แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ nano-education แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ nano-education แสดงบทความทั้งหมด

22 กันยายน 2555

Disruptive Education - การศึกษาแบบทะลุทะลวงโลก (ตอนที่ 3)


(ภาพจาก Flickr.com)

ในภาพยนตร์เรื่อง Avatar ตอนที่นางเอกพาพระเอกไปหัดขี่มังกร นางเอกได้สอนให้พระเอกเอาปลายของมวยผม เชื่อมเข้ากับปลายหนวดของมังกร ซึ่งจะทำให้ข้อมูลของพระเอกถูกเชื่อมโยงเข้ากับข้อมูลในตัวของมังกร ทำให้ทั้งพระเอกและมังกรสามารถเรียนรู้กันและกันได้ดีขึ้น หนังเรื่องนี้ยังได้แสดงให้เห็นตัวอย่างของการเชื่อมข้อมูลระหว่างสิ่งมีชีวิตอีกหลายครั้ง เช่น พระเอกได้ถ่ายเทข้อมูลชีวิตของตัวเองทั้งหมด ออกจากร่างกายที่เป็นมนุษย์พิการ ไปสู่ร่าง Avatar ผ่านต้นไม้อัจฉริยะที่มีชื่อว่า Eywa

คงจะดีไม่น้อยนะครับ ถ้าเราจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยการเชื่อมสมองของเรากับข้อมูลความรู้ได้โดยตรง ตอนที่ผมยังเด็กผมชอบเอาหนังสือมาหนุนหัว เพราะผู้ใหญ่ชอบพูดแหย่อยู่เสมอว่า มันจะช่วยทำให้ความรู้ซึมเข้าสู่สมองได้ ลองคิดดูนะครับ ทุกวันนี้คนที่จบปริญญาเอกจะต้องเรียนกี่ปีถึงจะได้ใช้คำว่า ดร. นำหน้า ประถม 6 ปี มัธยม 6 ปี ปริญญาตรี 4 ปี โท+เอก อีก 5 ปี (อย่างเร็วนะครับ เพราะส่วนใหญ่ โท+เอก ในเมืองไทย มักจะใช้เวลาประมาณ 7 ปี) รวมทั้งหมด 21 ปี !!!! อะไรกันครับเนี่ย เราเสียเวลาไปถึง 21 ปี กว่าจะได้ทำอะไรที่มันเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ เราต้องใช้เวลาเรียนอย่างเดียวถึง 21 ปี เพื่อที่จะออกมาทำงาน โดยที่สิ่งที่เรียนมา อาจจะใช้ประโยชน์ได้น้อย แถมยังต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมทีหลังอีก ถึงจะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Neural Engineering (รายละเอียดเพื่อการอ้างอิง Robert E Hampson, Greg A Gerhardt, Vasilis Marmarelis, Dong Song, Ioan Opris, Lucas Santos, Theodore W Berger and Sam A Deadwyler, "Facilitation and restoration of cognitive function in primate prefrontal cortex by a neuroprosthesis that utilizes minicolumn-specific neural firing", Journal of Neural Engineering 9 (2012) 056012, doi:10.1088/1741-2560/9/5/056012) นักวิจัยได้ฝังชิพลงไปในสมองของลิง ซึ่งช่วยให้ลิงเรียนรู้ได้เร็วขึ้น โดยนักวิจัยได้ทดลองฉีดสารโคเคนเข้าไปในลิง เพื่อทำให้ลิงมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจช้าลง หลังจากนักวิจัยจึงป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าไปสู่ไมโครชิพที่ติดตั้งในสมองลิง เพื่อให้ไมโครชิพเริ่มทำงาน ผลปรากฎว่าลิงสามารถกลับมาคิดเร็วได้เหมือนเดิม นี่เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ในอนาคตมนุษย์เราเองสามารถที่จะฝังสมองกลแบบนี้เข้าไปในสมองของเรา เพื่อช่วยให้เรามีสมองได้ดีขึ้นเช่นกันครับ


ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เรามีเด็กเกิดใหม่น้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานในอนาคต ทางออกหนึ่งที่เรามักใช้ก็คือการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว ดังนั้น เรามีทางเลือกอยู่ 2 ทางตอนนี้คือ

(1) นำแรงงานของผู้สูงวัยกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ด้วยการให้ผู้สูงวัยสามารถทำงานที่บ้านได้ โดยการช่วยเหลือจากเทคโนโลยีต่างๆ การปรับระบบการศึกษาให้เป็น Online Education จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถเรียนรู้ศาสตร์ใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องเดินทางมาเรียนที่สถาบันการศึกษา ทำให้ผู้สูงวัยเพิ่มพูนความรู้แบบก้าวกระโดด และสามารถมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง

(2) นำแรงงานเด็กในวัยเรียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ปัจจุบันเด็กใช้เวลาทั้งหมดในวัยเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว แต่การศึกษาแบบใหม่ จะทะลุทะลวงโลก และจะสามารถนำศักยภาพของเด็กมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจได้ ระบบ Online Education จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วขึ้น จบมหาวิทยาลัยเร็วขึ้น และในระหว่างเรียน เด็กก็สามารถรับ Job และทำงานไปเรียนไป สร้างรายได้ และเงินหมุนเวียนแก่ระบบเศรษฐกิจ

ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เด็กไทยจะก้าวออกจากวงจรการเรียนพิเศษ การติวเข้ม เพื่อมุ่งเข้ามหาวิทยาลัย การเรียนแบบนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความรู้ ไม่ได้สร้างทักษะพิเศษให้เด็ก และไม่ได้ทำให้เด็กมีความสามารถเพิ่มขึ้นในการหารายได้ในอนาคตเลย เด็กที่ฉลาด เด็กที่มีวิสัยทัศน์จะไม่ไปเรียนพิเศษแบบนั้น แต่จะเลือกเรียนในสิ่งที่เพิ่มพูนทักษะของเขา และสามารถนำสิ่งที่เรียนมาหารายได้ เช่น การเรียนภาษาที่ 3 ภาษาที่ 4 การเรียนทำอะนิเมชั่น การเรียนทำกราฟิกส์ หรือเรียนเรื่องการเงิน การลงทุน ... นี่สิครับ ผมถึงจะเรียกว่าเป็นการศึกษาแบบทะลุทะลวงโลก .... 



30 สิงหาคม 2555

Disruptive Education - การศึกษาแบบทะลุทะลวงโลก (ตอนที่ 2)



(Picture from http://bokis.is/ancient-education/)

สมัยผมยังเป็นนักเรียน ม.ปลาย อยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตอนนั้นยังมีระบบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยอยู่ครับ ซึ่งคนที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐ จะต้องสอบคัดเลือก โดยมีสิทธิ์เลือกได้ 6 อันดับ สิ่งที่กวนใจผมมากคือ เวลาผมไปดูว่าเพื่อนเลือกคณะอะไร แล้วผมไปเห็นว่าเพื่อนๆ หลายคน เลือกอันดับคณะต่างๆ ได้มั่วมาก เช่น 1. แพทย์จุฬาฯ 2. แพทย์เชียงใหม่ 3. วิศวจุฬาฯ 4. ทันตแพทย์ จุฬา 5. วิศวเชียงใหม่ 6. เภสัช จุฬาฯ ผมถามเพื่อนว่า "เฮ้ย ... ตกลง เอ็งอยากจะเป็นอะไรกันแน่วะ"

เด็กสมัยผม หรือแม้กระทั่ง เด็กสมัยนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนกันครับ คือ ยังไม่รู้ว่าตัวเองโตขึ้นอยากทำอะไร อยากเรียนอะไร อยากเป็นอะไร ถนัดทำอะไร เราเลือกเป็นในสิ่งที่เราเรียน และ เราเลือกเรียน ตามระดับคะแนนที่เราได้ .... นี่มันอะไรกันครับ ทำไมเราไม่เรียนในสิ่งที่เราอยากเป็น เรียนในสิ่งที่อยากทำ แล้วทำให้เก่งในสิ่งที่เราชอบ

ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นเกษตรกร ผมอยากทำไร่ แต่ครอบครัวผมไม่สนับสนุนให้ผมเป็นเกษตรกร ผมเลี้ยงไก่ ปลูกพริก มะเขือ บวบ ผักคะน้า แล้วเอาไปขายมีรายได้ตั้งแต่เด็ก แต่ ... เมื่อผมโตขึ้นมา ผมกลับต้องไปเรียนในสิ่งที่ผมไม่ได้อยากเป็น ก็เหมือนๆ กับเด็กคนอื่นหล่ะครับ 

แต่ทว่า .... เพราะการศึกษาแบบทะลุทะลวงโลก นี่เองครับ ที่ทำให้ผมได้กลับมาทำสิ่งที่ผมชอบ ปัจจุบันผมทำวิจัยเทคโนโลยีทางด้านการเกษตร เป็นเจ้าของบริษัทผลิตและขายเครื่องมือทางด้านการเกษตร และกำลังจะเปิดบริษัทเทคโนโลยีเพื่อการจัดการฟาร์มเกษตร ซึ่งผมต้องใช้ศาสตร์หลายสาขาที่ไม่ได้มีสอนในคณะเกษตร แต่อย่างใด ... สิ่งที่ผมทำในเวลานี้ ผมไม่ได้เรียนมาจากมหาวิทยาลัย ไม่ได้เรียนตอน ป.ตรี ป.โท ป.เอก แต่เป็นสิ่งที่ผมเรียนจาก YouTube, TED, Online Courses, Online Journals/Magazine, Google, iPad, Internet TV, การสัมมนาตามโรงแรมต่างๆ การประชุมวิชาการทั้งในและต่างประเทศ Trade Fairs งาน Expo ต่างๆ รวมถึงการออกไปทำงานในไร่จริง  แหล่งเรียนรู้ของผมอยู่ยังอยู่บนเมฆด้วยครับ (Cloud Computing) ... ผมได้รู้ว่า คนที่รู้เรื่ององุ่นมากที่สุดไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัย แต่เป็นเจ้าของไร่องุ่นที่ปากช่อง

