แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ technology transfer แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ technology transfer แสดงบทความทั้งหมด

28 กรกฎาคม 2551

ยุคแห่งการแต่งงานข้ามศาสตร์ วิทย์ + มนุษย์ + สังคม มาถึงแล้ว


ตลอด 200 ปีที่ผ่านมา วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เรียนรู้แยกจากกัน ยิ่งเรียนสูงก็ยิ่งลึกลงไปในสาขาของตน แต่เมื่อต้นศตวรรษที่ 21 นี้เอง ที่เกิดมีมหกรรมการแต่งงานข้ามศาสตร์กันขนานใหญ่ ภายในส่วนของวิทยาศาสตร์เอง เกิดศาสตร์ใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย เช่น Bioinformatics เกิดจากการแต่งงานของวิทยาการคอมพิวเตอร์กับชีววิทยา Biophysics เกิดจากการแต่งงานของชีววิทยากับฟิสิกส์ Biorobotics เกิดจากการแต่งงานของหุ่นยนต์ศาสตร์กับชีววิทยา Bionics เกิดจากการแต่งงานของวัสดุศาสตร์กับการแพทย์ Molecular Electronics เกิดจากการแต่งงานของเคมีกับวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นต้น ..... จากนี้ไปเราจะเริ่มเห็นการแต่งงานข้ามศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเก่าอีกครับ เพราะจะเป็นการแต่งงานข้ามไปข้ามมาระหว่าง วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ สังคมศาสตร์ ด้วยครับ ขอยกตัวอย่างเช่น Social Intelligence ซึ่งเป็นศาสตร์ว่าด้วยความสามารถในการรับรู้ การเข้าใจ การจัดการเพื่อจะอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งศาสตร์นี้กำลังจะมีประโยชน์มากเลยล่ะครับในการสร้างสังคมของหุ่นยนต์ที่อยู่เป็นฝูง (Swarm Robots) ให้สามารถร่วมกันทำงานเป็นหมู่เหล่าได้ ซึ่งก็เป็นศาสตร์อีกศาสตร์หนึ่งที่เรียกว่า Swarm Intelligence ซึ่งความรู้ทางสังคมศาสตร์จะมีประโยชน์มาก ในการสร้างพฤติกรรมหมู่ให้ฝูงหุ่นยนต์ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)


อีกศาสตร์หนึ่งที่เป็นการแต่งงานข้ามศาสตร์ระหว่างวิทยาศาสตร์ กับ สังคมศาสตร์ ที่ผมขอยกตัวอย่างคือ Neuroeconomics ผมไม่ทราบชื่อภาษาไทยครับ เป็นการแต่งงานข้ามสายพันธ์ระหว่าง Neuroscience + Economics + Psychology ซึ่ง Neuroscience หรือประสาทวิทยานั้นเป็นเรื่องของการศึกษาเพื่อเข้าใจการทำงานของระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต เช่น ระบบสัมผัส การรับรู้ การคิด กิจกรรมต่างๆของสมอง ในขณะที่เศรษฐศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิต การกระจายและการบริโภคสินค้า-บริการ เมื่อทั้ง 3 ศาสตร์มาแต่งงานกันได้ Neuroeconomics จะได้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ว่าสมองทำงานอย่างไรในการชั่งใจ จำแนกแยกแยะเรื่องของการได้-เสีย กับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ศาสตร์นี้เองที่เริ่มมีการทำวิจัยเยอะมากครับ บริษัทใหญ่ๆที่ขายของเก่งๆ มีนักวิจัยทางด้านนี้ เพราะเขาจะออกแบบสินค้าให้ตรงกับการทำงานของสมองของผู้ซื้อ ผมเคยอ่านบทความหนึ่งใน Newsweek ที่ตีแผ่ความลับของพรรครีพลับบิกัน ที่เขาสามารถเอาชนะเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาได้ เพราะเขาใช้ศาสตร์นี้ช่วยในการสะกดจิตของผู้ลงคะแนนนี่เองครับ

