมตรเท่านั้น ซึ่งทำมาจากพลาสติกชนิดพอลีพอไพริน ระบบขับเคลื่อนเป็นใบพัดติดอยู่หลังลำตัว และควบคุมการบินด้วยแผงปีกเพียง 2 อัน ทำให้ง่ายในการควบคุม พลังงานได้มาจากแบตเตอรีแบบลิเธียมพอลิเมอร์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการบิน 30 นาทีต่อครั้ง ซึ่งในความคิดของผมนั้นถือว่ายังน้อยเกินไปสำหรับการใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาข้างต้น (อย่างน้อยก็น่าจะสัก 1-2 ชั่วโมงครับ) ฝูง MAV ที่ทดลองในโครงการนี้มีจำนวนทั้งหมด 10 ตัว โดยนักวิจัยได้ปล่อยฝูงบินนี้ขึ้นฟ้า แล้วปล่อยให้พวกมันเรียนรู้ที่จะบินเกาะกันเป็นฝูง โดยสร้างเครือข่ายไร้สายขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ติดตั้งใน MAV แต่ละตัว จะทำให้มันเรียนรู้ที่จำทำงานประสานกัน พวกมันจะคุยกัน บอกกันและกันว่า ใครจะบินจากจุดไหนไปจุดไหน และตัวที่เหลือจะบินตามกันอย่างไร เหมือนนกที่บินกันเป็นฝูง

23 กรกฎาคม 2555

Micro Air Vehicle (ตอนที่ 1)



(Picture from http://www.hindustantimes.com/)

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ได้มีความก้าวหน้าของอากาศยานจิ๋วที่เรียกว่า Micro Air Vehicle หรือเรียกย่อๆ ว่า MAV (ผมขอใช้คำนี้เรียกเจ้าสิ่งนี้ ในบทความตอนต่อๆ ไปนะครับ) โดยตามนิยามแล้ว MAV ถือว่าเป็น UAV แบบหนึ่ง (Unmanned Aerial Vehicles) ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะคนจะขึ้นไปขับ MAV ได้ยังไง เพราะขนาดของ MAV นั้น โดยเฉลี่ยก็แค่ 15 เซ็นติเมตรหรือเล็กกว่านั้น โดยมีเป้าหมายจะให้มีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ จนมีขนาดเท่าแมลง เทคโนโลยี MAV จึงถือเป็นคู่แข่งของเทคโนโลยีแมลงชีวกล (Bionic Insect) โดย MAV จะเป็นจักรกลที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมด ในขณะที่แมลงชีวกลนั้น เป็นแมลงกึ่งจักรกล ซึ่งยืมเทคโนโลยีธรรมชาติที่เป็นตัวแมลง มาใช้เป็นส่วนของการเคลื่อนที่ สถานภาพปัจจุบันของเทคโนโลยีทั้งสอง ถ้าเป็นในแง่ขนาด เทคโนโลยีแมลงชีวกลยังนำหน้าอยู่อย่างทิ้งห่างครับ แต่ถ้าในแง่ของการควบคุม (โปรแกรมการบินจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง หรือ โปรแกรมภารกิจให้ทำงาน) เทคโนโลยี MAV นำหน้าไปไกลโขเลยครับ อีกสัก 2-3 ปี เรามาดูกันครับว่า เมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการเด่นทั้ง 2 ด้าน ... เทคโนโลยีใดจะเป็นผู้ชนะ

ตอนนี้ ถ้ามีน้องๆ กำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอกมาถามผมว่า "เรียนอะไรดีครับ ที่มีอนาคต" ... นี่เลยครับ ไปเรียนเรื่อง MAV นี้เลยครับ มีอนาคตไกลเลย และก็สนุกด้วย

งานวิจัยทางด้าน MAV แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทครับ คือ

(1) MAV ปีกแข็ง เหมือนปีกเครื่องบิน ซึ่งจะทำให้มันสามารถร่อนได้เป็นระยะทางไกลๆ MAV ประเภทนี้จะใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก แต่ก็จะมีข้อเสียตรงที่มันไม่สามารถหยุดสังเกตการณ์นิ่งๆ หรือเลี้ยวในมุมแคบ หรือฉวัดเฉวียนในซอกเล็กซอกน้อยได้

(2) MAV ปีกขยับได้ เหมือนนกหรือแมลง หุ่นประเภทนี้มีข้อดีตรงที่ทำการผลิตโดยวิธีการทางไมโครอิเล็กทรอนิกส์ได้ดี การบังคับก็ทำได้ดี แต่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

(3) MAV ปีกหมุน เหมือนปีกเฮลิคอปเตอร์ มีข้อดีที่สามารถหยุดนิ่งใน อากาศได้ เลี้ยวมุมแคบ ฉวัดเฉวียนในซอกมุมได้ดี แต่ใช้พลังงานมาก ทำให้ระยะเวลาในการปฏิบัติการสั้นกว่าหุ่นบินปีกนิ่ง

จะเห็นได้ว่า MAV มีข้อได้เปรียบแมลงชีวกล ก็ตรงที่มันมีรูปแบบการบินให้เลือกมากถึง 3 รูปแบบครับ ในขณะที่แมลงชีวกลมีรูปแบบการบินแค่แบบเดียวเท่านั้น คือแบบที่ (2) อย่างไรก็ตาม การสร้าง MAV ให้บินเลียนแบบแมลงได้ ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบินของนกและแมลงครับ  ระยะหลังๆ มานี้เราจึงเห็นวิศวกรรมเครื่องกลเข้ามาร่วมมือกับนักชีววิทยาด้านสัตว์ปีกและแมลง กันมากขึ้น

วันหลังมาคุยเรื่องนี้กันต่อครับ ....

19 มิถุนายน 2555

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 12)


กล่าวกันว่าเมื่อสหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานในอีก 2 ปีข้างหน้า  อเมริกาจะยังเฝ้ามองอัฟกานิสถานจากระยะไกล ด้วยการฝังเซ็นเซอร์ตามจุดอ่อนไหวต่างๆ ทั่วชนบทของอัฟกานิสถาน แนวเขาและชายแดนที่เคยใช้เป็นเส้นทางของผู้ก่อการร้ายจะถูกตรวจวัดโดยเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย (wireless sensor networks) เซ็นเซอร์ที่มีขนาดเล็ก และพรางตัวให้เหมือนหิน จะตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนซึ่งทำให้รู้ว่ามีกองกำลังเดินทางเคลื่อนที่ผ่านมาหรือไม่ บางจุดอาจจะมีการติดกล้องขนาดจิ๋วเพื่อถ่ายภาพ คาดกันว่าอาจมีการวางเซ็นเซอร์เหล่านี้หลายหมื่นตัว เป็นเครือข่ายไร้สายขนาดใหญ่ที่จะเป็นมรดกชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่อเมริกาจะทิ้งไว้ให้อัฟกานิสถาน เครือข่ายเซ็นเซอร์เหล่านี้จะส่งข้อมูลผ่านกันเป็นทอดๆ โดยข้อมูลสามารถส่งมาที่เพนทากอน หรือ กองเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการในมหาสมุทรอินเดีย ผ่านดาวเทียม หรือ อากาศยานสอดแนม ทำให้อเมริกายังคงมีตาทิพย์ที่จะตรวจความเป็นไปในพื้นที่เหล่านั้นอยู่