หากถามว่า การจะจบปริญญาตรีสักใบจะต้องใช้เวลากี่ปี หลายๆ คนคิดว่า 4 ปีใช่ไหมครับ แต่จริงๆ เราเรียนกันแค่ 2 ปีครึ่งเท่านั้น เพราะปี 1 มีแต่วิชาพื้นฐาน ส่วนปี 4 ก็จะใช้เวลาฝึกงานหรือทำโครงการไปแล้วครึ่งปี ดังนั้น การที่เราจะมีปริญญาตรีในเรื่องที่เราไม่ได้จบมาอีกสักใบ ขอให้เราสนใจ และลงมือทำในสิ่งนั้นอย่างจริงจัง เพียงแค่ 2.5 ปี เราก็จะเหมือนจบปริญญาตรีในสาขานั้นเองหล่ะครับ และเราจะจบกี่ใบก็ได้ ขอให้เราตั้งใจจริงๆ

ถึงยุคที่เราจะเรียนในสิ่งที่เราเป็นแล้วครับ หมดยุคของการกวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ถ้าใครยังทำแบบนั้นอยู่ ยังเป็นในสิ่งที่เรียน ก็ไม่พ้นต้องตกเป็นลูกจ้างทำงานให้คนอื่นหล่ะครับ ....

03 สิงหาคม 2555

Disruptive Education - การศึกษาแบบทะลุทะลวงโลก (ตอนที่ 1)



(Picture from www.culture24.org.uk)

ผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก ในช่วงปฐมวัย ผมหมดเงินค่าขนมไปกับหนังสือแทบจะทั้งหมด แม้กระนั้นหนังสือที่ซื้อมาก็ยังไม่พออ่าน ทำให้ผมต้องเดินเข้าออกห้องสมุดประชาชนทุกสุดสัปดาห์ ในวันธรรมดาที่เรียนหนังสือ ผมจะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงช่วงพักเที่ยงเพื่อทานข้าว คุยเล่นกับเพื่อน ส่วนอีกครึ่งชั่วโมงที่เหลือผมจะอยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือที่สนใจวันละครึ่งชั่วโมงนั้นไปเรื่อยๆ เนื่องจากหนังสือที่สวยๆ และมีขนาดใหญ่ (ส่วนใหญ่เป็นสารคดี) เขามักจะไม่ให้ยืมออกไป

แต่ตอนนี้ .... ผมจำไม่ได้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ผมเข้าห้องสมุด น่าจะประมาณ 15 ปีแล้วมั้งครับที่เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมเข้าห้องสมุด ห้องสมุดไม่มีความจำเป็นสำหรับชีวิตผมอีกต่อไป เพราะอินเตอร์เน็ต และ กูเกิ้ล ได้เข้ามาแทนที่ หากผมอยากจะอ่านหนังสือเล่มไหน เพียงหนึ่งคลิ๊ก หนังสือจะถูกสั่งจาก Amazon.com มาถึงเมล์บ็อกซ์ภายในไม่ถึงสัปดาห์ หรือจะสั่งเพื่ออ่านบน iPad ก็ย่อมได้ ความรู้ขนาดมหึมาสามารถเรียนได้จาก กูเกิ้ล ยูทิวป์ เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกส์ เทด ดิสคอฟเวอรี่ที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต สารพัดสารคดีต่างๆ สามารถสั่งซื้อได้ผ่านกล่อง Apple TV และ Google TV เพื่อดูบนเครื่องรับโทรทัศน์ในห้องนอน ผมอ่านวารสาร วิชาการผ่านเว็ป (ซึ่งก็แน่นอนว่าบอกรับโดยห้องสมุดของมหาวิทยาลัย)  อ่านหนังสือธรรมะและพระไตรปิฎกบน iPad หากอยากจะเรียนคอร์สทางด้านเทคโนโลยีที่ลึกซึ้ง ก็สามารถเข้าไปเรียนคอร์สออนไลน์ของ MIT (สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาจูเซตต์) ตอนเด็กๆ ผมเสียเงินจำนวนมากเพื่อซื้อแผนที่ Atlas เล่มใหญ่ๆ ต้องเขียนจดหมายไปหาเอกอัครราชทูตของประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เพื่อขอแผนที่และโบรชัวร์ของประเทศเหล่านั้น แต่ทุกวันนี้ ทั้งหมดดูได้ใน Google Map/Earth

ตอนที่ลูกชายผมเริ่มเข้า ป.1 เขาเสียเวลาช่วงเย็นที่ควรจะเป็นเวลาพักผ่อนไปกับการทำการบ้านจนดึกดื่น แต่พอลูกเริ่มใช้กูเกิ้ลเป็น เวลาทำการบ้านลดลงไปมหาศาล เพราะความรู้ต่างๆ หาได้บนอินเตอร์เน็ต สมัยก่อนเราต้องท่องศัพท์ภาษาอังกฤษจะเป็นจะตาย แต่สมัยนี้เด็กๆ เรียนรู้ศัพท์จาก Facebook, 9GAG รวมทั้งการเล่นเกมส์ออนไลน์ต่างๆ

ในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix พระเอกที่ชื่อนีโอสามารถที่จะเรียนรู้เพื่อเป็นนักสู้กังฟู ได้เพียงการดาวน์โหลดคอร์สใส่ลงไปในสมองโดยตรง มีอยู่ฉากหนึ่งที่นางเอกดาวน์โหลดวิธีการขับเฮลิคอปเตอร์เข้ามาในสมอง ทำให้เธอสามารถขับเฮลิคอปเตอร์ได้ทันที หลังจากที่ยึดเฮลิคอปเตอร์มาจากนักบินฝ่ายศัตรู .... ถึงแม้การถ่ายเทความรู้แบบออสโมซิสเข้าสมองตรงๆ แบบนี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้นจริงในเร็ววัน แต่ระบบการศึกษาแบบทะลุทะลวงโลก กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ซึ่งทำให้คนที่รู้จักใช้ประโยชน์จากมัน ได้เปรียบอย่างมากมายมหาศาล แล้วประเทศไทยรออะไรอยู่ละครับ ......

14 กุมภาพันธ์ 2551

ควรเรียนนาโนระดับปริญญาตรีไหม ?


กระแสนาโนเทคโนโลยีในช่วงปีนี้ แม้ว่าจะดูแผ่วๆ ไปบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องปกติเพราะกระแสนาโนนี้มันวิ่งต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 แล้ว หากเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อม หรือ Bioinformatics พวกนี้ซาไปตั้งแต่ปีที่ 4 แล้ว แต่นาโนยังแข็งแรงวิ่งมาเป็นปีที่ 8 ได้โดยก็ไม่ได้ตกลงมากนัก เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็ยังมีความต้องการสูงที่จะศึกษาต่อทางด้านนี้ วันนี้ผมจึงขอพูดถึงเรื่องนี้สักเล็กน้อยครับ

นาโนเทคโนโลยีเป็นการพัฒนา การสร้างและการใช้อุปกรณ์ หรือสิ่งของที่มีขนาดนาโนเมตร ดังนั้นคนที่จะเป็นนักนาโนเทคโนโลยีได้ จึงอาจจะมาจากสาขาได้หลากหลายมาก เช่น นักฟิสิกส์ก็เรียกนักนาโนฟิสิกส์ นักเคมีที่ทำงานในระดับนาโนก็เรียกนักเคมีนาโน นักชีววิทยาที่ทำงานเกี่ยวกับระบบของนาโนอุปกรณ์ก็เรียกนักนาโนชีววิทยา เภสัชกรที่ศึกษาวิจัยอนุภาคนาโนเพื่อการนำไปใช้นำส่งยาก็เป็นนักนาโนเทคโนโลยีได้ แพทย์ที่พัฒนาอุปกรณ์นาโนเพื่อใช้ตรวจวินิจฉัยโรค หรือ เป็นอุปกรณ์ทดแทนอวัยวะ ก็ถือว่าเป็นนักนาโนเทคโนโลยีได้ ดังนั้น การจะเป็นนักนาโนเทคโนโลยีที่ดีจึงควรมีพื้นฐานในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็ง ดังนั้น ในระดับปริญญาตรีไม่ควรไปเรียนในหลักสูตรนาโนเทคโนโลยีโดยตรง แต่ควรเรียนทางด้านใดด้านหนึ่งต่อไปนี้ให้รู้จริง เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ชีวเคมี เภสัช แพทย์ เทคนิคการแพทย์ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล เป็นต้น เพื่อให้มีพื้นฐานในวิชาชีพที่เข้มแข็ง จากนั้นในระดับปริญญาโทหรือเอก ค่อยไปเรียนในสาขาอื่นๆ ที่มีการวิจัยทางด้านนาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี โดยควรเรียนรู้ข้ามศาสตร์จากสิ่งที่ตัวเองเคยเรียนมาจากระดับปริญญาตรี เหตุที่ผมไม่แนะนำให้ไปเรียนหลักสูตรนาโน ในระดับปริญญาตรีก็เนื่องมาจาก นาโนศาสตร์ เป็นเรื่องที่มีความหลากหลายและกว้างขวางมาก ดังนั้น หลักสูตรในระดับปริญญาตรีผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ไปเกือบทุกเรื่อง จนไม่มีความชำนาญเฉพาะด้านเลย เมื่อจบปริญญาตรีมาหากจะไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ก็จะไม่สามารถสู้กับคนที่เรียนเฉพาะทางมาได้ น้องๆ อาจสังเกตว่าหลักสูตรปริญญาตรีทางด้านนาโนเทคโนโลยีแม้แต่ในประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นก็ยังไม่มีการเปิดสอน แต่อย่างใดครับ


(ภาพบน - เด็กๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกามีโอกาสเรียนรู้เรื่องนาโน ตั้งแต่อายุยังน้อย)


16 ธันวาคม 2550

รับสมัครนักศึกษา ป.โท ป. เอก เพื่อพัฒนา Smart Farm System


ประกาศ รับสมัคร นักศึกษาหลักสูตร Computational Science

ศูนย์นาโนศาสตร์ และ นาโนเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล รับสมัคร นักศึกษา เข้าเรียนหลักสูตร Computational Science ระดับปริญญาโท และ ปริญญาเอก ผ่านระบบทางไกล โดยลงทะเบียนเรียน เพื่อรับปริญญาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ. นครศรีธรรมราช แต่ทำวิจัยและเรียนจริงที่ ศูนย์นาโนเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

