แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ renewable energy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ renewable energy แสดงบทความทั้งหมด

15 กันยายน 2552

จีนเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ใหญ่ที่สุดในโลก


เมื่อคืนวันก่อนผมไปนั่งทานข้าวเย็นที่ร้านกินลมชมสะพาน ร้านนี้อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระนคร จากร้านจะมองเห็นสะพานพระราม 8 ได้อย่างชัดเจน ซึ่งวิวทิวทัศน์ตอนกลางคืนก็สวยโรแมนติกไม่เบาครับ สิ่งก่อสร้างอย่างสะพานพระราม 8 เท่านี้ คนไทยเราก็ดีใจที่ได้เห็นแล้วครับ ไม่ได้เลิศหรูเหมือนสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ ใหม่ๆ ที่มักเกิดขึ้นตามหัวเมืองต่างๆ ของประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ มาเก๊า เดี๋ยวนี้สิ่งก่อสร้างของฝรั่งตกกระป๋องไปแล้วครับ ศูนย์กลางของโลกย้ายมาอยู่เอเชียแล้ว

ล่าสุด จีนกำลังจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาฑิตย์ขนาดกำลังการผลิต 2 กิกะวัตต์ ในทะเลทรายติดกับประเทศมองโกเลีย ซึ่งหากเสร็จเมื่อไหร่ ก็จะเป็นโรงไฟฟ้าพลังแสงอาฑิตย์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าโรงไฟฟ้าของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งมีขนาดเพียง 500 เมกะวัตต์เท่านั้น ทั้งนี้ยังไม่รวมโรงไฟฟ้าขนาด 500 เมกะวัตต์ของจีนอีกแห่งหนึ่งที่จะสร้างในมณฑล Inner Mongolia

โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ขนาด 2 กิกะวัต์ จะแบ่งการก่อสร้างเป็น 4 เฟส คือ เฟสแรก 30 เมกะวัตต์จะเสร็จในปี 2010 เฟสที่สองขนาด 100 เมกะวัตต์ และเฟสที่สามขนาด 870 เมกะวัตต์จะเสร็จในปี 2014 ส่วนเฟสสุดท้ายขนาด 1,000 เมกะวัตต์ จะเสร็จในปี 2019 โดยทางบริษัท First Solar แห่งสหรัฐอเมริกาได้รับสัมประทานในการก่อสร้างไรงไฟฟ้าดังกล่าว

ไม่รู้ว่าจีนมีวาระแอบแฝงหรือเปล่าครับ เพราะการจะติดตั้งโรงไฟฟ้าใหญ่ขนาดนี้ในเขตทะเลทราย อาจจะต้องถึงกับไปตั้งโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งก็จะเป็นโอกาสให้เขาคัดลอกเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายขึ้น

23 มีนาคม 2552

Google Energy - กูเกิ้ลธุรกิจพลังงาน (ตอนที่ 3)


แผนการในการผงาดขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจพลังงานของกูเกิ้ล นั้นถูกวางไว้อย่างแยบยลครับ เนื่องจากกูเกิ้ลเป็นบริษัทของคนรุ่นใหม่ จึงมองว่า น้ำมันกับก๊าซธรรมชาติเป็นเรื่องของอดีต เขาจึงไม่ไปลงทุนทางด้านนี้ แต่จะลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานอย่างเป็นระบบ ก่อนหน้านี้ผมก็ได้กล่าวถึงโครงการทางด้านพลังงานหมุนเวียนที่กูเกิ้ลได้ริเริ่มไปกันบางแล้วนะครับ วันนี้ผมจะขอพูดถึงโครงการอนุรักษ์พลังงานของกูเกิ้ลกันบ้าง

กูเกิ้ลมีแผนการใหญ่ที่จะเข้าไปสร้างธุรกิจทางด้านอนุรักษ์พลังงานครับ แต่เรื่องนี้ผมจะขออุบเอาไว้ก่อน ค่อยพูดในตอนหลังๆ แต่วันนี้ขอพูดเรื่องที่ใกล้ตัวของกูเกิ้ลเอง เนื่องจากบริษัทนี้เป็นบริษัททำเรื่อง Search Engine หรือเครื่องมือค้นหาในอินเตอร์เน็ต จึงต้องมีเครื่องแม่ข่ายขนาดใหญ่ติดตั้งทั่วโลก กูเกิ้ลพยายามทำให้ศูนย์ข้อมูลที่เรียกว่า Data Center เหล่านั้นใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งผมได้พูดไปบ้างแล้ว ซึ่งตอนนี้กูเกิ้ลได้ชื่อว่าเป็นศูนย์ข้อมูลที่ประหยัดพลังงานที่สุดในโลก กูเกิ้ลได้เริ่มสร้างพัฒนาให้สำนักงานของตนเองเป็นอ็อฟฟิศประหยัดพลังงาน ด้วยการใช้หลอดไฟแบบใหม่ทั้งหมด ลดการใช้ไฟในตอนกลางวันด้วยการออกแบบอาคารให้ใช้แสงธรรมชาติ พัฒนาซอฟต์แวร์จัดการพลังงานในเครื่องคอมพิวเตอร์ ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจการเคลื่อนที่ในอาคารเพื่อประหยัดไฟฟ้าส่องสว่าง กูเกิ้ลยังพัฒนาระบบติดตามการใช้พลังงานในสำนักงานใหญ่ เพื่อให้รู้ว่าพลังงานถูกใช้ไปในกิจกรรมอะไรบ้าง เท่าไหร่ ซึ่งจะนำมาสู่วิธีการปฏิบัติงานที่ใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากนั้น กูเกิ้ลยังได้ร่วมมือกับบริษัทอินเทล เพื่อพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่ประหยัดพลังงาน มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 แล้ว และได้ดำเนินการเพื่อให้ปี ค.ศ. 2010 โลกจะลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการทำงานของคอมพิวเตอร์ให้ได้สัก 54 ล้านตันต่อปี ซึ่งคาร์บอนจำนวนนี้เท่ากับจากการปลดปล่อยของรถยนต์ 11 ล้านคัน

วันหลังจะมาคุยต่อเรื่องนี้อีกนะครับ ..........