ถึงแม้ อเมริกาจะมีเทคโนโลยีสอดแนมจากบนฟ้าหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมสอดแนม อากาศยานไร้นักบิน (UAV) แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นก็มีขีดจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น ดาวเทียมมีวงโคจรและคาบเวลาที่เป็นไปตามกฏฟิสิกส์ อีกทั้งยังอาจประสบอุปสรรคจากสภาพอากาศเลวร้ายได้ ทั้งดาวเทียมและเครื่องบินสอดแนมไม่สามารถจะเฝ้าดูพื้นที่เป้าหมายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เหมือนพวกเซ็นเซอร์บนพื้นดิน (ในทางทหาร เรียกเซ็นเซอร์เหล่านี้ว่า Unattended Ground Sensors) เซ็นเซอร์พวกนี้ติดตั้งไว้ แล้วก็ลืมได้เลย ไม่ต้องมาดูแลอะไรอีก เมื่อมันจับสัญญาณที่เราสนใจได้ มันก็จะเก็บข้อมูลแล้วส่งข้อมูลมาให้เอง ปกติเซ็นเซอร์พวกนี้จะนอนหลับเพื่อเก็บพลังงานเอาไว้ใช้ยามจำเป็น แต่พวกมันจะคอยเงี่ยหูฟังอยู่เรื่อยๆ เมื่อมันตรวจเจอสิ่งผิดปกติ มันจะตื่นขึ้นมาเต็๋มที่เพื่อเก็บข้อมูล จากนั้นมันจะส่งข้อมูลไปยังศูนย์ข้อมูล การที่เซ็นเซอร์พวกนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนอน ทำให้มันประหยัดพลังงานได้ กองทัพสหรัฐฯ คาดหวังว่า เซ็นเซอร์ที่นำไปติดตั้งในอัฟกานิสถานนั้นจะมีอายุการใช้งานไปได้ 10 - 20 ปีเลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้ในสมัยสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐฯ เคยทิ้งเครือข่ายเซ็นเซอร์จำนวนมาก ทางชายแดนตอนใต้ของประเทศลาว เซ็นเซอร์ที่ถูกทิ้งลงมาจะปักลงไปใต้ดิน แล้วโผล่มาแค่เสาอากาศซึ่งถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายวัชพืช มันจะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดเสียงและแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดิน ซึ่งสามารถตรวจการเคลื่อนไหวของพาหนะในระยะ 1 กิโลเมตร และการเคลื่อนของกำลังพลในระยะ 400 เมตร เมื่อกองทัพเวียดนามเคลื่อนที่ผ่านตามเส้นทางโฮจิมินห์ลงมา มันจะตรวจวัดและส่งข้อมูลกลับไปยังศูนย์ข้อมูล ซึ่งนำมาสู่การทิ้งระเบิดปูพรมในบริเวณนั้น ในช่วงสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ประโยชน์จากเซ็นเซอร์เหล่านี้สำหรับการเตือนล่วงหน้าถึงการเคลื่อนทัพของข้าศึก มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดรอบๆ ฐานทัพที่สำคัญ ทำให้ทหารสหรัฐฯ สามารถป้องกันฐานที่มั่นได้หลายๆ ครั้ง จากการยิงหวังผลที่แม่นยำด้วยข้อมูลที่ส่งมาจากเซ็นเซอร์ ในปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ ได้ติดตั้งเครือข่ายเซ็นเซอร์ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเดิมมาก ไว้จำนวนนับหมื่นอัน รอบๆ ฐานที่มั่นในอิรักและอัฟกานิสถาน

ครั้งหน้ามาคุยเรื่องนี้กันต่อนะครับ .....

01 มีนาคม 2555

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 11)


ในปี พ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุง กษัตริย์ของพม่าได้กรีฑาทัพเข้ามาบุกประเทศไทย มีกองกำลังอันแสนยานุภาพถึง 9 ทัพ รวมกำลังพลมากถึง 144,000 นาย โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายกรุงเทพมหานคร และราชอาณาจักรสยามให้พินาศย่อยยับ เหมือนเช่นที่เคยทำกับกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้แต่งทัพออกไปตั้งรับที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า หรือที่เรามักคุ้นเคยกันในนามของ "เขาชนไก่" จ.กาญจนบุรี โดยมี สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่ทัพใหญ่ ทัพไทยได้เข้าไปสกัดกั้นไม่ให้ทัพพม่าทั้ง 9 ทัพได้เข้ามารวบรวมกำลังพลกันได้ อีกทั้งยังได้จัดกำลังไปตัดการลำเลียงเสบียงของพม่าเพื่อให้กองทัพขาดเสบียงอาหาร เนื่องจากกำลังฝ่ายไทยมีน้อยกว่าพม่าค่อนข้างมาก (2-3 เท่าตัว) จึงได้วางอุบาย โดยทำเป็นถอยกำลังออกในเวลากลางคืน ครั้นรุ่งเช้าก็ให้ทหารเดินเข้ามาผลัดเวร เสมือนว่ามีกำลังมากกว่ามาเพิ่มเติมอยู่เสมอ เมื่อทัพพม่าเริ่มขาดแคลนเสบียงอาหารเนื่องจากมีกำลังพลจำนวนมาก แต่ถูกตัดเสบียงโดยทหารไทยตลอดเวลา ที่สำคัญพม่าคิดว่ากองทัพไทยมีกำลังมากกว่า ทำให้ไม่กล้าจะบุกเข้ามาโจมตี รีๆ รอๆ จะให้กองทัพที่เหลือเข้ามาสมทบ สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาทเมื่อสบโอกาสจึงได้โจมตีทัพพม่าจนแตกกระเจิง และถอยทัพกลับไปในที่สุด

สำหรับแม่ทัพนายกองสมัยใหม่ ท่านเหล่านั้นอาจคิดว่ากลอุบายลวงตานิ่มๆ แบบนี้ถึงจะใช้ได้กับสงครามเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว แต่มันคงไม่สามารถใช้กับการรบในสมัยนี้ได้หรอก แต่เมื่อสักประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วนี่เอง DARPA (หน่วยงานให้ทุนวิจัยทางด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกา) ได้ประกาศจะให้ทุนวิจัยที่มีมูลค่า 120 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะใช้หลอกลวงการรับรู้ของข้าศึก เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดการมึนงง สับสน จนทำให้มีการตัดสินใจหรือปฏิบัติการล่าช้า ผิดพลาด หรือแม้กระทั่ง ยุติปฏิบัติการไปในที่สุด

DARPA มองว่าหากเราเข้าใจการทำงานของสมองในการรับรู้สิ่งต่างๆ อย่างถ่องแท้ เราก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถสร้างภาพลวงทั้งทางการมองเห็น และการได้ยิน ต่อพลรบของข้าศึกได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอังกฤษได้ว่าจ้างให้นักมายากล สร้างภาพลวงตาว่ามีเรือดำน้ำ และกองทัพรถถัง จนทำให้กองทัพเยอรมันเกิดการลังเลในการบุกโจมตี DARPA ต้องการเข้าใจกลไกการทำงานของการรับรู้ ความคิด การตัดสินใจ เพื่อที่จะจัดการกับการรับรู้ของพลรบฝ่ายตรงข้ามได้ ก่อนหน้านี้ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดดังกล่าว เช่น การปล่อยคลื่นเสียงเข้าไปในหัวโดยตรง เพื่อให้คนที่ได้ยินเสียง มีความรู้สึกว่าเป็นเสียงที่เกิดขึ้นมาเองในหัว เหมือนมีพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาบอกหรือพูดให้ได้ยินจากข้างใน ซึ่งเราสามารถใส่เสียงที่เหมือนพระเจ้ามาบอกว่า "วางอาวุธเถอะลูก ยอมแพ้เถิดเจ้า" อะไรทำนองนั้น หรือการปล่อยคลื่นไมโครเวฟเข้าสู่สมองเพื่อให้เกิดการมึนงง ตัดสินใจช้า จนกระทั่งอาเจียน ทำให้กองทัพข้าศึกอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรงที่จะต่อสู้

