แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ smart city แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ smart city แสดงบทความทั้งหมด

25 กรกฎาคม 2556

Smart Environment - สภาพแวดล้อมอัจฉริยะ (ตอนที่ 4): ตอน Smart Toilet


สภาพแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) หรือ สภาพแวดล้อมที่ตอบสนอง (Responsive Environment) หรือ สถาปัตยกรรมแบบอันตรกริยา (Interactive Architecture) เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการทำให้สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย อาคารบ้านช่อง มีความฉลาด ทำงานตอบสนองต่อผู้อยู่อาศัย ทั้งในเชิงกายภาพ เชิงจิตใจ และ อารมณ์ สิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่นี้จะรับรู้ด้วยสัมผัสของมันว่า เราใช้ชีวิตอยู่อย่างไร กำลังทำอะไร มีความสุขหรือหงุดหงิดไหม นอนหลับดีหรือว่ากระสับกระส่าย ใช้เวลาอยู่กับสิ่งไหนมากน้อยอย่างไร แล้วมันก็จะพยายามเอาใจใส่เรา ทำในสิ่งที่เราต้องการ ด้วยการดูแลเรา และช่วยเหลือเราให้อยู่อย่างมีความสุข

ในกลุ่มวิจัยของผมมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลายชนิด ที่จะทำงานในสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ ได้แก่ ถุงมือรับส่งข้อมูล (Interactive Data Glove) รองเท้าอัจฉริยะ (Smart Shoe) หมอนอัจฉริยะ (Smart Pillow) เตียงอัจฉริยะ (Smart Bed) จมูกอัจฉริยะ (Smart Nose) ซึ่งยังมีเทคโนโลยีอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญมาก แต่ผมยังศึกษาเรื่องนี้เพียงเล็กน้อย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มีความสำคัญมากทั้งในปัจจุบันและอนาคต นั่นคือ ส้วมอัจฉริยะ (Smart Toilet) ครับ เชื่อสิครับว่าในอนาคต ทั้งส้วมและห้องน้ำ จะกลายมาเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บูมมากๆ และเราก็เริ่มเห็นเทรนด์นี้แรงขึ้นเรื่อยๆ ครับ ดังที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้

- เราเริ่มเห็นชักโครกฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ใครที่เคยไปญี่ปุ่นก็จะมีประสบการณ์กับโถส้วมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันจะทำที่นั่งให้อุ่นเวลาเรานั่งลงไป เมื่อเสร็จภารกิจ ก็จะฉีดน้ำใส่ก้น และเป่าลมอุ่นๆ ทำให้ก้นแห้ง หรือถ้าเป็นสุภาพสตรีก็จะมีหัวพ่นน้ำด้านหน้าให้ใช้งานด้วย ซึ่งโถส้วมรุ่นหลังๆ นั้น มันมีฟังก์ชันที่เจ๋งๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ เช่น มีระบบทำความสะอาดตัวเอง ตัวอุปกรณ์ทั้งหมดเคลือบวัสดุนาโนที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ส้วมจะเปิดเพลงแบบที่เรียกว่า Theme Song ตอนที่เราเดินเข้ามาจะใช้งาน ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนได้ หรือแม้กระทั่งต่อโทรศัพท์ iPhone หรือ Android Phone เข้าไปเพื่ออัพโหลดเพลงใส่เข้าไปในโถส้วม

- Urinal Game System หรือระบบเกมส์โดยใช้ฉี่ เป็นเทรนด์ใหม่ในห้องน้ำตามผับต่างๆ ในอังกฤษ ซึ่งสุภาพบุรุษสามารถที่จะฉี่ไปเล่นเกมส์ไปพร้อมกันได้ โดยจะมีหน้าจอแสดงผล โดยเราจะใช้น้ำปัสสาวะของเราระหว่างที่เราฉี่นี่แหล่ะครับ เป็นตัวเล่นเกมส์ เช่น อาจจะมีเกมส์ขับรถหลบสิ่งกีดขวาง ซึ่งเราสามารถเอี้ยวตัวไปซ้าย ไปขวา เพื่อให้น้ำปัสสาวะของเราสะบัดไปซ้าย-ขวา ได้ ซึ่งโถฉี่จะมีเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับน้ำฉี่ของเรา ทำให้เราสามารถควบคุมเกมส์ได้ ซึ่งก็จะทำให้สุภาพบุรุษที่ดื่มมากๆ แล้วอั้นปัสสาวะนานๆ ได้เปรียบ สามารถเล่นเกมส์ได้นาน ซึ่งเทคโนโลยีตัวนี้ได้สร้างรายได้เพิ่มให้กับผับต่างๆ ทางอ้อมเลยครับ เพราะน่าจะขายเบียร์ได้มากขึ้น เพื่อให้สามารถฉี่ได้เยอะๆ

- ผับหลายๆ แห่งในสิงคโปร์มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ที่โถปัสสาวะท่านชาย เพื่อตรวจสอบระดับแอลกอฮอล์ในปัสสาวะ ซึ่งมันจะมีหน้าจอเตือนให้เรียกแท็กซี่ หรือ ให้เพื่อนขับแทน หากมันตรวจพบว่าเราดื่มมากเกินไปจนไม่น่าจะขับรถได้อย่างปลอดภัย

ไอเดียในการทำส้วมให้มีความฉลาดนั้นมีได้มากมายเกินจินตนาการเลยครับ แต่สิ่งที่ผมสนใจคือ การทำให้ส้วมเป็นอุปกรณ์ตรวจสุขภาพประจำบ้าน เพราะคนเราใช้ห้องส้วมทุกวัน และสิ่งที่เราปลดปล่อยออกมาจากร่างกาย มันบ่งชี้สถานะทางสุขภาพของเราได้เป็นอย่างดี งานวิจัยเบื้องต้นที่เราเคยทำคือ การตรวจสอบสภาวะน้ำตาลจากกลิ่นปัสสาวะ ซึ่งสามารถนำเซ็นเซอร์ไปติดตั้ง และเก็บข้อมูลปัสสาวะได้ทุกครั้งๆ ที่เราฉี่ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อเข้าคอมพิวเตอร์ประจำบ้าน เข้าสมาร์ทโฟน หรือ รายงานใน Facebook 


04 กันยายน 2555

The Future of City - อนาคตของเมืองใหญ่ (ตอนที่ 4)



เมื่อก่อน เรามักคิดว่าเมืองจีนเป็นประเทศที่มีมลภาวะสูง และมีการใช้พลังงานที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่วันนี้ความคิดนี้ล้าสมัยแล้วครับ แถมกลับกันด้วย ตอนนี้ประเทศไทยกลับกลายมาเป็นประเทศที่สิ่งแวดล้อมนับวันจะแย่กว่าเมืองจีน แถมคนไทยก็กลายเป็นประชากรที่มีการใช้พลังงานด้อยประสิทธิภาพเกือบจะที่สุดในโลก

