แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ nano-industry แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ nano-industry แสดงบทความทั้งหมด

31 สิงหาคม 2556

Digital Food - อาหารดิจิตอล (ตอนที่ 5) ตอน เครื่องเลี้ยงแมลง



(Picture from http://www.dailymail.co.uk)

ความคิดสร้างสรรค์ที่น่ายกย่องเรื่องหนึ่งของคนอีสานคือ การรู้จักนำแมลงมาทำเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นหนอนรถด่วน ไข่มดแดง จิ้งหรีด ด้วงมะพร้าว ตัวอ่อนผึ้ง ตั๊กแตน เป็นต้น สหประชาชาติถึงกับรณรงค์ให้ประชากรโลกหันมากินแมลงกันเยอะๆ เพราะแมลงเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง อีกทั้งยังมีแมลงอยู่ตั้ง 1,900 ชนิดที่มนุษย์สามารถรับประทานได้ การเพาะเลี้ยงแมลงยังช่วยลดโลกร้อน เนื่องจากใช้พลังงานน้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์พวก หมู ไก่ วัว มีการประเมินกันว่าในปี ค.ศ. 2050 โลกต้องการอาหารเนื้อสัตว์เพิ่มอีก 50% แล้วจะไปเอาเนื้อสัตว์จำนวนนี้มาจากไหนหล่ะครับ ก็ต้องแมลงนี่แหล่ะ โลกจึงต้องการธุรกิจฟาร์มเลี้ยงแมลงอย่างจริงจัง ..... ท่านผู้อ่านอาจจะตกใจ ถ้าผมจะบอกว่า ในภาคอีสานของเราเองนั้น มีการทำฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่ถึง 20,000 ฟาร์ม และมีการผลิตแมลงสำหรับรับประทานมากถึงปีละ 7,500 ตันเลยทีเดียวครับ น่าสนใจมากครับ เราอาจจะกลายเป็นประเทศที่ผลิตแมลงส่งออกระดับโลกในไม่ช้านี้ก็ได้

ในช่วงหลังๆ นี้ ฝรั่งเริ่มมาสนใจในเรื่องของการบริโภคแมลงอย่างจริงจังมากขึ้น จนเกิดแนวคิดในเรื่องของการสร้างเครื่องเลี้ยงแมลงขึ้นมา เพื่อผลิตแมลงใช้บริโภคเองในบ้าน โดยต้องการให้เครื่องนี้เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่ง ไม่ต่างจากหม้อหุ้งข้าวอัตโนมัติ ซึ่งไม่นานมานี้เอง นักออกแบบสาวชาวออสเตรียชื่อ แคทรีนา อุงเกอร์ (Katharina Unger) ได้ออกแบบและสร้างเครื่องเลี้ยงตัวอ่อนแมลงที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า Farm 432 โดยเครื่องนี้ทำงานแบบอัตโนมัติในการเลี้ยงตัวอ่อนแมลงชนิดหนึ่ง วิธีการทำงานคือ เราจะใส่ไข่ของแมลงเป้าหมายลงไปในช่องๆ หนึ่ง เหมือนใส่น้ำยาซักผ้าลงไปในเครื่องซักผ้าแหล่ะครับ จากนั้นเครื่องจะทำงานในการปรับสภาพอุณหภูมิและความชื้น ไข่จะฟักเป็นตัวแมลง แมลงจะผสมพันธุ์ และกินอาหารต่างๆ ที่เราจะป้อนเข้าไปในช่องวัตถุดิบ จากนั้นแมลงจะวางไข่ และไข่ฟักออกมาเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนจะไต่ขึ้นไปในช่องไต่ แล้วตกลงไปในถ้วยเก็บ เราก็เอาตัวอ่อนนั่นแหล่ะครับไปทำเป็นอาหารได้เลย โดยอาจจะแบ่งตัวอ่อนส่วนหนึ่ง นำกลับมาป้อนใส่เครื่องเพื่อผลิตตัวอ่อนแมลงไว้กินในมื้อต่อไป แคทรีนาบอกว่า เจ้าเครื่องที่เธอออกแบบนี้สามารถเปลี่ยนไข่ของแมลง 1 กรัม ให้เป็นอาหาร 2.4 กิโลกรัมได้ภายในเวลา 432 ชั่วโมง ไม่เลวเลยใช่มั้ยครับ

เห็นหรือยังครับว่า แนวคิดใหม่ๆ กระบวนทัศน์ใหม่ๆ ของการผลิตและบริโภคอาหาร เริ่มปรากฎชัดขึ้นเรื่อยๆ .... ท่านผู้อ่านพร้อมหรือยังครับ กับการเข้ามาของ Digital Food !!!

09 สิงหาคม 2556

Digital Food - อาหารดิจิตอล (ตอนที่ 4) ตอน Google Burger


(ในภาพ: Sergey Brin หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท Google ผู้สนับสนุนโครงการ Google Burger ด้วยวิธีการปลูกเนื้อเยื่อ)

ยุ่งแล้วล่ะสิครับท่านผู้อ่าน ... ในบทความซีรีย์นี้เมื่อตอนที่แล้ว ผมเพิ่งจะพูดไปว่า คอยดูสิ บริษัทที่ทำเกษตรแบบซีพีอีกหน่อยจะล้าสมัย และล้มตายไปจากวงการธุรกิจ แต่บริษัทแบบกูเกิ้ล กับ ไอบีเอ็ม ที่ทำด้านไอที อีกหน่อยจะกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านเกษตรและอาหารแทน .... เพิ่งพูดไป ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ กูเกิ้ลได้ออกมาประกาศความสำเร็จในการผลิตแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดจากการเลี้ยงเนื้อเยื่อในหลอดแก้ว เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสปอนเซอร์ด้วยเม็ดเงินมหึมาจาก เซอร์เก้ บริน (Sergey Brin) หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทกูเกิ้ล ทั้งนี้ในงานเปิดตัว ได้มีการนำเนื้อที่ได้จากการทดลองนี้ มาทอดด้วยเนยและน้ำมันพืชจากดอกทานตะวัน จากนั้นได้ให้นักชิม 2 คน ที่คัดเลือกมาให้ชิมแฮมเบอร์เกอร์แห่งโลกอนาคตนี้ ทำการชิมต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก ฮานนี รุทซเลอร์ (Hanni Rutzler) นักวิทยาศาสตร์ทางอาหารชาวออสเตรียได้บรรจงเคี้ยวแฮมเบอร์เกอร์นี้จำนวน 27 ครั้งก่อนที่จะกลืนเต็มๆ คำ ได้กล่าวว่า "มันเหมือนกับเนื้อจริงๆ มากครับ เพียงแต่ยังต้องปรับปรุงเรื่องรสชาติหน่อย" ส่วนนักชิมอีกท่านหนึ่งคือ จอร์ช ชอนวาลด์ (Josh Schonwald) ซึ่งเป็นนักเขียนเกี่ยวกับเรื่องข้าวปลาอาหาร ได้บอกว่า "สิ่งที่รู้สึกขาดไปคือไขมันครับ แต่ความรู้สึกจากการกัดและเคี้ยว บ่องตง ว่ามันเหมือนแฮมเบอร์เกอร์ที่ทำจากเนื้อจริงมากๆ"

เนื้อที่ปลูกขึ้นมาเหมือนเราปลูกพืชนี้ มีข้อดีมากมาย และมีโอกาสทำการตลาดจากข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่เป็นเนื้อจริงคือ

(1) เนื้อหลอดแก้วปลูกจากเซลล์เนื้อวัว แล้วทำให้มันโตขึ้นมาด้วยการป้อนอาหารเข้าไปที่เซลล์โดยตรง ทำให้มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรสูงมาก จึงเป็นเนื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า วัวตัวเต็มวัยตัวหนึ่ง ผายลมเอาก๊าซมีเธนออกมาปีละ 180 กิโลกรัม ซึ่งก๊าซมีเธนนี้เป็นก๊าซเรือนกระจก ที่ดักจับความร้อนในชั้นบรรยากาศของโลกได้ดีกว่า คาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า การผลิตเนื้อวัวนั้นทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเต้าหู้ ซึ่งเป็นอาหารหลักของนักมังสวิรัติแล้ว มันใช้พื้นที่เกษตรกรรมมากกว่าเป็น 17 เท่า ใช้น้ำมากกว่า 26 เท่า ใช้เชื้อเพลิงมากกว่า 20 เท่า แถมยังใช้สารเคมีมากกว่าอีก 6 เท่า จากรายงานขององค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (UN's FAO) พบว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาทั้งหมด 18% ซึ่งมากกว่ารถยนต์ รถไฟ เรือ และเครื่องบิน รวมกันเสียอีก ดังนั้น การผลิตเนื้อวัวด้วยการปลูกเนื้อเยื่อ จะทำให้ผู้บริโภคที่มีความเป็นห่วงสิ่งแวดล้อมเลิกกินเนื้อวัวจริง แล้วหันมาบริโภคเนื้อปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ

(2) การปลูกเนื้อในหลอดแก้ว ไม่ต้องมีการฆ่าวัวจริงๆ เป็นการผลิตอาหารไม่ต่างจากการปลูกพืช ซึ่งจะทำให้ตลาดมังสวิรัติยอมรับการทานเนื้อ เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่ไม่ผิดศีลข้อที่ 1 จึงน่าจะมีอนาคต

(3) ถึงแม้เนื้อแฮมเบอร์เกอร์นี้จะเป็นเนื้อวัว แต่เกิดจากการปลูกขึ้นมา ไม่ได้มีการฆ่าวัว จึงน่าจะเจาะตลาดผู้ที่ทานเนื้อสัตว์แต่ไม่ทานเนื้อวัว โดยเฉพาะคนจีนที่นับถือพระโพธิสัตว์กวนอิม รวมไปถึงคนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ทานเนื้อวัวเพราะมีกลิ่น เนื้อที่ปลูกนี้เราสามารถ engineer กลิ่นให้เหมาะกับจมูกคนไทยได้

(4) เนื้อที่ปลูกปราศจากเชื้อโรค โดยเฉพาะโรควัวบ้า

(5) เทคโนโลยีนี้คิดโดยคนตะวันตก ดังนั้นอีกไม่นานเราจะเริ่มเห็นมาตรการต่างๆ ของประเทศตะวันตกที่จะกีดกันทางการค้า และสร้างเงื่อนไขใหม่ๆ ที่จะไม่ยอมรับเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการเลี้ยง อีกไม่นาน การปลูกเนื้อสัตว์จะเริ่มระบาดไปสู่เนื้อหมู และ เนื้อไก่ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำในการส่งออก ทำให้การส่งเนื้อไก่ (จริงๆ) ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ไม่ว่าจะในเรื่องของความสะอาด ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในเรื่องศีลธรรม ... คอยดูนะครับว่าเมื่อเขาทำเป็นอุตสาหกรรมได้เมื่อไหร่ ประเทศไทยรับผลกระทบเต็มๆ แน่ครับ

พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติมรรคมีองค์ 8 ว่าเป็นทางสายกลางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น สัมมาอาชีวะก็เป็นมรรคข้อหนึ่ง นั่นคือ การมีอาชีพที่สุจริตไม่เบียดเบียนผู้อื่น อาชีพการเลี้ยงสัตว์อย่างที่ทำกันในปัจจุบันเป็นอาชีพสุจริตแต่ก็ยังต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์ จึงอาจจะไม่ใช่สัมมาอาชีวะที่สมบูรณ์ แต่ในอนาคตการเลี้ยงสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารจะเป็นสัมมาอาชีวะได้ เพราะเราจะไม่เลี้ยงสัตว์ แต่จะใช้การ "ปลูกสัตว์" แทนครับ

05 กรกฎาคม 2556

Digital Food - อาหารดิจิตอล (ตอนที่ 3)



(Picture from  spectrum.ieee.org)