ย้อนกลับไปเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว เมื่อพระเจ้าปดุงได้ตัดสินใจถอนทัพกลับไปนั้น เทคโนโลยีหลอกลวงการรับรู้ของข้าศึก ได้รักษาชีวิตของทหารทั้งฝ่ายพม่าและฝ่ายไทยได้จำนวนมาก การครอบครองเทคโนโลยีที่ทำให้สงครามสามารถยุติได้โดยสูญเสียชีวิตมนุษย์น้อยที่สุด กำลังเป็นสิ่งที่กองทัพในอนาคตทุกแห่งในโลกต้องการ

16 กุมภาพันธ์ 2555

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 10)


รูปแบบการทำงานในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 20-30 ปีก่อน อย่างพลิกฝ่ามือ ในศตวรรษใหม่นี้ เราเริ่มเห็นวิธีการทำงานใหม่ๆ เครื่องมือที่ใช้ทำงานใหม่ๆ อาชีพใหม่ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนผมเริ่มเข้ามาทำงานเป็นอาจารย์ใหม่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ที่ทำงานของผมมีเลขาฯ แม่บ้าน ยาม พนักงานขับรถ ที่มหาวิทยาลัยจ้างเองในตำแหน่งข้าราชการ หรือ ลูกจ้างประจำทั้งหมด แต่ปัจจุบัน เราจ้างบริษัททำความสะอาดมาทำงานแม่บ้าน จ้างบริษัทยามมาดูแลรักษาความปลอดภัย จ้างบริษัทช่างมาดูแลอาคารและระบบไฟฟ้า จ้างพนักงานขับรถแบบทำสัญญา ใช้บริการบริษัทเงินทุนเพื่อดูแลระบบสวัสดิการ ฯลฯ องคาพยพของมหาวิทยาลัยที่เคยใหญ่โตมโหฬารได้ลดขนาดลงไปเหลือแต่บุคลากรที่เป็นแก่นจริงๆ (Core Business) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยดำรงอยู่ได้ ที่เหลือซึ่งเป็นกระพี้ก็จ้างเอา

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาองค์กรของรัฐหลายๆ แห่งก็ปรับตัวมาในทิศทางนี้หมดครับ แต่ที่น่าจะปรับตัวช้าที่สุดก็คือ "กองทัพ" อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าอีกไม่นาน กองทัพไทยก็ต้องเดินตามแนวทางที่ว่านี้ เพราะต้นแบบของกองทัพในโลกนี้คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้นได้ขยับตัวมาเป็นกองทัพสมัยใหม่ ด้วยการลดขนาด และใช้ระบบ outsource จ้างเหมางานหลายๆ อย่างให้เอกชน เราอาจเคยได้เห็นการจ้างกองกำลังรับจ้างเอกชน มาทำงานเป็นหน่วยอารักขาบุคคลสำคัญ หรือแม้แต่คุ้มกันขบวนขนส่งกำลังบำรุง ในประเทศอิรักและอัฟกานิสถาน หรือเคยได้ยินเรื่องที่กองทัพสหรัฐจ้างหน่วยข่าวพิเศษ ที่เดินทางไปทั่วโลกแบบนักท่องเที่ยว พวกมือรับจ้างเหล่านี้ทำงานให้กองทัพสหรัฐโดยเดินทางท่องเที่ยวหาข่าวไปเรื่อยๆ คนเหล่านี้อาจเคยคุยกับเราที่สระว่ายน้ำของโรงแรมหรู หรือที่ชายหาดก็ได้

โครงสร้างของกองทัพเริ่มมีการเปลี่ยนไป จากรูปแบบที่มีองคาพยพใหญ่ เทอะทะ มาเป็นโครงสร้างที่มีแกนกลางที่กระจายงานให้ "ลูกจ้าง" มืออาชีพ ทั้งในรูปแบบของบริษัท องค์กรที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ไปจนถึงบุคคลเดี่ยวๆ โดยการจ้างงานนี้เป็นแบบ Global Contractors คือใครก็ตามที่มีความสามารถที่จะทำและยินดีทำ กองทัพสหรัฐก็จะไปจ้างคุณให้ทำงานให้ โดยไม่เกี่ยงว่าคุณจะเป็นคนชาติอะไร ในอัฟกานิสถาน อากาศยานไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle หรือ UAV) ซึ่งทิ้งระเบิดใส่พวกตาลีบันจนวินาศสันตะโรนั้น ถูกควบคุมด้วยบริษัทเอกชนในประเทศอังกฤษที่ถูกว่าจ้างโดยกองทัพสหรัฐ พวกผู้ก่อการร้ายเคยตั้งคำถามว่า กลุ่มบุคคลที่ถูกว่าจ้างโดยกองทัพ ถือว่าเป็นทหารหรือพลเรือน โดยผู้ก่อการร้ายมองว่ากลุ่มบุคคลที่ทำงานให้กองทัพสหรัฐสมควรถือว่าไม่ใช่พลเรือน ดังนั้นการโจมตีกลุ่มบุคคลดังกล่าวด้วยอาวุธจึงไม่น่าจะเป็นการผิดกฎบัตรสหประชาชาติแต่อย่างใด

สงครามในศตวรรษที่ 21 นั้น สนามรบจะมีความอัจฉริยะมากขึ้น กองทัพต่างๆ ทั่วโลกจะมีขนาดเล็กลง แต่ต้องการความเข้มแข็งมากขึ้น กองทัพจะมีการนำมาเทคโนโลยีและจักรกลต่างๆ มาใช้ในสนามรบมากขึ้น เพื่อลดการนำเอาชีวิตทหารเข้าไปเสี่ยง จะมีการใช้งานจักรกล และหุ่นยนต์มากขึ้น ใช้อากาศยาน ยานรบต่างๆ ที่ไม่มีพลขับอยู่ข้างใน ซึ่งหุ่นยนต์ และจักรกลเหล่านี้ก็ต้องการผู้ควบคุมจากระยะไกล จะเกิดงานใหม่ๆ ขึ้นมากมายเพื่อรับใช้กองทัพจากนอกสนามรบ เช่น วิศวกรควบคุมอากาศยานไร้คนขับ ผู้ควบคุมหุ่นยนต์ยิงปืนกล นักวิเคราะห์ภาพในสนามรบ นักออกแบบสงคราม โปรแกรมเมอร์การบุกโจมตี วิศวกรหุ่นยนต์ หน่วยซ่อมหุ่นยนต์ นักรบเหล่านี้อาจยิงปืนไม่เป็นหรือขับเครื่องบินไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขากำลังบัญชาการให้จักรกลเหล่านั้นเข้าห้ำหั่นกับกองทัพฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจเป็นมนุษย์ หรือ หุ่นยนต์ก็ได้ อยู่ที่ว่าฝ่ายนั้นจะมีขีดความสามารถในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแค่ไหน

สงครามสมัยใหม่จึงไม่ได้เป็นเรื่องของนักรบในเครื่องแบบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ทุกๆ คนในชาติ หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้เป็นคนชาติเดียวกับเรา มีส่วนร่วมในการทำสงคราม จะเพื่อปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์หรืออะไรก็ตาม ดังนั้น ถ้าหากประเทศไทยไม่อยากตกกระแส ไม่อยากให้ประเทศมีกองทัพที่ล้าสมัย ก็อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปฏิรูปกองทัพไทยให้ทันสมัย

29 สิงหาคม 2554

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 9)


ความก้าวหน้าในการนำหุ่นยนต์ไปประยุกต์ใช้ในทางทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา นับวันจะยิ่งไปไกลเกินกว่าที่ชาติอื่นๆ จะตามทันแล้วครับ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ใช้หุ่นยนต์สำหรับงานพื้นๆ ธรรมดาๆ อย่างเช่นการเก็บกู้ระเบิด แต่เพนทากอนมุ่งหวังจะให้หุ่นยนต์ทำการรบแทนมนุษย์ ซึ่งจะทำให้สงครามในอนาคตของอเมริกาจะได้สูญเสียชีวิตของทหารที่มีเลือดมีเนื้อน้อยลง ยกตัวอย่างในประเทศอัฟกานิสถานขณะนี้ มีหุ่นยนต์ประจำการจำนวน 2,000 ตัว หรือมีหุ่นยนต์ 1 ตัว ต่อทหาร 50 คน และมีแนวโน้มที่หุ่นยนต์รูปแบบอื่นๆ จะถูกนำมาใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