09 มีนาคม 2552

Google Energy - กูเกิ้ลธุรกิจพลังงาน (ตอนที่ 2)


ใครจะรู้ล่ะครับ อีกหน่อยยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงานของโลกอาจจะเป็นบริษัทกูเกิ้ลก็ได้ กูเกิ้ลเริ่มลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดมากกว่าบริษัทน้ำมันเสียอีกครับ ผมจะทยอยนำข่าวความคืบหน้าในเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ ครับ

กูเกิ้ลมีวิสัยทัศน์ว่า พลังงานสะอาดจะต้องทำให้มีราคาถูกกว่าถ่านหิน จึงจะแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ กูเกิ้ลจึงลงทุนในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานลม พลังงานใต้พิภพ พลังงานแสงอาฑิตย์ กูเกิ้ลลงเงินในบริษัทพลังงานที่จัดตั้งใหม่ (Start-Up) มากมาย เช่น Makani Power Inc ซึ่งพัฒนาพลังงานลม (ลงไปมากกว่า 400 ล้านบาท) eSolar Inc ซึ่งพัฒนาพลังงานแสงอาฑิตย์แบบนำพาความร้อน (ลงไป 350 ล้านบาท) AltaRock Energy Inc ซึ่งพัฒนาพลังงานจากความร้อนใต้พิภพ (ลงไป 210 ล้านบาท) และยังมีบริษัทเล็กๆ อื่นๆ อีก ที่พัฒนาเทคโนโลยีทางด้านรถไฟฟ้าที่ชาร์จจากไฟบ้าน (plug-in)


กูเกิ้ลได้ริเริ่มโครงการหนึ่งที่มีชื่อว่า RechargeIT โดยนำรถยนต์ไฮบริดจำนวน 16 คัน ซึ่งใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน มาให้พนักงานอาสาสมัครได้ใช้งานจริงๆในชีวิตประจำวัน โดยรถยนต์เหล่านี้จะมีอุปกรณ์รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลติดตั้งในรถ เพื่อเก็บข้อมูลและนำมาประมวลผลว่าการใช้รถไฮบริด ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริงๆ เท่าไร กูเกิ้ลได้ทำการทดลองมาเป็นปีแล้ว และตอนนี้มีแผนจะเพิ่มจำนวนรถไฮบริดเป็น 100 คัน ซึ่งจะทำให้กูเกิ้ลสามารถที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานในระดับต้นแบบ เพื่อรองรับการใฃ้รถยนต์ไฮบริดได้ในอนาคต เช่น ระบบการชาร์จไฟอัจฉริยะ ซึ่งจะทำให้รถยนต์ไฮบริดที่วิ่งไป วิ่งมา สามารถที่จะรู้ว่าจะชาร์จไฟที่ไหน ใช้เวลาเท่าไร เพื่อวิ่งไปไหน ในอนาคตการขับรถไปจอดที่ห้างสรรพสินค้า ก็สามารถชาร์จไฟให้รถในขณะที่ซื้อสินค้าได้ กูเกิ้ลได้นำข้อมูลต่างๆ ออนไลน์ให้สาธารณะได้ดูด้วย เป็นของฟรีสไตล์กูเกิ้ล ..........


(ภาพบน - เจ้าของบริษัท Google กำลังสาธิตการนำไฟฟ้าจาก solar cell มาเสียบให้รถยนต์ไฮบริด)

01 มีนาคม 2552

Google Energy - กูเกิ้ลธุรกิจพลังงาน (ตอนที่ 1)


ในระยะหลังๆนี้ บริษัทที่รุ่งๆในเรื่องของพลังงานทางเลือก กลับไม่ใช่บริษัทที่เคยทำเรื่องพลังงานมาก่อน อย่างเช่น บริษัทน้ำมัน แต่กลับเป็นบริษัททางด้านไอที เช่น ไอบีเอ็ม ซึ่งในตอนที่แล้ว ผมได้นำมาเล่าให้ฟังแล้วว่า ไอบีเอ็มได้รับสัมปทานจากประเทศมอลต้า ให้ทำระบบ Smart Grid สำหรับไฟฟ้าและน้ำประปา โดยจะทำให้บ้านจำนวน 250,000 หลัง เข้ามาอยู่ในระบบการใช้พลังงานอย่างเฉลียวฉลาด

อีกบริษัทหนึ่งที่น่าจับตามองมากๆ และมีโอกาสที่จะเข้ามาเป็นเจ้าพ่อธุรกิจพลังงานที่ยิ่งใหญ่ของโลกในอนาคต นั่นก็คือ Google ครับ ตอนนี้ Google มีโครงการริเริ่มทางด้านพลังงานหลายๆอย่างที่น่าทึ่ง บริษัทนี้ได้ลงทุนติดตั้งแผงเซลล์สุริยะบนหลังคาของสำนักงานใหญ่ทั้งหมด ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1.6 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอที่จะให้พลังงานแก่บ้านทั้งหมด 1,000 หลัง ได้อย่างสบาย กูเกิ้ลบอกว่าแผงโซลาเซลล์เหล่านี้จะคืนทุนได้ภายใน 7.5 ปี

กูเกิ้ลยังลงทุนวิจัยในเรื่องของการประหยัดพลังงานอย่างซีเรียสด้วย โครงสร้างพื้นฐานด้านการคำนวณของกูเกิ้ลนั้น ถูกออกแบบมาให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก กูเกิ้ลออกแบบศูนย์ข้อมูลให้มีความสามารถในการใช้พลังงานอย่างฉลาด อาคารศูนย์ข้อมูลถูกออกแบบให้มีการกระจายและถ่ายเทความร้อนที่ดี กูเกิ้ลได้ศึกษาว่า การ search หนึ่งครั้งนั้นจะใช้พลังงานทั้งหมดประมาณ 0.0003 kWh นั่นหมายความว่าระหว่างการ search หนึ่งครั้งนั้น คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้นั้นเผาผลาญพลังงานมากกว่าที่ Google Search ทำงานเสียอีก กูเกิ้ลได้ออกแบบอาคารศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำที่หมุนเวียน (Recycled Water) เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก่าและปลดประจำการจะถูกจัดการให้ถูกนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี

ตอนต่อไป ผมจะค่อยๆเล่าต่อนะครับว่า Google วางแผนอย่างไรในการก้าวไปเป็นยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของอนาคต


(ภาพด้านบน - Google ติดตั้งแผงโซลาเซลล์บนหลังคาเกือบทุกอาคารของสำนักงานใหญ่)