ถ้าผมจะบอกว่า "ในอนาคต กูเกิ้ลและไอบีเอ็ม จะเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ส่วนบริษัทซีพี จะหายไปจากประเทศไทย" ท่านผู้อ่านจะเชื่อไหมครับ วันนี้ผมจะขอกลับมาคุยต่อในเรื่องของเทคโนโลยี Digital Food ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ โดยผมจะขอเสนอมุมมองในภาพใหญ่ว่า Digital Food จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการกินของลูกหลานเราอย่างไร ซึ่งผมจะเสนอแนวคิดแบ่งเป็นระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ดังนี้ครับ

(1) ในระดับต้นน้ำ ก็คือ การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้อาหารเกิดขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่ผมจะขอยกตัวอย่างให้ดูดังนี้ครับ

- แนวโน้มใหญ่อันหนึ่งน่าจะมาครับ นั่นคือ การ "ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์" จะเปลี่ยนไปเป็นการ "ปลูกสัตว์ เลี้ยงพืช" เปลี่ยนยังไง อ่านต่อข้างล่างครับ

- การปลูกสัตว์คืออะไร คือการที่เราผลิตเนื้อสัตว์ขึ้นมาโดยไม่ต้องมีการเลี้ยงสัตว์จริง มีการเสนอเทคโนโลยีขึ้นมาหลายชนิด ตั้งแต่การเลี้ยงเนื้อเยื่อสัตว์ โดยเพาะให้โตขึ้นมาจากสเต็มเซลล์ แบบเดียวกับการเพาะเมล็ดให้โตมาเป็นพืช เราอยากจะกินส่วนไหนมาก ก็ปลูกส่วนนั้น เช่น คนชอบกินน่องไก่ ก็ปลูกน่องไก่ขึ้นมาเยอะๆ การปลูกสัตว์ทำให้เราไม่ต้องฆ่าสัตว์ ไม่ต้องผิดศีลข้อ 1 ซึ่งก็จะทำให้คนที่กินมังสวิรัติหันมากินเนื้อปลูก นอกจากนั้นแล้วยังมีการเสนอแนวคิดในการเลี้ยงสัตว์แบบในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix คือมีแต่ตัว แต่ไม่มีจิตใจ เพราะมีการตัดสมองส่วนความรู้สึกนึกคิดออกไป ทำให้สัตว์เลี้ยงมีแต่ตัว แต่ไม่มีหัวใจ (การคิด)

- การเลี้ยงพืช คือ การดูแลพืชจากเดิมที่เคยปลูกแล้วทิ้งๆ ไว้ ก็จะเป็นการดูแลเอาใจใส่อย่างแม่นยำ เหมือนการเลี้ยงสิ่งที่มีจิตใจ เพราะในระยะไม่กี่ปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานใหม่ๆ ว่าพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถเชิงตรรกะ เรียกว่ามี Intelligence หรือ ปัญญานั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน ดังนั้นความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น จะนำมาสู่การเลี้ยงพืชที่ให้ผลผลิตตามที่เราต้องการ

- การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) จะเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญ เทคโนโลยีดิจิตอล จะช่วยให้การผลิตมีตรรกะ มีการประมวลผล มีการสนับสนุนด้วยข้อมูล เกษตรกรจะใช้ข้อมูลต่างๆ มากมายในการจัดการฟาร์ม ฟาร์มจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับระบบคลาวด์ ฟาร์มจะเชื่อมโยงกับเขื่อนที่ปล่อยน้ำ เชื่อมโยงกับห้างสรรพสินค้า และผู้ใช้ผ่าน Sensor and Social Networks

(2) ในระดับกลางน้ำ คือการแปรรูปอาหาร การนำอาหารไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ แนวโน้มใหม่ที่น่าจะเกิดขึ้นคือ

- การผลิตอาหารจะใช้ระบบดิจิตอล และระบบติดตามมากขึ้น อาหารจากต้นน้ำจะมีระบบติดตามจนมาถึงการแปรรูป และไปสู่ผู้บริโภค เช่น หมูที่เลี้ยงจะมีไมโครชิพที่เรียกว่า RFID ติดไว้กับตัว เมื่อหมูถูกนำไปชำแหละเป็นเนื้อหมูใส่ในแพ็คเกจวางขายในห้างสรรพสินค้า ในแพ็คเกจจะมีแถบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถติดตามได้ว่า เนื้อหมูนี้มาจากหมูตัวไหน ที่ฟาร์มอะไร เมื่อผู้ซื้อซื้อไปแล้วเกิดปัญหาเช่น ป่วยจากแบคทีเรียในเนื้อหมู จะสามารถติดตามได้เลยว่ากินหมูตัวไหน เลี้ยงที่ไหนเข้าไป

- อาหารจะผูกโยงกับเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมื่อมีการนำเซ็นเซอร์ตรวจวัดไปใช้ในกระบวนการต้นน้ำมากขึ้น จะทำให้ผู้บริโภคสามารถรู้รายละเอียดของอาหารไปจนถึงว่าอาหารที่จะกิน มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกร้อนมากแค่ไหน ใช้พลังงานเท่าไหร่ในการผลิตต่อกิโลกรัม ผู้บริโภคจะปฏิเสธที่จะกินเนื้อไก่ที่เกิดจากการเลี้ยงไก่แบบแออัดยัดเยียด เหมือนที่บริษัทซีพีทำอยู่ในขณะนี้ 

- มีการนำเซ็นเซอร์มาใช้กับอาหารมากขึ้น เกิดเป็นบรรจุภัณฑ์ฉลาด (Smart Packaging) ที่มีการตรวจวัดอาหารแบบเรียลไทม์ เช่น เซ็นเซอร์ตรวจวัดความสุกของผลไม้ จะบอกว่าถ้าซื้อไปจะต้องกินภายในวันไหน เนื้อหมูสดหรือไม่ อาหารที่บรรจุเคยผ่านโกดังที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปหรือไม่ แม้กระทั่งคุณภาพความน่ากินของอาหารที่ลดลงไปหากวางไว้นาน ก็อาจนำมาใช้ในการลดราคาอาหารลงแบบเรียลไทม์ก็ได้ (ในอนาคต ป้ายบอกราคาก็เป็นดิจิตอล LED กันหมด ผู้ซื้อสามารถใช้โทรศัพท์มือถือสแกนที่อาหาร เพื่อขอข้อมูลรายละเอียดได้ โดยนำมือถือไปแตะของที่จะซื้อ)

- จะมีสูตรอาหารใหม่ๆ มากขึ้น จะมีการนำเอาเทคโนโลยีเช่น จมูกอิเล็กทรอนิกส์ ลิ้นอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ทำมาตรฐานความอร่อย อาหารแต่ละแพ็คเก็จ แต่ละจานที่ออกไปจะรู้ความอร่อยเลยครับ มากไปกว่านั้นคือ คอมพิวเตอร์จะถูกนำมาใช้ออกแบบอาหารใหม่ๆ ที่มีรสถูกปากมนุษย์ เราจะมีตำหรับอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ ออกมามากมายที่ไม่เคยมีมาก่อน

(3) ในระดับปลายน้ำ คือ ระดับผู้บริโภคอาหาร สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ

- ระบบติจิตอลจะมาอยู่ในครัวมากขึ้น ตู้เย็นจะมีความฉลาดมากขึ้น มันจะเชื่อมโยงกับระบบอินเตอร์เน็ต ตู้เย็นฉลาดนี้จะต่อเชื่อมกับเซ็นเซอร์ตรวจวัดสุขภาพของบุคคลต่างๆ ในบ้าน มันจะแนะนำเมนูอาหารที่ควรรับประทาน หากผู้ใช้ยินยอม มันจะเชื่อมต่อสั่งของจากเทสโก้ โลตัสให้มาส่งของที่บ้าน มันจะคอยตรวจเช็คว่าอาหารใกล้หมดหรือยัง แล้วคอยจัดการตารางการสั่งของให้ ในตู้เย็นจะมีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับคุณภาพของอาหารให้สดอยู่เสมอ

- จะมีสิ่งที่เรียกว่า Robot Chef เกิดขึ้น เราอาจจะเรียกว่าเป็น พ่อครัวหุ่นยนต์ หรือ พ่อครัวอิเล็กทรอนิกส์ มันจะเป็นเครื่องที่สร้างอาหารให้เรากิน โดยในเครื่องจะมีส่วนผสมอาหารต่างๆ เป็นตลับ คล้ายๆ ตลับหมึกในเครื่องพรินเตอร์นั่นหล่ะครับ เครื่องที่มีความซับซ้อนมากๆ ก็จะมีตลับวัตถุดิบจำนวนมาก โดยในตลับจะมีทั้งวัตถุดิบต่างๆ รสชาติ กลิ่น เมื่อเราอยากกินอะไร เราก็ไปกดโปรแกรม เจ้าเครื่องนี้ก็จะทำการพิมพ์อาหารออกมาโดยใช้วัสดุจากตลับนั้นแหล่ะครับ มันจะสร้างอาหาร ผสมส่วนผสมต่างๆ แล้วใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่ออุ่น ทำให้สุก หรือ ใช้แผ่นเย็นเพื่อทำให้เย็น ในกรณีที่เราสั่งของเย็น เช่น เฟรปเป้ ไอศกรีม เป็นต้น เอาไว้ผมจะค่อยเล่าเรื่องนี้อีกครั้งครับ วันนี้มีเวลาแค่นี้

เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมท้อง เอาไว้กิน Digital Food กันได้เลยครับ .....

09 มีนาคม 2551

นาโนโอท็อป (Nano OTOP) - ตอนที่ 3


สินค้าเกษตร และ อาหาร เป็นหมวดสินค้าที่แม้จะมีจำนวนรายการน้อยกว่าของขวัญ ของตกแต่งมาก แต่ก็เป็นสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้แก่เกษตรกร และประชาชนในชนบท และยังเป็นกลุ่มอาชีพที่เทคโนโลยีระดับสูงเข้าไม่ถึง ในอดีตที่ผ่านมาเทคโนโลยีที่เข้าไปช่วยงานเกษตรกรรม มักจะเป็นเทคโนโลยีพื้นๆ เช่น เครื่องจักรกล การชลประทาน การใช้ปุ๋ยเคมี เป็นต้น ซึ่งได้ก่อให้เกิดหนี้แก่เกษตรกรจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ การนำนาโนเทคโนโลยีไทยทำมาช่วยงานทางด้านนี้ โดยเฉพาะเพื่อปรับปรุงหรือเพิ่มคุณค่าแก่สินค้าเกษตรจะทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปได้ ตัวอย่าง Polymer-Clay Nanocomposite ซึ่งมีคุณสมบัติลูกผสมระหว่างพลาสติกกับเซรามิกนั้น สามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติให้ไปอยู่ทางพลาสติกมากๆ หรือไปอยู่ทางเซรามิกมากๆ ก็ได้ ทำให้สามารถนำไปใช้เป็นถุงพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์ สำหรับหีบห่อผลิตภัณฑ์เกษตรที่กันความชื้น เพื่อแทนที่ฟิล์มอลูมิเนียมที่มีราคาสูงกว่า อีกทั้งยังขึ้นรูปได้เหมือนพลาสติกทั่วไปไม่ว่าจะให้เป็นถุง เป็นฟิล์ม เป็นกล่อง เป็นต้น กลุ่มวิจัยทางด้าน Polymer-Clay Nanocomposite ที่มีสูตรสำหรับนำนาโนวัสดุประเภทนี้ไปใช้ในงานประยุกต์ด้านต่างๆ ก็คือกลุ่มของ ผศ. ดร. เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ศูนย์นาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อีกตัวอย่างหนึ่งคือการนำเอาจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยในการควบคุมคุณภาพอาหาร เช่น งานวิจัยของ ดร. สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ หน่วยวิจัยพอลิเมอร์ขั้นสูง ของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ได้ใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์จำแนกข้าวหอมมะลิของไทย ซึ่งอาจช่วยในการระบุแหล่งผลิต เป็นการสร้างเอกลักษณ์แก่ข้าวหอมมะลิแบรนด์ต่างกัน เช่น สุรินทร์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ซึ่งต่างก็อ้างว่าข้าวหอมมะลิของตนอร่อยที่สุด


