แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ neuroeconomics แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ neuroeconomics แสดงบทความทั้งหมด

05 มีนาคม 2553

Kansei Engineering - วิศวกรรมอารมณ์ (ตอนที่ 3)


วิศวกรรมอารมณ์ เป็นเรื่องของการพัฒนาสินค้า โดยอาศัยการศึกษาการตอบสนองของผู้บริโภคในด้านต่างๆ ต่อตัวสินค้านั้น ผู้ผลิตสินค้าสามารถใช้เทคโนโลยีการตรวจวัดอาการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น อากัปกริยา หน้าตา ท่าทาง ชีพจร การหายใจ การตอบสนองของกล้ามเนื้อ ไปจนกระทั่งใช้การสแกนสมองด้วยเครื่อง fMRI (Functional Magnetic Resonance Imaging)

บริษัทแคมเบลส์ (Campbell's) ผู้ผลิตซุปสำเร็จรูปยักษ์ใหญ่ ที่มียอดขายปีละกว่า 33,000 ล้านบาท ได้ใช้ศาสตร์ของวิศวกรรมอารมณ์ เพื่อกระตุ้นยอดขายซุปสำเร็จรูปของตนเอง เนื่องจากตลาดของซุปสำเร็จรูปนั้น มีลักษณะอุ้ยอ้ายเติบโตช้า แคมเบลส์จึงคิดอยากจะทำอะไรแบบยิ่งใหญ่สักครั้ง เพื่อทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจสินค้ามากขึ้น นั่นคือ การเปลี่ยนโฉมฉลากข้างกระป๋องรวมทั้งโลโก้ของบริษัท ที่ใช้มายาวนานนับร้อยปี ....

ก่อนหน้านี้ แคมเบลส์ได้วิจัยจนพบว่า การโฆษณาสินค้าผ่านสื่อใหญ่ๆ ไม่ได้ช่วยทำให้คนสนใจทานซุปมากขึ้นเลย แคมเบลส์จึงเปลี่ยนวิธีการที่เสียใหม่ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แคมเบลส์ได้ติดตั้งระบบเฝ้าติดตามพฤติกรรมของอาสาสมัคร 40 คน โดยระบบนี้จะทำการเฝ้ามองพฤติกรรมของลูกค้าเหล่านั้นในบ้าน รวมทั้งมีการตรวจวัดอาการทางร่างกายต่างๆ ผ่านเซ็นเซอร์ที่สวมใส่ได้ เช่น ชีพจร การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ ความชื้นของผิวหนัง อากัปกริยา ท่าทาง การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ โดยมีการเก็บข้อมูลเมื่อลูกค้าทานซุป และออกไปชอปปิ้งในห้างสรรพสินค้า

ผลที่ได้ก็คือ แคมเบลส์เสนอให้มีการออกแบบฉลากใหม่ โดยจะไม่มีช้อนตักซุปในฉลากเวอร์ชันใหม่ เพิ่มไอน้ำอุ่นๆ ออกมาจากซุป ใช้ถ้วยที่ทันสมัยขึ้น และย้ายโลโก้สีแดงมาไว้ข้างล่าง เพื่อให้ลูกค้าจำแนกชนิดของซุปได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ....

17 กุมภาพันธ์ 2553

Inspiration Economy - เศรษฐกิจแบบแรงบันดาลใจ (ตอนที่ 3)

เมื่อคนเรามีปัจจัยสี่ครบแล้ว เราจะเริ่มหาความสุขอื่นๆ เพื่อปรนเปรอร่างกายของเรา เมื่อความสุขทางกายมีครบถ้วนตามกำลังแล้ว เราก็เริ่มจะมองหาความสุขทางใจมาปรนเปรอภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก และทางปัญญา ในยุคที่เศรษฐกิจแบบแรงบันดาลใจ (Inpiration Economy) กำลังมาแรง สินค้าอารมณ์จะยิ่งขายดีขึ้น ดีขึ้น ไปเรื่อยๆ ครับ


ในจำนวนสินค้าอารมณ์ทั้งหลายนั้น ของเล่น เป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ขายดีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใหญ่เริ่มกลับมาเล่นของเล่นแข่งกับเด็กมากขึ้น และเป็นของเล่นที่แพงด้วยครับ ของเล่นของลูกเราราคาแค่ไม่กี่สิบบาทถึงร้อยบาท แต่ของเล่นผู้ใหญ่ อย่างเช่น ตุ๊กตาบลายธ์ราคาเป็นหมื่น หุ่นยนต์เลโก้มายด์สตอร์มราคา 3 หมื่นกว่าบาท พวกของเล่นบังคับวิทยุแบบที่ผู้ใหญ่เล่นกันก็ราคาสูงทั้งนั้น เฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุ เครื่องบินบังคับวิทยุ ที่หมู่บ้านของผมก็มีชมรมของคนเล่นเรือเร็วบังคับวิทยุ ซึ่งก็อยู่ในราคา 2-3 หมื่นขึ้นไป เพื่อนบ้านของผมก็เล่นของเล่นจิ๋วต่างๆ ส่วนที่บ้านผมเองนั้น ของเล่นในบ้านของเรานั้น มีมูลค่ามากกว่าแก้วแหวนเงินทองที่เราเก็บกันอีกครับ จนผมต้องติดตั้งสัญญาณกันขโมยที่บ้าน เพราะกลัวว่าของเล่นจะหายครับ

การสะสมของเล่น มันจะช่วย inspire ตัวเราเองให้มีอารมณ์เป็นเด็กอยู่เสมอ ทำให้เรามองโลกรอบๆตัวเป็นความสนุกสนานไปหมด มองงานเป็นเกมส์ มองผู้อื่นเป็นมิตรร่วมเล่นเกมส์ของเราอยู่ การสะสมของเล่น วางของเล่นรอบๆโต๊ะทำงาน จะทำให้เกิดความสดชื่นในการทำงาน ทำให้งานดูไม่น่าเบื่อ ซึ่งมันก็จะช่วย inspire เพื่อนร่วมงานในที่ทำงานให้เกิดความสุข สนุกสนานไปด้วยครับ สังคมรอบๆ ของเราจะเป็น Community of Inspiration ที่มีแต่ความน่าอยู่น่ารื่นรมย์

การมีของเล่นสะสม กระจุ๊กกระจิ๊กที่บ้าน จะช่วย inspire คนในครอบครัวของเรา ลูกๆของเราซึ่งอยู่ในวัยเด็ก จะซึมซับความสดใสที่ได้จากการเก็บสะสมของเล่น การนำมันออกมาเล่นในบางครั้ง จะกระตุ้นเซลล์สมองของเขาได้ นอกจากนั้นของเล่นเหล่านี้ยัง inspire ลูกๆของเพื่อนบ้านรอบๆ บ้านเรา เกิดการ inspire ให้เกิดสังคมเพื่อนบ้านที่มีความสุข

ยังมีเรื่องให้คุยอีกเยอะครับใน Inspiration Economy ในตอนต่อๆ ไปครับ ......

16 ธันวาคม 2552

Kansei Engineering - วิศวกรรมอารมณ์ (ตอนที่ 2)


หายไปหลายวันครับ ไปล่องใต้หลายวัน ช่วงนี้ต้องห่างๆจากภาคเหนือหน่อยครับ เพราะคนไปเยอะมาก โชคดีที่ผมไป ปาย ตั้งแต่ปลายตุลา ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่ได้ไป เพราะได้ข่าวว่าตอนนี้ที่ ปาย คนแน่นมากๆ ครับ ผมได้ยินแว่วๆ มาว่าอีกหน่อยเราอาจจะมีที่เที่ยวใหม่ นั่นคือ เมืองน่าน ครับ จะฮิตเหมือนปายหรือเปล่า คงต้องดูกันต่อไป

ท่านผู้อ่านคงจะได้ยินคำว่า "โปรแกรมส่งเสริมการขาย" กันอยู่บ่อยๆ ซึ่งก็จะเป็นการ ลด แลก แจก แถม ต่างๆ ซึ่งมักไม่เกี่ยวกับตัวสินค้าที่จะขายเท่าไหร่ อย่างที่ เซเว่น (Seven-Eleven) มักจะมีสแตมป์ให้สะสม เพื่อแลกโดเรมอน คราวที่แล้ว ผมซื้อของเซเว่นไปเยอะเลยครับ เพื่อให้ได้สแตมป์เอาไปแลกของสะสมที่เกี่ยวกับโดเรมอน คราวนี้มาอีกแล้ว เป็นของสะสมที่เกี่ยวกับหมีพูห์

แต่มีอีกคำหนึ่งครับ ที่ท่านผู้อ่านอาจจะไม่เคยได้ยินเท่าไหร่ นั่นคือ "โปรแกรมส่งเสริมการซื้อ" ซึ่งจะเป็นการสร้างอารมณ์ให้ผู้ซื้ออยากได้สินค้า การจะทำแบบนี้ได้ ก็จะต้องสร้างอารมณ์ในตัวสินค้านั้นๆ โดยตรงครับ ทำให้สินค้าตัวนั้นมีคุณค่าน่าซื้อ ไม่ต้องไปทำอะไรอ้อมๆ เหมือนการส่งเสริมการขาย
Kansei Engineering เป็นเรื่องของการทำให้สินค้าเป็นที่ ต้องตา ต้องใจ ต้องอารมณ์ ของผู้บริโภค สินค้าตัวนั้นจะไปเกาะกับประสาทสัมผัส หรือ อายตนะ ของผู้ซื้อจนอยู่หมัด ทำให้ไม่สามารถที่จะหักใจไม่ซื้อได้ บางคนถึงขนาดยอมเป็นสาวกของแบรนด์นั้นๆ ไปเลยก็มี


ที่มหาวิทยาลัยชินชู (Shinshu University) ประเทศญี่ปุ่น เขาเปิดหลักสูตรเพื่อสอน Kansei Engineering กันโดยตรงเลยครับ เขาทำวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าที่จับอารมณ์ผู้บริโภคได้ ซึ่งนำหลักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมมาพัฒนาตัวสินค้า เป็นศาสตร์ที่เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่แค่การวิจัยตลาดแบบฝุ่นๆ เหมือนที่ทำกันเยอะตามคณะวิทยาการการจัดการในบ้านเรา

ว่างๆ ผมจะนำรายละเอียด เกี่ยวกับวิศวกรรมอารมณ์ มาเล่าให้ฟังครับ ......

01 ธันวาคม 2552

Inspiration Economy - เศรษฐกิจแบบแรงบันดาลใจ (ตอนที่ 2)


เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ได้มีรายงานวิจัยชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Ecological Economics (รายละเอียดเต็มคือ Fred Curtis, "Peak globalization: Climate change, oil depletion and global trade", Ecological Economics (2009), vol. 69, pp. 427-434) โดยในรายงานนี้ได้เสนอข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ที่ชี้ว่าโลกเรากำลังเข้าสู่ยุคของการ "ผลิตที่ไหน ใช้ที่นั่น" ซึ่งเป็นยุคที่การผลิตสินค้า จะกลับมาทำในบริเวณที่มีการบริโภคสินค้านั้น ระบบเศรษฐกิจจะกลับมาสู่ยุค "ทำเอง ใช้เอง" การบริโภคสินค้าจะเริ่มกลับมามองหาสิ่งที่อยู่ในบริบทของท้องถิ่น ที่มีความผูกติดกับชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนตัวเองมากขึ้น นักวิจัยเขาใช้ภาษาว่า มันจะเป็นยุคของ Relocalization ซึ่งตรงกันข้ามกับ Globalization เลยครับ

เหตุผลก็คือ การที่น้ำมันมีราคาสูงขึ้นมาก ทำให้การผลิตสินค้าแบบจำนวนมากๆ แล้วส่งออกไปขายทั่วโลก เริ่มเป็นเรื่องที่ใช้ต้นทุนมากขึ้น ภาวะโลกร้อนก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การขนส่งสินค้าไปขาย มีความเสี่ยงสูงขึ้น อากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ต้องใช้พลังงานเพื่อควบคุมความเย็นของสินค้ามากขึ้น ความแปรปรวนในมหาสมุทรทำให้การเดินเรือมีความเสี่ยงสูง แถมยังต้องเสียเวลาเพื่อหยุดหรือเปลี่ยนเส้นทาง เมื่อเกิดพายุรุนแรงในมหาสมุทร ถ้าแค่นี้ยังไม่พอ นักวิจัยเขาบอกอีกด้วยว่า การกีดกันทางการค้านับวันก็จะมีแต่ความรุนแรงขึ้น การส่งของไปขายต่างประเทศจะมีแต่ยากขึ้นยากขึ้น ถึงแม้จะเป็นสินค้าที่เขาเองอยากจะซื้อก็ตามที

หากสิ่งต่างๆ ที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้เกิดขึ้นจริง ก็เข้าเป้าของเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ผมกำลังพูดถึงเลยครับ เพราะระบบเศรษฐกิจแบบแรงบันดาลใจนี้ ไม่ต้องการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยาวเหมือนกับระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ Supply Chain จะสั้นๆ ทำกันในประเทศ ใช้กันในประเทศ หรือถ้าส่งออก ก็ส่งออกไปผลิตใกล้ๆ กับผู้ซื้อ ส่งออกแค่ไอเดียกับดีไซน์ไปก็พอ แล้วไปผลิตใกล้ๆ กับตลาด การผลิตในยุคอนาคตจะเริ่มเป็น Desktop Manufacturing มากขึ้น ซึ่งจะใช้วิธีการขึ้นรูป การพิมพ์ แบบเอาใจลูกค้าย่อยๆ แต่ผลิตได้เยอะๆ (Mass Customization)

แล้วผมจะมาคุยเรื่องนี้ต่อวันหลังนะครับ .......

25 พฤศจิกายน 2552

Kansei Engineering - วิศวกรรมอารมณ์


เมื่อครั้งที่ผมเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลใหม่ๆ นั้น ผมได้ตระเวณหาซื้อรถเพื่อใช้งาน ก็ไปได้มาสด้า 323 มาหนึ่งคัน สีแดงเลือดหมู ใช้มาได้ 2-3 ปี ก็มีลูกคนแรก ผมก็เลยมาหาซื้อรถที่ออกแนวครอบครัวสักหน่อย ซึ่งก็มาลงตัวที่เชฟโรเล็ตซาฟิรา ภรรยาผมจึงขอรถมาสด้าไปใช้ ซึ่งเธอดูชอบเจ้ารถมาสด้าคันนี้มาก ออกจะรักมันเหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตเสียด้วยซ้ำ ส่วนผมนั้น รถก็คือรถ ขอให้ขับไปไหนมาไหนได้ก็พอ ผมไม่สนใจเท่าไหร่ว่ามันเป็นรถอะไร

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ารถมาสด้าที่มีอายุค่อนข้างมากแล้ว มันเกิดป่วยขึ้นมา ผมแนะนำว่าเธอควรเปลี่ยนรถได้แล้ว แต่เธอไม่ยอม ผมจึงต้องซื้ออะหลั่ยใหม่เพื่อมาเปลี่ยนเกือบทั้งคัน ราคาอะหลั่ยทั้งหมดที่เปลี่ยนไปนั้นแพงกว่ารถคันนี้ทั้งคันเสียอีก เธอบอกผมว่าผมจะซื้อรถคันใหม่ให้เธอก็ได้ แต่ขอให้เป็นมาสด้า และก็ขอเก็บคันเก่านี้ไว้ที่บ้านด้วย

ปัจจุบันนี้ ศาสตร์ทางด้าน Kansei Engineering หรือ วิศวกรรมอารมณ์ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อออกแบบสินค้า ซึ่งมันสามารถที่จะจับอารมณ์ความรู้สึกของผู้ซื้อไว้ได้อยู่หมัด มาสด้าเป็นบริษัทหนึ่งที่ใช้วิศวกรรมอารมณ์อย่างซีเรียส ซึ่งจริงๆแล้ว บริษัทชั้นนำของโลกก็ใช้วิศวกรรมอารมณ์นี้ออกแบบสินค้าทั้งนั้น แต่ต่างเก็บงำเป็นความลับไม่ค่อยจะนำมาเปิดเผยกันหรอกครับ แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว วิศวกรรมอารมณ์เป็นเรื่องที่อธิบายได้ มีหลักการและเหตุผล ซึ่งหากวิจัยอย่างจริงจังจนมีศักยภาพในการใช้งาน ก็จะนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบแรงบันดาลใจ (Inspiration Economy) ได้ครับ

ก่อนหน้านี้ผมได้พูดถึงเศรษฐกิจแบบแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นโมเดลของระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่วางอยู่บนพื้นฐานของการมีแรงบันดาลใจของผู้ผลิต ไปโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเกิดแรงบันดาลใจ รวมกระทั่งคู่แข่งขันให้สร้างสินค้ามาแข่งกันด้วย ระบบเศรษฐกิจแบบนี้จะมีแต่ความสนุกสนาน ร่าเริง เหมือนอยู่ในโลกการ์ตูน เป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ว่าคนเราจะอยู่วัยไหนก็ตาม ก็จะเหมือนอยู่ในวัยเด็กเสมอ

คืนนี้ผมมาพักอยู่ที่ไร่องุ่น กรานมอนเต้ ที่เขาใหญ่ครับ มาทำงานวิจัยภาคสนาม 3 วัน อากาศหนาวเย็นสบายครับ อยากให้ท่านผู้อ่านมาเที่ยวแถวนี้บ้าง นี่ผมไม่ได้ใช้วิศวกรรมอารมณ์อยู่นะครับ แต่บรรยากาศตอนนี้ช่างดีจริงๆ .......

08 พฤศจิกายน 2552

Inspiration Economy - เศรษฐกิจแบบแรงบันดาลใจ (ตอนที่ 1)


หมู่นี้ผมได้ข่าวท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไปปาฐกถาตามงานต่างๆ ซึ่งท่านพูดถึงเรื่อง Creative Economy หรือ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ บ่อยมาก นัยว่าในมุมมองของท่านนั้น คนไทยเราน่าจะมีความคิดสร้างสรรค์ค่อนข้างดี เศรษฐกิจแบบนี้จึงน่าจะเหมาะกับบ้านเรามากกว่า Knowledge-Based Economy หรือเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งเคยถูกใช้เป็นเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทย ในยุคของนายกรัฐมนตรีคนก่อน คือ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร แต่ในที่สุด พวกเราเองคงจะรู้ตัวว่า สังคมไทยเป็นสังคมฐานความรู้ไม่ได้ เพราะเรายังไม่มีศักยภาพในการผลิตความรู้ขึ้นใช้เอง เนื่องจากสังคมของเรายังอ่อนแอ ในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งโดยทั่วไป เขามักจะวัดกันที่ผลงานตีพิมพ์ระดับสากล และการจดสิทธิบัตร ซึ่งเรายังแพ้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์

เท่าๆที่ผมติดตามข่าวท่านนายกฯ ไปพูดที่นั่นที่นี่ ผมถึงเพิ่งเข้าใจความหมายของ Creative Economy ที่ท่านนายกฯ กำลังพูดถึง เพราะท่านเน้นความเป็นไทย อันได้แก่ ความสามารถด้านศิลปะต่างๆ งานหัตถกรรม จิตรกรรม วิจิตรศิลป์ และอื่นๆ ที่เราสั่งสมมาจากสมัยโบราณ ไม่ใช่ Creative Economy ที่อยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่เป็น Creative Economy ที่อยู่บนฐานของศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นจุดเด่นของประเทศเรา ซึ่งอันที่จริงก็เป็นสิ่งที่น่าจะถูกต้องครับ เพียงแต่ สินค้าที่เราคิดว่า creative ต่างๆ นี้ มันสามารถที่จะส่งออกไปยังตลาดโลกได้จริงหรือไม่ ? ตลาดต่างๆ นอกประเทศไทยจะพึงพอใจสินค้าทางด้านศิลปวัฒนธรรมของเรามากเพียงใด เราจะแข่งกับสินค้าอารมณ์จากเกาหลีได้หรือ ???

Creative Economy วางจุดโฟกัสที่ตัวผู้ผลิตสินค้าว่าต้องมีความคิดสร้างสรรค์สูง ผลิตสิ่งที่เป็นของใหม่ๆ มีความโดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง ในขณะที่เศรษฐกิจอีกแบบที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้คือ Inspiration Economy จะวางจุดโฟกัสที่ผู้ซื้อครับ เพราะเศรษฐกิจแบบนี้ ตัวสินค้าจะไปสร้างแรงบันดาลใจให้ตลาด ให้ผู้ซื้อเกิดความอยากได้ รวมถึงไปสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิตเจ้าอื่น อยากทำตาม อยากพัฒนาตัวสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบสนองแรงบันดาลใจเหล่านี้ เป็นเศรษฐกิจที่มีแรงลอยตัว และหนุนให้เกิดการสร้างสรรค์ ทั้งคนผลิตและคนใช้ หลายๆ ประเทศที่มีนวัตกรรมสูง อย่างประเทศสแกนดิเนเวีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น กำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจแนวนี้ครับ ซึ่งวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจ และ ประสาทวิทยา สามารถให้เหตุผลได้ ในตอนหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังครับ ว่าการเข้าใจสมองมนุษย์ และศาสตร์การรับรู้ของคน ทำให้เราสามารถสร้างสินค้าแบบบันดาลใจได้ ......

28 กรกฎาคม 2551

ยุคแห่งการแต่งงานข้ามศาสตร์ วิทย์ + มนุษย์ + สังคม มาถึงแล้ว


ตลอด 200 ปีที่ผ่านมา วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เรียนรู้แยกจากกัน ยิ่งเรียนสูงก็ยิ่งลึกลงไปในสาขาของตน แต่เมื่อต้นศตวรรษที่ 21 นี้เอง ที่เกิดมีมหกรรมการแต่งงานข้ามศาสตร์กันขนานใหญ่ ภายในส่วนของวิทยาศาสตร์เอง เกิดศาสตร์ใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย เช่น Bioinformatics เกิดจากการแต่งงานของวิทยาการคอมพิวเตอร์กับชีววิทยา Biophysics เกิดจากการแต่งงานของชีววิทยากับฟิสิกส์ Biorobotics เกิดจากการแต่งงานของหุ่นยนต์ศาสตร์กับชีววิทยา Bionics เกิดจากการแต่งงานของวัสดุศาสตร์กับการแพทย์ Molecular Electronics เกิดจากการแต่งงานของเคมีกับวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นต้น ..... จากนี้ไปเราจะเริ่มเห็นการแต่งงานข้ามศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเก่าอีกครับ เพราะจะเป็นการแต่งงานข้ามไปข้ามมาระหว่าง วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ สังคมศาสตร์ ด้วยครับ ขอยกตัวอย่างเช่น Social Intelligence ซึ่งเป็นศาสตร์ว่าด้วยความสามารถในการรับรู้ การเข้าใจ การจัดการเพื่อจะอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งศาสตร์นี้กำลังจะมีประโยชน์มากเลยล่ะครับในการสร้างสังคมของหุ่นยนต์ที่อยู่เป็นฝูง (Swarm Robots) ให้สามารถร่วมกันทำงานเป็นหมู่เหล่าได้ ซึ่งก็เป็นศาสตร์อีกศาสตร์หนึ่งที่เรียกว่า Swarm Intelligence ซึ่งความรู้ทางสังคมศาสตร์จะมีประโยชน์มาก ในการสร้างพฤติกรรมหมู่ให้ฝูงหุ่นยนต์ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)


อีกศาสตร์หนึ่งที่เป็นการแต่งงานข้ามศาสตร์ระหว่างวิทยาศาสตร์ กับ สังคมศาสตร์ ที่ผมขอยกตัวอย่างคือ Neuroeconomics ผมไม่ทราบชื่อภาษาไทยครับ เป็นการแต่งงานข้ามสายพันธ์ระหว่าง Neuroscience + Economics + Psychology ซึ่ง Neuroscience หรือประสาทวิทยานั้นเป็นเรื่องของการศึกษาเพื่อเข้าใจการทำงานของระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต เช่น ระบบสัมผัส การรับรู้ การคิด กิจกรรมต่างๆของสมอง ในขณะที่เศรษฐศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิต การกระจายและการบริโภคสินค้า-บริการ เมื่อทั้ง 3 ศาสตร์มาแต่งงานกันได้ Neuroeconomics จะได้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ว่าสมองทำงานอย่างไรในการชั่งใจ จำแนกแยกแยะเรื่องของการได้-เสีย กับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ศาสตร์นี้เองที่เริ่มมีการทำวิจัยเยอะมากครับ บริษัทใหญ่ๆที่ขายของเก่งๆ มีนักวิจัยทางด้านนี้ เพราะเขาจะออกแบบสินค้าให้ตรงกับการทำงานของสมองของผู้ซื้อ ผมเคยอ่านบทความหนึ่งใน Newsweek ที่ตีแผ่ความลับของพรรครีพลับบิกัน ที่เขาสามารถเอาชนะเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาได้ เพราะเขาใช้ศาสตร์นี้ช่วยในการสะกดจิตของผู้ลงคะแนนนี่เองครับ