น.ท. เดฟ ทอมสัน (Dave Thompson) ผู้บังคับการหน่วยทหารหน่วยหนึ่ง ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ที่อัฟกานิสถานได้กล่าวว่า "เดี๋ยวนี้ หุ่นยนต์ไม่ได้ถูกใช้แค่เก็บกู้ระเบิดแล้วล่ะครับ พวกเราใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติภารกิจอย่างหลากหลายมาก จนพวกคุณคาดคิดไม่ถึงเลยล่ะครับ"

เพนทากอนได้ว่าจ้างให้บริษัทล็อคฮีต มาร์ติน (Lockheed Martin) วิจัยและพัฒนาระบบขับรถเอง เพื่อที่จะนำไปติดตั้งบนรถทหาร สำหรับทำการขนส่งเป็นกองคาราวาน ระบบนี้จะเป็นอุปกรณ์ที่นำไปติดตั้งบนพาหนะทหาร ยานลำเลียงต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้มันสามารถขับได้เองโดยไม่ต้องพึ่งคนขับ โดยอาศัยเซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น เรดาห์ จีพีเอส ระบบนี้จะทำการขับรถไปเป็นขบวน โดยมันจะรักษาระยะและความเร็วระหว่างกันอย่างปลอดภัย ผลจากการศึกษาเบื้องต้น พบว่า ระบบนี้จะช่วยทำให้พลขับมีเวลาไปเอาใจใส่กับเรื่องอื่นๆ แทนการขับรถ เช่น พลขับมีความสามารถในการสังเกตสิ่งผิดปกติ เช่น ระเบิดแสวงเครื่องข้างถนน (Road-side Bomb) มากขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตามระบบคาราวานอัตโนมัติที่กล่าวมาข้างบนนั้น ยังคงต้องการการทดสอบภาคสนามอีกสักระยะถึงจะนำไปใช้ในสนามรบจริง แต่ระบบหุ่นยนต์อีกระบบหนึ่งที่มีความสามารถในการลำเลียงสัมภาระ ในสเกลที่เล็กกว่าระบบคาราวานนั้น กำลังจะถูกนำไปใช้ในอัฟกานิสถานแล้ว นั่นคือ หุ่นยนต์ลา (Robot Mule) ที่ผลิตโดยบริษัท Lockheed Martin เหมือนกันครับ ซึ่งจะว่าไป มันก็ไม่ได้มีรูปร่างเหมือนลาหรอกครับ แต่เหมือนรถหุ้มเกราะหกล้อขนาดย่อมๆ ซึ่งทหารราบใช้มันเพื่อแบกสัมภาระให้ ในการออกลาดตระเวณไปยังสถานที่ต่างๆ มันมีระบบนำทางด้วยแสงเลเซอร์ ซึ่งจะทำให้มันเดินติดตามหน่วยทหารที่เป็นเจ้านายของมันอย่างถูกต้อง

12 มีนาคม 2554

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 8)



ในปี พ.ศ. 2308 กองทัพพม่าภายใต้การนำของเนเมียวสีหบดี ได้ยกทัพมาตั้งในเขตเมืองวิเศษชัยชาญ (จ. อ่างทอง ในปัจจุบัน) เพื่อรวบรวมอาหารและไพร่พลเตรียมเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ระหว่างนั้น นายจันหนวดเขี้ยว นายโชติ นายดอก นายทองแก้ว นายทองเหม็น นายทองแสงใหญ่ นายแท่น นายเมือง พันเรือง ขุนสรรค์ และนายอิน ได้เป็นหัวหน้ารวบรวมชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงตั้งค่ายต่อสู้พม่าที่บ้านบางระจัน โดยมีพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาคมบำรุงขวัญเหล่านักรบ ชาวบ้านบางระจันได้ทำทุกวิถีทางในการต่อต้านพม่า จนได้ชัยชนะในการรบถึง 7 ครั้ง แม้ในที่สุดค่ายบางระจันจะถูกตีแตกเพราะมีกำลังรบน้อยกว่าฝ่ายศัตรูมาก แต่การต่อต้านของชาวบางระจัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในเวลาต่อมา

ในช่วงเวลาระหว่างรบ ชาวบ้านบางระจันได้เปลี่ยนบริเวณค่ายบางระจัน ให้เป็นพื้นที่ผลิตกรรม (Manufacturing) ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ตีเหล็ก การผลิตยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไปจนถึงการหล่อปืนใหญ่ ก็กระทำกันในที่รบทั้งสิ้น ทำให้ชาวบ้านบางระจันสามารถยืนหยัดต่อสู้กับทัพพม่าที่มีกำลังมากกว่าได้ การสร้างผลิตกรรมต่างๆ ในสมรภูมิรบทำให้ชาวบ้านบางระจันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ ว่าตอนนี้ต้องการอะไร เพื่อใช้ทำอะไร ค่ายบางระจันจึงสามารถปรับเปลี่ยนยุทธวิธีได้ตลอดเวลา ตามความจำเป็น ซึ่งมีผลทำให้ได้รับชัยชนะเหนือทัพพม่าถึง 7 ครั้ง

เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว ราชนาวีสหรัฐฯ ได้ประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการทหาร ซึ่งได้ประกาศหัวข้อที่กองทัพสนใจออกมาจำนวนกว่า 39 หัวข้อ เช่น การพัฒนาเรดาห์ขนาดเล็ก แบตเตอรีแบบฟิล์มบาง ระบบเซ็นเซอร์ใต้น้ำ เทคโนโลยีไมโครกริด (ระบบนำส่งกระแสไฟฟ้าสำหรับสนามรบ) เป็นต้น แต่ที่ผมอยากนำมากล่าวในวันนี้เป็นหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ และอาจจะทำให้รูปแบบการรบในอนาคตเปลี่ยนไป หัวข้อนั้นมีชื่อว่า Desktop Manufacturing with Micro-robot Swarm ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สนามรบสามารถผลิตสิ่งของเพื่อใช้ในการสู้รบ ในระหว่างการรบได้ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ชาวบ้านบางระจันเคยใช้ในการยุทธ์อย่างประสบความสำเร็จเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว

ประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการหัวข้อนี้ มีเนื้อหาว่าต้องการให้คณะวิจัยทำการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตวัสดุหรืออุปกรณ์ต่างๆ โดยการใช้หุ่นยนต์ขนาดเล็กๆ ที่สามารถทำงานเป็นฝูง เพื่อสังเคราะห์วัสดุ สร้างชิ้นส่วนต่างๆ และประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เหล่านั้นขึ้นเป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยหุ่นยนต์เล็กๆ เหล่านั้นแต่ละตัวอาจจะทำงานง่ายๆ ไม่ต้องฉลาดมากนัก แต่สามารถทำงานประสานงานกันเป็นทีมขนาดใหญ่ได้ จนสามารถที่จะทำงานที่ซับซ้อนมากๆ ได้ โดยระบบผลิตนี้ จะมีขนาดไม่ใหญ่โตอะไรนัก สามารถบรรจุระบบทั้งหมดลงบนโต๊ะได้ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Desktop Manufacturing นั่นเองครับ

ตอนนี้หัวข้อ Desktop Manufacturing กำลังเป็นที่สนใจในวงการเทคโนโลยีทั่วโลก และเทคโนโลยีหนึ่งที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ และถือว่าเป็นเทคโนโลยีก่อกำเนิดของระบบผลิตแบบตั้งโต๊ะนี้ก็คือ Printed Electronics หรือ Printed Manufacturing ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการผลิตสิ่งของด้วยการใช้วิธีการพิมพ์ ซึ่งผมมักจะกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ ในบล็อกนี้นั่นเองครับ .....