เครื่องดื่มประเภทสุราพื้นบ้าน สุรากลั่น สุราแช่ (สาโท) มีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวบ้านแต่โบร่ำโบราณเทียบเท่ากับเหล้าสาเกของญี่ปุ่น (ฝรั่งจึงเรียกเครื่องดื่มพวกนี้ว่า Spirits) ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมที่ดี อาจสร้างมาตรฐานให้มีชื่อเสียงเช่นเดียวกับเหล้าสาเกได้ จากการสำรวจข้อมูลผู้ประกอบการระดับท้องถิ่น ทั้งที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหกรณ์ และ กลุ่มชาวบ้าน ใน http://www.thaitambon.com/ นั้น มีผู้ผลิตไวน์จำนวน 76 ราย สุรากลั่น 47 ราย สุราแช่ 12 ราย มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ประกาศขายที่เป็นไวน์ 575 รายการ สุรา 108 รายการ และสุราแช่ 49 รายการ ดังนั้นการใส่เทคโนโลยีเข้าไปน่าจะคุ้มค่า เทคโนโลยีชั้นสูงสามารถนำมาช่วยสร้างมาตรฐานแก่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ เช่น การสร้างมาตรฐานเรื่องรสชาติของ สาโท ด้วยการใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีการทำวิจัยอยู่ที่ ศูนย์นาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

28 กุมภาพันธ์ 2551

นาโนโอท็อป (Nano OTOP) - ตอนที่ 2



หัตถกรรม ของตกแต่ง ของขวัญเป็นหมวดหมู่ที่มีรายการขึ้นทะเบียนไว้มากกว่าครึ่งของสินค้า OTOP และถ้าหากเข้าไปดูในเว็บไซต์ขายของออนไลน์ชื่อดังอย่าง e-Bay ก็จะพบว่า ในบรรดาข้าวของต่างๆ ของคนไทยที่มีการประมูลขายกันใน e-Bay นั้น เกินครึ่งจะเป็นสินค้าประเภทของชำร่วย ของตกแต่ง และงานหัตถกรรมกันทั้งนั้น ซึ่งก็เป็นเพราะความมีชื่อเสียงในเรื่องงานศิลป์และเอกลักษณ์ไทย ดูเหมือนอาจไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องใส่เทคโนโลยีเข้าไปอีก แต่ที่จริงแล้ว การใส่เทคโนโลยีไทยทำเข้าไปไม่ได้ใช้ต้นทุนสูงนัก และอาจเพิ่มความโดดเด่น รวมทั้งคุณภาพของตัวสินค้าเข้าไป ทำให้สมราคาและน่าซื้อยิ่งขึ้น จะขอยกตัวอย่างนาโนเทคโนโลยีที่สามารถนำเข้ามาช่วยงานทางด้านนี้ เช่น จีโอพอลิเมอร์ (Geopolymer) (ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในรูปทางขวามือ) ซึ่งเป็นนาโนซีเมนต์ หรือ ซีเมนต์ที่มีโครงสร้างนาโน เป็นวัสดุเซรามิก ที่สามารถขึ้นรูปได้ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อแข็งตัวแล้วจะคงความแข็งแรง ไม่ต้องนำไปเผาที่อุณหภูมิสูง เหมือนเซรามิกทั่วไป ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน วัตถุดิบของจีโอพอลิเมอร์ก็คือเถ้าลอย ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จีโอพอลิเมอร์มีคุณสมบัติพิเศษหลายชนิด เช่น ทนร้อน ทนไฟ ทนแรงกระแทก ทนการกัดกร่อน ในต่างประเทศมีการนำเอาวัสดุชนิดนี้ไปทำงานทางด้านศิลปะบ้างแล้ว เนื่องจากมีพื้นผิวสวยงาม มีเอกลักษณ์ สามารถใส่สีธรรมชาติให้เกิดความสวยงามได้ กลุ่มวิจัยทางด้านจีโอพอลิเมอร์ของไทยอยู่ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโครงสร้างมูลฐานอย่างยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


นอกจากจีโอพอลิเมอร์แล้ว ยังมีวัสดุชนิดอื่นๆ อีกที่มีคุณประโยชน์ต่อสินค้าประเภทนี้ ได้แก่ เส้นใยนาโนคาร์บอน ซึ่งมีความเหนียว และยืดหยุ่น สามารถนำไปผสมกับวัสดุอื่นๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง เช่น อาจนำไปผสมกับเซรามิกเพื่อทำถ้วยชา กาแฟ หรือ ของตกแต่งอื่นๆ ทำให้ตกไม่แตก กลุ่มวิจัยทางด้านนี้ของไทยก็คือ ผศ. ดร. พิศิษฐ์ สิงห์ใจ หน่วยวิจัยนาโนวัสดุ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วัสดุอีกชนิดที่มีชื่อเรียกว่า Polymer Clay ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือพลาสติก PVC ที่มีวัสดุแต่งเติมที่ทำให้มันมีความอ่อนนิ่ม เหมือนดินน้ำมันหรือ Clay นั่นเอง วัสดุชนิดนี้อาจไม่มีดินผสมอยู่เลย หรืออาจจะผสมดินเข้าไปด้วยก็ได้เพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษหรือสีสันต่างๆ จริงๆ วัสดุชนิดนี้มีขายในท้องตลาดอยู่แล้ว แต่อาจจะทำวิจัยเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่เข้าไปในตัวสินค้าก็ได้ วัสดุนาโนชนิดสุดท้ายที่จะขอแนะนำคือ Polymer-Clay Nanocomposite ซึ่งตัวหลังนี้เป็นการเอาพอลิเมอร์กับอนุภาคดินมาผสมกันจริงๆ ทำให้วัสดุนี้มีสมบัติพิเศษคือ มีความยืดหยุ่นเหมือนพลาสติก แต่มีความแข็งเหมือนดิน ซึ่งงานประยุกต์ของมันน่าจะไปอยู่ในหมวดสินค้าที่จะพูดถึงในตอนต่อไปครับ .......

23 กุมภาพันธ์ 2551

Plastic Electronics กับประเทศไทย - ตอนที่ 2


ปัจจุบันตลาดของอินทรีย์อิเล็กทรอนิกส์ มีจอแสดงผล OLED เป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ได้รับความนิยมและเป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ ทั้งนี้เพราะจอแสดงผล OLED (Organic Light Emitting Diodes) สามารถนำมาใช้งานกับผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ กล้องถ่ายรูป เป็นต้น อีกทั้งจอแสดงผล OLED มีคุณสมบัติที่มีความยืดหยุ่นได้คือ เมื่อทำจอตกจะไม่แตก นอกจากนี้ยังประหยัดพลังงานอีกด้วย แต่ในอนาคตตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 (ค.ศ.2012) เป็นต้นไป ทางประธานสมาคม Organic Electronics Association มีความเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ จะเข้ามาสู่ตลาดแทนที่จอแสดงผล OLED เช่น ผลิตภัณฑ์ประเภท Logic, Memory และ OLED-lighting


โดยการพยากรณ์มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ในปี พ.ศ.2553 (ค.ศ.2010) พบว่า จะมีมูลค่าตลาดถึง 4.75 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแนวโน้มการใช้งานเทคโนโลยีพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกสำหรับปีดังกล่าว จะมีรายละเอียดดังนี้
  1. OLED Displays and Lightings มีแนวโน้มการใช้งานสูงที่สุดเนื่องจากเป็นผลต่อเนื่องของการเจริญเติบโตของตลาดจอแสดงผล OLED โดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 57
  2. Non-emissive displays มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 12
  3. Sensors คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11
  4. Logic/ Memory คิดเป็นร้อยละ 8
  5. Photovoltaics คิดเป็นร้อยละ 7
  6. อื่นๆ มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 5
ในขณะที่อีก 10 ปีข้างหน้าหรือ ปี พ.ศ.2563 (ค.ศ.2020) บริษัทวิจัย IDTechEx ได้คาดการณ์ว่าแนวโน้มการใช้งานเทคโนโลยีพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับประธานสมาคม Organic Electronics Association ที่ว่า Logic/Memory จะเข้ามาแทนที่จอแสดงผล OLED โดยในปีนั้น Logic/Memory จะเข้ามามีสัดส่วนที่สูงที่สุดของตลาดพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ของโลก คิดเป็นร้อยละ 32 หรือมีมูลค่า30 พันล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาเป็น Display คิดเป็นร้อยละ 20 หรือมีมูลค่า 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ และผลิตภัณฑ์ประเภท Power มีมูลค่า 15.2 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นร้อยละ 16 ทั้งนี้มูลค่าตลาดทั้งหมดของอุตสาหกรรมพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ในปีนั้นจะมีมูลค่าถึง 96 พันล้านเหรียญสหรัฐ

(ภาพด้านบน - แบตเตอรีพลาสติกยืดหยุ่นได้ ผลงานของนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น)

20 กุมภาพันธ์ 2551

Plastic Electronics กับประเทศไทย - ตอนที่ 1

จากข้อมูลของวิกิพีเดีย ได้ให้นิยามความหมายของพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไปไว้ดังนี้ “Organic electronics, or plastic electronics, is a branch of electronics that deals with conductive polymers, plastics, or small molecules. It is called 'organic' electronics because the polymers and small molecules are carbon-based, like the molecules of living things. This is as opposed to traditional electronics which relies on inorganic conductors such as copper or silicon.”


พลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ (plastic electronics: PE) หรืออิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ (organic electronics) ซึ่งบางครั้งอาจเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น เช่น printed electronics หรือ printable electronics หรือ flexible electronics พลาสติกอิเล็กทรอนิกส์เป็นสาขาหนึ่งของอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ทำมาจาก organic polymer/ conductive polymer หรือ conductive plastic โดยใช้วัสดุที่เป็นคาร์บอนเป็นพื้นฐาน (carbon-based) ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่แตกต่างจากซิลิคอนเซมิคอนดักเตอร์ โดยพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จากผลการวิจัยของ บริษัท IDTechEx ได้ประมาณการว่ามูลค่าของตลาด พลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ โดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.18 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) หรือมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากปีก่อน และในปี พ.ศ.2555 (ค.ศ.2012) จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็น 13 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือ ปี พ.ศ.2560 (ค.ศ.2017) มูลค่าตลาดพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 48.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนในอีก 20 ปีข้างหน้าหรือ ปี พ.ศ.2570 (ค.ศ.2027) มีการคาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดจะเพิ่มมากกว่า 300 พันล้านเหรียญสหรัฐ
(ภาพบน - Plastic Electronics เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังอยู่ช่วงหัวของ S-curve ประเทศไทยยังมีโอกาส)

21 มกราคม 2551

Disruptive Technologies ตอนที่ 3



ศาสตราจารย์ เคลย์ตัน เอ็ม คริสเต็นเซ็น (Clayton M. Christensen) แห่งวิทยาลัยบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้วางรากฐานทฤษฎีเกี่ยวกับการล้มลงของอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไว้อย่างน่าสนใจว่า “อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มองหาแต่สิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีที่ยั่งยืน (Sustaining Technology) ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะว่าเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีแล้ว ไม่มีคำว่ายั่งยืน มีแต่ของใหม่แทนของเก่า ดังนั้นเมื่อมีเทคโนโลยีแบบใหม่เกิดขึ้นในลักษณะที่เรียกว่า เทคโนโลยีแบบลบล้าง (Disruptive Technology) อุตสาหกรรมจะไม่ใคร่ให้ความสนใจนัก จนกระทั่งสายเกินไป” Disruptive Technology มีความโหดร้ายในตัวของมันเอง กล่าวคือ ตอนมันเกิดขึ้นแรกๆ มันจะเป็นสิ่งที่น้อยคนจะสนใจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ดังนั้นมันจะซึมเข้าตลาดสู่ผู้ใช้รายใหม่อย่างเงียบๆ แล้วค่อยๆ เติบโตจนกระทั่งไปแย่งลูกค้าเก่า กระทั่งอุตสาหกรรมเจ้าเก่าต้องล้มตายไปเลย ศาสตราจารย์ คริสเต็นเซ็น ได้ยกตัวอย่าง Disruptive Technology ที่มาแทนเทคโนโลยีเก่าอย่างโหดร้าย รุนแรง ไม่ทันตั้งตัว เช่น กล้องดิจิตอลมาแทนที่กล้องใช้ฟิล์ม โทรศัพท์เคลื่อนที่มาแทนโทรศัพท์บ้าน คอมพิวตอร์ตั้งโต๊ะแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค การซื้อหุ้นผ่านนายหน้าถูกแทนที่ด้วยการซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต รถตักแบ็คโฮขนาดเล็กมาแทนรถตักคาเตอร์พิลลาขนาดใหญ่


จากสถิติของบริษัทอเมริกันนั้นพบว่า บริษัทใหญ่ที่สุดของอเมริกัน 100 บริษัทแรกที่ก่อตั้งเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว เหลือข้ามมาถึงศตวรรษนี้เพียง 16 แห่ง และอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่สุด 100 แห่งของสหรัฐอเมริกาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ไม่ถึง 32 เจ้าเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่รู้จักคำว่า “นวัตกรรม” และไม่รู้จักกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีอุบัติใหม่ขึ้นมากมาย ซึ่งกำลังจะเข้ามากลืนกินผู้ประกอบการหน้าเดิมที่ไม่ทันตั้งตัว บริษัทใหญ่ๆ ของไทยเราที่เสี่ยงต่อการล้มหาย ตายจาก ก็ได้แก่ ปูนซีเมนต์ไทย ปตท. กสท. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้เพราะขนาดของบริษัทใหญ่เกินไป ซึ่งขัดกับโมเดลของศตวรรษที่ 21 ศาสตราจารย์คริสเต็นเซ็น ยังได้เปรยติดตลกว่า "เรื่องนวัตกรรมแบบลบล้าง (Disruptive Innovation) กับบริษัทใหญ่ มันก็เหมือนน้ำกับน้ำมัน ธรรมชาติของบริษัทใหญ่ก็คิดแต่กำไรมากๆ กับของที่ผลิตอยู่ในวันนี้เท่านั้น" ผู้เขียนยังจำได้ว่าเมื่อเทคโนโลยี VoIP ออกมาใหม่ๆ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว กสท. ยักษ์ใหญ่ผู้ผูกขาดโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ไม่ได้ให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้ แถมพยายามกีดกันการใช้งาน โดยบอกว่าเป็นการผิดกฏหมาย วันนี้ กสท. เป็นเจ้าใหญ่ที่สุดที่ใช้เทคโนโลยีนี้ครับ แต่ผลก็คือ คนหนีไปใช้ Skype กันหมดแล้ว ซึ่งทำให้ กสท. ประสบกับปัญหากำไรหดต่อเนื่องมาหลายปี และอาจเข้าข่ายป่วยเลยก็ได้ ตามนิยามของศาสตราจารย์คริสเต็นเซ็น เป๊ะเลยครับ



Disruptive Innovation เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสนใจกันน้อย แม้แต่หน่วยงานที่ทำงานด้านนวัตกรรมตรงๆ ของเรา อย่าง NIA ยังชอบที่จะสนับสนุน Sustaining Innovation มากกว่า เพราะการสร้าง Disruptive Innovation ต้องทำ Basic Research เยอะมาก ซึ่งเป็นงานถนัดของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. มาโดยตลอด ...........



(ภาพด้านบน - โทรศัพท์มือถือติดกล้องเป็น Disruptive Innovation กำลังจะมาแทน Digital Camera ซึ่งเป็น Sustaining Innovation ในไม่ช้า)

05 มกราคม 2551

Disruptive Technologies ตอนที่ 2



“โรงงานในอนาคตจะมีลูกจ้างเพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้น ตำแหน่งหนึ่งเป็นมนุษย์ อีกตำแหน่งเป็นสุนัข มนุษย์ถูกจ้างเอาไว้เพื่อเลี้ยงดูสุนัข ในขณะที่สุนัขถูกจ้างเอาไว้เพื่อคอยเฝ้าไม่ให้มนุษย์แตะต้องเครื่องควบคุมหรือปุ่มกดใดๆ”


เจ้าของคำกล่าวข้างต้นคือ ศาสตราจารย์ วอร์เรน เบนนิส (Warren Bennis) ผู้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในด้านงานเขียน การสอนและการวิจัยทางด้านการบริหาร และการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ รวมไปถึงการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้แก่องค์กร ท่านยังเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐถึง 4 คน คำกล่าวนี้ ฟังดูแรกๆ ก็ออกจะเกินจริงไปสักหน่อย แต่นักเทคโนโลยีอนาคตกลับมองว่ามันไม่ใช่เรื่องตลกเลย

เมื่อครั้งที่ผู้เขียนทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งมิวนิค ประเทศเยอรมัน โรงอาหารของมหาวิทยาลัยที่นั่นดูแลผู้คนนับพันโดยจ้างคนมาจัดการไม่ถึง 10 คน ผู้ที่เข้าไปใช้บริการในโรงอาหารจะต้องบรรจุเงินใส่บัตร Pre-Paid Card ด้วยตู้อัตโนมัติ การเลือกอาหารทำโดยการเดินหยิบอาหารที่พนักงานตักให้ร้อนๆ จากนั้นเดินไปจ่ายเงินด้วยการรูดบัตร ส่วนเครื่องดื่มก็ใช้การกดปุ่มที่ตู้อัตโนมัติโดยให้เครื่องหักเงินจากบัตร เมื่อทานเสร็จแล้วผู้ใช้บริการต้องนำภาชนะไปวางบนสายพาน ที่จะเลื่อนเข้าไปสู่เครื่องชะล้างภายใน เมนูอาหารแต่ละวันของที่นี่ทั้งภาคการศึกษา คุณสามารถอ่านได้จากอินเตอร์เน็ต ถ้าวันไหนไม่ชอบ พวกเราก็จะวางแผนขับรถออกไปทานข้างนอกกันล่วงหน้า

นักเทคโนโลยีอนาคตล้วนลงมติว่าภายในระยะเวลาอีก 20-50 ปีข้างหน้าจะช่วงเวลาสำคัญยิ่งต่ออารยธรรมของมนุษยชาติ เพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว อันเป็นการเปลี่ยนวิถีเศรษฐกิจฐานเกษตร มาเป็นเศรษฐกิจฐานอุตสาหกรรม ซึ่งได้กลายมาเป็นเศรษฐกิจฐานบริการในปัจจุบัน ถึงตอนนี้มีศัพท์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว เช่น Molecular Economy, Experience Economy, Boutique Economy มีสถิติหลายอย่างที่บอกเราว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถหยุดรั้ง ไม่ว่าบริษัทที่คุณแสนมั่นอกมั่นใจจะมีขนาดใหญ่แค่ไหน หรือ มีผลกำไรมหาศาลแค่ไหน อีก 10 ปีข้างหน้าก็อาจจะล้มลงได้หากไม่คิดปรับตัว จากสถิติของบริษัทอเมริกันนั้นพบว่า บริษัทใหญ่ที่สุดของอเมริกัน 100 บริษัทแรกที่ก่อตั้งเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว เหลือข้ามมาถึงศตวรรษนี้เพียง 16 แห่ง และอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่สุด 100 แห่งของสหรัฐอเมริกาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ไม่ถึง 32 เจ้าเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่รู้จักคำว่า “นวัตกรรม” และไม่รู้จักกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีอุบัติใหม่ขึ้นมากมาย ซึ่งกำลังจะเข้ามากลืนกินผู้ประกอบการหน้าเดิมที่ไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ ระบบควบคุมระยะไกล ระบบเครือข่ายอัจฉริยะ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีพันธุกรรม โรงงานและระบบผลิตย่อส่วน เป็นต้น ในหนังสือ Re-imagine ของ Tom Peters เขาได้ทำนายเอาไว้ว่า ในปี ค.ศ. 2020 ในสำนักงานใหญ่ของกิจการข้ามชาติมูลค่าหมื่นล้านดอลลาร์ จะต้องการเจ้าหน้าที่เพียงแค่ 7 คน เพื่อดูแลทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนงานอื่นๆ ของบริษัทได้ถูกกระจายไปยัง อินเดีย จีน แอฟริกา ไทย สิงคโปร์ เป็นต้น

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเริ่มสนใจเทคโนโลยีใหม่ที่ฉายแววจะเป็น Disruptive Technologies เพื่อไม่ให้เราตกรถไฟขบวนนี้ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา .......

(ภาพด้านบน - click ที่ภาพเพื่อให้ใหญ่ขึ้น - แม้แต่ตำแหน่งงานในกองทัพก็จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์)

02 มกราคม 2551

2008 - ปีทองของอุตสาหกรรมนาโนวัสดุไทย ถึงคราว Take Off



ในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมานั้น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ที่ถือว่าได้เปลี่ยน Landscape ของวงการวิจัยไทยไปตลอดกาล นั่นก็คือ การที่แหล่งทุนต่างๆ ได้หันมาให้ความสำคัญต่องานวิจัยที่ให้ผลผลิตที่จับต้องได้ หรือ เน้น Applications มากขึ้น แม้แต่ สกว. เองก็ไม่อาจต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะว่าไปแล้วปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดแต่ที่บ้านเราเท่านั้น แม้แต่ประเทศยักษ์ใหญ่ อย่าง สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ก็ล้วนได้รับผลกระทบนี้ ในประเทศอังกฤษเองก็มีการเปลี่ยนแปลงระบบให้ทุนครั้งใหญ่ที่หันมาเน้นผลผลิตจากการวิจัยที่มีผลกระทบสูง


ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงในการให้ทุนจะค่อนข้างรุนแรง แต่ก็เกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้นักวิจัยไทยได้มีการปรับตัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว เราจะเห็นได้ว่า งานวิจัยพื้นฐานในระยะหลังๆ นอกจากจะมีการผลิตผลงานตีพิมพ์ระดับสากล ยังมีแถมสิทธิบัตรหรือต้นแบบผลิตภัณฑ์ หรือ องค์ความรู้กึ่งสำเร็จรูปที่สามารถนำไปใช้ได้ดีในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามแหล่งทุนวิจัยในระยะ 2 ปีหลังนี้กลับเพิ่มดีกรีของตัวชี้วัดผลผลิตขึ้นไปอีก กล่าวคือ เริ่มผลักดันให้งานวิจัยโยงเข้าหาผู้ใช้ที่เป็นอุตสาหกรรม โดยนำโจทย์ของอุตสาหกรรมมาคิดตั้งแต่ช่วงวิจัยเลย ไม่ใช่วิจัยเสร็จแล้วค่อยนำผลผลิตไปหาผู้ใช้เหมือนแต่ก่อน ทำให้นักวิจัยต้องหาคู่ที่เป็นอุตสาหกรรมในการทำงานวิจัย


เมื่อประเมินสถานการณ์อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ นาโนเทคโนโลยี ในปี ค.ศ. 2008 นี้ จะพบว่าทางภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังรีบเร่งปรับศักยภาพเพื่อให้ สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เพราะขณะนี้วัสดุของต่างประเทศที่นำมาใช้ในการภาคการผลิตของไทย เริ่มมีลักษณะเป็นวัสดุผสมที่ใช้นาโนวัสดุมากขึ้น มูลค่าของวัสดุเหล่านั้นล้วนสูงขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงมีความคิดที่จะหานาโนวัสดุที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันหรือดีกว่า ที่สามารถผลิตได้เองในประเทศโดยนักวิจัยไทย เพื่อมาแทนที่ของต่างประเทศ ช่วงหลังๆ นี้พบว่าบริษัทไทยที่มีขนาดอยู่ในระดับ SME ซึ่งส่วนใหญ่รันโดยผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีหัวก้าวหน้า มีความตระหนักในเรื่องของนวัตกรรมสูงมาก อุตสาหกรรมนาโนวัสดุของไทยจึงเป็นอุตสาหกรรมที่เห็นคุณค่าของการวิจัยและพัฒนา ดังนั้นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมนาโนวัสดุของไทยให้เป็นที่หนึ่งในย่านนี้จึงมีค่อนข้างสูง เพราะจำนวนนักวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีของไทย ทำงานในสาขานาโนวัสดุอยู่ถึง 70% เลยทีเดียว ปี 2008 นี้จึงน่าจะเป็นปีทองของไทย ที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยีจะถึงเวลา Take Off เสียที


30 ธันวาคม 2550

Disruptive Technologies ตอนที่ 1


นักเทคโนโลยีต่างทราบกันดีว่า พัฒนาการของเทคโนโลยีนั้นจะมีลักษณะเป็นรูปตัว S หรือที่มักเรียกกันว่า S-Curve กล่าวคือในช่วงแรกๆ การพัฒนาของเทคโนโลยีหนึ่งๆ จะเป็นไปอย่างช้าๆ อันเนื่องมาจากยังเป็นของใหม่ ผู้คนไม่ค่อยคุ้นเคย จึงต้องเผชิญกับการต่อต้านจากผู้ใช้เทคโนโลยีตัวเก่า แถมเทคโนโลยีตัวใหม่เองก็ยังเพิ่งเริ่มพัฒนาทำให้มีจุดบกพร่องมากมาย เมื่อไปเปรียบเทียบกับของเก่าแล้วก็มักจะสู้ไม่ได้ ตลาดของเทคโนโลยีใหม่นี้จึงมักจะไม่ใช่ตลาดเดิมที่มีเจ้าของแล้ว แต่จะเป็นตลาดใหม่ และตลาดแบบนี้จะเล็กเสียจนผู้ประกอบการรายเก่าไม่สนใจ โดยช่วงแรกๆ ตลาดของผู้ประกอบการหน้าใหม่จะมีขนาดที่เล็กมาก แต่เมื่อผู้ซื้อเริ่มคุ้นเคยกับของใหม่ การยอมรับมีมากขึ้น ตลาดก็จะเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้พัฒนาการของเทคโนโลยีใหม่จะดีดตัวเข้าสู่ช่วงกลางตัว S แล้วดำเนินต่อไปสักช่วงเวลาหนึ่ง ตลอดช่วงเวลานี้จะมีการใช้งานเทคโนโลยีตัวนี้กันอย่างกว้างขวางมาก จนกระทั่งเทคโนโลยีตัวเก่าที่เคยเป็นคู่แข่งและขัดขวางเทคโนโลยีตัวนี้ถึงกับเป็นง่อย หรือไม่ก็ล้มหายตายจากกันไปเลและเมื่อถึงเวลานั้นผู้ประกอบการรายเก่าก็อยากจะกระโดดเข้ามาในตลาดใหม่นี้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีตัวใหม่นี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยผู้ประกอบการรายใหม่ที่กลายมาเป็นรายใหญ่ จนกระทั่งเข้าสู่จุดอิ่มตัวที่ความก้าวหน้าไม่สามารถจะเดินต่อไปได้อีก และเมื่อถึงเวลานั้น เทคโนโลยีตัวนี้ก็จะถูกท้าทายโดยเทคโนโลยีที่ใหม่และสดกว่า เทคโนโลยีน้องใหม่จะค่อยๆซึมซับเข้ามาสู่ตลาดอย่างเงียบๆ เช่นเดียวกับที่เทคโนโลยีตัวเก่านี้เคยทำมาก่อน

หากลองมองย้อนกลับไปกว่า 200 ปี แล้วหยิบเอาเทคโนโลยีสำคัญๆ ไล่เรียงลำดับมาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าเคยมีตัว S เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งหลายครา ได้แก่

· ค.ศ. 1800-1853 เป็นยุคของเทคโนโลยีสิ่งทอ
· ค.ศ. 1853-1913 เป็นยุคของเทคโนโลยีรถไฟ ซึ่งก็ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยียานยนต์
· ค.ศ. 1913-1969 เป็นยุคของเทคโนโลยียานยนต์
· ค.ศ. 1969-2025 ยุคคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์

นักทำนายอนาคตต่างก็ลงมติว่า ตัว S ตัวต่อไปหลังจากนี้จะเป็น นาโนเทคโนโลยี ซึ่งจะเฟื่องฟูในช่วง ค.ศ. 2025–2081

เทคโนโลยีสิ่งทอ เทคโนโลยีรถไฟ และเทคโนโลยียานยนต์ เป็นเทคโนโลยีที่ยุคทองของมันได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสิ่งทอนั้น หากไปดูประเทศรัสเซียซึ่งเคยร่ำรวยมาจากอุตสาหกรรมนี้เมื่อร้อยปีที่แล้ว ตอนนี้รัสเซียทุบโรงงานสิ่งทอทิ้งเกือบหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ถูกแปลงโฉมมาเป็นห้างสรรพสินค้านำสมัย โดยประเทศรัสเซียได้หันมาลงทุนทางด้านนาโนเทคโนโลยี เพื่อที่ตัวเองจะได้กลับเข้าไปอยู่ในตัว S ตัวใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทิ้งให้ประเทศไทยฝืนกระแสต่อสู้อย่างกระเสือกกระสนและเดียวดาย เพียงเพราะจะรักษาอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ถูกตราหน้าว่าเป็นอุตสาหกรรมพระอาฑิตย์ตกดินให้สามารถทำกำไรและอยู่รอดต่อไปอีกสักสิบปี ในขณะที่เทคโนโลยียานยนต์ก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญเพราะโอกาสทำกำไรยิ่งน้อยลงไปทุกที โดยเทคโนโลยีสารสนเทศเองนั้น ประเทศไทยก็ตกกระแสแพ้อินเดียไปแล้ว จึงเหลือเพียงทางเลือกเดียวที่จะเกาะ S curve ให้ได้ นั่นคือ นาโนเทคโนโลยี และด้วยวิสัยทัศน์ของ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงมีดำริให้ดำเนินโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติขึ้นในปี พ.ศ. 2546 ตามหลังสหรัฐอเมริกาซึ่งเริ่มดำเนินโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Nanotechnology Initiative) ในปี พ.ศ. 2543 เพียง 3 ปีเท่านั้น โดยในปีเดียวกันกับที่ไทยเริ่มโครงการแห่งชาตินั้นเอง รัฐสภาอเมริกันก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติที่เรียกว่า 21st Century Nanotechnology Research and Development Act เพื่อรับประกันว่าการวิจัยทางด้านนี้จะได้รับการสนับสนุนมากเพียงพอที่จะทำให้อเมริกาเป็นผู้นำทางด้านนาโนเทคโนโลยี พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้รัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยี โดยให้มีการลงทุนเป็นจํานวนเงิน 150,000 ล้านบาท ภายในเวลา 4 ปี จึงถือว่าปี พ.ศ. 2546 เป็นปีที่เปิดฉากของสงครามแย่งชิงการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีซูเปอร์จิ๋วขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมมหาสงครามครั้งนี้

26 ธันวาคม 2550

Electronic Nose for Food Industry (ตอนที่ 4 ตอนจบ)



· การเก็บรักษาอาหาร ปัจจุบันผู้ผลิตพยายามคิดค้นและพัฒนาวิธีการเก็บรักษาคุณภาพอาหารให้อยู่ได้นานๆ โดยรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง จมูกอิเล็กทรอนิกส์สามารถนำมาใช้วิเคราะห์รสชาติอาหารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้งานวิจัยและพัฒนาทำได้ทันความต้องการ เช่น มีการศึกษาการเก็บไข่ปลาคอท โดยใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์ประเมินกลิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาต่างๆ การจำแนกกลิ่นของผลอัลมอนด์ที่ปลูกในถิ่นแตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้รสชาติแตกต่างกัน

· ผลิตภัณฑ์จากนม ประเทศอุตสาหกรรมเกษตรหลายประเทศในยุโรป เริ่มมีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มาจากนม เช่น นมสด เนย โยเกิร์ต


· ผลิตภัณฑ์ปรุงรส ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ควบคุณคุณภาพซีอิ๊ว ซึ่งก็พบว่าสามารถทำงานได้ค่อนข้างดี สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตซ็อสปรุงรสรายใหญ่ของโลก รวมทั้งน้ำปลา จึงน่าจะมีงานประยุกต์ในอุตสาหกรรมประเภทนี้ได้หลากหลายทีเดียว ซึ่งปัจจุบันในการผลิตน้ำปลาของไทย ยังคงใช้นักชิมเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพการหมักเป็นหลัก ซึ่งก็มีปัญหาความเที่ยงตรงอยู่พอสมควร

· สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เป็นหัวข้อที่เพิ่งจะได้รับความสนใจไม่นาน โดยมีการลองนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้จำแนกพืชพรรณ ที่ให้ผลิตภัณฑ์กลิ่น ซึ่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและยา ซึ่งจมูกอิเล็กทรอนิกส์สามารถนำมาใช้กำหนดคุณภาพและราคาของวัตถุดิบดังกล่าวได้ ก่อนนำมาสกัดสารออกฤทธิ์ที่อยู่ในต้นพืช


· ชาและกาแฟ ปัจจุบันประเทศไทยเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคชาและกาแฟรายใหญ่ ทำให้การประเมินคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์มีความสำคัญ งานวิจัยจำนวนมากระบุว่าจมุกอิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างใช้ได้ดีกับผลิตภัณฑ์จำพวกนี้ กว่าเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ชนิดอื่น เนื่องจากจมูกอิเล็กทรอนิกส์เลียนแบบจมูกมนุษย์ ผลการวิเคราะห์จากจมูกอิเล็กทรอนิกส์จะสัมพันธ์กับจมูกของคนเรา ซึ่งจะสามารถระบุความหอม น่าดื่มของชาและกาแฟได้ ปัจจุบันคณะวิจัยของไทยเราก็กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่


· ผลิตภัณฑ์สกัดจากพืช เช่น น้ำมันพืช น้ำมันไบโอดีเซล ก็สามารถใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์ประเมินคุณภาพได้ดีเช่นกัน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีสารหอมระเหยในอัตราส่วนที่ค่อนข้างสูง


นอกจากนั้นเทคโนโลยีของจมูกอิเล็กทรอนิกส์อาจนำไปใช้ผสมผสานกับเทคโนโลยีอื่นๆได้อีก เช่น นำไปติดกับหุ่นยนต์ทำให้หุ่นยนต์มีอวัยวะสัมผัสด้านกลิ่น การนำเซ็นเซอร์รับกลิ่นไปรวมกับเทคโนโลยีขี้ผงอัจฉริยะ (Smart Dust) ทำให้สามารถตรวจสอบเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม ในฟาร์มปศุสัตว์หรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ด้วยอภิคุณประโยชน์ของจมูกอิเล็กทรอนิกส์นี่เอง ประเทศต่างๆทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แม้แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างบราซิลและอาร์เจนตินาซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ล้วนแล้วแต่ขะมักเขม้นทำวิจัยทางด้านนี้ โดยเฉพาะยุโรปได้ก่อตั้งเครือข่ายจมูกอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาถึง 2 เครือข่ายเพื่อต้องการรักษาความเป็นผู้นำต่อไป ประเทศไทยซึ่งมีความหลากหลายทางด้านทรัพยากรชีวภาพ เป็นผู้นำในการผลิตอาหารของโลกเองดูจะยังหลับใหลในเรื่องเหล่านี้ ทั้งๆที่การพัฒนาเทคโนโลยีของจมูกประดิษฐ์นั้นความได้เปรียบอยู่ที่ความเป็นเจ้าของปัญหาหรือสารตัวอย่าง ซึ่งประเทศไทยมีให้ศึกษาได้มากมาย เอาแค่เรื่องอาหารอย่างเดียว เราก็มีงานประยุกต์ให้ใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าทุกประเทศในยุโรปแล้ว

23 ธันวาคม 2550

Electronic Nose for Food Industry (ตอนที่ 3)



งานประยุกต์ของจมูกอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีได้มากมาย จะขอยกตัวอย่างแนวทางและความเป็นไปได้ในการนำมาใช้งาน ซึ่งส่วนหนึ่งมีผู้รายงานไว้ในวารสารวิชาการในต่างประเทศไว้แล้ว และส่วนหนึ่งมาจากการสำรวจของคณะวิจัยในประเทศไทยเอง

การวัดความสุกของผลไม้ จากรายงานผลการวิจัยนั้น ได้มีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาจำแนกระดับความสุกของผลไม้หลายชนิดแล้ว เช่น กล้วย ส้มจีน บลูเบอรี่ เป็นต้น โดยในการใช้งานสามารถทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ นำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาสูดดมกลิ่นจากผลไม้ ซึ่งก็พบว่า กล้วยหอมมีความสุกถึง 7 ระดับ โดยระดับความสุกที่ 5-6 เป็นความสุกที่รสชาติของกล้วยหอมนั้นดีที่สุด สำหรับส้มจีนนั้นมีความสุกอยู่ 4 ระดับ ซึ่งผู้วิจัยพยายามศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการรักษา Shelf Life ของมันให้ได้นานโดยการตรวจคุณภาพจากกลิ่นของมัน


การควบคุมคุณภาพของไวน์และเครื่องดื่มอื่นๆ เป็นหัวข้อที่ฮิตที่สุดในการใช้งานจมูกอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในยุโรปมีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการควบคุมคุณภาพไวน์ พบว่า จมูกอิเล็กทรอนิกส์สามารถจำแนกยี่ห้อของไวน์ได้ หรือแม้แต่สามารถจำแนกไวน์แบรนด์เดียวกันแต่ผลิตในปีที่ต่างกัน ดังนั้นจมูกอิเล็กทรอนิกส์จึงสามารถจำแนกไวน์แท้หรือปลอมแปลงได้อย่างรวดเร็ว ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการลองนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการควบคุมคุณภาพของเหล้าสาเก สำหรับประเทศไทย เรามีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มประเภทไวน์ และ สุรา นานาชนิด ทั้งประเภทเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และ OTOP จึงน่าจะมีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อควบคุมคุณภาพในสายการผลิต เนื่องจาก จมูกอิเล็กทรอนิกส์ สามารถติดตั้งให้มีการใช้งานในรูปแบบออนไลน์ได้เลย ไม่เหมือนกับอุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์ชนิดอื่นๆ ที่ต้องมีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดลองขึ้นมาต่างหาก เช่น อาจมีการติดตั้งจมูกอิเล็กทรอนิกส์ในถังหมักเบียร์เพื่อประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมในการหมักเบียร์ให้มีรสชาติคงที่ ซึ่งปัจจุบันต้องมีการคอยเก็บชิมเป็นระยะ


การตรวจวัดความสดของปลา กุ้ง เนื้อสัตว์ จมูกอิเล็กทรอนิกส์สามารถจำแนกระดับความสดของเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว กุ้ง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เป็นต้น ทำให้ผู้ผลิตอาหารแช่แข็งส่งออก สามารถประเมินระดับความสดของผลิตภัณฑ์ได้ ในปัจจุบันการรับซื้อกุ้งหน้าโรงงานแช่แข็งของไทยมักจะใช้ “นักชิม” เพื่อทดสอบความสดของกุ้ง ซึ่งน่าจะมีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยในการตรวจสอบร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากจมูกมนุษย์จะไม่ได้กลิ่นไอโมเลกุลหลายชนิด ที่ปลอมปนมากับเนื้อกุ้ง
(ภาพขวามือ - ภาพไวน์ GranMonte ไวน์คุณภาพ ที่ผลิตจากสวนไวน์บูติค บริเวณเขาใหญ่แหล่งมรดกโลก กำลังสร้างชื่อในระดับนานาชาติ)

22 ธันวาคม 2550

Electronic Nose for Food Industry (ตอนที่ 2)


จมูกอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุปกรณ์ที่เลียนแบบการทำงานของจมูกมนุษย์จริงๆ ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักการทำงานของจมูกมนุษย์กันก่อน เมื่อคนเราสูดดมอากาศเข้าไป อากาศก็จะนำพาไอของโมเลกุลซึ่งอาจมีกลิ่นเข้าไปในโพรงจมูกของเรา ซึ่งกระแสลมแปรปรวน (Turbulence) ในโพรงจมูกจะช่วยทำให้ไอโมเลกุลนั้นเกิดการสัมผัสกับต่อมรับกลิ่นซึ่งอยู่บนเซลล์ประสาทรับกลิ่น โดยปลายข้างหนึ่งของเซลล์นี้จะไปรวมกันที่ต่อมรวมประสาท (Glomeruli) ซึ่งมันจะทำหน้าที่ขยายสัญญาณ (Amplifier) แล้วนำสัญญาณประสาทส่งไปสู่สมองส่วนที่เรียกว่า Olfactory Cortex การรับรู้กลิ่นเกิดจากการทำงานในระดับนาโน กล่าวคือ โมเลกุลของกลิ่นจะเกิดอันตรกริยาหรือจับตัวเข้ากับโมเลกุลรับกลิ่น (receptor) ซึ่งมีอยู่หลากหลายชนิด สมมติว่าเราดมกลิ่นทุเรียนเข้าไป ไอระเหยของทุเรียนนั้นมีโมเลกุลอินทรีย์นับสิบชนิด โมเลกุลอินทรีย์จากทุเรียนสามารถเข้าจับกับโมเลกุลรับกลิ่นในจมูก ก็จะเกิดรูปแบบขึ้นมา สมองก็จะจดจำว่าถ้ากลิ่นทุเรียนมาก็รู้ว่าเป็นทุเรียน ทีนี้ถ้าทุเรียนต่างชนิดกัน เช่น หมอนทอง กับ ชะนี ก็อาจมีชนิดของโมเลกุลอินทรีย์ต่างกัน ทำให้สมองจำรูปแบบได้ว่าเป็นทุเรียนคนละประเภท นี่คือคำอธิบายว่าทำไมสุนัขถึงจดจำเจ้าของได้ เพราะรูปแบบที่เกิดขึ้นระหว่างโมเลกุลกลิ่น-โมเลกุลรับกลิ่น มีความจำเพาะเจาะจงและซับซ้อน อีกทั้งยังมีความหลากหลายทำให้ไม่ซ้ำกัน


กล่าวโดยสรุป ระบบรับรู้กลิ่นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประกอบด้วย


  1. ส่วนรับกลิ่นซึ่งรวมถึงตัวรับกลิ่นและระบบนำกลิ่นเข้ามา

  2. ระบบนำสัญญาณประสาทซึ่งรวมถึงระบบส่งและขยายสัญญาณ

  3. ระบบประมวลผลซึ่งจะสามารถแยกแยะและจดจำกลิ่นได้
จมูกอิเล็กทรอนิกส์ก็จะมีลักษณะที่เลียนแบบระบบรับรู้กลิ่นในธรรมชาติดังนี้


  1. ส่วนรับกลิ่นประกอบไปด้วยตัวนำกลิ่นเข้ามาซึ่งอาจมีมอเตอร์ดูดอากาศ มีท่อรวบรวมกลิ่น (Concentrator) เพื่อให้กลิ่นมีความเข้มข้นสูงขึ้นและที่สำคัญที่สุดก็คือ เซ็นเซอร์รับกลิ่นจำนวนมาก ตั้งแต่ 4 ตัวไปจนถึงนับพันตัว

  2. ส่วนรวบรวมสัญญาณ ซึ่งจะทำการแปรสัญญาณจากเซ็นเซอร์ (Tranducing) และทำการจัดการสัญญาณ (Signal Conditioning) เช่น ลดสัญญาณรบกวน จากนั้นก็จะแปลงสัญญาณจากอนาล็อกให้เป็นดิจิตอล (A/D Converter)

  3. ส่วนประมวลผลซึ่งจะนำสัญญาณที่ได้รับมาทำการเปรียบเทียบเชิงสถิติกับฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิม ซึ่งอาจจะใช้วิธีการระบบประสาทเทียม (Artificial Neural Networks) เพื่อทำการแยกแยะกลิ่น รวมไปถึงการเรียนรู้และจดจำรูปแบบของกลิ่น

Electronic Nose จะพยายามเลียนแบบธรรมชาติในแทบทุกด้าน ยกตัวอย่าง เวลาที่เราดมกลิ่นอะไรนานๆ จะเกิดความเคยชินและอาจไม่รู้สึกถึงกลิ่นนั้นๆในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ถ้าเราเดินเข้าไปในห้องที่มีกลิ่นสีแล้วนั่งอยู่สักพัก เพื่อนที่เดินเข้ามามักจะถามว่า “นั่งอยู่ได้ยังไงไม่เหม็นสีหรือ?” ทั้งๆที่เราก็อาจไม่รู้สึกถึงกลิ่นเลย แต่ถ้าเราเดินออกมาสูดอากาศข้างนอกสักพักแล้วเดินกลับเข้าไปใหม่เราก็จะรับรู้ถึงกลิ่นสีได้อีก Electronic Nose ก็จะมีอาการเช่นเดียวกัน ถ้าเราเอามันมาดมกลิ่นทุเรียนแล้วเอาไปดมกลิ่นไวน์ทันที มันก็จะอาจจะไม่สามารถรับรู้กลิ่นไวน์ได้ดี เนื่องมาจากโมเลกุลกลิ่นทุเรียนได้เข้าไปจับกับตัวเซ็นเซอร์ ทำให้เซ็นเซอร์ไม่สามารถจับกับโมเลกุลกลิ่นอื่นๆ ที่เข้ามาใหม่ได้ จึงต้องมีวิธีการไล่กลิ่นเดิมออกไปด้วยการเป่าอากาศเข้าไปที่ตัวเซ็นเซอร์ นอกจากนั้น Electronic Nose ก็เหมือนจมูกมนุษย์ที่ต้องการการเรียนรู้ ตอนที่เราเกิดมานั้นเราแทบไม่มีข้อมูลของกลิ่นอยู่เลยในสมองของเรา เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่เด็กๆว่าทุเรียนมีกลิ่นอย่างไร สตรอเบอรีมีกลิ่นอย่างไร Electronic Nose ก็เช่นเดียวกันที่ต้องการการฝึกฝน เพื่อให้สามารถจดจำแยกแยะกลิ่นได้ นักชิมไวน์ที่มีความเชี่ยวชาญในการจำแนกแยกแยะไวน์ชนิดต่างๆ ต้องอาศัยการฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์เป็นระยะเวลายาวนานนับสิบปี

13 ธันวาคม 2550

Nano in Korea - นาโนเกาหลี


วันนี้ nanothailand ขอพูดเรื่องเกาหลีต่อนะครับ เพราะยังเห่อๆ อยู่ เกาหลีเป็นประเทศที่เริ่มต้นใหม่ หลายๆเรื่องจริงๆ เพราะถึงแม้เขาจะมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าประเทศไทย แต่เพราะเขาถูกญี่ปุ่นยึดครองไปซะ 35 ปี เมื่อสหประชาชาติมาปลดปล่อยประเทศของเขา ภายหลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม เกาหลีก็ต้องพบกับสงครามภายในที่แบ่งประเทศออกเป็นเหนือกับใต้ ไทยเองก็เคยช่วยเกาหลีหลายอย่าง ทั้งการส่งทหารไปช่วย การไปให้ความรู้ในเรื่องเกษตรกรรม แต่วันนี้เกาหลีแซงหน้าเราไปแล้ว


ถ้าประเทศไทยคิดจะมองหาแม่แบบในการพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยี สหรัฐอเมริกาและ สหภาพยุโรปคงไม่ใช่แน่ๆ ประเทศในเอเชียที่มีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจน่าจะเป็นแม่แบบที่ดีกว่า แต่คงไม่ใช้ญี่ปุ่นที่ออกจะดูห่างไกลจากประเทศไทยมากในแง่ของ GDP ประเทศที่เราน่าจะมองก็คงเหลือแค่เกาหลีใต้ เพราะไต้หวันยังมีสถานภาพเป็นเพียงเขตเศรษฐกิจ ซึ่งหากคิดรวมกับจีนแล้วก็คงไม่ใช่แม่แบบที่ดีของประเทศไทย เกาหลีใต้สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากการมีอุตสาหกรรมเหล็กที่เข้มแข็ง ต่อมาก็สามารถจับกระแสของวิทยาศาสตร์พื้นผิวได้จนกระทั่งพัฒนามาเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก โดยมีความโดดเด่นกว่าไต้หวันมากในแง่ที่ว่าเกาหลีใต้สามารถพัฒนาตัวเอง จนหลุดพ้นบ่วงที่ยังผูกรัดไต้หวันอยู่กับการเป็นแค่ผู้ถูกว่าจ้างให้ผลิต (OEM) ปัจจุบันตราสินค้าอย่าง Samsung และ LG ถือเป็นตราสินค้าที่มีคุณภาพ ได้รับการยอมรับทั่วโลก ทั้ง 2 บริษัทนี้ยังเป็นผู้นำในนวัตกรรมหลายๆอย่าง ซึ่งแม้แต่ SONY ยังต้องให้ความเกรงใจ เกาหลีใต้ค่อนข้างจะมีความได้เปรียบตรงที่ผู้บริโภคในประเทศจำนวนเกือบ 50 ล้านคน เป็นเสมือนห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่พร้อมรับทดสอบนวัตกรรมใหม่ๆทางเทคโนโลยี ซึ่งเมื่อบริษัทในเกาหลีผลิตสินค้าใหม่ๆออกมา ก็สามารถใช้ตลาดในประเทศ ที่มีทัศนคติในการลองของใหม่ทดสอบการใช้งานก่อน ทำให้มีเวลาในการปรับปรุงคุณภาพ เมื่อส่งออกสู่ตลาดโลกจึงมีความเข้มแข็งของตราสินค้ามาก

ความเป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศแห่งจอแสดง ผลแบบ LCD แบบสี มีติดตั้งกับโทรศัพท์สาธารณะ Kiosk จอโฆษณาต่างๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องเห็นจอ LCD นอกจากนี้จอแสดงผลแบบอินทรีย์เปล่งแสง (OLED) หรือแบบท่อนาโนของคาร์บอนก็คาดว่าจะออกมาให้ชาวเกาหลีใต้ได้ใช้กันในไม่ช้านี้


ประเทศเกาหลีใต้นั้นมีโครงสร้างการให้ทุนที่หลากหลายมาก และมีการให้ทุนจากบริษัท เอกชนมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โครงการทางด้านนาโนเทคโนโลยีระดับชาติของเกาหลีใต้อย่างเช่น Tera-level Nanodevice (TND) ริเริ่มเมื่อปี ค.ศ. 2000 มีลักษณะจำเพาะและโดดเด่นมาก ดูแปลกกว่าประเทศอื่นๆตรงที่ว่า โครงการนี้ตั้งเป้าไว้ที่การเป็นผู้นำทางด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแม้ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่าหน้าตาของนาโนอิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างไร แม้จะเป็นโครงการที่มุ่งเป้าไปที่ผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก แต่ในรายละเอียดจะเป็นเรื่องของการพัฒนาวิทยาศาสตร์พื้นฐานหลากหลายสาขา ลักษณะของโครงการแม้จะมุ่งเป้าชัดทั้งๆที่เป้าก็ยังไม่นิ่งนัก แต่ก็ปล่อยให้โครงการดำเนินไปตามธรรมชาติของการพัฒนาของเทคโนโลยี หากฝันของโครงการนี้เป็นจริง เกาหลีใต้จะเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า แทนที่สหรัฐอเมริกา

25 ตุลาคม 2550

ใกล้เข้ายุคนาโนอุตสาหกรรมแล้ว ไทยต้องรีบตื่นตัว



นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา นาโนเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นกระแสตื่นตัวไปทั่วโลก ได้เกิดโปรแกรมการสนับสนุนการวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีในระดับวาระแห่งชาติในหลายประเทศ ประเทศไทยเองได้ริเริ่มโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2546 ห่างจากสหรัฐอเมริกาเพียง 3 ปีเท่านั้น ทำให้ประเทศไทยไม่ตกกระแสการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ประเทศคู่แข่งของไทย ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ล้วนแล้วแต่มีโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติเหมือนกัน โดยทั้งสามประเทศเริ่มเน้นหนักไปในเรื่องของการพัฒนานาโนเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม ในระยะ 2-3 ปีมานี้ อุตสาหกรรมไทยหลายแขนงแสดงความต้องการที่จะนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงการผลิต หรือ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หรือ เพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ เช่น ปตท. ซีเมนต์ไทย เบทาโกร บริษัทเหล่านั้นตระหนักว่าบริษัทคู่แข่งต่างชาติต่างมีเทคโนโลยีนี้ในมือ นอกจากนั้นยังมีบริษัทขนาด SME จำนวนมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ที่มีความต้องการนาโนเทคโนโลยีเข้าไปใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เช่น บริษัทผลิตเลนส์แว่นตา บริษัทผลิตเครื่องกรองน้ำ บริษัทผลิตสุขภัณฑ์ บริษัทผลิตสี บริษัทผลิตวัสดุก่อสร้าง บริษัทผลิตเครื่องดื่ม ฯลฯ แม้แต่สปาก็ยังอยากมีนาโนเทคโนโลยีไปใช้เสริมแบรนด์


ประเทศไทยเองมีกลไกหลายอย่างพร้อมที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมในประเทศเข้าสู่ยุคนาโนอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานให้ทุนอย่าง สกว. ที่สนับสนุนงานวิจัยระดับพื้นฐาน ที่นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะสาขานาโนเทคโนโลยีนั้น พบว่า งานวิจัยพื้นฐานเท่านั้นที่สามารถเข้าไปเพิ่มมูลค่าสิ่งของในอุตสาหกรรมได้จริง สกอ. มีกลไกของหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (University Business Incubator หรือ UBI) และ หน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (Technology Licensing Office หรือ TLO) โดย UBI จะทำหน้าที่บ่มเพาะ emerging ideas, emerging innovation, emerging business ให้สามารถเป็นบริษัทตั้งใหม่หรือ Start-Up Company ให้ได้ ซึ่ง ประเทศไทยเราขาดมาก ในขณะที่ประเทศแถบสแกนดิเนเวียมีความก้าวหน้าทางด้านนี้สูงมาก ส่วนงานวิจัยระดับบนๆ ที่เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปเสริมความแข็งแกร่งของคลัสเตอร์หลักๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ยานยนตร์ ยางพารา กุ้ง อิเล็กทรอนิกส์ ก็มีหน่วยงานอย่าง สวทช. ดูแลอยู่ โดยเฉพาะ NECTEC นั้นปีหน้าเขาเน้นเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่จะมีผลกระทบสูงต่อวิถีชีวิตในโลกอนาคต เช่น Smart Home, Smart Farm, Plastic Electronics ซึ่งแน่นอน นาโนเทคโนโลยีก็เป็นองค์ประกอบของเทคโนโลยีเกิดใหม่เหล่านั้นด้วย


(ภาพด้านซ้าย - คลิ๊กที่รูปเพื่อขยาย - แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการตั้งศูนย์เฉพาะทางทางด้านนาโนศาสตร์ และ นาโนเทคโนโลยีในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นับวันจะมุ่งไปทางการประยุกต์ใช้ หรือ ทางอุตสาหกรรมมากขึ้น)

12 กันยายน 2550

เวียดนามคุย สังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนส่งนอก


เมื่อหลายวันก่อน nanothailand ได้พูดถึงความน่ากลัวของ Saigon Hi-Tech Park ว่ากำลังผงาดท้าทาย Science Park ของไทย ผู้อ่านคงยังไม่ทันลืมเรื่องนี้ใช่ไหมครับ ปรากฏว่าเวียดนามไม่ได้หยุดแค่นี้ ตอนนี้ Saigon Hi-Tech Park เขาโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ทั้งนี้ Dr. Nguyen Chanh Khe ซึ่งท่านก็เป็นผู้อำนวยการของ R&D Center ของ Saigon Hi-Tech Park ได้ออกมาสัมภาษณ์สื่อหลายแขนง ทั้งของเวียดนาม และ ต่างประเทศว่า ตอนนี้ เวียดนามสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนในระดับ 200 กรัมได้แล้ว และภายในสิ้นปีนี้ จะขยายกำลังผลิตขึ้นไปในระดับ 200 กิโลกรัม เลยทีเดียว แถมยังคุยอีกว่า ตอนนี้บริษัทไฮเทคทั่วโลก ต้องการสั่งท่อนาโนคาร์บอนของเวียดนาม ท่านยังได้คุยอีกว่า ในโลกเราเนี่ย มีเพียง อเมริกา ญี่ปุ่น กับ ยุโรปบางประเทศเท่านั้นที่ผลิตได้ สงสัยจะรู้จัก ดร. พิศิษฐ์ สิงห์ใจ คนดังแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ของเราน้อยไปเสียแล้ว อย่างนี้งาน IWNA2007 ที่จะจัดที่เวียดนาม พฤศจิกายน 2550 นี้ไปเจอกันหน่อย เอาท่อนาโนคาร์บอนเมดอินไทยแลนด์ที่เราผลิตได้ หอบไปโชว์สักกระสอบ


จะว่าไปแล้ว ความน่ากลัวของท่าน ผอ. เหงียน ก็คือ ใน Saigon Hi-Tech Park ของเขาเอง มีอุตสาหกรรมรองรับการผลิตท่อนาโนคาร์บอนแล้ว ซึ่งก็คือแบตเตอรีนั่นเอง ซึ่งเขาคุยว่าเขาผลิตท่อนาโนแบบรูปตัว Y อีกต่างหาก ไม่ถ่อมตัวเลยท่าน แถมโม้ต่ออีกว่าประสิทธิภาพดีกว่า Nafion ที่ผลิตโดยอเมริกาอีกด้วย เป็นยังไงครับ ฟังแล้วหนาวเพิ่มขึ้นมาอีก นาโนเมืองไทย ต้องขยันเพิ่มขึ้นนะครับ ลูกหลานเราจะได้ไม่ต้องไปดูงานที่เวียดนาม


(ภาพซ้ายมือ - สาวฮานอยยิ้มรับกล้องอย่างเป็นมิตร เวียดนามเกือบลืมอดีตที่ขมขื่นไปหมดแล้ว ตอนนี้เขามุ่งสู่อนาคตอย่างเต็มที่)

04 กันยายน 2550

Saigon Hi-Tech Park ผงาดท้า Science Park ไทย


แม้ว่าเวียดนามจะมีซายน์พาร์คหลังไทยอยู่หลายปี แต่ Saigon Hi-Tech Park ที่รัฐบาลเวียดนามลงทุนสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2545 มีความน่าเกรงขามยิ่งนัก ลักษณะของอุทยานแห่งนี้ มีความแตกต่างจากของไทย ที่เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ที่เน้นงานวิจัยเป็นหลักตรงที่ Saigon Hi-Tech Park มีส่วนผสมระหว่าง Science Park ที่เน้นงานวิจัย Technology Park ที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยี Industrial Park ที่เน้นอุตสาหกรรมและการผลิต กับ Business Park ที่เน้นการทำธุรกิจ เลยทำให้ Saigon Hi-Tech Park มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีเสน่ห์เย้ายวน จนสามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่อย่าง Hewlett-Packard, Jabil และ Intel ได้ โดย Intel ได้เริ่มสร้างโรงงานประกอบชิพมูลค่ากว่าพันล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้


ความเจ๋งของ Saigon Hi-Tech Park อีกประการก็คือ Saigon Hi-Tech Park ได้เชิญชวนมหาวิทยาลัยเด่นๆ ของเวียดนาม ให้มาเปิดสาขาของมหาวิทยาลัย รวมทั้ง Facilities ต่างๆ ใน Saigon Hi-Tech Park โดยร่วมมือกันเพื่อผลิตบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมที่มาตั้งอยู่ในพาร์ค แผนงานในปีนี้ของ Saigon Hi-Tech Park คือการสร้าง R&D Laboratories จำนวน 5 Lab ที่ถือว่าเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ได้แก่ Nanotechnology, Precision Mechanics, Information Technology, Semi-conductor และ Biotechnology นอกจากนั้นมันยังมี Business Incubation Center เพื่อใช้บ่มเพาะธุรกิจใหม่ที่มี content ของเทคโนโลยีสูง บริษัทที่มาตั้งอยู่ใน Saigon Hi-Tech Park ได้รับการยกเว้นภาษีสารพัดชนิด เช่น ภาษีนิติบุคคลไม่ต้องเสีย 4 ปี โดยอีก 9 ปี เสียแค่ 5-10% เท่านั้น เครื่องมือและเครื่องจักรที่นำมาติดตั้งในพาร์ค ก็ได้รับการยกเว้น VAT และภาษีนำเข้า สินค้าที่ผลิตได้ก็ส่งออกโดยไม่เสียภาษีอีกต่างหาก อะไรจะดีปานนั้น


ที่ตั้งของ Saigon Hi-Tech Park ก็ถือว่าคิดมาได้ดีทีเดียว มันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างไซ่ง่อนออกมาเพียง 15 กิโลเมตร ซึ่งก็ห่างจากสนามบินเพียง 18 กิโลเมตร และห่างทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือเพียง 12 กิโลเมตร เท่านั้น มีเส้นทางหลัก Highway หมายเลข 1 ที่วิ่งจากเหนือจรดใต้ของเวียดนามพาดผ่าน และอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรม 55 แห่ง รวมทั้ง มหาวิทยาลัย HCMC National University

(ภาพซ้ายมือ - ไซ่ง่อน เมืองแห่งเสน่ห์ที่มีทั้งอดีตให้จดจำ ปัจจุบันที่สวยงาม และ อนาคตที่รุ่งโรจน์ ยามราตรีช่างสวยงามยิ่ง)

27 สิงหาคม 2550

Experience Economy - เศรษฐกิจฐานจินตนาการ


กลุ่มประเทศ Nordic อันได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และ สวีเดน นั้น มักเป็นที่รู้จักกันในนามของ ดินแดนพระอาฑิตย์เที่ยงคืน คนไทยที่เคยไปใช้ชีวิตแถวๆ นั้นจะพูดว่า เมืองไทยน่าอยู่กว่าเยอะ ไม่งั้นโจนัส นักร้องเพลงลูกทุ่งชาวสวีเดน ไม่หนีมาอยู่บ้านเราหรอก หนาวก็หนาว เหงาก็เหงา ให้ไปเที่ยวเอา แต่ให้ไปอยู่ก็เอาไว้วันหลังดีกว่า แต่ไม่น่าเชื่อว่า ประเทศ Nordic มีความก้าวหน้าที่สุดในโลกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ที่จัดว่าเยี่ยมที่สุด มีอินเตอร์เน็ตแบบไฮสปีดเข้าถึงครัวเรือนมากที่สุด ระบบโทรศัพท์มือถือดีที่สุด คุกที่ดีที่สุดในโลก มีระบบสร้างผู้ประกอบการใหม่ (Entrepreneurship) ที่ดีที่สุดในโลก มีระบบอุดหนุนการวิจัยที่ล้ำหน้าที่สุด และยังมีระบบนวัตกรรมที่จัดว่าเยี่ยมที่สุดในโลกอีกด้วย ไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่ฐานทรัพยากรที่เคยมีแต่เกษตร อันได้แก่ ป่าไม้ ฟาร์มโคนม ประมง วันนี้กำลังจะข้ามยุคจาก Knowledge-Based Economy ที่ประเทศไทยประกาศตัวอยากเป็น ไปสู่ยุค Experience Economy เลย แบบว่าคนอื่นไม่ต้องไปตามแล้ว

เจ้า Experience Economy นี้เป็นเศรษฐกิจที่มูลค่าของสินค้าขึ้นกับ ความรู้สึก ความฝัน จินตนาการ ประสบการณ์ ที่ผู้บริโภคได้รับ ลองดู Nokia สิเขามีสโลแกนว่า Connecting People เขาไม่ได้ขายมือถือ แต่เขาขายประสบการณ์ของการอยู่ในโลก แห่งการปฏิสัมพันธ์อย่างไร้ขอบเขต ตัวอย่างของไทยที่มีสินค้า Experience Goods ก็คือ Academy Fantasia ที่นำเอาความรู้สึก ความฝัน เทคโนโลยี และ การตลาดมาผสมผสานกันอย่างลงตัว จนประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ตอนนี้รัฐบาลของ Nordic เน้นอุดหนุนโครงการและงานวิจัย ที่จะสร้าง Experience Economy ขึ้นมาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การทำทัวร์แบบขายประสบการณ์ เพื่อทำให้ Nordic ติดตลาดโลก การสร้างระบบการศึกษา ผ่านมือถือ การจัดเมืองใหม่ให้เหมาะกับการท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตแบบจินตนาการ พัฒนาสินค้าจินตบันเทิง เกมส์ พัฒนา ธุรกิจที่เน้นการออกแบบ พัฒนาธุรกิจก่อสร้างที่มุ่งไปที่ประสบการณ์ที่ผู้อยู่อาศัยโหยหา ในเรื่องของอาหาร ประเทศ Nordic ไม่ได้มุ่งขายที่ตัวสินค้าต้นทาง แต่ต้องการสร้างแบรนด์ของอาหารปลายทาง ที่ตอบประสบการณ์และความรู้สึกของผู้เสพ รวมไปถึงอาหารที่มีนวัตกรรม เช่น Functional Foods ทางด้านนาโนเทคโนโลยี ที่ประเทศ Nordic สนับสนุน ก็มุ่งไปที่ Healthcare กับ Creative Industries โดยตรง เพราะไหนๆ ก็จะเป็น Experience Economy แล้ว ก็ให้ผู้บริโภคได้ประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่ตื่นจนนอนไปเลย

(ภาพซ้ายมือ - Samsung พยายามขายประสบการณ์ที่ผู้ซื้อจะได้รับจาการใช้สินค้า ไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ตัวนั้นโดยตรง )
(ภาพขวามือ - นักล่าฝันหมายเลข V10 ของ Academy Fantasia - รายการที่ประสบความสำเร็จแบบนี้ บ่งชี้ว่าผู้คนโหยหาสินค้าที่ตอบสนอง ความฝัน จินตนาการ ความรู้สึกและประสบการณ์ของการเสพและใช้สินค้า)

26 สิงหาคม 2550

ไทยอยากเข้ายุคอุตสาหกรรมนาโนก่อนใคร แต่คู่แข่งอาจไม่ยอม

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา นาโนเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นกระแสตื่นตัวไปทั่วโลก ได้เกิดโปรแกรมการสนับสนุนการวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีในระดับวาระแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปทั้งหมด ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง อิสราเอล อิหร่าน อินเดีย อียิปต์ รัสเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และ ไทย นับเป็นโชคของประเทศไทยที่ ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยได้ริเริ่มโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2546 ห่างจากสหรัฐอเมริกาเพียง 3 ปีเท่านั้น ทำให้ประเทศไทยไม่ตกกระแสการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ประเทศคู่แข่งของไทย ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ล้วนแล้วแต่มีโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติเหมือนกัน โดยทั้งสามประเทศเริ่มเน้นหนักไปในเรื่องของการพัฒนานาโนเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มตั้งแต่ การพัฒนานาโนวัสดุชนิดใหม่ การผลิตนาโนวัสดุเพื่ออุตสาหกรรม การเพิ่มมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์หลากชนิดด้วยนาโนเทคโนโลยี รวมไปถึง การสร้างอุตสาหกรรมชนิดใหม่ขึ้นในประเทศ หรือ ล็อบบี้ให้ต่างชาติมาลงทุนผลิตสินค้าที่ใช้นาโนเทคโนโลยี มาเลเซียประสบความสำเร็จในการชักนำอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แนวใหม่ให้เข้ามาลงทุน ผลิตสินค้าทางด้านอิเล็กทรอนิกส์จากโมเลกุลอินทรีย์ สิงคโปร์ชูนาโนเทคโนโลยีชีวภาพ โดยจัดโครงสร้างพื้นฐานพิเศษให้บริษัทยาทั่วโลกมาตั้งห้องปฏิบัติการ R&D เวียดนามเน้นโปรแกรมนาโนอุปกรณ์ โดยเชื่อมโยง Hi-Tech Park ที่โฮจิมินห์ ซิตี้ ซึ่งมีบริษัทต่างชาติมาลงทุน กับห้องปฏิบัติการวิจัยทางนาโนเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัย

ในระยะ 2-3 ปีมานี้ อุตสาหกรรมไทยหลายแขนงแสดงความต้องการที่จะนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงการผลิต หรือ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หรือ เพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ จากการพูดคุยกับบริษัทใหญ่ๆ เช่น ปตท. และ เครือซีเมนต์ไทย ทำให้ทราบว่าเขามีความต้องการเพิ่มมูลค่าพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ซึ่งนับวันจะเผชิญการแข่งขันกับปิโตรเคมีจากเวียดนาม เบทาโกร ต้องการเพิ่มมูลค่าอาหารและปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการฟาร์ม บริษัทเหล่านั้นตระหนักว่าบริษัทคู่แข่งต่างชาติต่างมีเทคโนโลยีนี้ในมือ นอกจากนั้นยังมีบริษัทขนาด SME จำนวนมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ที่มีความต้องการนาโนเทคโนโลยีเข้าไปใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เช่น บริษัทผลิตเลนส์แว่นตา บริษัทผลิตเครื่องกรองน้ำ บริษัทผลิตสุขภัณฑ์ บริษัทผลิตสี บริษัทผลิตวัสดุก่อสร้าง บริษัทผลิตเครื่องดื่ม ฯลฯ แม้แต่สปาก็ยังอยากมีนาโนเทคโนโลยีไปใช้เสริมแบรนด์ ดังนั้นเมื่อทางฝั่ง Demand มีความต้องการมากถึงเพียงนี้ จึงมีความจำเป็นที่ฝั่ง Supply คือนักวิจัยและผู้ให้ทุนจะต้องตอบสนองโดยการกำหนดยุทธศาสตร์ในการให้ทุน อย่างชัดเจน เพื่อทำให้งานวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยไปถึงผู้ประกอบการจริงๆ และนี่คือโจทย์ที่หน่วยงานระดับชาติ อย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กำลังเกาะติดอย่างใกล้ชิด


(ภาพซ้ายมือ - ประเทศไทยมีความหลากหลายในเรื่องของงานวิจัยมาก จนดูเหมือนขาด Focus แต่ถ้ามีการบริหารจัดการดีๆ ความหลากหลาย ก็กลับกลายเป็นความสวยงามได้ งานวิจัยต่างสาขาที่มารวมกลุ่มกัน จะสร้างสีสรรเหมือนขนมไทย ที่ดูน่ากิน น่าซื้อ)