13 พฤษภาคม 2551

Academy Fantasia - เศรษฐกิจฐานจินตนาการแบบไทยๆ


เปิดฤดูกาลใหม่มาแล้วครับสำหรับ AF5 หรือ Academy Fantasia Season 5 ซึ่งก็เข้าบ้านแม็กโนเลียร์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2551 นี้ ออกอากาศที่ช่อง True Vision และบน website http://trueaf.truelife.com/ สดๆ แบบ 24 ชั่วโมง ผ่านมาเป็นปีที่ 5 แล้ว ตามวงจรของการบันเทิงแล้ว คนน่าจะเบื่อและให้ความสนใจน้อยลง แต่กลับไม่ใช่นะครับ ปีนี้ความน่าสนใจ ความน่าติดตามยิ่งกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นักล่าฝันที่คัดเข้ามานั้นล้วนมีความสามารถสูงทางด้านการร้องเพลงกันทุกคน แถมมีหน้าตาอินเทรนด์ ที่สำคัญคือมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้มากขึ้นเลยครับ Website ของ AF5 มีการปรับปรุงหน้าตาให้ดูจ๊าบขึ้นมาก ในบ้านแม็กโนเลียร์เองมีการนำเทคโนโลยีส่องสว่างแบบ LED ของฟิลิปส์เข้าไปติดตั้ง ซึ่งทำให้แสงในบ้านมีความนุ่มนวล ให้อารมณ์ของความเป็นกลางวัน กลางคืน ได้เนื่องจากนักล่าฝันต้องเก็บตัวในบ้านแบบไม่เห็นดาวเห็นตะวัน ทำให้ Bio Clock อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ฟิลิปส์ยังนำเอาเทคโนโลยีนี้ไปตกแต่งเวทีคอนเสริทอีกด้วย หลายๆคนคงเคยเห็นความสวยงามของเวทีแบบนี้ในเกาหลีนะครับ


ลักษณะสินค้าแบบนี้แหล่ะครับ ที่เราเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy หรือ เศรษฐกิจฐานจินตนาการ เจ้า Experience Economy นี้เป็นเศรษฐกิจที่มูลค่าของสินค้าขึ้นกับ ความรู้สึก ความฝัน จินตนาการ ประสบการณ์ ที่ผู้บริโภคได้รับ ลองดู Nokia สิเขามีสโลแกนว่า Connecting People เขาไม่ได้ขายมือถือ แต่เขาขายประสบการณ์ของการอยู่ในโลก แห่งการปฏิสัมพันธ์อย่างไร้ขอบเขต บริษัทผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก ก็คือ Samsung เขาพยายามสื่อสารกับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของเขาว่า สิ่งที่ลูกค้าซื้อไปจาก Samsung ไม่ใช้สินค้าที่เป็นสิ่งของ แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีในการใช้สินค้านั้นๆ โลกส่วนตัวที่ลูกค้าได้รับตั้งแต่ในห้องนอน ได้แก่ จอ LCD, TV, DVD แอร์ เครื่องฟอกอากาศ มาถึงห้องนั่งเล่น ที่มีโฮมเธียเตอร์ ห้องครัวที่มี ตู้เย็นของ Samsung ให้ประสบการณ์ที่บูติค ออกไปทำงานก็พกโทรศัพท์มือถือของ Samsung ที่มีนวัตกรรมล้ำยุคเทียบเท่า i-Phone

(ล่าง - น้องกรีน นักล่าฝัน V16)


24 กุมภาพันธ์ 2551

นาโนโอท็อป (Nano OTOP) - ตอนที่ 1


ประเทศไทยมีความโดดเด่น ในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ มีผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สปา รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ ที่มีความจำเพาะทางด้านภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถสร้างแบรนด์ของสินค้า ให้มีชื่อผูกติดกับท้องถิ่นได้ เกิดเป็นสินค้า OTOP ทั้งนี้รัฐบาลยุคนายกฯ ทักษิณ จึงมียุทธศาสตร์ที่จะทำให้สินค้าเหล่านี้มีคุณภาพเพียงพอ ที่จะส่งออกไปขายต่างประเทศ รวมทั้งต้องการให้คนไทยด้วยกัน หันมาบริโภคมากขึ้น แต่การควบคุมหรือเพิ่มคุณภาพสินค้า OTOP มีข้อจำกัดที่ว่า เทคโนโลยีที่ใช้ไม่ควรนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะจะเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่สินค้ามากเกินไป เพราะสินค้า OTOP โดยมากเป็นอุตสาหกรรมกึ่งครอบครัว ที่อาศัยภูมิปัญญาพื้นถิ่น ใช้เทคโนโลยีแบบชาวบ้าน (Appropriate Technology) ที่มีต้นทุนต่ำ ดังนั้นเทคโนโลยีควบคุมคุณภาพ หรือปรับปรุงคุณภาพที่เกิดจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์คนไทยด้วยกันเอง น่าจะเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมประเภทนี้ เทคโนโลยีไทยทำอาศัยความได้เปรียบตรงที่ แหล่งกำเนิดของเทคโนโลยีกับผู้ใช้อยู่ใกล้กัน ทำให้มีราคาถูก และประสิทธิภาพที่ปรับได้ตามการใช้งาน ประกอบกับชาวบ้านมักจะ “ยินดี” ที่จะลองเทคโนโลยีของคนไทยด้วยกันเอง มากกว่าอุตสาหกรรมใหญ่ที่ยัง “เชื่อและนิยม” เทคโนโลยีที่นำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงถึงเวลาแล้วที่ นาโนเทคโนโลยี ที่พัฒนาด้วยฝีมือคนไทย จะเดินพาเหรดเข้ามาช่วย พัฒนาสินค้าโอท็อบให้เป็น OTOP Version 2.0