16 มกราคม 2554

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 7)



ในการทำศึกสงครามนับแต่โบร่ำโบราณมาจนถึงปัจจุบัน กองทัพถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ง่ายๆ ก็คือผู้บังคับบัญชาหรือขุนศึก ซึ่งเป็นคนออกคำสั่ง กับ ไพร่พลซึ่งเป็นคนรับคำสั่งและนำไปปฏิบัติ .... ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสดู DVD ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับศึกสงคราม แล้วเห็นแม่ทัพสั่งลูกน้องให้ทำอะไรโง่ๆ ทหารพวกนั้นก็ทำตามคำสั่งโดยดี ด้วยการวิ่งเข้าไปถูกระดมยิงจนตายกันเป็นเบือ เห็นอย่างนี้ทีไรผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมในสถานการณ์รบแต่ละครั้ง จึงใช้สมองไม่กี่สมองในการตัดสินใจการรบ แทนที่จะใช้กำลังสมองจำนวนมากๆ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด

สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับการศึกสงครามที่ใช้มนุษย์เข้าห้ำหั่นกันหรอกครับ ประการแรก ไพร่พลที่รบกันไม่ได้มีหัวคิดหรือความฉลาดมากมายอะไรที่จะใช้ตัดสินใจเพื่อทำกลยุทธ์การศึกหรอกครับ เขาถึงต้องรอคำสั่งจากแม่ทัพ ประการที่สองมนุษย์มีความรู้สึกด้านอารมณ์ และความรู้สึกด้านอารมณ์นี้เองที่เปลี่ยนสถานการณ์การรบได้ องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการนำความลับข้อนี้มาใช้เพื่อทำศึกสงครามต่อสู้กับพม่าจนประสบชัยชนะมานับครั้งไม่ถ้วน เช่น พระองค์ทรงใช้ปืนคาบศิลายิงข้ามแม่น้ำสะโตงถูกแม่ทัพพม่าเสียชีวิต ทำให้หยุดทัพพม่ามิให้ติดตามทัพไทยที่ถอยร่นอย่างฉิวเฉียด หรือ การใช้กุศโลบายให้ทหารขึ้นไปพูดให้เหมือนเสียงพระพุทธรูป เพื่อปลอบขวัญทหาร หรือ แม้กระทั่งการท้าให้พระมหาอุปราชออกมากระทำยุทธหัตถี ในขณะที่พระองค์ตกอยู่กลางวงล้อมของทหารพม่า ประการที่สาม ในสถานการณ์การสู้รบ ข้อมูลของการสู้รบไม่ได้มีการไหลเวียนอย่างทั่วถึง ทหารที่ทำการรบอยู่ ณ ตำแหน่งใดๆ อาจจะไม่มีข้อมูลความเป็นไปในบริเวณอื่นเลย ทำให้การบัญชาการรบจากศูนย์กลาง เป็นสิ่งที่กระทำมาตลอดจากโบราณจนถึงปัจจุบัน

แต่สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นจะไม่เป็นอุปสรรคเลย หากเราเปลี่ยนผู้ทำการรบจากมนุษย์ไปเป็นหุ่นยนต์ ซึ่งจะทำให้การแบ่งกองทัพออกเป็น แม่ทัพกับไพร่พลก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป กองทัพจะมีแต่ผู้ทำการรบ ที่สามารถเป็นผู้ตัดสินใจและเป็นผู้ปฏิบัติพร้อมๆ กันไป

ลองดูกันไปเป็นข้อๆ นะครับ ประการแรกเลย หุ่นยนต์แต่ละตัวที่ทำการรบ สามารถโปรแกรมให้สามารถประมวลผลการรบ สามารถตัดสินใจว่าจะทำอะไรในหุ่นยนต์แต่ละตัว ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างไร การที่หุ่นยนต์จะปฏิบัติการอะไร จึงไม่จำเป็นต้องรอการตัดสินใจจากใคร แต่แน่นอนว่า หุ่นยนต์ต่างๆ เหล่านี้ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างทั่วถึง

ประการที่สอง กองทัพหุ่นยนต์ไม่ได้มีขีดจำกัดด้านอารมณ์และความรู้สึกเหมือนมนุษย์ การตัดสินใจกระทำการต่างๆ จะมีการใช้เหตุผลอย่างเต็มที่ โดยการตัดสินใจจากข้อมูล ตรรกะ และพื้นฐานความเป็นจริงต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประการสุดท้าย การรบที่ใช้เทคโนโลยีเครือข่ายข้อมูลไร้สาย จะทำให้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วสนามรบมีการไหลเวียนอย่างทั่วถึง ผู้ปฏิบัติแต่ละจุด จะมีหูทิพย์ตาทิพย์รับรู้ความเป็นไปในสนามรบได้อย่างเรียลไทม์ การตัดสินใจกระทำการสิ่งใด จะเป็นที่รับรู้กันทั่วในฝ่ายเดียวกันและสามารถจำลองหรือประเมินผลได้ ณ เวลาจริง


ภายใต้สถานการณ์สนามรบอัจฉริยะนี้ สงครามอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ หรืออาจเกิดขึ้นแค่ในระยะเวลาสั้นๆ หากข้อมูลการรบของทั้งสองฝ่ายนำมาสู่ข้อสรุปล่วงหน้าว่าฝ่ายใดจะชนะในยุทธภูมินั้นๆ ....

11 มกราคม 2554

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 6)



สองสามวันนี้ผมมาอยู่ทำงานวิจัยภาคสนามที่ไร่องุ่นกรานมอนเต้ เขาใหญ่ ก็เลยอยากจะนำ paper เรื่อง "Design for the Next Generation of WSN in Battlefield based on ZigBee" ซึ่งเล่าค้างไว้ในคราวที่แล้วมาเล่าต่อครับ ที่อยากจะเล่าเรื่องนี้ต่อในไร่องุ่น ก็เพราะว่าพวกเราคิด paper เรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ โดยการจินตนาการสนามรบจากการทำงานในไร่นานี่เองครับ เทคโนโลยีต่างๆ ที่จะนำไปใช้ในสนามรบอัจฉริยะก็เป็นเทคโนโลยีที่เราประยุกต์ใช้ในไร่นาจนประสบความสำเร็จแล้ว

เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะที่พวกเราคิดนั้น แบ่งออกเป็น 3 ระบบ ได้แก่

(1) Soldier Sensor System ได้แก่เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ติดอยู่บนตัวทหาร หรือพลรบแต่ละนาย ซึ่งจะเก็บข้อมูล เช่น พิกัดที่อยู่ อัตราการหายใจ จังหวะหัวใจ ระดับอ็อกซิเจนในเลือด อุณหภูมิผิวหนัง ลักษณะอากัปกริยาของร่างกาย ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกส่งไปที่ผู้บังคับบัญชาทั้งในสนามรบ และที่ฐานบัญชาการ ทำให้การบังคับบัญชาการรบมีความแม่นยำสูง อีกทั้งหากทหารได้รับบาดเจ็บ ผู้บัญชาการสามารถนำข้อมูลด้านอื่นๆ มาช่วยในการตัดสินใจว่าจะทำการช่วยเหลือทหารนายใด ก่อน-หลัง ตามสถานภาพสุขภาพและสถานการณ์รบ ได้อย่างแม่นยำสูงสุด