24 กันยายน 2551

โรงไฟฟ้าพลังขี้ไก่


เมื่อต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมานี้ รัฐมนตรีเกษตรหญิงของเนเธอแลนด์ นาง Gerda Verburg ได้ออกมาประกาศว่า กระทรวงของเธอจะสนับสนุนเงินทุนเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังขี้ไก่ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โรงไฟฟ้าโรงนี้จะนำขี้ไก่จำนวน 1 ใน 3 ของปริมาณที่ไก่ทั้งประเทศอึออกมาทั้งหมด เพื่อมาปั่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งก็จะได้ไฟฟ้ามากถึง 36.5 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอจะหล่อเลี้ยงบ้านเรือนได้ถึง 90,000 หลัง ข้อดีของโรงไฟฟ้าพลังงานขี้ไก่นี้มีเยอะครับ ข้อหนึ่งก็คือมันให้พลังงานไฟฟ้าแบบเหมือนได้มาเปล่าๆ (ซึ่งไม่จริงหรอกครับ เพราะจริงๆแล้ว ก็มีต้นทุนในการขนส่งขี้ไก่มาป้อนโรงไฟฟ้า) ข้อสองของเสียที่เป็นขี้ไก่จากฟาร์มไก่ก็จะถูกกำจัดไปโดย แทนที่เกษตรกรจะเสียเงินเพื่อมาหาทางกำจัด ตรงข้ามจะได้เงินจากการขายขี้ไก่เพิ่มมาอีก ผมเคยไปเยี่ยมชมฟาร์มไก่ที่ จ.นครสวรรค์ เขามีปัญหาเรื่องขี้ไก่ที่อยากกำจัด โดยคิดจะทำก๊าซชีวมวล แต่ก็ต้องใช้เงินทุน แถมหากเป็นฟาร์มที่ไม่ใหญ่พอก็อาจมีขี้ไก่ไม่พอปั่นไฟ หรือถ้าปั่นไฟได้มากก็จะมีปัญหาว่าจะนำไฟฟ้าที่เหลือไปทำอะไร ข้อสาม การปั่นไฟจากขี้ไก่ ช่วยลดโลกร้อนได้ 2 ต่อครับ ต่อแรกคือการปั่นไฟแบบนี้ไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล จึงไม่นำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเผา ต่อที่สองคือ การปั่นไฟแบบนี้เป็นการนำก๊าซมีเธน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกมาเผาเปลี่ยนให้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก็เป็นก๊าซเรือนกระจกเหมือนกัน แต่คาร์บอนไดออกไซด์นี้พืชสามารถเปลี่ยนหมุนเวียนกลับมาได้ ในขณะที่มีเธนซึ่งเกิดจากการทำปศุสัตว์นั้น จะลอยอยู่ชั้นบนของบรรยากาศและไม่มีการหมุนเวียนในระบบนิเวศน์ ทำให้การทำปศุสัตว์เป็นอาชีพที่ทำให้โลกร้อนอันดับต้นๆของโลก


โรงไฟฟ้าพลังขี้ไก่ที่มีมูลค่าประมาณ 150 ล้านยูโรนี้ จะเปลี่ยนขี้ไก่ปีละ 440,000 ตัน ไปเป็นพลังงานได้ 270 ล้านหน่วย เศษของขี้ไก่ที่เหลือจากการเผาก๊าซมีเธนสามารถนำไปทำปุ๋ย และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีก ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงไก่ และส่งออกไก่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถึงเวลาหรือยังครับที่คนไทยจะใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากขี้ไก่ ????

10 กันยายน 2551

หน้าต่างรวมแสงให้เซลล์สุริยะ


คนส่วนใหญ่จะนึกถึงหลังคา เมื่อจะติดตั้ง Solar Cell ใช่ไหมครับ ทว่าอาคารสูงๆในเมืองทั้งหลายนั้นมีพื้นที่หลังคาน้อยมาก เมื่อเทียบกับพื้นที่ของผนังด้านข้างที่เป็นหน้าต่าง แต่การเอา Solar Cell มาแปะไว้ที่หน้าต่าง ก็จะบดบังทัศนียภาพ หมดโอกาสมองวิวไปเลย แต่นักวิจัยที่ MIT เขาพยายามจะทำให้หน้าต่างยังเป็นหน้าต่าง แต่มีความสามารถในการรวบรวมแสงมาให้แก่ Solar Cell ที่ติดตั้งอยู่ด้านข้าง ไม่ได้ติดบนหน้าต่างโดยตรง ผลการศึกษาครั้งนี้รายงานในวารสาร Science ฉบับวันที่ 11 July 2008 Vol. 321 หน้า 226 นักวิจัยได้ใช้สีย้อมอินทรีย์ (Organic Dye) ฉาบไว้ที่กระจกหน้าต่าง เมื่อแสงอาฑิตย์ตกกระทบที่กระจกหน้าต่าง สีย้อมจะดูดกลืนแสงเอาไว้ แล้วคายแสงนั้นออกมาในกระจก กระจกจะพาแสงไปออกที่ด้านข้างของกระจก (แทนที่จะปล่อยออกมาฝั่งตรงข้ามเหมือนกระจกธรรมดาทั่วไป) กระจกที่เคลือบสีย้อมดังกล่าวก็เลยทำหน้าที่รวบรวมแสง (Solar Concentrator) มาไว้ด้านข้างกระจก ซึ่งก็ทำให้เราสามารถนำ Solar Cell มาติดที่ข้างกระจก ซึ่งก็จะใช้พื้นที่ของ Solar Cell น้อยลง ทำให้ประหยัดต้นทุนค่า Solar Cell ไปได้เยอะเลย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สีย้อมดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงในการเก็บแสงช่วงอินฟราเรด แต่ความสามารถในการเก็บแสงในช่วงที่มองเห็นได้นั้น ยังไม่สูงนัก แต่ในอนาคตประสิทธิภาพนี้จะสามารถทำให้เพิ่มสูงได้ เนื่องจากสีย้อมมีหลากหลายสี ทำให้เราสามารถทำกระจกหน้าต่างแฟนซี หรือแนวบูติคได้ ซึ่งก็จะทำให้คนอยากใช้ Solar Cell มากขึ้น