ปัจจุบัน ประเทศจีนมีประชากร 1,300 ล้านคน มากกว่าครึ่งคือประมาณ 690 ล้านคนอาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนได้สลัดทิ้งสังคม ชนบทไปเรียบร้อยแล้ว (ค่าเฉลี่ยของทั้งโลกคือ 50%) ก่อนหน้านี้คือในปี ค.ศ. 1980 ประเทศจีนมีประชากรอาศัยในเมืองเพียง 20% เท่านั้น แต่ในอีก 18 ปีข้างหน้าคือ ค.ศ. 2030 ประมาณกันว่า จีนจะมีประชากรเมืองมากถึง 75% ซึ่งเป็นปัญหาท้าทายนักวางผังเมืองของจีนเป็นอย่างมาก เมืองกว่า 650 เมืองในประเทศจีนกำลังสาละวนอยู่กับการก่อสร้าง เพื่อรองรับประชากรที่เคลื่อนย้ายจากชนบทมาสู่เมือง การเติบโตในแนวดิ่งของประเทศนี้จึงมีอัตราสูงที่สุดในโลก 

รัฐบาลจีนกำลังให้ความสนใจกับแนวคิดในการสร้างเมืองใหม่ เป็นเมืองสะอาด มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน มีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่เรียกว่า Ecocities คนไทยเอามาแปลเป็น เมืองสีเขียว เมืองนิเวศน์ เมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมืองปลอดมลพิษ ซึ่งสำหรับผมยังไม่ค่อยถูกใจกับคำแปลเท่าไหร่ครับ ดังนั้นผมขอให้ทับศัพท์ เหมือนกับที่คนไทยเราเรียก Eco car ว่า อีโค่คาร์ นะครับ โดยโครงการแรกๆ ที่จีนจะสร้างนั้นมีชื่อว่า Tianjin Eco-city ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีน กับ สิงคโปร์ ตั้งเป้าว่าในปี ค.ศ. 2020 จะสามารถรองรับประชากรได้ 350,000 คน

คนจีนชอบทำสิ่งท้าทาย แทนที่รัฐบาลจีนจะสร้าง Tianjin Eco-city บนผืนดินสะอาดที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ แต่กลับไปเลือกที่ดินที่เกิดจากการถมขยะ สกปรกและถูกทอดทิ้ง โดยสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นถูกทำลายจนมนุษย์ไม่อาจอาศัยได้ นำมาสร้างเมืองที่สะอาดที่สุดในโลก ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคนจีนทำได้ ซึ่งแน่นอนในอนาคต เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปปรับปรุงที่ดินที่เสียแล้ว ที่ไหนก็ได้ในโลก

โครงการนี้ต้องใช้เวลาถึง 3 ปีในการทำความสะอาดที่ดิน เปลี่ยนที่ดินจากที่ถมขยะ เป็นทะเลสาบใสสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค โดยการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ เมือง Tianjin Eco-city จะใช้พลังงานสะอาดทั้งจากเซลล์สุริยะ กังหันลม และเทอร์โมอิเล็กทริค (ระบบกำเนิดไฟฟ้าจากความร้อน) ประมาณ 20% เมืองนี้จะเป็นเมืองที่เรียกว่า Smart City จริงๆ เพราะมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้ทั่วเมือง ไฟฟ้าในเมืองหลายๆ จุดจะปิดเมื่อไม่มีผู้คน และจะเปิดเองเมื่อมีเสียงคนเดิน หน้าต่างของอาคารจะเปิดปิดม่านแสงเอง เพื่อควบคุมปริมาณแสงและอุณหภูมิในอาคาร มีระบบเก็บขยะอัตโนมัติ ที่ผมชอบมากๆ คือ เมืองนี้จะมีการใช้รถยนต์ไร้คนขับ โดยรถยนต์จะสื่อสารกันเป็นเครือข่ายและวิ่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง อย่างอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ประชากรของเมืองไม่จำเป็นต้องขับรถเอง ช่วยลดปัญหาจราจรและอุบัติเหตุ

เมืองนี้น่าอยู่จริงๆ ครับ มีทางขี่จักรยาน และสวนธารณะทั่วเมือง ย่านดาวน์ทาวน์ของเมือง สามารถไปด้วยรถรางหรือขี่จักรยานอย่างสะดวกสบาย เมืองนี้จะดึงดูดอุตสาหกรรมสีเขียว บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) ตอนนี้มีบริษัททยอยเข้าไปอยู่แล้ว 600 บริษัท เมื่อเทียบกับเมือง Ecocities อื่นๆ ที่กำลังสร้างกันทั่วโลก เมือง Tianjin Ecocity นี้ถือว่าทำทีหลังแต่ดังกว่า เพราะระหว่างก่อสร้างก็มีคนทยอยเข้าไปอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เมืองนี้เป็นบ้านที่ 2 ของคนรวยในปักกิ่ง เมืองนี้จึงมีการสำรองพื้นที่ 20% ให้คนจนอยู่ได้ แนวคิดของเมืองนี้คือ การเป็นเมืองสีเขียวต้องไม่ใช่สิ่งหรูหรา แต่เป็นสิ่งที่แสวงหาได้


27 กรกฎาคม 2555

The Future of City - อนาคตของเมืองใหญ่ (ตอนที่ 3)



(Picture from http://www.freakingnews.com/)

ทศวรรษนี้ เรื่องของการทำให้สิ่งของและสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว มีความฉลาด รู้จักคิด และอาจะเลยไปถึงการสัมผัสอารมณ์ ความรู้สึก และแลกเปลี่ยนเชิงอารมณ์กับมนุษยได้ น่าจะเป็นกระแสที่มาแรงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบ้านอัจฉริยะ (smart home) รถอัจฉริยะ (smart/intelligent vehicle) ฟาร์มอัจฉริยะ (smart farm) อาคารอัจฉริยะ (smart building) ทางหลวงอัจฉริยะ (smart highway) ระบบพลังงานอัจฉริยะ (smart grid) ไปจนถึงเมืองทั้งเมือง เป็นเมืองอัจฉริยะ (smart city)

เมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ล้วนใฝ่ฝันที่จะเป็นเมืองน่าอยู่ มีสภาพแวดล้อมที่น่ารื่นรมย์ ประชากรมีสุขภาพและสวัสดิภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมในเมืองมีคุณภาพ การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ การขนส่งและการจราจรมีความสะดวกสบาย อาชีพการงานมีความมั่นคง มีความบันเทิงเริงใจ มีระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกชนชั้น การเมืองมีความโปร่งใส มีการเอาใจใส่ในเรื่องผังเมือง เมืองมีอัตลักษณ์ มีเสน่ห์ มีการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณี และอื่นๆ อีกมากมาย เมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง ต้องสามารถทำให้ปัจจัยที่กล่าวมาส่วนใหญ่เป็นจริงได้ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผนวกกับการจัดการขั้นเทพ และความตั้งใจของภาคส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นเมือง เราสามารถที่จะสร้างเมืองอัจฉริยะขึ้นที่ใดก็ได้บนโลกใบนี้ครับ

ตัวอย่างหนึ่งที่กำลังเป็นที่กล่าวขานกันมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ และเป็นตัวอย่างที่เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังจับตามองก็คือ โครงการ Amsterdam Smart City ซึ่งเป็นความร่วมมือร่วมใจของภาครัฐและเอกชน ที่จะผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่สำหรับใช้ในเมืองใหญ่ โดยโครงการนี้มีจุดเน้นที่การประหยัดพลังงาน และใช้พลังงานในเมืองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นการลดการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ โครงการ Amsterdam Smart City นี้ประกอบด้วยโครงการย่อยๆ มากมาย ที่นำมาทดลองใช้พร้อมๆ กัน เป็นการทดลองนวัตกรรมต่างๆ ในพื้นที่จริง ซึ่งฉลาดมาก เพราะเป็นการทำการวิจัยโดยใช้เมืองทั้งเมืองเป็นห้องทดลอง 

ผมขอยกตัวอย่างโครงการย่อยต่างๆ ที่มีการทดลองในเมืองอัมสเตอร์ดัมกันนะครับ ซึ่งโครงการย่อยต่างๆ เหล่านี้ เมื่อรวมกัน ก็จะทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ

- ติดตั้งระบบประหยัดพลังงานไฟฟ้าในบ้านหลายพันหลัง เพื่อช่วยลดการใช้กระแสไฟฟ้า ระบบสมาร์ทมิเตอร์ ที่ทำให้การเก็บข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้า และนำไปสู่การประหยัดพลังงาน

- การปล่อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย เพื่อการปรับปรุงอาคารให้มีการลดการใช้พลังงาน เช่น การเปลี่ยนฉนวนความร้อนให้เป็นฉนวนความร้อนแบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม การเปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมดให้เป็นหลอดประหยัดพลังงาน

- โครงการ Climate Street ในย่านช็อปปิ้งหลักในเมืองอัมสเตอร์ดัม มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ มีการใช้สมาร์มิเตอร์เพื่อติดตามการใช้พลังงานในย่านนี้ เปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมดไปใช้หลอดไฟประหยัด เพิ่มประสิทธิภาพการทำความเย็น การทำความร้อนในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าตลอดแนว ถังขยะอัจฉริยะที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงมีการนำรถขยะพลังงานไฟฟ้ามาใช้เก็บขยะในย่านนี้

- ทยอยติดตั้งสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเริ่มมีการใช้งานมากขึ้นในอนาคต โดยสถานีชาร์จไฟเหล่านี้เชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต รถยนต์สามารถที่จะหาสถานีชาร์จที่ใกล้ที่สุดเพื่อเติมไฟ รวมทั้งสถานภาพการใช้งาน เช่น มีที่จอดชาร์จว่างอยู่หรือไม่

- จัดทำระบบรับซื้อพลังงานจากอาคารบ้านเรือนที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และ กังหันลมผลิตไฟฟ้า นำเข้าสู่ระบบจำหน่าย

- อาคารของรัฐบาลมีการติดตั้งระบบตรวจวัดการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ และ ออนไลน์ เพื่อบอกให้ผู้ที่ทำงานอยู่ทราบตลอดเวลาว่ามีการใช้พลังงานอยู่เท่าไหร่ ทำให้เกิดความตระหนักในการลดการใช้พลังงานให้มากที่สุด เท่าที่ทำได้

- พัฒนาเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) เมืองใดก็ตามมีอาคารแบบนี้เยอะๆ เมืองนั้นก็มีสิทธิ์เป็น Smart City ได้ง่ายขึ้นครับ โดยในอาคารเหล่านี้จะมีการติดตั้ง Smart Meter, Smart Plug, Smart Lighting

- การทดลองผลิตไฟฟ้าใช้เองในอาคาร โดยการใช้เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) เป็นการลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบส่งของการไฟฟ้า

- การทดลองใช้เรือพลังงานไฟฟ้า โดยจัดทำสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับเรือจำนวน 200 แห่งตลอดชายฝั่งของแม่น้ำ เพื่อให้เรือขนส่งหันมาใช้ไฟฟ้าทดแทนน้ำมันดีเซล ซึ่งก็ช่วยทำให้อากาศในเมืองอัมสเตอร์ดัมสะอาดขึ้น

- Vertical Farming คือการทดลองปลูกพืชผักสำหรับบริโภคในเมือง โดยในอนาคตอาจจะทดแทนพืชผักที่ต้องขนส่งมาจากชนบทได้ เป็นการทำให้เมืองอยู่ได้ด้วยตนเอง และไม่ต้องพึ่งพาภาคเกษตรในชนบทอีกต่อไป

- โรงเรียนอัจฉริยะ (Smart School) เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้โรงเรียนต่างๆ ในอัมสเตอร์ดัมแข่งกันลดการใช้พลังงาน โดยครูและนักเรียนจะช่วยกันออกความคิด และพัฒนานวัตกรรมในการใช้พลังงานในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

ถามว่าสิ่งที่อัมสเตอร์ดัมทำอยู่ กรุงเทพฯ จะทำบ้างได้มั้ย ผมคิดว่า คนไทยทำได้ครับ .....

03 พฤษภาคม 2555

The Future of City - อนาคตของเมืองใหญ่ (ตอนที่ 2)


ตอนที่ผมกลับมาจากต่างประเทศ แล้วเข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ผมได้เรียนรู้ว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยของไทยนั้น ทำงานวิจัยกันแค่ 1 ใน 10 ของจำนวนอาจารย์ทั้งหมด นี่ขนาดเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยอันดับต้นๆ ของประเทศแล้วนะครับ ยังน้อยขนาดนี้ เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำงานวิจัย และที่ผมตกใจมากก็คือ งานวิจัยทั้งหมดที่ทำกันอยู่นั้น ผมก็ได้เรียนรู้อีกว่า มีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นครับที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทย ที่เหลือมีประโยชน์กับประเทศอื่น นี่ถ้าเรามองว่ามหาวิทยาลัยเป็นเครื่องยนต์ ที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยที่เป็นตัวรถ เครื่องยนต์ตัวนี้มีกำลังขับเคลื่อนเพียง 1% เท่านั้นครับ น่าตกใจมั้ยครับ แล้วเราจะมีกำลังอะไรไปแก้ไขปัญหาที่ประเทศเรา และทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งต้องอาศัยพลังปัญญาและเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งนับวันจะทวีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน หรือ Climate Change

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ เรื่องของภาวะโลกร้อน มีความชัดเจนและแสดงออกอย่างรุนแรงขึ้น ตอนนี้ทั่วโลกมองว่าการแก้โลกร้อนมันใหญ่มาก สิ่งที่พอจะทำได้ตอนนี้คือ "การปรับตัว" ให้อยู่กับโลกร้อน ซึ่งมีเรื่องใหญ่ๆ อยู่ 4 เรื่องที่จะต้องปรับตัวให้ได้ คือ

(1) ระบบของชุมชนเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่จะเป็นศูนย์กลางประชากรโลกในอนาคต
(2) เรื่องน้ำ แม่น้ำ ชายฝั่ง
(3) เกษตรกรรม ป่าและธรรมชาติ
(4) สภาพสังคม

ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนั้นมีความเชื่อมโยงกัน การแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะทำให้ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งบรรเทาลงได้ เช่น ในอนาคตหากมีการย้ายเกษตรกรรมจากชนบทมาทำในเมือง (Urban Agriculture) ในลักษณะของเกษตรกรรมแนวตั้ง (Vertical Farming) ก็จะช่วยคืนพื้นที่เกษตรให้แก่ป่าและธรรมชาติได้ อย่างของประเทศไทยเอง หากมีการจัดการน้ำและแม่น้ำให้ดี ก็จะช่วยรักษาเมืองไม่ให้น้ำท่วม หรือหากมีการจัดการเมืองใหม่ ให้มีระบบการไหลของน้ำผ่านเมืองที่ดีขึ้น ก็จะรักษาแม่น้ำลำคลองและธรรมชาติ ให้อยู่ร่วมได้เช่นกัน

ดังนั้น กรุงเทพฯในอนาคตจะต้องเป็นเมืองฉลาด (Smart City) ที่มีระบบสัมผัส ที่จะสามารถรับรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ และสามารถปรับตัวรับกับสิ่งที่กำลังจะมา กรุงเทพฯ จะต้องมีระบบที่เชื่อมโยงกับระบบอุตุนิยมวิทยา ระบบเขื่อน ระบบชลประทาน ระบบขนส่งบทั้งหมดเป็นโครงข่ายประสาทขนาดใหญ่ เมื่อพายุไต้ฝุ่นกำลังจะขึ้นที่เมืองเว้ประเทศเวียดนาม กรุงเทพฯ ต้องสามารถที่จะวิเคราะห์ประมวลผลการเดินทางของพายุ ว่าจะผ่านที่ไหนบ้าง และหากผ่านเข้ามาในบริเวณภาคเหนือ จะต้องรู้ว่าน้ำฝนที่จะตกลงมามีปริมาณเท่าไหร่ กรุงเทพฯ จะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกับะบบเขื่อน และระบบชลประทานทั้งหมดได้ และต้องประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ผสานกับข้อมูลน้ำและกำลังการสูบน้ำของกรุงเทพฯ เอง รวมไปถึงระดับน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติของทะเล ทำให้มีการระบายน้ำออกอย่างฉลาด

นอกจากจะเป็นเมืองฉลาดที่มีระบบประสาทข้อมูลขั้นอัจฉริยะแล้ว เมืองฉลาดแห่งอนาคตจะต้องคำนึงถึงเรื่องสำคัญ 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

(1) มีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Structures)
(2) ระบบน้ำ (Water Systems)
(3) การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency)

เมื่อคำนึงปัจจัยข้างต้น กรุงเทพฯ ของเราก็มีสิทธิ์เป็นเมืองฉลาดได้ครับ การมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้เราประหยัดพลังงานได้ นอกจากนั้น เราอาจลดการใช้พลังงานลงไปอีก หากเรามีระบบน้ำ คู คลอง หนองบึง ในเมืองมากขึ้น เพื่อให้น้ำเป็นแหล่งช่วยระบายความร้อน เพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ช่วงที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่โดนน้ำท่วมตลอด 45 วัน ทำให้ผมเรียนรู้ว่าบ้านที่มีน้ำล้อมรอบจะมีความเย็นสบายแค่ไหน เมืองในอนาคตอาจจะต้องเปลี่ยนถนนให้กลับมาเป็นน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองริมทะเลอย่างกรุงเทพฯ ที่ธรรมชาติเองพยายามจะบอกอะไรเราโดยปล่อยน้ำมาท่วมใหญ่เมือปลายปี 2554

ประเทศในยุโรป กำลังระดมความคิดที่จะปรับเปลี่ยนเมืองของเขา ให้เป็นเมืองที่ปรับตัวและอยู่ได้กับภาวะโลกร้อน ถึงเวลาของกรุงเทพฯ ที่จะช่วยกันคิดหรือยังครับ ...

21 เมษายน 2555

The Future of City - อนาคตของเมืองใหญ่ (ตอนที่ 1)


สหประชาชาติได้ประมาณการว่า ในปี ค.ศ. 2030 หรืออีก 18 ปีข้างหน้า โลกจะมีประชากรจำนวน 8,100 ล้านคน มากกว่าครึ่งคือประมาณ 5,000 ล้านคน จะเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ตัวเลข 5 พันล้านนี้ น่าจะยังเป็นตัวเลขที่ถือว่าต่ำไปนะครับ ในความรู้สึกของผม แนวโน้มของคนอยู่ในเมือง น่าจะมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ ถ้าพิจารณาจากแนวโน้มความก้าวหน้าของเทคโนโลยี วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม อาหาร และพลังงาน มนุษย์น่าจะมีแนวโน้มที่จะมากระจุกตัวอยู่กันเยอะๆ มากยิ่งขึ้น การที่คนเราไปอาศัยกันอยู่ห่างไกล ทำให้การใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ เกษตรกรรมในชนบทและที่ห่างไกล ทำให้ต้องมีการขนส่ง ถ้าหากเกษตรกรรมสามารถทำในเมือง และใกล้ๆ เมือง การขนส่งก็จะลดลง พื้นที่เกษตรกรรมที่มนุษย์ไปรุกล้ำจากป่า จะสามารถคืนสู่ธรรมชาติ ให้เป็นที่กักเก็บคาร์บอนได้ (Carbon Storage) ถ้ามองในมุมนี้ การที่เมืองใหญ่ขึ้น การที่ผู้คนมาอาศัยในเมืองมากขึ้น ดูเหมือนจะแก้ปัญหาได้หลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม การเกิดชุมชนเมืองหนาแน่น เป็นการนำมนุษย์ออกมาจากธรรมชาติที่เคยเข้าไปรุกล้ำ ถ้าทำได้จริง ปัญหาต่างๆ ของมนุษย์จะถูกจำกัดวง ให้มาแก้กันในบริเวณเมืองที่มีขอบเขต

เรื่องเกี่ยวกับ Future City นักคิดนักเทคโนโลยีทั่วโลกที่มีวิสัยทัศน์เขามองว่าเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ครับ เรียกว่าเป็น Megatrend อันหนึ่งเลยทีเดียว มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกตั้งศูนย์วิจัยที่เกี่ยวกับ Future City นี้ เช่น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียลอสแองเจลีส (UCLA) สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาจูเสตต์ (MIT) และใกล้ๆ บ้านเรานี่เอง สถาบันเทคโนโลยีแห่งสวิตเซอร์แลนด์ ก็ได้มาตั้งศูนย์วิจัยเกี่ยวกับเมืองอนาคตที่สิงคโปร์ (Future Cities Laboratory หรือ FCL) โดยมีการว่าจ้างนักวิจัยมากถึง 200 คนเพื่อทำงานวิจัยเทคโนโลยีเมืองโดยเฉพาะ หัวข้อก็มีการทำระบบอาคารอัจฉริยะ (Intelligent Building) ซึ่งจะช่วยทำให้อาคารใช้พลังงานอย่างประหยัด โดยเฉพาะเมืองในเขตร้อนอย่างสิงคโปร์ ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้ สามารถที่จะขยับขยายนำไปใช้กับเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพ มนิลา ไซง่อน จาร์กาตา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีการใช้เครื่องปรับอากาศกันเยอะมาก

งานวิจัยของ FCL ที่น่าสนใจก็คือ การทำระบบซอฟต์แวร์เพื่อจัดการเมืองใหญ่ โดย FCL จะทำการวิเคราะห์เรื่องการใช้น้ำ ไฟฟ้า การจราจรขนส่งในเมือง ซึ่งจะเก็บข้อมูลจากระบบดิจิตอลต่างๆ ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยการสนับสนุนข้อมูลจากรัฐบาลสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังจะมีการนำหุ่นยนต์บินได้ขนาดเล็ก (Flying Robots) แบบเป็นฝูงมาใช้เพื่อบินสำรวจบนท้องฟ้า โดยจะเก็บข้อมูลเชิงรายละเอียดของสิงคโปร์ทั้งหมด ทั้งในเรื่องของภาพและแง่มุมต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของการเกิดชุมชนต่างๆ เพื่อนำมาสู่การวางแผนการจัดโซน การวางแผนการจัดการพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

ในขณะที่กรุงเทพฯ กำลังสาละวนอยู่กับเรื่องทำยังไงไม่ให้น้ำท่วม สิงคโปร์กำลังพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ....

18 พฤษภาคม 2552

Dubai Food City - ดูไบเมืองแห่งอาหาร


ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างตอนนี้ ผมมักจะได้ยินคนพูดกันอยู่บ่อยๆว่า "ไม่ต้องกลัว เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย ยังไงคนก็ยังต้องกิน" หลายคนฝากความหวังว่าเมืองไทยยังไงก็เป็นครัวโลก เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ยิ่งตอนนี้ประชากรโลกเพิ่มขึ้น ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้หลายประเทศผลิตอาหารไม่พอกิน ประเทศอาหรับถึงจะเป็นเศรษฐีน้ำมัน มีเงินก็ต้องนำมาซื้ออาหารจากเรา แต่ทว่า ....... ความคิดแบบนี้ระวังจะใช้ได้อีกไม่นานหรอกครับ ด้วยวิศวกรรมเปลี่ยนฟ้าแปลงดิน Geoengineering อีกหน่อยประเทศทะเลทรายอาจจะผลิตอาหารได้มากกว่าประเทศที่อุดมสมบูรณ์อย่างเราก็ได้ วันนี้ผมนำโครงการหนึ่งที่จะขับเคลื่อนความฝันของอาหรับ เพื่อไปสู่ประเทศที่ผลิตอาหารได้เอง โครงการนั้นคือ Dubai Food City

ปัจจุบันประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต้องนำเข้าอาหารถึง 90% เชียวครับ ดังนั้นหาก Dubai Food City นี้ทำให้ประเทศนี้ไม่ต้องนำเข้าอาหารอีกต่อไป ก็ถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแก่การลงทุน ก่อนหน้านี้ประเทศอาหรับได้ไปลงทุนทางด้านการเกษตรในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องข้าวในเวียดนาม เรื่องผักในชิลี และซูดาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงในด้านอาหาร อีกทั้งกะว่าจะเป็นผู้ส่งออกผลผลิตการเกษตรจากดินแดนที่ตนเข้าไปร่วมลงทุน ก่อนหน้านี้หากยังจำได้ว่า ซาอุดิอารเบียเคยคิดจะเข้ามาลงทุนปลูกข้าวในประเทศไทย แต่ถูกต่อต้านอย่างหนัก ทั้งนี้เขาต้องการเรียนรู้การปลูกข้าว เพื่อนำเทคโนโลยีกลับไปทำในบ้านเขาซึ่งเขาจะปลูกในเรือนควบคุมสภาพอากาศ

Dubai Food City จะเป็นเมืองที่ใช้พลังงานทางเลือก โดยทั้งเมืองจะผลิตพลังงานใช้เองทั้งหมดจากแหล่งพลังงานทางเลือกต่างๆ เช่น Solar Concentrator แต่ละอาคารจะมีเซลล์สุริยะแบบฟิล์มบางบนผิวทั้งหมด ทางเท้ามีระบบเก็บเกี่ยวพลังงานจากการเดินของคน มีเรือนปลูกผัก ผลไม้ ควบคุมสภาพอากาศ มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก มีระบบการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

ฟังดูก็ต้องกลับมาคิดว่า ประเทศอู่ข้าวอู่น้ำอย่างเรา จะปล่อยให้เกษตรยังเป็นแบบที่ไม่ต้องดูแลมาก แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนครับ .....

09 เมษายน 2552

Sense in the City - เมื่อเมืองมีประสาทสัมผัส


วันนี้เป็นวันที่วุ่นวายที่สุดวันหนึ่งของกรุงเทพฯ เลยล่ะครับพี่น้อง สำหรับตัวผมเองนั้น สถานที่ทำงานตั้งอยู่บนถนนพระราม 6 ใกล้กับกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งตั้งแต่ช่วงเที่ยง ผมก็เริ่มได้ยินเสียงโห่ร้องของชาวเสื้อแดง ที่ยกพลมาขับไล่ รมว. ต่างประเทศ ยิ่งฟังก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ช่วงนั้นผมจึงขอให้ลูกศิษย์คอยเช็คข่าวทางเว็บไซต์ต่างๆ เรื่อยๆ ว่าสถานการณ์กำลังจะไปถึงจุดไหน ผมได้เช็คเว็บไซต์ http://traffy.nectec.or.th/ ก็มีการรายงานข่าวการปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว แถมมีรูปแท็กซี่ปิดถนนให้ดูอีก เมื่อเช็คดูเรดาห์ตรวจอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียมอินฟราเรด ก็เริ่มเห็นกลุ่มเมฆฝนเคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพฯ ณ เวลานั้น ผมก็รู้ว่าได้เวลากลับบ้านแล้ว "ปิดถนนบวกฝนตก" คงเป็นอะไรที่คนกรุงเทพฯ จดจำไปอีกนานเลยครับ ...........

ด้วยการตัดสินใจที่รวดเร็วจากข้อมูลที่เรียลไทม์ ทำให้ผมกลับมาถึงบ้านได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก ตอนนี้ก็ยังติดตามข่าวอยู่เรื่อยๆ ครับ สงสารคนที่ยังติดอยู่ในเมือง ถ้าหากเรามีเทคโนโลยีเตือนภัยสำหรับคนเมือง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้จากมือถือ ผู้คนอีกมากมาย ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ วันนี้ได้ .....

ที่ MIT ซึ่งเป็นตักศิลาด้านเทคโนโลยีของโลก เขามีห้องปฏิบัติการวิจัยเพื่อสร้างเทคโนโลยีระบบสัมผัสสำหรับเมือง หรือ SENSEable City Lab ซึ่งทุ่มเทสร้างสรรงานวิจัยเพื่อพัฒนาเมืองให้มีระบบประสาทที่ฉลาดมากขึ้น ทีมงานได้พัฒนาเทคโนโลยีในการรวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือในเมือง เพื่อนำมาสร้างเป็นฐานข้อมูลที่จะทำให้เข้าใจพลวัตการเปลี่ยนแปลงต่างๆในเมือง การใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ การใช้พลังงาน การติดต่อสื่อสารของผู้คนในเมือง ความรู้ที่ได้นี้ จะนำมาสู่การออกแบบเมืองที่ตรงต่อวิธีการใช้ชีวิตของผู้คนมากยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีที่พัฒนานี้นอกจากจะช่วยในเรื่องของการออกแบบผังเมืองแล้ว ยังช่วยในการจัดการเมืองที่มีความหนาแน่น ด้วยการตรวจสอบพลวัตของฝูงชน ความหนาแน่นของการจราจร เหตุการณ์ผิดปรกติ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ การจับจ่ายใช้สอย การใช้ชีวิตในสถานที่ท่องเที่ยว ข้อมูลต่างๆเหล่านั้น เมื่อถูกนำมาประมวลผลจะทำให้เมืองๆหนึ่งมีพฤติกรรมที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง มีสไตล์ มีพฤติกรรมประหนึ่งว่าเมืองนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่ง

ตอนนี้คนกรุงเทพฯ กำลังต้องการใช้เทคโนโลยีนี้แล้วครับ ......

19 ตุลาคม 2551

Crash Avoidance Technology - เทคโนโลยีหลีกเลี่ยงการชน


ว่ากันว่า พัฒนาการด้านยานยนตร์ในทศวรรษถัดไป นอกจากจะมุ่งไปที่การทำให้รถยนต์สามารถใช้พลังงานทางเลือกได้หลากหลายแล้ว ในเรื่องของระบบความปลอดภัยกำลังจะเป็นหัวข้อที่มาแรง เนื่องจากพัฒนาการทางด้านเซ็นเซอร์แบบ MEMS (Microelectromechanical Systems) ที่ก้าวหน้าขึ้นในราคาถูกลง ปกติเซ็นเซอร์แบบนี้ก็ใช้เพื่อเปิดระบบถุงลมนิรภัยอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันกำลังจะเข้าไปอยู่ในล้อ เพื่อตรวจวัดความดันลมยางแบบไร้สายครับ ทำให้ผู้ขับขี่รู้สถานภาพความดันลมยาง ณ เวลาจริง


อีกก้าวที่สำคัญคือเทคโนโลยีในการหลีกเลี่ยงการชน ซึ่งจะทำให้รถยนต์มีความปลอดภัยก้าวไปอีกขั้นเลย เมื่อเดือนสิงหาคม 2008 ที่ผ่านมาบริษัทวอลโว่ ได้นำเอารถยนต์ Volvo XC60 ไปแสดงในงานมอเตอร์โชว์ที่ซิดนีย์ ซึ่งติดตั้งระบบการหลีกเลี่ยงชนท้ายรถยนต์คันหน้าที่ถูกตั้งชื่อว่า "City Safety" ซึ่งจะเหมาะกับการขับรถในเมืองซึ่งใช้ความเร็วไม่สูงนัก ระบบนี้จะเปิดตัวเองเมื่อรถยนต์ที่เราขับกับรถยนต์คันหน้า มีความเร็วแตกต่างกันน้อยกว่า 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะ 6 เมตร ซึ่งก็จะเกิดขึ้นเมื่อเราขับรถจี้ก้นรถคันหน้าใกล้ๆ มันจะคอยตรวจวัดรถคันหน้าด้วยแสงเลเซอร์ และเมื่อมันรู้สึกว่ารถของเรากำลังจะพุ่งเข้าใส่รถคันหน้าจนมีเกิดการชน มันจะทำการเบรคทันที วอลโวยอมรับว่าผู้ขับขี่ไม่ควรวางใจระบบนี้ จนทำให้เกิดการประมาท เพราะระบบอาจทำงานไม่ทันในกรณีที่รถที่ติดตั้งระบบนี้พุ่งเข้าหารถคันหน้าอย่างเร็วเกินกว่าจะเบรคทัน ซึ่งในกรณีนี้หากเกิดการชนขึ้น การมีระบบนี้ก็จะลดความรุนแรงของอุบัติเหตุลงได้


ผมจะมาเล่าต่อในเรื่องนี้อีกครับ เพราะรถยนต์กำลังจะเป็น Intelligent System ลำดับแรกๆ ในชีวิตประจำวันของเราครับ ..........

13 กันยายน 2551

Vertical Farm - ทำไร่บนตึกสูง (ตอนที่ 1)

(คล๊กที่รูปเพื่อขยาย)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อนนั้นได้ทิ้งมรดกให้โลกอย่างหนึ่งครับ นั่นคือการแบ่งแยกระหว่างสังคมเมือง กับ สังคมชนบท สังคมเมืองทำงานในภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม และงานที่ผลิตที่มีมูลค่าสูง ในขณะที่สังคมชนบทนั้นทำเกษตรกรรม แต่สิ่งนั้นจะไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้วล่ะครับ เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้ง ไอที นาโนเทคโนโลยี วิศวกรรมเครื่องกล เทคโนโลยีชีวภาพ วิศวกรรมไฟฟ้า กำลังจะย้ายเกษตรกรรมจากชนบทเข้ามาทำในเมือง ศาสตร์ในการทำการเกษตรแนวใหม่ กำลังได้รับความสนใจจากเจ้าเมือง (City's Governor) ใหญ่ๆ ทั่วโลกครับ ศาสตร์ที่ว่านั่นคือ เกษตรกรรมบนที่ (ตึก) สูง หรือ Vertical Farming ครับ

ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านเป็นผู้หนึ่งที่บุกเบิกแนวคิดของการเกษตรกรรมบนอาคารสูง ท่านเชื่อสุดเชื่อครับว่า การเกษตรแบบใหม่นี้คือทางรอดของมนุษยชาติ โดยกล่าวว่า "อีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มจาก 6.2 พันล้านคนไปเป็น 9.5 พันล้าน แต่ตอนนี้เรากลับใช้พื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำเกษตรไปแล้วถึง 80% เลยครับ ผมนึกไม่ออกว่าเมื่อถึงตอนนั้น การเกษตรแบบเดิมจะเลี้ยงคนทั้งโลกได้อย่างไร"

เกษตรแบบใหม่ จะเปลี่ยนการเกษตรจากที่เคยทำในแนวราบในชนบท มาเป็นการเกษตรแบบแนวดิ่งกลางเมืองใหญ่ Vertical Farming จะผลิตอาหารที่สังคมชนบทเคยผลิต ด้วยวิธีการที่ควบคุม พืชผลจะไม่ถูกรบกวนโดยสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็น พายุฝน ภัยแล้ง ดินเสีย การเกษตรแบบไม่ใช้ดินจะดันยอดผลผลิตขึ้นไปอีก 5-30 เท่า นอกเหนือไปจากนี้ Vertical Farming ยังช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะประมาณกันว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรโลก 80% จะอาศัยในเมืองใหญ่ ดังนั้นการทำเกษตรกลางเมือง จะทำให้ไม่ต้องมีการขนส่งผลผลิตจากชนบทมาสู่เมือง ผลิตตรงไหน ก็บริโภคกันตรงนั้น อาคารที่ทำฟาร์มอาจมีซูเปอร์มาร์เก็ตที่ขายผลผลิตให้แก่คนเมืองไปในตัว ในเมื่อสังคมชนบทที่ทำการเกษตรไม่มีความจำเป็นแล้ว เราก็สามารถปล่อยพื้นที่ดังกล่าวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ด้วยการสร้างพท้นที่ป่าบนผืนเกษตรที่ทิ้งแล้ว เพื่อให้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ศาสตราจารย์ Despommier คำนวณว่าจะต้องมีการสร้าง Vertical Farm สัก 150 อาคารเพื่อเลี้ยงคนนิวยอร์คทั้งเมือง โดยฟาร์มบนตึกนี้จะผลิตได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ธัญพืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ โดยแทบจะไม่จำเป็นต้องนำเข้าอาหารจากชนบทอีกต่อไป ไอเดียสุดเจ๋งของท่านกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก ตั้งแต่เนเธอร์แลนด์ จนถึง ดูไบ ผมจะมาเล่าต่อในตอนต่อไปนะครับว่า ต้นแบบ Vertical Farm มีหน้าตาอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ เพราะประเทศที่ทำเกษตรแบบดั้งเดิมอย่างประเทศไทย ได้รับผลกระทบแน่ครับ .........

28 พฤษภาคม 2551

ยุคของ Indoor Climate Control มาถึงแล้ว


เมื่อตอนเด็กๆ ผมยังจำได้ว่าในการ์ตูนญี่ปุ่นมีการพูดถึงเมืองที่อยู่ในโดมกระจกที่สร้างขึ้นมา เพื่อปกป้องผู้อยู่อาศัยภายในให้รอดพ้นจากมลภาวะที่เลวร้าย โดมกระจกนี้ใหญ่มาก บรรจุเมืองทั้งเมืองเข้าไปได้เลย มีผู้คนอยู่อาศัยในนั้นหลายแสนคน หรืออาจเป็นล้านๆ เลย ในสมัยนั้นถึงแม้เรื่องภาวะโลกร้อนยังไม่เป็นที่รู้จักกันเลยก็ตาม แต่ความคิดเกี่ยวกับเรื่องสภาพบรรยากาศที่ถูกทำลายจากสารพิษต่างๆ รวมทั้งฝุ่นนิวเคลียร์ ทำให้สถาปนิกเริ่มมีไอเดียในเรื่องดังกล่าว


ผ่านมาเกือบ 30 ปีนับตั้งแต่ผมได้เห็นจินตนาการเหล่านั้นในการ์ตูน สิ่งก่อสร้างใหญ่โตเหล่านั้นกำลังจะถูกทำให้เป็นความจริงขึ้นมาแล้วครับ ที่สำคัญมันจะไม่เกิดเพียงหนึ่งหรือสองแห่ง แต่มันกำลังจะกลายเป็นกระแสที่บูม ฮ็อตฮิต เพราะว่าด้วยสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ไม่อยากทนทุกข์กับ Climate Change หรอกครับ วิธีการหนึ่งก็คือ การไปควบคุม Climate เสียเลย ด้วยการสร้างโดมใหญ่ๆ มาครอบคลุมตัวเอง คราวนี้อยากให้ฤดูกาลข้างในเป็นอย่างไรก็ทำได้เลย ไม่ต้องไปรอหน้าร้อน หน้าหนาวเหมือนสมัยก่อน หากจำกันได้ ผมเคยพูดถึง Masdar City ที่เป็นเมืองพลังงานสะอาดที่สร้างขึ้นในทะเลทราย ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่อยากทำให้เมืองนี้ทั้งเมืองไม่ใช้น้ำมันเลย เมืองที่ควบคุม Climate ได้นี้จะบรรจุประชากร 50,000 คน

อีกโครงการยิ่งใหญ่ก็คือ Kazakhstan's Pleasure Dome หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Khan Shatyry Entertainment Center ในประเทศคาซัคสถาน ซึ่งมีรูปร่างเหมือนเต้นท์สูงครอบคลุมอาณาบริเวณ 100,000 ตารางเมตร โดมกระจกแห่งนี้จริงๆ ก็ไม่ได้ทำด้วยกระจกหรอกครับ แต่เป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Ethylene tetrafluoroethylene (ETFE) เป็นพลาสติกใสที่ทนทานต่อการกัดกร่อน และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ วันหลังค่อยมาเล่าให้ฟังถึงความพิเศษของมันครับ ภายในโดมมีทั้งสนามกอล์ฟ สระว่ายน้ำ ชายหาด สวนน้ำเล่นคลื่น ร้านค้ากว่า 250 ร้าน โรงภาพยนตร์ โดมอันยิ่งใหญ่แห่งนี้จะทำให้ประชากรของคาซัคสถาน สามารถมาเที่ยวชมเพื่อรับบรรยากาศทะเลของภูเก็ตแบบไม่ต้องบินมาจริงๆ ได้ตลอดปี ทั้งๆที่อากาศข้างนอกอาจหนาวถึง -35 องศาเซลเซียส


ไอเดียเกี่ยวกับ Climate Control ยังมีอีกครับ วันหลังจะมาเล่าให้ฟังต่อครับ .... ก็โลกมันร้อนนี่ครับ ...............

16 มีนาคม 2551

อวสานของน้ำมัน (ตอนที่ 3) - Masdar Initiative


วันนี้ผมขอมาเล่าเรื่องของโครงการหนึ่ง ที่แสดงถึงวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่มาก เป็นโครงการที่ต้องการปลดแอกตัวเองจากน้ำมัน ทรัพยากรที่ทั้งโลกกำลังหิว แต่มีราคาที่แพงหูฉี่อยู่ในปัจจุบัน น่าแปลกที่ประเทศที่ต้องการดำเนินโครงการนี้ ให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก กลับไม่ใช่ประเทศที่ใช้น้ำมันมากที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา แต่กลับเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2551 นี้เอง ประเทศนี้ได้ออกมาประกาศที่จะสร้างเมืองในฝันกลางทะเลทราย ที่มีพื้นที่ขนาด 6 ตารางกิโลเมตร บรรจุประชากรได้ 50,000 คน และธุรกิจ 1,500 แห่ง เมืองนี้จะไม่ใช้น้ำมัน แต่เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเซลล์สุริยะ โครงการในฝันที่กำลังเร่งสร้างให้ทันเปิดใช้ในปี พ.ศ. 2553 นี้มีชื่อว่า Masdar City ออกแบบโดยท่านลอร์ด Norman Foster นักออกแบบชาวอังกฤษที่เคยฝากผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมเลื่องชื่อ มากมายมาแล้วทั่วโลก เมืองนี้จะไม่มีรถราที่ใช้น้ำมันมาวิ่งให้กวนใจ ประชากรจะใช้รถไฟฟ้าแบบรางเบาที่เชื่อมโยงทั้งเมือง หรืออาจจะใช้สิ่งที่เรียกว่ากระสวยขับเอง (Automated Transport Pod) ที่วิ่งอัตโนมัติจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ทุกๆจุดในเมืองจะถูกออกแบบให้อยู่ห่างจากจุดขึ้นรถสาธารณะไม่เกิน 200 เมตร เมืองนี้จะถูกเชื่อมโยงกับอาบูดาบี ซึ่งเป็นเมืองหลวงด้วยรถไฟความเร็วสูง ในเรื่องของการกำจัดขยะนั้น เมืองจะถูกออกแบบให้ 99% ของขยะถูกจัดการให้นำกลับมาใช้ใหม่ รวมไปถึงน้ำด้วย


ความเจ๋งของเมืองนี้ทำให้ Norman Foster ผู้ออกแบบถึงกับบ่นออกมาว่า "ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็พึ่งพาน้ำมันเต็มๆตัว ไม่คิดถึงการทำอะไรแบบนี้ ทำไมประเทศยุโรปที่มีทั้งพื้นฐานทางปัญญาและทรัพยากรที่แข็งแกร่งไม่สามารถที่จะริเริ่มเมืองแบบนี้ ผมถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า ทำไมโครงการแบบนี้ที่พร้อมจะเกิดขึ้นที่ไหนในโลกก็ได้ที่มีความก้าวหน้าสูง กลับมาเกิดขึ้นที่นี่ ........"

28 ธันวาคม 2550

Food Valley - หุบเขาแห่งอาหารของโลก



Silicon Valley เป็นโมเดลของเมืองสมัยใหม่ ที่วิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยธุรกิจที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม มันเป็นเมืองไฮเทคที่ใครๆ ก็อยากเป็น บริษัทชื่อดังของโลกที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ใน Silicon Valley ที่สมควรกล่าวถึงก็เช่น Adobe, AMD, Agilent, Apple, Asus, Cisco, eBay, Google, HP, Intel, Maxtor, National Semiconductor, Oracle, SanDisk, Sun, Symantec, Yahoo ประเทศไทยก็เคยฝันว่าจะมีเมืองไฮเทคแบบนี้ เช่น โครงการ Software City ที่เคยคิดว่าจะให้ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต เป็นเมืองแห่งการพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย Knowledge Based Economy


การจะเลียนแบบไปสร้าง Silicon Valley ที่อื่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เนเธอร์แลนด์ หรือ ที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ฮอลแลนด์ ประเทศที่มีพื้นที่เพียง 41,500 ตารางกิโลเมตร ประชากรแค่ 16.6 ล้านคน กลับสามารถท้าทายความฝันนี้ และสามารถสรรสร้างเมืองแห่งธุรกิจไฮเทคให้เกิดขึ้นได้ ในนามของ Food Valley


Food Valley เป็นเมืองแห่งนวัตกรรมที่เป็นที่ตั้งของบริษัทไฮเทคกว่า 1,500 บริษัท และแรงงานฝีมือระดับสูงกว่า 15,000 ชีวิต บริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทผลิตสินค้านวัตกรรมที่เน้นทางด้านอาหาร โดยเป้าหมายที่ต้องการให้ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นศูนย์กลางด้านอาหารของโลก ขอยกตัวอย่างบริษัทที่มีที่ตั้งอยู่ใน Food Valley ก็เช่น Heinz, Heineken, Campina, Smithfield, Unilever, CP Kelco, Nestle, Sobel, Mead Johnson, Masterfoods, Givaudan, Grolsch, Monsanto, Abbott, Numico นอกจากนั้นแล้วที่นี่ยังมี Research Centers อยู่อีก 21 แห่ง ซึ่งจะทำหน้าที่ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ทางด้านอาหาร รวมทั้งมีมหาวิทยาลัย Wageningen ที่ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรให้อีกด้วย มี Business Incubator ที่ทำหน้าที่บ่มเพาะธุรกิจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชุดตรวจสอบอาหาร ระบบนำส่งอาหารด้วยนาโนแค็ปซูล RFID สารอาหารบำรุง เป็นต้น มีบริษัททางด้าน Venture Capital เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนทางการเงินเพื่อให้เกิดธุรกิจใหม่

น่าเสียดายที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารขนาดใหญ่ของโลก กลับเป็นได้แค่ครัวของโลก เพราะไม่สามารถจะผันตัวเองให้ไปอยู่บนยอดของปิระมิดอาหาร ในแบบที่เนเธอร์แลนด์กำลังจะเป็น ........ Food Valley of the World
(คลิ๊กที่รูป เพื่อดูภาพเต็มแบบมีรายละเอียด)