(2) Battle Field System ได้แก่เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่ในสนามรบ เพื่อเก็บข้อมูลพารามิเตอร์การรบต่างๆ เช่น เซ็นเซอร์ตรวจสอบการเคลื่อนที่ของฝ่ายเราและฝ่ายข้าศึก วิถีการยิง พื้นที่เสี่ยง สภาพอากาศ แสง ลม ภาพของสนามรบในแง่มุมต่างๆ ซึ่งจะทำให้ผู้บังคับบัญชากำหนดยุทธวิธีการรบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เซ็นเซอร์เหล่านี้อาจจะติดตั้งบนสิ่งที่อยู่นิ่ง เช่น ติดตั้งกับต้นไม้ ฝังไว้ในพื้นดิน หรือ ซ่อนไว้ตามเนินผาต่างๆ หรืออาจจะติดตั้งกับสิ่งที่เคลื่อนที่ เช่น บนหมวกทหาร ยานเกราะ รถถัง หรือ แม้แต่ติดตั้งไว้ในอากาศยานไร้นักบิน (UAV) ก็ได้

(3) Military Base Infrastructure เป็นเครือข่ายเซ็นเซอร์สำหรับเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ฐานที่มั่น ได้แก่เซ็นเซอร์ตรวจวัดการเคลือนไหวรอบฐานที่มั่น ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงไปยังปืนกลอัตโนมัติเพื่อระดมยิงใส่ข้าศึกที่ลักลอบเข้ามา

ข้อดีหนึ่งของการใช้เทคโนโลยี ZigBee สำหรับรับส่งข้อมูลเซ็นเซอร์ก็คือ มันใช้พลังงานต่ำมาก ทำให้ข้อมูลเดินทางในระยะสั้นๆ ระหว่างโหนดต่างๆ ซึ่งจะทำให้ข้าศึกตรวจจับหรือดักฟังได้ยาก การเข้ารหัสข้อมูลจะช่วยทำให้การดักฟังเป็นไปได้ยากขึ้นอีก เซ็นเซอร์ที่ใช้มีจำนวนมาก มีการหลับๆ ตื่นๆ สลับกันไป ยากต่อการประเมินของฝ่ายข้าศึก การใช้จำนวนโหนดเซ็นเซอร์จำนวนมากๆ ทำให้ระบบเครือข่ายมีความเสถียร ยากต่อการทำลายของข้าศึก

27 ธันวาคม 2553

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 5)



ในช่วงระยะเวลา 4 ซ้า 5 ปีมานี้เทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย (Wireless Sensor Networks หรือ WSN) ได้เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคมนาคมขนส่ง สาธารณสุข การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการทหาร ในวันนี้ผมจะนำบทความวิชาการ paper หนึ่งที่คณะวิจัยของเราได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยี Wireless Sensor Networks สำหรับใช้ในการทหาร และพวกเราได้ส่งผลงานชิ้นนี้ เพื่อไปเสนอในที่ประชุมวิชาการ Defense Science Research 2011 (หรือ DSR2011) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม 2554

บทความนี้มีชื่อว่า "Design for the Next Generation of WSN in Battlefield based on ZigBee" (ผู้แต่งได้แก่ Natthapol Watthanawisuth, Adisorn Tuantranont and Teerakiat Kerdcharoen) เนื้อหาของบทความนี้ เป็นเรื่องของการออกแบบเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายเพื่อประยุกต์ใช้ในสนามรบ ซึ่งเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้นี้เป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า ZigBee ซึ่งสามารถส่งข้อมูลเป็นทอดๆ โดยจะส่งข้อมูลจากจุดตั้งต้นไปยังปลายทาง ด้วยการส่งข้อมูลชิ่งต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ โดยมันจะสแกนหาเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ แล้วสร้างแผนที่เครือข่ายขึ้นมา จากนั้นจะพยายามค้นหาเส้นทางที่จะส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เจ้าตัวรับส่งข้อมูลหรือ "โหนด" ในเครือข่าย ZigBee นี้จะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดต่างๆ ติดไว้ แล้วแต่ว่าจะใช้ตรวจสอบอะไร เช่น เซ็นเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศ เซ็นเซอร์ตรวจก๊าซ เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเคลื่อนไหว เซ็นเซอร์ตรวจวัดเสียง เป็นต้น โหนดของ ZigBee นี้อาจจะติดตั้งบนสิ่งที่อยู่นิ่ง เช่น ติดตั้งกับต้นไม้ ฝังไว้ในพื้นดิน หรือ ซ่อนไว้ตามเนินผาต่างๆ หรืออาจจะติดตั้งกับสิ่งที่เคลื่อนที่ เช่น บนหมวกทหาร ยานเกราะ รถถัง หรือ แม้แต่ติดตั้งไว้ในอากาศยานไร้นักบิน (UAV) ก็ได้ ซึ่งการติดตั้งใน UAV จะทำให้เครือข่าย ZigBee สามารถครอบคลุมไปได้ในระยะไกล เพราะโหนดที่อยู่บน UAV ก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อสัญญาณ (Repeater) ได้อีกหน้าที่หนึ่งด้วยครับ

ข้อดีของเครือข่ายไร้สาย ZigBee ก็คือว่า มันสามารถส่งสัญญาณไปไหนมาไหนได้แบบไม่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า หรือทำงานแบบเฉพาะกิจได้ทันทีทันใดครับ (ad hoc) ลองจินตนาการถึงสภาพของสนามรบตาม paper นี้ดูนะครับ ในสมรภูมิมีทั้งรถถัง รถฮัมวี่ มีกับระเบิดอัจฉริยะ (Smart Mines) ที่ติดตั้งอยู่ทั่วไปโดยติดตั้งโหนดของ ZigBee เอาไว้หมด โหนดเหล่านี้เก็บข้อมูลของสภาพแวดล้อมของสนามรบอยู่ตลอดเวลา มีหน่วยทหารราบซุ่มตามจุดต่างๆ โดยที่หมวกของทหารราบเหล่านั้นก็มีโหนด ZigBee ติดตั้งอยู่ โดยเก็บข้อมูลบุคคลของทหารแต่ละนาย ทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถรับรู้ตำแหน่ง สภาพความพร้อม และสัญญาณชีพของทหารแต่ละนาย ผู้บัญชาการสนาม ณ ฐานที่มั่นที่อยู่ห่างออกไปจากสนามรบสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลของแต่ละโหนดได้ โดยข้อมูลจะถูกส่งต่อกันเป็นทอดๆ มายังผู้บัญชาการ หากโหนดใดโหนดหนึ่งมีอันเป็นไป เช่น รถถังถูกยิงจนระเบิดกระจุย โหนดที่เหลืออยู่ จะทำการปรับแผนผังการส่งข้อมูลอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลสามารถกระโดดไปยังจุดที่ต้องการได้ ทั้งนี้ เนื่องจากมันเป็นเครือข่ายแบบ ad hoc ทำให้ทหารที่อยู่แต่ละนายในสนามรบ สามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันจากจุดใดก็ได้ เครือข่าย ZigBee จะทำการส่งข้อมูลที่ต้องการมาให้ เช่น ทหารราบที่ซุ่มอยู่ สามารถขอข้อมูลพิกัดของรถถังและยานเกราะฝ่ายตนเอง พร้อมทั้ง ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ตรวจวัดการเคลื่อนที่ ที่แอบติดตั้งซ่อนอยู่ในสนามรบ เพื่อตรวจวัดความเคลื่อนไหวของข้าศึก

paper นี้ยังต้องคุยอีกยาว แล้วเรามาคุยกันต่อนะครับ ....