จากหน้าเว็บไซต์ของ ThaiTambon.com จะพบว่ามีสินค้า OTOP ขึ้นทะเบียนไว้ถึง 66,000 รายการ โดยมีผลิตภัณฑ์หลักแบ่งตามกลุ่มใหญ่คือ ของขวัญ ของตกแต่งและหัตถกรรม (มีถึง 42,000 รายการ) อาหารและเครื่องดื่ม (12,400 รายการ) ผลิตผลการเกษตร (2,500 รายการ) ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ (4,500 รายการ) เครื่องหนังและรองเท้า (1,400 รายการ) สิ่งทอ (1,200 รายการ) อัญมณี (750 รายการ) เฟอร์นิเจอร์ (550 รายการ) ของใช้ในบ้าน (500 รายการ) ใน series ของบทความ Nano OTOP นี้ ผมจะค่อยทยอย นำเรื่องที่เกี่ยวกับโอกาส ความเป็นไปได้ ในการนำนาโนเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งจะเป็นนาโนเทคโนโลยีของคนไทย เพื่อช่วยคนไทยด้วยกันครับ

27 มกราคม 2551

ไร่ไวน์อัจฉริยะของไทย - Thailand Smart Vineyard


ท่านที่เคยเดินทางไปเที่ยวเขาใหญ่ จะพบว่านอกจากความเป็นมรดกโลก (World Heritage) ที่น่าภาคภูมิใจแล้ว เขาใหญ่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experience Tourism) ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่มุ่งทำให้นักท่องเที่ยว ได้รับประสบการณ์ตรงจากสถานที่ท่องเที่ยวนั้น การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์จะทำให้นักท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาตนเองขึ้นเรื่อยๆ และเกิดความรู้สึกผูกพันกับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้น จนต้องกลับไปอีกหลายๆ ครั้ง เขาใหญ่มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์หลายแห่ง เช่น ฟาร์มโชคชัย ที่ยิงความรู้สึกความเป็นคาวบอยให้เข้าไปในหัวใจของเราทุกครั้งที่ไปเยือน ไร่ทองสมบูรณ์ที่มีเครื่องเล่นแบบผจญภัย รีสอร์ทหลายแห่งที่ให้ความรู้สึก ผสมผสานระหว่างการพักผ่อน กับ ความสนุกตื่นเต้น หลายคนอาจจะรู้จักไร่ไวน์กรานมอนเต้ (GranMonte) ที่เขาใหญ่ ไร่ไวน์แนวบูติคน่ารัก ที่ทำให้คนไทยเริ่มหลงใหล และอยากดื่มไวน์ไทย ไร่ไวน์แห่งนี้มีความลงตัวทั้งวิวทิวทัศน์ที่งดงาม รสชาติของไวน์ที่ได้มาตรฐานสากล ความเป็นกันเองของเจ้าของไร่ นักท่องเที่ยวที่ได้ไปเยือนจะได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ว่า ในการที่จะได้ไวน์ดีๆ ออกมาสักขวดหนึ่งนั้น จะต้องผ่านการดูแล เอาใจใส่ขนาดไหน


ณ วันนี้ ไร่ไวน์กรานมอนเต้ ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 10 ปี ได้สร้างชื่อเสียงโดยไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติหลายรางวัล จนนักดื่มต่างชาติเริ่มรู้จักไวน์ไทย และให้การยอมรับ และในปี พ.ศ. 2551 นี้ ไร่ไวน์กรานมอนเต้ จะมุ่งสู่การเป็นไร่ไวน์อัจฉริยะ (Smart Vineyard) แห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย เพื่อไปสู่ไร่ไวน์อัจฉริยะแห่งแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีครบวงจร ทั้ง Information Technology, Smart Viticulture, Sensor Networks, RFID, GIS, Radio-Controlled, Experience Tourism Technology, Robotics, Agro-informatics และ Nanotechnology