ปริญญา:Master of Science (M.Sc.) and Doctor of Philosophy (Ph.D.) in Computational Science ออกโดย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

การเรียน การสอน: เรียนที่ ศูนย์นาโนเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี ซึ่งเป็นหน่วยสนับสนุน (Satellite) ของหลักสูตรนี้ ดูรายละเอียดค่าเทอม และหลักสูตร

การทำวิทยานิพนธ์: ทำวิจัยที่ ศูนย์นาโนเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ซึ่งจะมีการออกปฏิบัติการภาคสนาม ดอยแม่สลอง ดอยช้าง ดอยวาวี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชุมพร สวนไวน์เขาใหญ่ มีการฝึกภาคธุรกิจกับบริษัท Start-Up Company ที่จัดตั้งจากงานวิจัย ได้แก่ บริษัท Nano-One และ บริษัท Crystal Research

หัวข้อวิทยานิพนธ์: ขณะนี้ เปิดรับนักศึกษาเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ในการพัฒนา เทคโนโลยีเกษตรความแม่นยำสูง (Precision Farming) และ Nano Agriculture โดยมีหัวข้อวิจัย ได้แก่ (Download Brochure ...... version สิงหาคม 2007 )
  • Geomatics, GPS, Ambient Sensing, On-Site Delivery, Remote Sensing
  • พัฒนาเซ็นเซอร์เกษตร เซ็นเซอร์ตรวจสอบโมเลกุล
  • พัฒนา Electronic Nose, ซอฟท์แวร์ดูแลสวน ไร่นา ฟาร์มเกษตร
  • พัฒนา Environment Monitoring System
  • ระบบ IT สำหรับพืชมูลค่าสูง เช่น ชา กาแฟ ไวน์
  • Computer simulation เพื่อเข้าใจสภาวะอากาศ และปัจจัยล้อมรอบต่อผลผลิต
  • Microclimate and micro-environment monitoring and modeling
  • การนำไปใช้ในอุตสาหกรรม เกษตร สิ่งแวดล้อม ฟาร์ม และไร่นา
  • พัฒนาการบันเทิงรูปแบบใหม่ Innovative Entertainment, Ambient Intelligence (AmI)
  • การพัฒนาเทคโนโลยี Smart Farm, Smart Winery, Smart Environment

คุณสมบัติของนักศึกษา: จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือ โท วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ทุกสาขาวิชา เกษตรศาสตร์ อุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร สิ่งแวดล้อม

สนใจสมัครเข้าเรียน ติดต่อที่ ดร. ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ teerakiat@yahoo.com หรือ โทร 086-6037395

11 พฤศจิกายน 2550

นาโน โนเบล (ตอนที่ 1)