09 กรกฎาคม 2551

หลังคารถโซลาร์เซลล์


เมื่อ 2-3 วันก่อน บริษัทโตโยต้าได้ออกมาประกาศว่าจะติดตั้งแผง Solar Cell บนหลังคารถให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรถยนต์ Toyota Prius โดย Solar Cell ที่ติดตั้งนี้จะมีรูปทรงสอดประสาน เป็นส่วนหนึ่งของหลังคารถเลย เรียกว่าตัวหลังคารถก็คือแผง Solar Cell เช็ด ขัด ล้าง ได้ตามปรกติครับ เป็นที่รู้กันว่ารถยนต์ Toyota Prius เป็นรถยนต์แบบไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 แบบ คือทั้งใช้น้ำมัน และ มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งตั้งแต่ผลิตครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1997 โตโยต้าขายรถประเภทนี้ไปทั้งหมด 1 ล้านคันแล้ว โตโยต้ากล่าวว่าหลังคาโซลาร์เซลล์นี้จะช่วยในเรื่องของการประหยัดแอร์ และช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้นจากหลังคาเมื่อต้องแสงอาฑิตย์


อันที่จริงก่อนหน้านี้ได้มีบริษัทหัวใสที่มีชื่อว่า Solar Electrical Vehicles ได้ทำการติดตั้ง Solar Cell เข้ากับหลังคารถประเภทไฮบริดทั้งหลาย รวมทั้ง Prius ซึ่งสามารถผลิตพลังงานได้ประมาณ 200-300 วัตต์ ซึ่งใช้ชาร์จแบตเตอรีเสริม หลังจากติดตั้ง Solar Cell แล้วรถสามารถขับเคลื่อนได้กว่า 36 กิโลเมตรต่อวันด้วยการใช้ไฟฟ้า หรือคิดเป็นการประหยัดน้ำมันได้ 29% ระบบนี้มีราคาประมาณ 2000-4000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งบริษัทอ้างว่าผู้ใช้จะคืนทุนได้ภายใน 2-3 ปีเองครับ

05 กรกฎาคม 2551

Energy Farm & Micropower (ตอนที่ 3)


วันนี้กลับมาคุยกันต่อถึงแนวโน้มของการผลิตพลังงานใช้เองกันในบ้าน หรือ ชุมชน เพื่อผลิตพลังงานพอเพียง ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่มาแรงมากในกลุ่มประเทศยุโรป แต่กลับค่อนข้างเหงาๆในบ้านเรา จะว่าไปแล้วเรื่องของการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้เองในบ้านและชุมชนนั้น Thomas Edison ได้คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่เขาประดิษฐ์หลอดไฟเมื่อปี ค.ศ. 1879 แล้ว เขาได้ออกแบบบ้านพลังงานพอเพียงที่ปั่นไฟฟ้าใช้จากพลังงานลม แต่ก็เพราะ George Westinghouse ที่ทำให้แนวคิดของเอดิสันต้องพับไป โดยเขาเสนอให้มีโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าปริมาณมากๆ แล้วส่งไปให้บ้านเรือนใช้กันผ่านสายส่ง โดยมีสถานีย่อยเพื่อแปลงแรงดันไฟฟ้า จริงๆแล้ว วิธีการหลังนี้เป็นวิธีที่ประสิทธิภาพต่ำเอามากๆเลยล่ะครับ โรงไฟฟ้ามีประสิทธิภาพเพียง 30% เพื่อเปลี่ยนพลังงานเคมีจากน้ำมันหรือก๊าซ มาเป็นไฟฟ้า แถมอีก 7% ของพลังงานสูญไฟฟ้าก็เสียไปกับสายส่ง แต่วิธีการนี้ก็ใช้กันเรื่อยมา ตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ไม่มีใครคิดอะไรมาก เพราะเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้ผลิตไฟฟ้านั้นแสนจะถูก หากแต่ ณ วันนี้ ที่ราคาน้ำมันดิบสูงถึง 140 เหรียญสหรัฐ โลกเลยโหยหาอยากกลับไปใช้วิธีของเอดิสันกันแล้วครับ ในขณะนี้ประเทศเยอรมันมีการใช้ Solar Cell มากที่สุดในโลกครับ ใน 3 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2005-2007) มีบ้านจำนวน 400,000 หลังคาติดแผง Solar Cell ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 3000 เมกะวัตต์ มากพอที่จะทดแทนโรงไฟฟ้าได้ทั้งหมด 6 โรง ที่เมือง Aachen ในเยอรมัน เกษตรกรได้หมักซังข้าวโพดแล้วนำ Biogas มาใช้โดยต่อท่อเข้าไปกับท่อก๊าซของรัฐ สามารถเลี้ยงบ้านเรือนได้ถึง 5,000 ครัวเรือน ธุรกิจพลังงานในอนาคตจึงเป็นธุรกิจครัวเรือนไปแล้วครับ ถึงเวลาหรือยังที่เมืองไทยจะเริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ........

02 กรกฎาคม 2551

Solar Island - โรงไฟฟ้าลอยน้ำ


อย่างที่ผมพูดเสมอๆ ล่ะครับว่า ประเทศที่มีนวัตกรรมด้านพลังงานแสงอาฑิตย์มากที่สุดในโลก ไม่ใช่อเมริกา ไม่ใช่ยุโรป ไม่ใช่ญี่ปุ่น ไม่ใช่เกาหลี แต่เป็นประเทศเจ้าของน้ำมันอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) ที่สร้างเมืองพลังงานสะอาดอย่าง Masdar City และนวัตกรรมด้านเปลี่ยนฟ้าแปลงดินหลายโครงการ อย่างเช่น Palm Island และ The World เกาะที่สร้างขึ้นมาเป็นรูปแผนที่โลกอย่างอลังการ



ล่าสุด ประเทศ UAE มาด้วยความคิดเจ๋งๆ ที่จะสร้างเกาะผลิตพลังงานไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ โดยต้นแบบที่จะผลิตขึ้นมาเพื่อทดสอบในทะเลนี้ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100 เมตร มีกำลังผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ โซลาร์เซลล์ที่ใช้บนเกาะนี้เป็นแบบ Thermal ไม่ใช่ Photovoltaic กล่าวคือไม่ได้เปลี่ยนแสงไปเป็นไฟฟ้าโดยตรง แต่แสงอาฑิตย์จะไปเผาน้ำให้ร้อนในท่อให้ร้อน แล้วน้ำร้อนเหล่านี้จะไปปั่นเครื่องปั่นไฟแบบกังหันความร้อน จากนั้นก็จะนำไฟฟ้าไปเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นไฮโดรเจนอีกทอดหนึ่ง เกาะพลังงานนี้จะผลิตไฮโดรเจนได้ด้วยตนเอง แค่ปล่อยให้มันลอยของมันไป พอถึงเวลา เรือบรรทุกไฮโดรเจนอัดก็จะไปรับไฮโดรเจนที่อัดไว้กลับมาบนฝั่ง การทำเช่นนี้ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีสายส่งไฟฟ้าจากเกาะนี้มายังบนฝั่ง คาดว่าเกาะนี้จะเริ่มถูกทดสอบในช่วงปลายปี ค.ศ. 2008 นี้ หลังจากนั้นทีมงานจะทำการสร้างเกาะที่มีขนาดใหญ่กว่า ที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 กิโลเมตร ลองนึกภาพมีจานใหญ่ๆ มาลอยเท้งเต้งเต็มเลยในอ่าวไทย ก็คงแปลกตาดีครับ อีกหน่อย พื้นที่ในทะเลอาจจะต้องมีการแบ่งสิทธิ์ นส. 3 เหมือนพื้นที่บนดินแล้วครับ ......

30 มิถุนายน 2551

The Rise of Oil and the End of Oil Business


ข่าวที่ประเทศซาอุดิอาระเบียจะมาตั้งบริษัทเพื่อปลูกข้าวในประเทศไทย เป็นเรื่องจริงจัง ไม่ใช่เรื่องที่ปลุกกระแสขึ้นมาใช้เล่นงานคู่แข่งในทางการเมือง ไม่ใช่แค่ซาอุฯ เท่านั้นหรอกครับที่อยากเข้ามา ชาติอาหรับทั้งหลายอยากเข้ามาทั้งนั้น แล้วเขาไม่ได้มองแค่เรื่องข้าวเท่านั้น เขาคิดจะเข้ามาในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบเกษตรความแม่นยำสูง และ ฟาร์มอัจฉริยะ เพื่อใช้ผลิตพืชผลเกษตรแบบทันสมัย แล้วขายให้ได้ราคาอย่างน้ำมันด้วย เขามองว่าทรัพยากรน้ำมันใต้ดินของเขานั้นมันไม่จีรัง เงินกำไรที่ได้จากน้ำมันในช่วงนี้ เขาใช้มันทุกบาททุกสตางค์เพื่อพัฒนาประเทศ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานทางเลือก นาโนเทคโนโลยี ปิโตรเคมี การท่องเที่ยว การแพทย์ การศึกษา เขาตั้งใจจะเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก ศูนย์กลางเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก ศูนย์กลางการแพทย์ ศูนย์รวมการศึกษา เงินที่ได้จากน้ำมันตอนนี้ เขาทุ่มเททางนี้หมด จะเห็นว่ามีโปรเจคต์ใหม่ๆ ออกมาเพียบที่ทำให้โลกตะลึง ไม่ว่าจะเป็น Masdar City เมืองพลังงานทางเลือก งานอลังการแนว Geoengineering อย่าง Palm Island ผู้นำของซาอุดิอาระเบียกล่าวว่า ธุรกิจน้ำมันของซาอุฯนั้นมีมูลค่า 1/3 ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงเกินไป เพราะธุรกิจน้ำมันมีลักษณะ Capital-Intensive หรือใช้ทุนเยอะ แต่เกิดการจ้างงานน้อย ธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน จะจ้างงานได้มากกว่าเยอะ ซาอุจึงจำเป็นต้องสร้างธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันขึ้นมามากๆ เห็นหรือยังครับ ประเทศไทยไม่น่าภูมิใจเลยที่บริษัท ปตท. ของเราติด 500 อันดับของโลก เพราะบริษัทนี้ไม่ได้สร้างงานให้คนไทยนักหรอกครับ เห็นวิสัยทัศน์ประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำมันแล้วก็อึ้ง .......


ไม่แปลกหรอกครับที่เขาให้ความสนใจลงทุนเรื่องเกษตรในประเทศไทย เพราะอีกไม่นาน เขาต้องการมาเรียนรู้การผลิตอาหารในบ้านเรา อีกอย่างตอนนี้เขาพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งกำลังขึ้นมาแข่งขันกับ ปตท. และ SCG ของเราครับ เขากำลังสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปุ๋ยที่ผลิตได้ก็จะมาตีตลาดบ้านเราในไม่ช้า ผลิตภัณฑ์พลาสติกของเขาก็จะมาใช้ทางการเกษตรและอาหารในบ้านเราด้วย นี่แหล่ะครับ เขาใช้น้ำมัน เพื่อจะออกจากธุรกิจน้ำมัน ..........

23 พฤษภาคม 2551

Solar Farm - ตอนที่ 5


ในตอนที่แล้ว ผมได้เล่าว่าอเมริกาเขามีแผนว่าภายในปี ค.ศ. 2050 หรืออีก 40 กว่าปีข้างหน้า พลังงานไฟฟ้าจำนวน 69% ที่ใช้ในประเทศ จะต้องผลิตจาก Solar Farm ประเทศนี้มีพื้นที่ว่างเปล่าเยอะแยะเลยครับ อย่างน้อยประมาณ 250,000 ตารางไมล์ แถบทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศซึ่งไม่รู้จะเอาไปทำอะไร พื้นที่แถบนี้กว้างใหญ่มาก มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยเสียอีก เขาคำนวณแล้วว่าหากแค่แปรเปลี่ยนพลังงานแสงอาฑิตย์สัก 2.5% ที่ตกกระทบบริเวณดังกล่าวให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ก็จะให้พลังงานพอสำหรับอเมริกาใช้ทั้งประเทศได้ ก็ลองคิดดูสิครับ แสงอาฑิตย์ที่ตกกระทบพื้นโลกของเราเพียง 40 นาทีนั้น ให้พลังงานเท่ากับที่โลกทั้งใบต้องการภายในเวลา 1 ปี (คำนวณจากความต้องการพลังงานในปี ค.ศ. 2007) วิสัยทัศน์ที่ว่านี้ต้องการการลงทุนจากรัฐบาลทั้งหมด 400 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการลงทุนที่มหาศาล แต่ถ้าคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ว่า อเมริกาไม่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันอีกต่อไป ยังไงก็คุ้ม


เทคโนโลยีสำคัญสำหรับโครงการนี้ได้แก่ Photovoltaics หรือเซลล์เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นไฟฟ้า Compressed-Air Energy Storage ทำหน้าที่เก็บกักพลังงานที่ได้จากเซลล์แสงอาฑิตย์ให้อยู่ในรูปของอากาศอัดเก็บเอาไว้ เพื่อนำออกมาใช้ในเวลากลางคืน หรือ เวลาที่มีเมฒมาก Concentrated Solar Power เป็นเซลล์สุริยะอีกแบบหนึ่ง ใช้การรวมแสงอาฑิตย์เพื่อถ่ายพลังงานความร้อนไปสู่แกนกลางที่บรรจุสารตัวนำความร้อน เพื่อนำไปถ่ายทอดให้เครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าแบบกังหันไอน้ำอีกทอดหนึ่ง DC Transmission เป็นเทคโนโลยีในการส่งกระแสไฟฟ้าแบบไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งเหมาะกับการส่งกระแสไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ จะสูญเสียพลังงานน้อยกว่าไฟกระแสสลับมาก แถมยังถูกกว่าอีกด้วย


แผนการใหญ่ของอเมริกาครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงปี 2020 ตั้งใจจะพัฒนาโรงงาน Solar Farm กำลังผลิตทั้งหมด 84 GW และสร้างสายส่งแบบ DC ขนานไปกับทางหลวงสายหลัก โดยจะเริ่มทยอยสร้าง Solar Farm จากเล็กไปใหญ่ เพื่อดึงดูดให้เอกชนหันมาสนใจสร้างมากขึ้น จนต้นทุนพลังงานไฟฟ้าถูกลงเรื่อยๆ ซึ่งหลังปี 2020 อเมริกาก็จะอยู่ตัว และการสร้าง Solar Farm หลังปี 2020 จะเป็นเรื่องปกติไม่ต้องใช้แรงมาก เพราะใครๆก็อยากใช้พลังงานสะอาดประเภทนี้ Solar Farm ของอเมริกาไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะใช้ที่ดินในทะเลทราย ไม่มีการถากถางป่า ไม่มีการรุกล้ำพื้นที่เกษตรด้วยครับ

16 พฤษภาคม 2551

เซลล์สุริยะสาหร่าย - Algae Solar Cell (ตอนที่ 1)


เชื้อเพลิงฟอซซิล หรือ น้ำมัน เป็นเชื้อเพลิงที่น่ามหัศจรรย์ เพราะถูกและใช้ง่าย เบื้องหลังความสำเร็จของเศรษฐกิจทุนนิยม ก็มาจากการมีใช้อย่างเหลือเฟือของมันนี่เอง ที่ทำให้การผลิตสิ่งของ เครื่องใช้ต่างๆ สามารถทำได้จำนวนมากๆ และสามารถแพร่หลายให้กระจัดกระจายไปใช้กันได้ทั่วโลก แทนที่จะผลิตที่ไหนใช้ที่นั่นเหมือนในอดีต เมื่อราคาของเชื้อเพลิงชนิดนี้แพงขึ้น เราจึงต้องหาพลังงานทางเลือกอื่นๆ (Alternative Energy) มาใช้ แต่ไม่ว่าจะเป็น ไบโอดีเซล เอธานอล solar cell พลังงานลม พลังงานคลื่นทะเล อะไรต่ออะไรก็ดูเหมือนจะสู้น้ำมันไม่ได้ การตัดใจเลิกใช้น้ำมันมันช่างยากเย็นเสียจริง


ในจำนวนของพลังงานทางเลือกทั้งหมด เซลล์สุริยะอาจจะเป็นทางเลือกที่สะอาดและช่วยโลกให้หายร้อนได้มากที่สุด พวก Biofuels แม้จะเป็นพลังงานแบบ Carbon-neutral โดยทฤษฎี คือปล่อยคาร์บอนออกไปเท่ากับที่นำกลับมาใช้ แต่ในความเป็นจริง การเพาะปลูกพืชพลังงานไม่ว่าจะเป็นสบู่ดำ ปาล์มน้ำมัน เพื่อทำไบโอดีเซล หรือการนำข้าวโพด และ อ้อย มาทำเอธานอล ล้วนเป็นการเบียดเบียนพื้นที่เกษตรกรรมสำหรับผลิตอาหาร และทำลายสิ่งแวดล้อม โดยการบุกพื้นที่ป่าที่เป็น Carbon Reservoir อีกด้วย เท่ากับปล่อยคาร์บอนออกมามากกว่าที่เก็บเข้าไป แต่เซลล์สุริยะมีภาพลักษณ์ในทางลบตรงที่มีราคาแพง ผลิตไฟฟ้าได้ไม่มากพอที่จะกลบต้นทุนได้ ทำให้ปัจจุบันการนำเซลล์สุริยะมาใช้ดูเหมือนจะเน้นไปทาง การสร้างภาพลักษณ์ความเป็น Green Company ของผู้ใช้ มากกว่าจะใช้งานได้จริง

จากการที่พืช Biofuels ก็ไปเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เซลล์สุริยะก็แพง ขณะนี้จึงเกิดทางเลือกใหม่คือการเก็บเกี่ยวแสงอาฑิตย์ด้วยสาหร่าย หรือ เซลล์สุริยะสาหร่าย จริงๆ เซลล์สุริยะชนิดนี้ไม่เหมือนกับ Solar Cell ที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาฑิตย์ไปเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ได้เลยนะครับ แต่มันเปลี่ยนแสงแดดให้เป็นน้ำมัน ซึ่งนำไปแยกสกัดได้ง่ายกว่าสบู่ดำ หรือ ปาล์มน้ำมันมาก อีกทั้งการปลูกก็สามารถนำมาเรียงในท่อใสเป็นแผงๆ คล้าย Solar Cell ซึ่งสามารถ Scale Up เพื่อการพาณิชย์ได้ไม่ยาก วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังครับว่าความก้าวหน้า ณ ขณะนี้ไปถึงไหนแล้ว ........

01 พฤษภาคม 2551

Solar Farm - ตอนที่ 4


ข้อสรุปที่ว่า พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง Ethanol และ Biodiesel ไม่ใช่พลังงานสะอาด และกำลังทำลายสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างเมามัน เริ่มเป็นสิ่งที่เด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิครับ อาหารที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นผลมาจากเจ้าเชื้อเพลิง 2 ชนิดนี้แหล่ะครับ แทนที่จะเป็นอาหารของมนุษย์ เรากลับมามันมาเทใส่ถังน้ำมันของเรา สุดท้ายก็ปล่อยคาร์บอนไดออดไซด์อยู่ดี โลกจึงพยายามมองหาพลังงานแสงอาฑิตย์ และวิธีที่จะเก็บเกี่ยวมันมาใช้แบบถูกวิธี ไม่ให้ซ้ำเติมสถานการณ์ที่ Biofuels ทิ้งบาดแผลเอาไว้


ในสหรัฐอเมริกานั้น พลังงานแสงอาฑิตย์เป็นเรื่องที่กำลังถูกถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ว่าอาจเป็นทางเลือกและทางรอดของอเมริกาเลยทีเดียว ว่ากันว่า แสงอาฑิตย์ที่ตกกระทบพื้นโลกของเราเพียง 40 นาทีนั้น ให้พลังงานเท่ากับที่โลกทั้งใบต้องการภายในเวลา 1 ปี (คำนวณจากความต้องการพลังงานในปี ค.ศ. 2007) อเมริกามีพื้นที่ว่างเปล่าเยอะแยะเลยครับ อย่างน้อยประมาณ 250,000 ตารางไมล์ แถบทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใหญ่กว่าประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ เขาคำนวณแล้วว่าหากแค่แปรเปลี่ยนพลังงานแสงอาฑิตย์สัก 2.5% ที่ตกกระทบบริเวณดังกล่าวให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ก็จะให้พลังงานพอสำหรับอเมริกาใช้ทั้งประเทศได้ อเมริกาเขามีแผนว่าภายในปี ค.ศ. 2050 หรืออีก 40 กว่าปีข้างหน้า พลังงานไฟฟ้าจำนวน 69% ที่ใช้ในประเทศ จะต้องผลิตจาก Solar Farm โครงการนี้เป็นอภิมหาเมกะโปรเจคต์ที่โลกควรจับตาดูครับ ผมจะกลับมาเล่าในวันหลังครับว่า เขามีแผนจะทำอะไรบ้างครับ .......

22 เมษายน 2551

Mobile Pod รถยนต์แห่งอนาคต (ตอนที่ 4)


วันนี้กลับมาคุยถึงเรื่องที่ค้างไว้ในส่วนของ Mobile Pod รถยนต์แห่งอนาคตกันนะครับ ประเด็นที่นักอนาคตศาสตร์ให้ความสนใจในเรื่องอนาคตของรถยนต์ที่คุยกันไปแล้วก็คือ รถยนต์จะเล็กลงๆ จนกลายเป็นของใช้จุ๋มจิ๋ม น่ารัก ราคาถูกลง จนทำให้มันอาจกลายเป็นของที่เปลี่ยนได้บ่อยๆ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมถึงกับใช้คำว่า Disposable Car คือรถยนต์ใช้แล้วทิ้ง แต่ผมว่ามันคงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ อาจจะทิ้งยากกว่ามือถือนิด หรือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุคนิดนึง


เทรนด์สำคัญอีกเรื่องนึงสำหรับอนาคตของรถยนต์ก็คือ รถยนต์แห่งอนาคตจะเดินเครื่องด้วยไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาไฮโดรเจนมาเผาผลาญใน Fuel Cell หรือการชาร์จไฟเข้าไปในแบตเตอรีของรถยนต์ก็ตามแต่ ซึ่งเป็น 2 แนวทางที่กำลังแข่งขันกัน โดยแนวทางที่สองคือการชาร์จไฟบ้านเข้าไปในแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้านั้น กำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ขับขี่ในเมือง โดยรถยนต์ไฟฟ้ามักจะเป็นรถยนต์คันที่ 2 ซึ่งใช้เฉพาะขับขี่ในเมืองซึ่งใช้ความเร็วค่อนข้างต่ำ รถยนต์มีขนาดเล็กประหยัดพลังงาน ในตลาดตอนนี้ผู้ผลิตรถยนต์เริ่มให้ความสนใจกับรถยนต์ประเภทชาร์จไฟกันมากขึ้นแล้วล่ะครับ ทำเล่นไปนะครับ รถยนต์แบบ Fuel Cell อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ หากรถยนต์ชาร์จไฟที่เรียกกันติดปากว่า EV (Electric Vehicle) ได้รับความนิยมขึ้นมา โดยส่วนตัวของผมคิดว่าประเทศไทยอย่าไปทำเลย Fuel Cell เจ๊งแน่ๆครับ เพราะกระแสมันโหนมาทาง EV มากกว่านะตอนนี้ ประเทศจีนซึ่งถูกกล่าวหาว่าผลิตสินค้าโดยใช้พลังงานไม่สะอาดอย่างถ่านหิน เขากลับเป็นประเทศที่นำหน้าที่สุดในเรื่องของความกระตือรือล้นในการผลิตรถยนต์ EV ของโลกแล้วครับตอนนี้ ตัวอย่างรถ EV รุ่นหนึ่งที่จีนเขาผลิตไปขายในอเมริกา มันเป็นรถที่ดูภายนอกไม่เหมือนรถชาร์จไฟเลยครับ รถรุ่นนี้ทำความเร็วได้ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งได้ไกลถึง 250 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง

วันหลังผมจะมาคุยให้ฟังต่อนะครับว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับเทคโนโลยีรถยนต์โลก ประเทศไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตทั้งรถยนต์ ฮาร์ดดิสก์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเนี่ย ถ้าไม่ใส่ใจกับพลวัตของเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technologies) กับพวกเทคโนโลยีก่อกำเนิด (Enabling Technologies) กันบ้าง คำว่าฮับนู่น ฮับนี่ คงไม่ใช่ของที่ยั่งยืนนะครับ ........