04 กรกฎาคม 2553

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 4)


มีนายทหารท่านหนึ่ง เล่าให้ผมฟังว่า ทุกวันนี้ในประเทศเขมรยังมีกับระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ดินมากถึง 1 ล้านลูก ถ้าจะเก็บให้หมด ด้วยอัตราที่ทำอยู่ตอนนี้ จะต้องใช้เวลา 100 ปีเลยทีเดียว ผมฟังแล้วก็เชื่อว่าท่านไม่ได้โม้ เมื่อตอนที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่นครวัด แม้แต่ในสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งที่ผมเคยไป ก็มีป้ายปัก ห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่บางโซน ซึ่งอาจมีกับระเบิดฝังอยู่แล้วเคลียร์ยังไม่หมด ทุกๆ วันจะมีหน่วยทหารเข้าไปเก็บกู้ระเบิดเหล่านี้ แล้วทยอยเปิดพื้นที่ให้ใช้ นายทหารท่านนี้ยังเล่าว่า เมื่อก่อนเวลาพวกเขมรแดงหนีทหารเวียดนาม ก่อนนอนก็จะเอาระเบิดไปฝังไว้ในดินรอบๆ บริเวณที่ตนเองนอน พอตื่นขึ้นก็เคลื่อนพลออกไปเลย ไม่มีการไปเก็บระเบิดที่ฝังไว้ ท่านยังพูดติดตลกด้วยว่า มีเหมือนกันที่ คนที่ฝังระเบิดเหล่านั้น ย้อนกลับมาเหยียบกับระเบิดตายเสียเอง ....

ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟระบุว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมานี้ กับระเบิดได้สังหารมนุษย์ไปกว่า 1 ล้านคนแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นเด็ก เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใช่ไหมครับ ที่ระเบิดโง่ๆ เหล่านั้นได้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไปมากมายขนาดนั้น แม้ความขัดแย้งของผู้ใช้กับระเบิดจะจบลงไปนานแล้วก็ตาม ...

แต่เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะจะทำให้ความโหดร้ายของสมรภูมิรบ ที่มีต่อชีวิตของพลเรือนหมดไปครับ ระเบิดบื้อๆ จะถูกแทนที่ด้วยระเบิดฉลาด ที่จะทำงานเฉพาะกับทหารฝ่ายตรงข้าม เป็นระเบิดที่สามารถโปรแกรมสั่งการให้ระเบิดหรือไม่ระเบิด ตามเงื่อนไขที่ระบุได้ กองทัพสหรัฐฯกำลังทดลองกับระเบิดเหล่านี้ในภาคสนาม และเตรียมนำออกมาใช้เร็วๆ นี้ครับ กับระเบิดฉลาดจะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดสภาวะของสนามรบ มันจะเก็บข้อมูลแล้วส่งให้ผู้บัญชาการสนาม สามารถสั่งการเงื่อนไขการระเบิด กับระเบิดสามารถส่งข้อมูลระหว่างกันได้ มันสามารถทำงานเป็นเครือข่ายไร้สาย เช่น ระเบิดพร้อมๆ กัน เพื่อให้เป้าหมายใหญ่ๆ เกิดความเสียหาย หรือระเบิดส่งกันเป็นทอดๆ เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในสนามรบ กับระเบิดพวกนี้จะทำงานเฉพาะกับเป้าหมายที่เป็นข้าศึก มันจะรู้จักทหารพวกเดียวกันจากเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้ หลังจากสงคราม ผู้บัญชาการสนามจะทราบว่ากับระเบิดใช้ไปหมดหรือยัง มีเหลือไว้หรือไม่ มันสามารถถูกโปรแกรมให้ทำลายตัวเองหากไม่ถูกใช้งานในเวลาที่กำหนด โดยจะระเบิดอย่างปลอดภัยด้วยเซ็นเซอร์ที่ตรวจได้ว่าไม่มีมนุษย์อยู่ในบริเวณทำลายล้าง

วันหลังมาคุยเรื่องนี้กันต่อนะครับ ...

15 มิถุนายน 2553

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 3)


การทำให้สนามรบมีอัจฉริยภาพขึ้นมานั้น มีเทคโนโลยีต่างๆ ให้เลือกใช้มากมาย ซึ่งผมจะทยอยนำมาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ ครับ แต่ช่วงแรกๆ นี้ ผมขอนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพ หรือ Machine Vision ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในสนามรบที่เป็นพื้นที่ปกติ เช่น ในทุ่งหญ้า ทะเลทราย ป่าเขา หรือเป็นพื้นที่ปิดอย่างในเมือง

จะว่าไป มหานครใหญ่ๆ ทั้งในประเทศแถบตะวันตก และในเอเชีย หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ ของเรา ก็มีกล้องวงจรปิดหรือ CCTV ติดตั้งกันอยู่มากมาย แต่ทว่ากล้องเหล่านั้นกลับไม่ได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกัน แต่ละหน่วยงานมีกล้องวงจรปิดของตนเอง เอกชนอย่างเช่นธนาคารก็มี กล้องเหล่านี้ไม่ได้มีความเชื่อมโยงหรือประสานงานกันแต่อย่างใด ที่สำคัญ กล้องเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันเหตุร้ายเลย แต่มันมีเอาไว้เพื่อใช้ดูว่าใครเป็นจำเลย เมื่อเหตุร้ายนั้นผ่านไปแล้ว เทคโนโลยีนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับสนามรบเลย เพราะในการรบ ทหารต้องการใช้ภาพที่เก็บได้เพื่อประเมินหรือวิเคราะห์สถานการณ์ ณ เวลาจริง อันจะนำไปสู่การตัดสินใจกระทำการใดใดก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น เช่น หากมีเครือข่ายกล้องวงจรปิดติดตั้งในบริเวณสี่แยกคอกวัวในวันที่ 10 เมษายน 2553 ผู้บัญชากองกำลังในเวลานั้นคงไม่บาดเจ็บขาขาด อีกหนึ่งนายต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทรา และอีกหนึ่งนายเสียชีวิต ... เป็นอะไรที่น่าเศร้ามาก เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ หากมีใช้เต็มรูปแบบ ยังมีราคาถูกกว่าเครื่องบิน F16 หนึ่งลำเสียอีก

การมีกล้องนับพันๆ ตัวติดตั้งทั่วกรุงเทพมหานคร จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย หากให้มนุษย์มาเป็นผู้นั่งเฝ้าหน้าจอ เพราะถึงแม้จะมีกล้องเป็นพันๆ ตัว แต่ห้องควบคุมอาจจะบรรจุหน้าจอแสดงผลได้อย่างมากก็หลักร้อย แถมหน้าจอเป็นร้อยๆ จอก็อาจจะมีคนนั่งเฝ้าอยู่ไม่ถึงสิบคน สรุปคือ แต่ละคนมีภาระที่จะต้องสแกนหน้าจอไปพร้อมๆ กันหลายสิบหน้าจอ โดยที่ในขณะเดียวกัน ยังมีกล้องอีกเป็นร้อยๆ ตัวที่ถ่ายภาพเข้าไปโดยที่ไม่มีมนุษย์เฝ้ามอง

ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นจะต้องซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพ ที่สามารถทำหน้าที่เฝ้ามองภาพจากกล้อง CCTV เหล่านั้นแทนมนุษย์ ซอฟต์แวร์นี้จะต้องมีความฉลาด ต้องถูกฝึกมาให้สังเกตในสิ่งที่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงเหตุผิดปกติ เช่น หากมีรถต้องสงสัยวิ่งเข้ามาจากถนนเส้นหนึ่ง แล้วมันตรวจเจอ มันจะต้องสามารถติดตามรถคันนี้จากกล้องตัวหนึ่งไปยังกล้องอีกตัวหนึ่งได้ทันที มันจะต้องสามารถวิเคราะห์เส้นทางการวิ่งของรถคันนี้ได้ เมื่อมันจับภาพเลขทะเบียนได้ มันต้องมีความสามารถในการซูมภาพเข้ามา วิเคราะห์ภาพให้ได้ข้อมูลของเลขทะเบียน แล้วทำการติดต่อคอมพิวเตอร์ของกรมการขนส่งทางบก ทำการเปรียบเทียบหมายเลขทะเบียนกับรถว่าตรงกันหรือไม่ หากเลขทะเบียนไม่ตรงกัน แสดงว่ารถคันนี้ใช้เลขทะเบียนปลอม ซึ่งต้องเป็นของคนไม่ดีแน่ๆ อาจจะนำไปใช้ก่อเหตุ มันจะต้องสามารถทำการเตือนมนุษย์ที่รับผิดชอบได้ทันที

ระบบที่ผมพูดถึงนี้ มีการพัฒนาออกมาใช้แล้วครับ โดยบริษัท Abeo Technical Solutions โดยตั้งชื่อมันว่า AWARE (The Automated Warning and Response Engine) ในอนาคตคงจะมีคู่แข่งตามออกมาอีกหลายบริษัทครับ ...


06 มิถุนายน 2553

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 2)


มีใครหรือ จะรู้โชค ชะตาตน
ข้านี้แหละ ฝึกฝน รู้ตนอยู่
วันเวลา มาใกล้ ใคร่ครวญดู
ต้องไปสู่ ความยาก ลำบากเอย .....

เป็นบทกวีที่ขงเบ้งได้ประพันธ์ขึ้น เพราะรู้ว่าชะตาชีวิต และความเป็นอยู่อย่างชาวไร่ชาวนาของตนกำลังจะสิ้นสุดลง เนื่องมาจากมีผู้มารอพบอยู่ด้านนอก คนผู้นั้นก็คือเล่าปี่ซึ่งกำลังมาขอเข้าพบ เพื่อขอร้องให้มาเป็นเสนาธิการทัพให้ ว่ากันว่า ขงเบ้งได้บำเพ็ญฌาณสมาบัติ จนบรรลุคุณวิเศษ มีตาทิพย์ หูทิพย์ และญาณทิพย์ เป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้าวายุ สามารถอ่านลำดับเหตุการณ์ทะลุปรุโปร่งทั้งใน อดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคต แน่นอนว่า เสนาธิการที่มีคุณลักษณ์เช่นนี้ ย่อมเป็นที่หมายปองของกองทัพทุกแห่งในโลก

การมีตาทิพย์ เป็นความฝันของเหล่าขุนศึกตั้งแต่อดีตกาล มาจนถึงปัจจุบัน การได้เห็นพื้นที่การรบและดินแดนของศัตรู ทั้งในช่วงสงบศึกและระหว่างรบ เป็นยอดปรารถนาของเสนาธิการทหาร ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีในการส่งภาพวีดิโอจากสนามรบ ไปยังศูนย์บัญชาการได้ก็ตาม (อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังในตอนที่แล้ว) แต่การได้เห็นอย่างคนธรรมดาหรือทหารธรรมดา กับการที่ได้เห็นอย่างเสนาธิการ ย่อมมีความหมายและนัยยะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา DARPA หน่วยงานให้ทุนทางด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ได้จัดการประชุมหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานให้ทุน กับบริษัทและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีการมองเห็น และการถ่ายภาพ DARPA ได้ประกาศจัดตั้งโครงการที่มีชื่อว่า Mind's Eye หรือ ดวงตาของจิตใจ นัยว่า DARPA อยากจะเห็นเทคโนโลยีใหม่ ที่สามารถวิเคราะห์ตีความหมายจากภาพ โดยปกตินั้น ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี Machine Vision หรือโปรแกรมวิเคราะห์ภาพในปัจจุบัน สามารถจำแนกแยกแยะได้แล้วว่า สิ่งที่อยู่ในภาพคืออะไร เป็นคน เป็นรถถัง แต่ DARPA ต้องการมากกว่านั้น DARPA ต้องการมองเห็นที่มีจิตใจด้วย นั่นคือ มันต้องบอกได้ว่าวัตถุในภาพเป็นอะไร กำลังจะทำอะไร มีแนวโน้มอย่างไรต่อไป แล้วสามารถนำเอาประสบการณ์เก่ามาใช้วิเคราะห์ด้วย

เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์มากครับ เพราะเมื่อนำมันไปติดตั้งในระบบตรวจการณ์ทั้งหลาย แล้วให้มันทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย ผู้ครอบครองเทคโนโลยีนี้จะเหมือนครอบครองสนามรบนั้นๆ เลย ลองคิดดูว่าหากเรามีเทคโนโลยีนี้ในวันที่เกิดการจลาจลในกรุงเทพมหานคร เราคงไม่ต้องมาถกเถียงกันว่า ตกลงใครเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ....

04 มิถุนายน 2553

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 1)


ในช่วงที่เกิดการจลาจลในกรุงเทพมหานครนั้น โดยเฉพาะในช่วงที่เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าโอบล้อมเพื่อสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการปะทะกันซึ่งหน้า แต่เป็นการซุ่มยิงด้วยสไนเปอร์ของฝ่ายทหาร และบางครั้งกลับกลายเป็นว่า ก็มีผู้เสียชีวิตอันเกิดจากการซุ่มยิงของใครก็ไม่รู้ด้วยเหมือนกัน

การสู้รบในเมือง หรือสมรภูมิในพื้นที่เมือง กำลังจะกลายมาเป็นแม่บทของสงครามสมัยใหม่ครับ หากเราลองพิจารณาความขัดแย้งต่างๆ ทั่วโลกในเวลานี้ ก็จะพบว่าพื้นที่ในเมืองหรือย่านชานเมือง ได้กลายมาเป็นสมรภูมิที่อันตรายและไม่เป็นที่ต้องการของทหารนัก มีกองทัพไม่กี่ประเทศในโลก ที่รู้วิธีหรือมีศักยภาพที่จะทำการรบในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในประเทศนั้นคือ สหรัฐอเมริกา ครับ และในบทความชุดนี้ ผมจะทยอยนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อการรบในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาเล่าให้ฟังในบทความซีรีย์นี้นะครับ

เทคโนโลยีสำหรับสนามรบอัจฉริยะที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ ก็คือ ระบบวีดิโอในสนามรบ ซึ่งเพนทากอนได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า Full-Motion Video Asset Management (FAME) ขึ้นมาเพื่อทำการเก็บภาพในแง่มุมต่างๆ ของสนามรบ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพวีดิโอนั้นด้วย เพื่อให้นักวิเคราะห์สถานการณ์ หรือผู้บัญชาการสนาม สามารถเรียกภาพในแง่มุมต่างๆ มาใช้ตัดสินใจ ทั้งในระหว่างที่มีสถานการณ์ หรือภายหลังสถานการณ์เสร็จสิ้นแล้ว เฉกเช่น ภาพวีดิโอที่ถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอล ที่ผู้ชมสามาถดูภาพนิ่ง ภาพช้า ย้อนกลับไปกลับมา หรือดูสถานการณ์หนึ่งๆ จากกล้องที่ถ่ายจากมุมต่างๆ ในสนามรบก็เช่นกัน การได้เห็นภาพจากมุมต่างๆ จะทำให้ผู้บัญชาการ สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ทำการบันทึกภาพสนามรบในอิรัก และอัฟกานิสถาน ด้วยอากาศยานไร้คนขับ (UAV) มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ในปี ค.ศ. 2009 นั้น UAV ได้บันทึกภาพวีดิโอเอาไว้มากถึงเดือนละ 1,800 ชั่วโมง ยานที่มีชื่อว่า Reaper นั้นสามารถบันทึกภาพได้ถึง 10 ทิศทางพร้อมๆ กัน ระบบ FAME ที่พัฒนาขึ้นมานี้จะมีประโยชน์มากในการจำแนก แยกแยะ สิ่งที่เป็นประโยชน์จากภาพวีดิโอเหล่านั้น ลองคิดดูสิครับว่า ในสมัยอยุธยาถ้าแม่ทัพนายกองคนใด สามารถปล่อยนกอินทรีย์ขึ้นไปบินบนฟ้า แล้วใช้ตาทิพย์มองสิ่งต่างๆ จากดวงตาของนกอินทรีย์ จะทำให้ได้เปรียบในการรบมากเพียงใด

ผมจะมาเล่าต่อในวันหลังนะครับ ถึงแนวคิดในการใช้หุ่นยนต์เข้าไปเก็บภาพสถานการณ์ในสนามรบ ....