ทุกๆ เดือนตุลาคมของทุกปี รางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์ จะถูกมอบให้แก่ยอดนักวิทยาศาสตร์ในสาขาฟิสิกส์ เคมี และการแพทย์ รางวัลอันทรงเกียรตินี้ไม่ใช่รางวัลของคนทำงานหนัก หรือคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่เป็นรางวัลของนักสร้างสรรค์ ผู้ที่เปิดมุมมองใหม่ บุคคลที่ฝ่าทะลุกำแพงแห่งการค้นพบ เพื่อนำมนุษยชาติไปสู่สันติสุข ตามความต้องการของ อัลเฟรด โนเบล นักอุตสาหกรรมชาวสวีเดนผู้ค้นพบไดนาไมต์ที่ต้องการไถ่บาปกับหายนะที่เกิดขึ้นจากผลงานสิ่งประดิษฐ์ของเขา นับตั้งแต่มีการมอบรางวัลโนเบลเมื่อร้อยปีก่อน จนถึงปี 2549 มีผู้ได้รับรางวัลไปแล้วรวมทุกสาขา (ฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณกรรม สันติภาพ โดยมีสาขาเศรษฐศาสตร์ เพิ่มเติมขึ้นมาในปี ค.ศ. 1969) จำนวนทั้งหมด 785 คน ในจำนวนนี้มีผู้หญิงได้รางวัลเพียง 33 คนเท่านั้น รางวัลที่มีอายุยืนยาวข้ามศตวรรษนี้เปิดตัวครั้งแรกในช่วงเวลาที่มนุษยชาติกำลังจะฝ่าทะลุกระแสความคิดหลักที่กลศาสตร์นิวตันครองโลกมาตลอดหลายร้อยปีก่อนถึงศตวรรษที่ 20 เพื่อมาสู่ยุคแห่งควอนตัม ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งหลายในธรรมชาติที่ขัดกับสามัญสำนึก เช่น แสงเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาค ได้รับการยอมรับ นักวิทยาศาสตร์สุดยอดของโลกที่เป็นนักบุกเบิกแนวคิดใหม่นี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ไม่ว่าจะเป็น เรินท์เกน (Wilhelm Conrad Roentgen) ผู้ค้นพบรังสีเอ็กซ์ ทอมสัน (J.J. Thomson) ผู้ค้นพบประจุลบและเสนอทฤษฎีอะตอม แพล็งค์ (Max Planck) ผู้ค้นพบก้อนพลังงานหรือควอนตา ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพแต่ได้รับรางวัลโนเบลในฐานะผู้ที่อธิบายปรากฏการณ์ที่แสงแสดงความเป็นอนุภาคที่เรียกว่าโฟตอน บอห์ร (Niels Bohr) ผู้ค้นพบโครงสร้างอะตอม มิลลิแกน (Robert A. Millikan) ผู้สามารถวัดประจุของอิเล็กตรอน เดอ บอยล์ (de Broglie) ผู้ค้นพบความเป็นคลื่นของอิเล็กตรอน นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น จริงๆ แล้วในช่วงที่มุมมองใหม่แห่งโลกควอนตัมได้รับการเปิดเผยนั้น รางวัลโนเบลส่วนใหญ่ทางฟิสิกส์และเคมีในช่วงครึ่งศตวรรษแรกนั้น ได้ถูกมอบแก่นักวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยอยู่ในสาขานี้ทั้งสิ้น แม้กระทั่ง 64 ปีหลังจากรางวัลโนเบลได้ถูกมอบเป็นครั้งแรกนั้น ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1965 ก็ยังเป็นผู้ที่ทำงานอยู่ในสาขาควอนตัม ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นรุ่นท้ายๆ แล้วก็ได้ ผู้ที่ผมกำลังกล่าวถึงนั้น อาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นผู้ที่ทั้งปิดฉากการมอบรางวัลโนเบลให้แก่นักวิจัยในสาขาควอนตัมฟิสิกส์ ที่มีการมอบรางวัลกันมาอย่างยาวนานถึง 65 ปี และเป็นผู้ที่เปิดศักราชใหม่ให้แก่คนที่ทำงานในสาขานาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี ซึ่งกำลังจะเป็นกระแสหลักของการให้รางวัลโนเบลไปอีกหลายทศวรรษ ท่านผู้นั้นคือ ศาสตราจารย์ ริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard P. Feynman) บิดาของนาโนเทคโนโลยี

ในตอนต่อๆ ไป nanothailand จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับบุคคลสำคัญที่บุกเบิกวงการนาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี ทำให้กระแสการตื่นตัวทางด้านนาโนเทคโนโลยีกลายมาเป็นปรากฏการณ์ทั้งโลก (Global Phenomena) อยู่ในขณะนี้ โดยจะทยอยเล่าด้วยการสลับ พูดถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ที่ไม่ใช่ นาโน โนเบล เพื่อไม่ให้เบื่อนะครับ ......

25 กันยายน 2550

ถึงเวลามหาวิทยาลัยไทย Stand Up เสียที


และแล้ว มหาวิทยาลัยรัฐของประเทศไทย ก็ค่อยๆ ทยอยออกนอกระบบราชการมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ถึงแม้จะมีการต่อต้านบ้าง แต่ก็เป็นธรรมชาติของคนที่ไม่ค่อยอยากจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ตนเองไม่รู้ ทั้งๆที่ การเป็นมหาวิทยาลัยอิสระนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแต่ในบ้านเรา แต่เป็นกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่ประเทศต่างๆ ต้องแข่งขันกัน การออกจากระบบราชการมาเป็นมหาวิทยาลัยอิสระนั้น ก็เป็นกระบวนการหนึ่งในการเพิ่มความสามารถในการแข่งกับทั้งโลก

ในญี่ปุ่นนั้น การนำมหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบราชการถือเป็น The Must และชาวญี่ปุ่นถือว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจ ที่จะนำประเทศออกจากความถดถอยที่เกิดขึ้นกับประเทศมานานถึง 10 ปี ไม่ใช่แค่เพียงมหาวิทยาลัยเท่านั้น หน่วยงานของรัฐอื่นๆ ก็ต้องออกมาจากระบบราชการ มาอยู่ในรูปบรรษัท หรือ องค์กรมหาชน มหาวิทยาลัยจะต้องสร้างจุดต่าง สร้างเอกลักษณ์ของตนเอง และตอบชาวญี่ปุ่นให้ได้ว่า ทำไมเด็กๆถึงต้องเข้ามหาวิทยาลัยนั้น มหาวิทยาลัยนี้ นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยแห่งศตวรรษที่ 21 จะต้องเป็นที่พึ่งของชุมชนด้วยการทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ที่มหาวิทยาลัยนั้นตั้งอยู่มีความเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยต้องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม ซึ่งอนาคตจะเป็นแหล่งรายได้หลักของมหาวิทยาลัยเอง เพราะอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ในอนาคต จะต้องมี innovation ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ในมหาวิทยาลัยนี่แหล่ะ

ในเร็ววันนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังจะออกจากระบบราชการ เพื่อมาเป็นมหาวิทยาลัยอิสระ นั้นอาจจะทำให้มหาวิทยาลัยในกำกับอื่นๆ ที่ตั้งก่อนหน้านั้น ไม่ว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เกิดความเกรงกลัวว่า ความได้เปรียบที่เคยมีต่อมหาวิทยาลัยรัฐอื่นๆหมดไป จริงๆ แล้ว สังคมไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ แทนที่จะแข่งกันเอง เราต้องมองว่า เราจะแข่งกับจีน กับเวียดนาม กับ สิงคโปร์ อย่างไร มหาวิทยาลัยไทยยุคใหม่ ต้องผลิตคนให้ได้ระดับอาเซียน และ ระดับโลก พวกเราชาวมหาวิทยาลัย ถึงเวลา Thailand Stand Up กันแล้ว !!!!!