โครงการ ไร่ไวน์อัจฉริยะ-กรานมอนเต้ (GranMonte Smart Vineyard) เป็นการประยุกต์และใช้งานเทคโนโลยี Precision Farming / Smart Farm ในไร่ไวน์ โครงการนี้เป็นการผสมผสาน เทคโนโลยีหลายๆ ชนิด เพื่อให้เจ้าของไร่ไวน์ หรือผู้จัดการฟาร์ม สามารถเฝ้าติดตาม ความเป็นไปภายในไร่ จากอินเตอร์เน็ต และ โทรศัพท์มือถือ โดยอาศัยเทคโนโลยี Multi-functional and Multi-dimensional Sensors ซึ่งจะตรวจสภาพอุณหภูมิในอากาศ และดิน ความชื้นในอากาศและดิน ความเร็วและทิศทางลม ปริมาณน้ำฝน พลังงานแสง ความเคลื่อนไหวของมวลอากาศ ความเป็นไปในไร่จาก Image Array สภาพทางเคมีของดิน คุณภาพขององุ่นและไวน์ จาก Electronic Nose รวมไปถึงการนำ RFID ไปใช้ดูแลกิจกรรมในไร่ การพัฒนาซอฟต์แวร์ช่วยตัดสินใจ Decision Support System การบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศ และ อุตุนิยมวิทยาทั้งระดับไร่ และระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายทำให้เกิด ไร่ไวน์อัจฉริยะ (Smart Vineyard)


โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณวิจัยจาก มหาวิทยาลัยมหิดล และ NECTEC โดยได้รับการเอื้อเฟื้อด้านสถานที่ แรงบันดาลใจ (Mental Support) องค์ความรู้ด้านการปลูก และดูแลไร่ไวน์ จาก คุณวิสุทธิ์ โลหิตนาวี คุณสกุณา โลหิตนาวี และ คุณนิกกี้ โลหิตนาวี เจ้าของไร่ไวน์ GranMonte เขาใหญ่ นครราชสีมา

21 มกราคม 2551

Disruptive Technologies ตอนที่ 3



ศาสตราจารย์ เคลย์ตัน เอ็ม คริสเต็นเซ็น (Clayton M. Christensen) แห่งวิทยาลัยบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้วางรากฐานทฤษฎีเกี่ยวกับการล้มลงของอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไว้อย่างน่าสนใจว่า “อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มองหาแต่สิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีที่ยั่งยืน (Sustaining Technology) ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะว่าเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีแล้ว ไม่มีคำว่ายั่งยืน มีแต่ของใหม่แทนของเก่า ดังนั้นเมื่อมีเทคโนโลยีแบบใหม่เกิดขึ้นในลักษณะที่เรียกว่า เทคโนโลยีแบบลบล้าง (Disruptive Technology) อุตสาหกรรมจะไม่ใคร่ให้ความสนใจนัก จนกระทั่งสายเกินไป” Disruptive Technology มีความโหดร้ายในตัวของมันเอง กล่าวคือ ตอนมันเกิดขึ้นแรกๆ มันจะเป็นสิ่งที่น้อยคนจะสนใจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ดังนั้นมันจะซึมเข้าตลาดสู่ผู้ใช้รายใหม่อย่างเงียบๆ แล้วค่อยๆ เติบโตจนกระทั่งไปแย่งลูกค้าเก่า กระทั่งอุตสาหกรรมเจ้าเก่าต้องล้มตายไปเลย ศาสตราจารย์ คริสเต็นเซ็น ได้ยกตัวอย่าง Disruptive Technology ที่มาแทนเทคโนโลยีเก่าอย่างโหดร้าย รุนแรง ไม่ทันตั้งตัว เช่น กล้องดิจิตอลมาแทนที่กล้องใช้ฟิล์ม โทรศัพท์เคลื่อนที่มาแทนโทรศัพท์บ้าน คอมพิวตอร์ตั้งโต๊ะแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค การซื้อหุ้นผ่านนายหน้าถูกแทนที่ด้วยการซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต รถตักแบ็คโฮขนาดเล็กมาแทนรถตักคาเตอร์พิลลาขนาดใหญ่


จากสถิติของบริษัทอเมริกันนั้นพบว่า บริษัทใหญ่ที่สุดของอเมริกัน 100 บริษัทแรกที่ก่อตั้งเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว เหลือข้ามมาถึงศตวรรษนี้เพียง 16 แห่ง และอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่สุด 100 แห่งของสหรัฐอเมริกาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ไม่ถึง 32 เจ้าเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่รู้จักคำว่า “นวัตกรรม” และไม่รู้จักกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีอุบัติใหม่ขึ้นมากมาย ซึ่งกำลังจะเข้ามากลืนกินผู้ประกอบการหน้าเดิมที่ไม่ทันตั้งตัว บริษัทใหญ่ๆ ของไทยเราที่เสี่ยงต่อการล้มหาย ตายจาก ก็ได้แก่ ปูนซีเมนต์ไทย ปตท. กสท. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้เพราะขนาดของบริษัทใหญ่เกินไป ซึ่งขัดกับโมเดลของศตวรรษที่ 21 ศาสตราจารย์คริสเต็นเซ็น ยังได้เปรยติดตลกว่า "เรื่องนวัตกรรมแบบลบล้าง (Disruptive Innovation) กับบริษัทใหญ่ มันก็เหมือนน้ำกับน้ำมัน ธรรมชาติของบริษัทใหญ่ก็คิดแต่กำไรมากๆ กับของที่ผลิตอยู่ในวันนี้เท่านั้น" ผู้เขียนยังจำได้ว่าเมื่อเทคโนโลยี VoIP ออกมาใหม่ๆ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว กสท. ยักษ์ใหญ่ผู้ผูกขาดโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ไม่ได้ให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้ แถมพยายามกีดกันการใช้งาน โดยบอกว่าเป็นการผิดกฏหมาย วันนี้ กสท. เป็นเจ้าใหญ่ที่สุดที่ใช้เทคโนโลยีนี้ครับ แต่ผลก็คือ คนหนีไปใช้ Skype กันหมดแล้ว ซึ่งทำให้ กสท. ประสบกับปัญหากำไรหดต่อเนื่องมาหลายปี และอาจเข้าข่ายป่วยเลยก็ได้ ตามนิยามของศาสตราจารย์คริสเต็นเซ็น เป๊ะเลยครับ



Disruptive Innovation เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสนใจกันน้อย แม้แต่หน่วยงานที่ทำงานด้านนวัตกรรมตรงๆ ของเรา อย่าง NIA ยังชอบที่จะสนับสนุน Sustaining Innovation มากกว่า เพราะการสร้าง Disruptive Innovation ต้องทำ Basic Research เยอะมาก ซึ่งเป็นงานถนัดของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. มาโดยตลอด ...........



(ภาพด้านบน - โทรศัพท์มือถือติดกล้องเป็น Disruptive Innovation กำลังจะมาแทน Digital Camera ซึ่งเป็น Sustaining Innovation ในไม่ช้า)

05 มกราคม 2551

Disruptive Technologies ตอนที่ 2



“โรงงานในอนาคตจะมีลูกจ้างเพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้น ตำแหน่งหนึ่งเป็นมนุษย์ อีกตำแหน่งเป็นสุนัข มนุษย์ถูกจ้างเอาไว้เพื่อเลี้ยงดูสุนัข ในขณะที่สุนัขถูกจ้างเอาไว้เพื่อคอยเฝ้าไม่ให้มนุษย์แตะต้องเครื่องควบคุมหรือปุ่มกดใดๆ”


เจ้าของคำกล่าวข้างต้นคือ ศาสตราจารย์ วอร์เรน เบนนิส (Warren Bennis) ผู้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในด้านงานเขียน การสอนและการวิจัยทางด้านการบริหาร และการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ รวมไปถึงการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้แก่องค์กร ท่านยังเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐถึง 4 คน คำกล่าวนี้ ฟังดูแรกๆ ก็ออกจะเกินจริงไปสักหน่อย แต่นักเทคโนโลยีอนาคตกลับมองว่ามันไม่ใช่เรื่องตลกเลย

เมื่อครั้งที่ผู้เขียนทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งมิวนิค ประเทศเยอรมัน โรงอาหารของมหาวิทยาลัยที่นั่นดูแลผู้คนนับพันโดยจ้างคนมาจัดการไม่ถึง 10 คน ผู้ที่เข้าไปใช้บริการในโรงอาหารจะต้องบรรจุเงินใส่บัตร Pre-Paid Card ด้วยตู้อัตโนมัติ การเลือกอาหารทำโดยการเดินหยิบอาหารที่พนักงานตักให้ร้อนๆ จากนั้นเดินไปจ่ายเงินด้วยการรูดบัตร ส่วนเครื่องดื่มก็ใช้การกดปุ่มที่ตู้อัตโนมัติโดยให้เครื่องหักเงินจากบัตร เมื่อทานเสร็จแล้วผู้ใช้บริการต้องนำภาชนะไปวางบนสายพาน ที่จะเลื่อนเข้าไปสู่เครื่องชะล้างภายใน เมนูอาหารแต่ละวันของที่นี่ทั้งภาคการศึกษา คุณสามารถอ่านได้จากอินเตอร์เน็ต ถ้าวันไหนไม่ชอบ พวกเราก็จะวางแผนขับรถออกไปทานข้างนอกกันล่วงหน้า

นักเทคโนโลยีอนาคตล้วนลงมติว่าภายในระยะเวลาอีก 20-50 ปีข้างหน้าจะช่วงเวลาสำคัญยิ่งต่ออารยธรรมของมนุษยชาติ เพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว อันเป็นการเปลี่ยนวิถีเศรษฐกิจฐานเกษตร มาเป็นเศรษฐกิจฐานอุตสาหกรรม ซึ่งได้กลายมาเป็นเศรษฐกิจฐานบริการในปัจจุบัน ถึงตอนนี้มีศัพท์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว เช่น Molecular Economy, Experience Economy, Boutique Economy มีสถิติหลายอย่างที่บอกเราว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถหยุดรั้ง ไม่ว่าบริษัทที่คุณแสนมั่นอกมั่นใจจะมีขนาดใหญ่แค่ไหน หรือ มีผลกำไรมหาศาลแค่ไหน อีก 10 ปีข้างหน้าก็อาจจะล้มลงได้หากไม่คิดปรับตัว จากสถิติของบริษัทอเมริกันนั้นพบว่า บริษัทใหญ่ที่สุดของอเมริกัน 100 บริษัทแรกที่ก่อตั้งเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว เหลือข้ามมาถึงศตวรรษนี้เพียง 16 แห่ง และอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่สุด 100 แห่งของสหรัฐอเมริกาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ไม่ถึง 32 เจ้าเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่รู้จักคำว่า “นวัตกรรม” และไม่รู้จักกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีอุบัติใหม่ขึ้นมากมาย ซึ่งกำลังจะเข้ามากลืนกินผู้ประกอบการหน้าเดิมที่ไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ ระบบควบคุมระยะไกล ระบบเครือข่ายอัจฉริยะ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีพันธุกรรม โรงงานและระบบผลิตย่อส่วน เป็นต้น ในหนังสือ Re-imagine ของ Tom Peters เขาได้ทำนายเอาไว้ว่า ในปี ค.ศ. 2020 ในสำนักงานใหญ่ของกิจการข้ามชาติมูลค่าหมื่นล้านดอลลาร์ จะต้องการเจ้าหน้าที่เพียงแค่ 7 คน เพื่อดูแลทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนงานอื่นๆ ของบริษัทได้ถูกกระจายไปยัง อินเดีย จีน แอฟริกา ไทย สิงคโปร์ เป็นต้น

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเริ่มสนใจเทคโนโลยีใหม่ที่ฉายแววจะเป็น Disruptive Technologies เพื่อไม่ให้เราตกรถไฟขบวนนี้ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา .......

(ภาพด้านบน - click ที่ภาพเพื่อให้ใหญ่ขึ้น - แม้แต่ตำแหน่งงานในกองทัพก็จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์)

30 ธันวาคม 2550

Disruptive Technologies ตอนที่ 1


นักเทคโนโลยีต่างทราบกันดีว่า พัฒนาการของเทคโนโลยีนั้นจะมีลักษณะเป็นรูปตัว S หรือที่มักเรียกกันว่า S-Curve กล่าวคือในช่วงแรกๆ การพัฒนาของเทคโนโลยีหนึ่งๆ จะเป็นไปอย่างช้าๆ อันเนื่องมาจากยังเป็นของใหม่ ผู้คนไม่ค่อยคุ้นเคย จึงต้องเผชิญกับการต่อต้านจากผู้ใช้เทคโนโลยีตัวเก่า แถมเทคโนโลยีตัวใหม่เองก็ยังเพิ่งเริ่มพัฒนาทำให้มีจุดบกพร่องมากมาย เมื่อไปเปรียบเทียบกับของเก่าแล้วก็มักจะสู้ไม่ได้ ตลาดของเทคโนโลยีใหม่นี้จึงมักจะไม่ใช่ตลาดเดิมที่มีเจ้าของแล้ว แต่จะเป็นตลาดใหม่ และตลาดแบบนี้จะเล็กเสียจนผู้ประกอบการรายเก่าไม่สนใจ โดยช่วงแรกๆ ตลาดของผู้ประกอบการหน้าใหม่จะมีขนาดที่เล็กมาก แต่เมื่อผู้ซื้อเริ่มคุ้นเคยกับของใหม่ การยอมรับมีมากขึ้น ตลาดก็จะเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้พัฒนาการของเทคโนโลยีใหม่จะดีดตัวเข้าสู่ช่วงกลางตัว S แล้วดำเนินต่อไปสักช่วงเวลาหนึ่ง ตลอดช่วงเวลานี้จะมีการใช้งานเทคโนโลยีตัวนี้กันอย่างกว้างขวางมาก จนกระทั่งเทคโนโลยีตัวเก่าที่เคยเป็นคู่แข่งและขัดขวางเทคโนโลยีตัวนี้ถึงกับเป็นง่อย หรือไม่ก็ล้มหายตายจากกันไปเลและเมื่อถึงเวลานั้นผู้ประกอบการรายเก่าก็อยากจะกระโดดเข้ามาในตลาดใหม่นี้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีตัวใหม่นี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยผู้ประกอบการรายใหม่ที่กลายมาเป็นรายใหญ่ จนกระทั่งเข้าสู่จุดอิ่มตัวที่ความก้าวหน้าไม่สามารถจะเดินต่อไปได้อีก และเมื่อถึงเวลานั้น เทคโนโลยีตัวนี้ก็จะถูกท้าทายโดยเทคโนโลยีที่ใหม่และสดกว่า เทคโนโลยีน้องใหม่จะค่อยๆซึมซับเข้ามาสู่ตลาดอย่างเงียบๆ เช่นเดียวกับที่เทคโนโลยีตัวเก่านี้เคยทำมาก่อน

หากลองมองย้อนกลับไปกว่า 200 ปี แล้วหยิบเอาเทคโนโลยีสำคัญๆ ไล่เรียงลำดับมาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าเคยมีตัว S เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งหลายครา ได้แก่

· ค.ศ. 1800-1853 เป็นยุคของเทคโนโลยีสิ่งทอ
· ค.ศ. 1853-1913 เป็นยุคของเทคโนโลยีรถไฟ ซึ่งก็ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยียานยนต์
· ค.ศ. 1913-1969 เป็นยุคของเทคโนโลยียานยนต์
· ค.ศ. 1969-2025 ยุคคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์

นักทำนายอนาคตต่างก็ลงมติว่า ตัว S ตัวต่อไปหลังจากนี้จะเป็น นาโนเทคโนโลยี ซึ่งจะเฟื่องฟูในช่วง ค.ศ. 2025–2081

เทคโนโลยีสิ่งทอ เทคโนโลยีรถไฟ และเทคโนโลยียานยนต์ เป็นเทคโนโลยีที่ยุคทองของมันได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสิ่งทอนั้น หากไปดูประเทศรัสเซียซึ่งเคยร่ำรวยมาจากอุตสาหกรรมนี้เมื่อร้อยปีที่แล้ว ตอนนี้รัสเซียทุบโรงงานสิ่งทอทิ้งเกือบหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ถูกแปลงโฉมมาเป็นห้างสรรพสินค้านำสมัย โดยประเทศรัสเซียได้หันมาลงทุนทางด้านนาโนเทคโนโลยี เพื่อที่ตัวเองจะได้กลับเข้าไปอยู่ในตัว S ตัวใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทิ้งให้ประเทศไทยฝืนกระแสต่อสู้อย่างกระเสือกกระสนและเดียวดาย เพียงเพราะจะรักษาอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ถูกตราหน้าว่าเป็นอุตสาหกรรมพระอาฑิตย์ตกดินให้สามารถทำกำไรและอยู่รอดต่อไปอีกสักสิบปี ในขณะที่เทคโนโลยียานยนต์ก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญเพราะโอกาสทำกำไรยิ่งน้อยลงไปทุกที โดยเทคโนโลยีสารสนเทศเองนั้น ประเทศไทยก็ตกกระแสแพ้อินเดียไปแล้ว จึงเหลือเพียงทางเลือกเดียวที่จะเกาะ S curve ให้ได้ นั่นคือ นาโนเทคโนโลยี และด้วยวิสัยทัศน์ของ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงมีดำริให้ดำเนินโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติขึ้นในปี พ.ศ. 2546 ตามหลังสหรัฐอเมริกาซึ่งเริ่มดำเนินโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Nanotechnology Initiative) ในปี พ.ศ. 2543 เพียง 3 ปีเท่านั้น โดยในปีเดียวกันกับที่ไทยเริ่มโครงการแห่งชาตินั้นเอง รัฐสภาอเมริกันก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติที่เรียกว่า 21st Century Nanotechnology Research and Development Act เพื่อรับประกันว่าการวิจัยทางด้านนี้จะได้รับการสนับสนุนมากเพียงพอที่จะทำให้อเมริกาเป็นผู้นำทางด้านนาโนเทคโนโลยี พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้รัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยี โดยให้มีการลงทุนเป็นจํานวนเงิน 150,000 ล้านบาท ภายในเวลา 4 ปี จึงถือว่าปี พ.ศ. 2546 เป็นปีที่เปิดฉากของสงครามแย่งชิงการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีซูเปอร์จิ๋วขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมมหาสงครามครั้งนี้

16 กันยายน 2550

ไทยขยับตัว หน่วยงานให้ทุนช่วยขนของจากหิ้งไปห้าง


นักวิจัยไทยตกเป็นจำเลยสังคมมานานแล้ว เรื่องที่ทำงานวิจัยแล้วมักจะไปจบที่หิ้ง จริงๆก็จะไปโทษนักวิจัยอย่างเดียวไม่ได้ ยิ่งงานวิชาการในมหาวิทยาลัย เป้าหมายหลักคือการผลิตคน และสร้างองค์ความรู้ให้แข็งแกร่ง ดังนั้นผลงานในลักษณะของที่ขึ้นหิ้ง จึงเป็นดัชนีชี้วัดหลัก อีกอย่างหนึ่งก็คือ ในอดีตที่ผ่านมา กลไกที่จะเชื่อมโยงงานบนหิ้งเหล่านั้น ออกไปสู่ห้าง ไปสู่ผู้ใช้ แทบจะไม่มีเลย

แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอดีต เพราะปัจจุบันหน่วยงานให้ทุนของไทยหลายๆ หน่วยงานได้มีโครงการ หรือ กลไก ต่อท่องานวิจัยเหล่านั้นให้ออกไปสู่ผู้ใช้ และ ภาคอุตสาหกรรม เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. มี University Business Incubator หรือ UBI ในมหาวิทยาลัยหลักและรองทั่วประเทศกว่า 35 มหาวิทยาลัยแล้ว โดยมุ่งเป้าไปที่การสร้างและบ่มเพาะวิสาหกิจจัดตั้งใหม่ ที่เรียกว่า Start-Up Company นอกจากนั้น สกอ. ยังสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยใหญ่ 10 แห่ง จัดตั้ง Technology Licensing Office หรือ TLO เพื่อทำหน้าที่ผลักดันให้คณาจารย์จดสิทธิบัตรมากขึ้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. โดยฝ่ายวิชาการ ซึ่งเล่นงานพื้นฐานเพื่อผลิต paper มาตลอดเวลากว่า 10 ปี ตอนนี้มีของบนหิ้งมากมาย ก็เริ่มขยับตัว คัดเลือกของในหิ้งไปสู่ห้าง โดยในปี 2550 นี้ได้ร่วมกับ สสว. แห่งกระทรวงอุตสาหกรรม ทำโครงการวิจัยพื้นฐานเพื่ออุตสาหกรรม โครงการนี้จะช่วยผลักดันให้นักวิจัยพื้นฐานที่มีประวัติการทำวิจัยพื้นฐานเข้มแข็ง ได้ร่วมทำงานกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ หรือ แก้ปัญหาให้แก่ภาคอุตสาหกรรม โดยใช้นวัตกรรมกับองค์ความรู้ที่สะสมมา เป็นการระบายของจากหิ้งไปสู่ห้างที่ชาญฉลาด อีกหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้มานาน และประสบความสำเร็จสูงก็คือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ที่เน้นงานวิจัยที่เกือบจะเสร็จ และมี potential สูงให้ไปสู่อุตสาหกรรม โดย NIA จะให้ทุนไปที่อุตสาหกรรมโดยตรง

จริงๆ แล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ต่างประเทศชอบใช้มาก แต่ยังไม่มีทำกันในบ้านเราก็คือ Technology Incubator ซึ่งในสหรัฐฯ มักจะตั้งชื่อให้เก๋ไก๋ว่า Center for Emerging Technologies โดยหน่วยงานประเภทนี้จะเน้นการสร้างบริษัทไฮเทค หรือ มีนวัตกรรมสูงขึ้นมา ซึ่งน่าจะเหมาะกับนาโนเทคโนโลยี วันหลัง nanothailand จะนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ

(ภาพซ้ายมือ - หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชูธงการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้เข้มแข็ง โดยอาศัยทรัพยากรของมหาวิทยาลัย)