16 มีนาคม 2551

อวสานของน้ำมัน (ตอนที่ 3) - Masdar Initiative


วันนี้ผมขอมาเล่าเรื่องของโครงการหนึ่ง ที่แสดงถึงวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่มาก เป็นโครงการที่ต้องการปลดแอกตัวเองจากน้ำมัน ทรัพยากรที่ทั้งโลกกำลังหิว แต่มีราคาที่แพงหูฉี่อยู่ในปัจจุบัน น่าแปลกที่ประเทศที่ต้องการดำเนินโครงการนี้ ให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก กลับไม่ใช่ประเทศที่ใช้น้ำมันมากที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา แต่กลับเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2551 นี้เอง ประเทศนี้ได้ออกมาประกาศที่จะสร้างเมืองในฝันกลางทะเลทราย ที่มีพื้นที่ขนาด 6 ตารางกิโลเมตร บรรจุประชากรได้ 50,000 คน และธุรกิจ 1,500 แห่ง เมืองนี้จะไม่ใช้น้ำมัน แต่เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเซลล์สุริยะ โครงการในฝันที่กำลังเร่งสร้างให้ทันเปิดใช้ในปี พ.ศ. 2553 นี้มีชื่อว่า Masdar City ออกแบบโดยท่านลอร์ด Norman Foster นักออกแบบชาวอังกฤษที่เคยฝากผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมเลื่องชื่อ มากมายมาแล้วทั่วโลก เมืองนี้จะไม่มีรถราที่ใช้น้ำมันมาวิ่งให้กวนใจ ประชากรจะใช้รถไฟฟ้าแบบรางเบาที่เชื่อมโยงทั้งเมือง หรืออาจจะใช้สิ่งที่เรียกว่ากระสวยขับเอง (Automated Transport Pod) ที่วิ่งอัตโนมัติจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ทุกๆจุดในเมืองจะถูกออกแบบให้อยู่ห่างจากจุดขึ้นรถสาธารณะไม่เกิน 200 เมตร เมืองนี้จะถูกเชื่อมโยงกับอาบูดาบี ซึ่งเป็นเมืองหลวงด้วยรถไฟความเร็วสูง ในเรื่องของการกำจัดขยะนั้น เมืองจะถูกออกแบบให้ 99% ของขยะถูกจัดการให้นำกลับมาใช้ใหม่ รวมไปถึงน้ำด้วย


ความเจ๋งของเมืองนี้ทำให้ Norman Foster ผู้ออกแบบถึงกับบ่นออกมาว่า "ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็พึ่งพาน้ำมันเต็มๆตัว ไม่คิดถึงการทำอะไรแบบนี้ ทำไมประเทศยุโรปที่มีทั้งพื้นฐานทางปัญญาและทรัพยากรที่แข็งแกร่งไม่สามารถที่จะริเริ่มเมืองแบบนี้ ผมถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า ทำไมโครงการแบบนี้ที่พร้อมจะเกิดขึ้นที่ไหนในโลกก็ได้ที่มีความก้าวหน้าสูง กลับมาเกิดขึ้นที่นี่ ........"

14 มีนาคม 2551

The End of Oil - อวสานของน้ำมัน (ตอนที่ 2)


กับคำถามที่ว่า ตอนนี้โลกถึงจุดสูงสุดของกำลังการผลิตน้ำมันดิบ หรือ Peak Oil แล้วหรือยัง เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นปีที่ราคาน้ำมันเริ่มถีบตัวสูงขึ้นมาเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจของจีนที่บูมขึ้นมา ทำให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้น เมื่อมาเจอผลพวงจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ก็ทำให้ทั่วโลกเป็นห่วงตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญ ส่งผลทำให้เกิดการเก็งกำไรราคาน้ำมันขึ้นมาซ้ำเติมอีก นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน หรือ OPEC ก็มีอำนาจต่อรองเหนือผู้ใช้น้ำมันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จนสามารถกำหนดกำลังการผลิตและราคาตามใจได้ ทำให้คำถามที่ว่า Peak Oil เกิดขึ้นหรือยัง ยิ่งตอบได้ยาก เพราะราคาน้ำมันที่สูงในปัจจุบัน อาจเป็นผลมาจากการเมือง มากกว่าความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการรู้ว่า น้ำมันใกล้หมดหรือยัง


ผลการศึกษาตามแนวของ Hubbert Peak Theory แต่ไหนแต่ไรก็บอกว่าโลกเข้าใกล้ยุค End of Oil แล้ว ในช่วง ค.ศ. 2000 - 2015 นี้แหล่ะ ได้เห็น Peak Oil แน่ๆ แต่ค่ายที่มองโลกในแง่ดีก็ค้านมาตลอด เช่น International Energy Agency (IEA) ได้ออกรายงานเล่มหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว โดยบอกว่า Peak Oil ยังอยู่อีกไกล โดยกล่าวว่าโลกเราซึ่งใช้น้ำมันกันวันละ 86 ล้านบาร์เรล จะมีความต้องการน้ำมันดิบเพิ่มเป็นวันละ 95.8 ล้านบาร์เรลในปี ค.ศ. 2012 ซึ่งเฉพาะ OPEC ก็น่าจะสามารถรองรับได้ น้ำมันที่ OPEC ผลิตนั้น เป็นน้ำมันในรูปแบบธรรมดา หรือ Conventional ซึ่งขุดเจาะบนแผ่นดิน หรือไหล่ทวีป แต่โลกเรายังมีน้ำมันประเภทอื่นๆ เช่น น้ำมันในทะเลลึก และ ทรายน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการนำมาใช้ น้ำมันประเภทหลังนี้เองที่ต้องลงทุนสูงในการนำออกมาใช้ ดังนั้นไม่ว่าฝ่ายสนับสนุน Peak Oil หรือฝ่ายคัดค้าน ล้วนเห็นตรงกันว่ายุคของน้ำมันราคาถูกนั้นจบลงแล้ว - The End of Cheap Oil - ซึ่งเราคงไม่มีโอกาสได้กลับไปเห็นน้ำมันเบนซินลิตรละ 10 บาท อีกต่อไปแล้ว


ในขณะที่ประเทศอาหรับผู้ขายน้ำมันเอง ตอนนี้เขาเริ่มปันเอาผลกำไรมาพัฒนาพลังงานทางเลือกกันแล้ว แต่ประเทศไทยผู้ใช้น้ำมันยังไม่ค่อยเอาจริงเอาจัง เพราะคิดว่าราคาน้ำมันอาจจะกลับไปถูกเหมือนเดิม วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังครับว่า อาหรับเขากำลังพัฒนาไปเป็นศูนย์กลางแห่งพลังงานทางเลือกของโลกกันอย่างไร .......