(ภาพขวามือ - มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับที่ตั้งขึ้นมาเป็นแห่งที่ 3 ของประเทศ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงามติดอันดับโลก แต่แค่นั้นคงไม่พอ หากประเทศไทยต้องการเป็นที่หนึ่งในอาเซียน ก็ต้องพยายามแข่งกับ National University of Singapore ในด้านวิชาการให้ได้)

19 กันยายน 2550

มารู้จัก ม.วลัยลักษณ์ เจ้าภาพ วทท. 33 กันเถอะ

nan
ช่วงนี้กระแสของ วทท. กำลังมาแรง (การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 33 หรือ เรียกกันสั้นๆ ว่า วทท. 33 ที่จะจัดระหว่าง วันที่ 18-20 ตุลาคม 2550 ที่เมืองนครศรีธรรมราช) nanothailand ขอพูดถึงมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เจ้าภาพผู้จัดงานครั้งนี้กันหน่อยดีมั้ยครับ ม.วลัยลักษณ์ เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ ที่มีต้นแบบมาจาก ม. เทคโนโลยีสุรนารี แต่การออกแบบ Layout ในมหาวิทยาลัยค่อนข้างแตกต่าง โดยนำเอาอาคารต่างๆ มาอยู่เป็นกลุ่มๆ ที่ไม่ไกลกันมากนัก ทั้งๆ ที่มีพื้นที่กว้างขวางถึง 9000 ไร่ ไม่เหมือน ม. สุรนารี ที่จะไปไหนมาไหนที ลำบากจริงๆ แต่ของ ม. วลัยลักษณ์นี่สามารถเดินไปมาระหว่างอาคารได้ โดยมีหลังคากันฝนให้อย่างดี ขี่จักรยานก็สบายๆ แต่แดดที่นี่แรงมาก สังเกตได้จากสีหลังคา เมื่อก่อนเวลานั่งเครื่องมาจากกรุงเทพฯ พอจะ landing จะเห็นหลังคาตึกอธิการบดีมาแต่ไกลๆ เดี๋ยวนี้เวลานั่ง Nok Air มาลงนครฯ ต้องมองหา ถึงจะเห็นสีหลังคาที่จืดไปเยอะ จะอย่างไรก็เถอะ ผมว่า ม.วลัยลักษณ์ ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่จัดว่าสวย แม้จะรองจาก ม. แม่ฟ้าหลวงที่เชียงราย เวลามองออกไปยังทิศตะวันตกจะเห็นทิวเขาหลวง ทอดยาวเป็น background ที่สวยงามมาก อีกอาคารหนึ่งที่โดดเด่นมาก ตั้งอยู่กลางดงตึกก็คือ หอดูดาว ที่สร้างโดย ดร. กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี คนดังของที่นี่ ผู้ซึ่งวางรากฐานงานวิจัย Geo-informatics และ Eco-informatics ของ ม.วลัยลักษณ์ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่มหาวิทยาลัยไหนในเมืองไทยก็สู้ไม่ได้

ม.วลัยลักษณ์ ไม่ได้อยู่ในอำเภอเมืองนะครับ ที่ตั้งของเขาอยู่ที่ อ.ท่าศาลา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโล ไม่ถือว่าไกลนะครับ ขับรถแค่ 15 นาที ผู้ร่วมประชุมของ วทท. ก็จะพักในเมือง แล้วออกมาประชุมที่มหาวิทยาลัย เจ้าภาพคงจะเตรียมรถรับส่งให้ แต่ nanothailand ผู้ชอบความอิสระคงจะเหมารถตู้โดยสารลงไปเอง ยังไงหากพอมีที่นั่ง เวลากลับโรงแรมก็มาอาศัยได้นะครับ

(คลิ๊กที่ภาพ เพื่อขยายดูแผนผัง ม.วลัยลักษณ์)

13 สิงหาคม 2550

ไทยขาดนักนาโน ต้องเร่งสร้างอย่าหวังอิมพอร์ต


การจะขยับขึ้นเป็นฮับทางนาโนเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยจะต้องแข่งกับ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ เวียดนาม และสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ก็คือ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ เครื่องมือ คน เงินทุน และการสนับสนุน สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของประเทศไทย มากที่สุดตอนนี้ก็คือ เรื่องของคน ซึ่งทางแก้มีอยู่ 2 ทางคือ เร่งสร้างคนขึ้นมา ประเทศเวียดนามเลือกแนวทางนี้ อีกแนวทางหนึ่งคือ การอิมพอร์ตนักนาโนจากต่างประเทศ ประเทศสิงคโปร์เลือกแนวทางนี้สำหรับประเทศไทย คงต้อง เอาอย่างเวียดนามมากกว่านะครับ คือสร้างคนของเราเอง ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาว เพราะบ้านเราไม่มีสิ่งเอื้ออำนวยแบบสิงคโปร์ที่จะดึง super talent จากเมืองนอกมาได้ ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในองค์กร หรือ มหาวิทยาลัยของไทยในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นแค่เกรด B หรือ C เท่านั้น ซึ่งมักจะตามภรรยามา หรือ ไม่ก็หางานในประเทศตัวเองไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยต้องการระดับ A และ A+ เหมือนสิงคโปร์เขานั่นแหละครับ สิงคโปร์เขาทำได้ เพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานเขาเป็น International จริงๆ จ่ายค่าแรงสูง มีโรงเรียนอินเตอร์ให้ลูกเรียน ขณะนี้สิงคโปร์กำลังสร้าง Megastructure ที่มาริน่าเบย์ เพื่อดึงดูดบุคลากรเจ๋งๆ จากทั่วโลก

ไทยเราคงไปแข่งแบบนั้นไม่ได้ เราต้องเร่งสร้างคนของเราเอง เพราะหากอิมพอร์ตแต่ระดับเกรดต่ำๆ เข้ามา แถมบางทีก็มาสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีก แทนที่จะช่วย จะยิ่งฉุดมาตรฐานนาโนเทคโนโลยีของเราลงไปอีก ได้ยินมาว่าหลายๆ ที่เข้ามาแล้วก็ไม่มีผลงาน แล้วยังมาทะเลาะกับคนไทยเจ้าของบ้าน เพราะไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเราอีก อย่างนี้ก็แย่นะครับ แต่วิธีการสุดโต่งเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกัน วิธีการอิมพอร์ตคนเข้ามาต้องเปลี่ยนไป คือ อาจใช้วิธี export คนไทยเรานี่แหละ ออกไปหาประสบการณ์ postdoc ในต่างประเทศก่อน แล้วค่อย import กลับเข้ามาเมื่อเก่งแล้ว ก็จะช่วยเพิ่มกำลังคนของเราได้ทางหนึ่ง หรือไม่ก็อิมพอร์ตคนเอเซียด้วยกัน เช่น จีน เวียดนาม จะทำงานเข้ากับคนไทยง่ายกว่า

วันหลังผมจะกลับมาเล่าว่านาโนเทคโนโลยีของสิงคโปร์ ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ......
(ภาพขวามือ - เด็กๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกากำลังสนุกสนานกับการเรียนรู้ Nano-education)

11 สิงหาคม 2550

มหิดลเปิด โท เอก Material Science & Engineering หวังดันนาโนเทคโนโลยีไทยแข่งนานาชาติ


คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังเปิดรับสมัคร นักศึกษา ปริญญาโท และ เอก หลักสูตรนานาชาติ สาขา Materials Science and Engineering (MSE)ในภาคการศึกษาปลาย ปี พ.ศ. 2550 นี้ โดยหลักสูตรใหม่นี้ถือเป็นหลักสูตร MSE หลักสูตรแรกในประเทศไทย ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเคยมีการเปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ทั้งในระดับตรี และ บัณฑิตศึกษา ในหลายๆ มหาวิทยาลัยมาแล้วก็ตาม แต่หลักสูตรใหม่ MSE นี้ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เน้นเนื้อหาทางด้าน Nanotechnology, Biomimetic Materials & Engineering โดยอาศัยความชำนาญของ มหาวิทยาลัยมหิดล ทางด้านชีววิทยาและการแพทย์ มาศึกษาและทำการวิศวกรรมวัสดุ โดยอาศัยการเลียนแบบธรรมชาติ และ วิศวกรรมธรรมชาติ โดยหลักสูตรจะมีความเชื่อมโยงกับหลักสูตรอื่นๆ เช่น Bionics ของคณะแพทย์ Robotics ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น หัวข้อวิจัยมีให้เลือกมากมาย เช่น Nanodevice engineering, Biomimetic Engineering, Computational Nanotechnology, Nanocomposites, Nanostructure, Nanoarchitectonics, Nanofabrication, Single molecule manipulation, Bionanosystems, Biosensors, Artificial sense, Plastic electronics, Nanosurface treatment, Nanocoating, Nanoencapsulation โดยนักศึกษาสามารถใช้ห้องสมุดสตางค์ ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย มีโรงงานต้นแบบทางนาโนอุตสาหกรรมให้ทดลองงาน มีโครงการ Nanoentrepreneurship เพื่อทำ Nano-business โดยการจัดตั้ง Start-Up Company ให้เป็นที่ลองงานของนักศึกษา เรียกว่าครบวงจรแบบ MIT เลยทีเดียว

หลักสูตรนี้จึงเป็นการนำ MIT มาเปิดสอนที่เมืองไทย โดยไม่ต้องบินไปเรียนถึงสหรัฐอเมริกา สนใจสอบถามที่บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล