แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ social intelligence แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ social intelligence แสดงบทความทั้งหมด

17 กันยายน 2553

Collective Intelligence - ปัญญาสะสม (ตอนที่ 3)


เมื่อคราวก่อน ผมได้ทิ้งปริศนาเอาไว้ให้คิดกันเล่นๆ นะครับว่า ทำไมความเฉลียวฉลาดของประชากร และเหรียญรางวัลโอลิมปิกวิชาการ ถึงไม่เกี่ยวกับความเจริญของประเทศ ทั้งนี้ ประเทศที่มีคนฉลาดน้อยกว่าประเทศไทย แถมไม่ได้เหรียญรางวัลโอลิมปิก ก็อาจจะมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมไปถึงความเจริญทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศไทยได้อย่างสบายๆ

จริงๆ แล้ว นักวิทยาศาสตร์มีทฤษฎีหลากหลายมาก เพื่อใช้อธิบายว่าทำไมมนุษย์สายพันธุ์นีอันเดอธาล (Neanderthals) ที่ครองโลกเมื่อ 300,000 ปีที่แล้ว ถึงสูญสิ้นเผ่าพันธุ์เมื่อประมาณ 30,000 ปีที่แล้ว โดยถูกแทนที่ด้วยบรรพบุรุษของพวกเรา ทั้งๆ ที่มนุษย์นีอันเดอธาลมีขนาดของสมองใหญ่กว่าพวกเรา และเชื่อกันว่ามีความเฉลียวฉลาดกว่าพวกเราเสียอีก แต่ทฤษฎีหนึ่งที่น่าเชื่อถือนั้น มีชื่อว่า "the Great Leap Forward" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่บรรพบุรุษของเรา ได้เกิดการยกเครื่องทางด้านสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ มีการประดิษฐ์คิดค้น สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ อย่างขนานใหญ่ จนทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถจะมาต่อกรกับบรรพบุรุษของเราได้เลย ทั้งๆ ที่ฝ่ายนั้นมีความเฉลียวฉลาดมากกว่าพวกเรา แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

หลังจากที่บรรพบุรุษของเราได้อพยพออกจากแอฟริกา เมื่อ 100,000 ปีที่แล้ว พวกเขาเหล่านั้นต้องระหกระเหิน ระเหเร่ร่อน ออกไปอยู่ตามที่สถานที่ต่างๆ ในทวีปเอเชีย เนื่องจากพวกนีอันเดอธาลได้ยึดครองยุโรปไว้เกือบหมดแล้ว บรรพบุรุษของเราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องกระจัดกระจายกันไปอยู่ตามแหล่งหากินต่างๆ ในเอเชีย เพราะในช่วงเวลานั้นเทคโนโลยีของบรรพบุรุษเรา มิอาจจะต่อกรกับมนุษย์นีอันเดอธาลได้เลย แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปอีก 55,000 ปี บรรพบุรุษของเราได้กลับไปที่ทวีปยุโรปอีกครั้ง พร้อมกับเทคโนโลยีที่สูงกว่า และได้ขจัดมนุษย์นีอันเดอธาลออกไปจนหมด ... เกิดอะไรขึ้นในช่วง 55,000 ปีนั้น ทำไมพวกเราที่มีความฉลาดมากกว่า ถึงได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดจนอีกฝ่ายไม่สามารถจะตั้งตัวได้ติด

ในระหว่างที่บรรพบุรุษของเราอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายไปทั่วทวีปเอเชียนั้น แต่ละชนเผ่าก็อยู่อาศัยหากินกันไปตามแหล่งต่างๆ ในช่วงนี้ได้เกิดการพัฒนาสิ่งต่างๆ ที่ค่อนข้างแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่ ทั้งนี้ได้เกิดปรากฎการณ์หนึ่งขึ้นก็คือ ผู้คนเหล่านั้นได้มีการแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ผ่านการ "เดินทางท่องเที่ยว" และ "ค้าขาย" มนุษย์ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร สามารถสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการดำรงชีพ ด้วยการ "เลียนแบบ" สิ่งที่มนุษย์แหล่งอื่นๆ ได้ทำขึ้นก่อนหน้า โดยไม่ต้องไปเรียนรู้ใหม่ การ "แลกเปลี่ยน" สินค้าเกิดขึ้นพร้อมๆกับ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เกิดการเลียนแบบกัน เกิดการต่อยอดนำสิ่งที่ทำไว้แล้ว มาพัฒนาขึ้นให้เหมาะสมกับถิ่นที่อยู่ ดังนั้นทำให้เผ่าพันธุ์ของเราเกิดสิ่งที่เรียกว่า "Collection of Brains" ซึ่งทำให้สามารถสร้างเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนมากๆ ได้ ต่างจากพวกนีอันเดอธาลที่มีสมองใหญ่กว่า แต่ไม่สามารถที่จะระดมสมองหลายๆ สมองมาร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ สุดท้ายก็ต้องสูญพันธุ์

"การแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้" ผสมผสานกับการ "เลียนแบบ" และ "ต่อยอด" นี่เองครับ ที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของบรรพบุรุษเรา ในวงการวิชาการและวงการเทคโนโลยี สาขาไหนที่เจริญมากๆ สังเกตว่าจะมีการจัด Conference บ่อยกว่าสาขาที่ไม่เจริญ การได้ไปเห็นไปฟังคนที่มาพูดใน conference บางทีช่วยทำให้เราประหยัดเวลาวิจัยได้เป็นปีเลย ด้วยการ "แลกเปลี่ยน" "เลียนแบบ" และ "ต่อยอด" นี่เอง ...


19 สิงหาคม 2553

Collective Intelligence - ปัญญาสะสม (ตอนที่ 2)


หลายๆ ครั้งที่ผมและเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปนั่งสังสรรกันตามประสา พวกเราก็๋มักจะสนทนาเรื่องที่เกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เรามักจะประเมินกันว่า ตอนนี้ประเทศไหนนำหน้าหรือตามหลังเรา หัวข้อหนึ่งที่เพื่อนๆ ของผมมักจะนำเสนอสู่วงสนทนาเสมอๆ ก็คือ ประเทศไทยมีเด็กเก่งๆ ที่ไปแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิก สามารถคว้าเหรียญทองกลับมาได้มากมายทุกๆ ปี แต่กลับไม่มีประโยชน์ใดๆ เลยกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยก็ยังด้อยพัฒนากว่าหลายๆ ประเทศที่ไม่ได้เหรียญเหล่านี้เลย นี่มันอะไรกันครับ ??? ครั้งหนึ่ง ผมเคยปรารภกลับเพื่อนๆ ว่า เอ่อ .... ผมคิดว่า ผมพอจะรู้คำตอบเรื่องนี้แล้วล่ะ ... โดยแท้จริงแล้ว การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมีประชากรที่ฉลาดจำนวนมากนั้น มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศนั้นเลย ... จริงๆ แล้วประเทศที่มีคนหัวปานกลาง ก็อาจกลายเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีก็ได้ ...


ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาทางด้านสายพันธุ์ของมนุษย์ ก็ต้องปวดหัวเป็นอย่างมากกับคำถามที่ว่า เพราะเหตุใด มนุษย์สายพันธุ์นีอันเดอธาล (Neanderthals) ที่ครองโลกเมื่อ 300,000 ปีที่แล้ว ถึงถูกรุกล้ำและแทนที่โดยบรรพบุรุษของเรา จนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปในที่สุดเมื่อประมาณ 30,000 ปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่มนุษย์นีอันเดอธาลมีขนาดของสมองใหญ่กว่าพวกเรา และเชื่อกันว่ามีความเฉลียวฉลาดกว่าพวกเราเสียอีก แต่กลับถูกสายพันธุ์ที่ฉลาดน้อยกว่า เข้าครอบครองจนสูญพันธุ์ไป

จากการขุดค้นหาหลักฐานต่างๆ นั้น นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า เมื่อประมาณ 100,000 กว่าปีที่แล้ว มนุษย์นีอันเดอธาลมีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าบรรพบุรุษของพวกเราที่เป็น โฮโมเซเปียน (Homo Sapiens) มาก ทำให้บรรพบุรุษของเราต้องเร่ร่อนหนีออกไปอยู่ในทวีปเอเชีย โดยมนุษย์นีอันเดอธาลได้ครอบครองทวีปยุโรปทั้งหมด จนเมื่อเวลาผ่านไปถึงเมื่อ 45,000 ปีที่แล้ว พวกบรรพบุรุษของเราก็ได้กลับมาที่ทวีปยุโรป ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า และได้กำจัดมนุษย์นีอันเดอธาลออกไปจนหมด นักวิทยาศาสตร์ต่างฉงนว่า ในช่วงเวลา 55,000 ปีนั้น เทคโนโลยีของพวกนีอันเดอธาลไม่ได้ก้าวหน้าพัฒนาไปอีกเลย มนุษย์เหล่านี้ไม่รู้จักสร้างเมือง ไม่รู้จักการเกษตร รวมไปถึงยาสีฟัน ทำไมมนุษย์สายพันธุ์ที่มีความเฉลียวฉลาด กลับด้อยพัฒนากว่าบรรพบุรุษของเรา ???

แล้วผมจะไขข้อข้องใจว่า ทำไมความเฉลียวฉลาดของประชากร และเหรียญรางวัลโอลิมปิกวิชาการ ถึงไม่เกี่ยวกับความเจริญของประเทศ ในตอนต่อๆ ไปครับ ....

31 ธันวาคม 2552

The Rise of Machines - เมื่อยุคของหุ่นยนต์มาถึงแล้ว


หายไปหลายวันเลยครับ เพราะมีงานต้องเคลียร์ก่อนขึ้นปีใหม่ครับ วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เพื่อต้อนรับปีใหม่ ผมเลยต้องขอเขียนเรื่องนี้ส่งท้ายหน่อยครับ เป็นข้อสังเกตกันว่ายุคของจักรกลฉลาดกำลังจะมาถึงแล้ว เพราะตลอดปี 2009 ที่ผ่านมาได้มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นอย่างขนานใหญ่ทั่วโลก ซึ่งหากจะเขียนถึงเรื่องนี้อย่างเคลียร์ ๆ ต้องยาวแน่ครับ ผมขอสรุปความก้าวหน้าอย่างคร่าวๆ นะครับ


ที่เห็นอย่างเด่นชัดก็คือ หุ่นยนต์ในปี 2009 มีความฉลาดทางสังคมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก มันเรียนรู้เรื่องอารมณ์ และสามารถที่จะสื่อสารทางอารมณ์กับมนุษย์ได้ดีขึ้น หุ่นยนต์ Simon ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐจอร์เจีย (Georgia Institute of Technology) ที่เมืองแอตแลนต้า (ผมเคยไปเดินเล่นที่นี่ครับ) เรียนรู้ที่จะหยิบ รับ สิ่งของจากมนุษย์ โดยมันจะอ่านคำสั่งจากสายตา ท่าทาง ของเจ้าของมัน (อ่านที่ http://bit.ly/ujkpg) หุ่นยนต์ Robovie จาก Carnegie Mellon University อาศัยการสังเกตใบหน้า สายตา ท่าทางของมนุษย์ เพื่อสนทนาโต้ตอบ (อ่านต่อที่ http://bit.ly/5lSXse) หุ่นยนต์ Einstein ของ University of California San Diego สามารถเรียนรู้ใบหน้าตัวเองจากการมองกระจก มันจะลองผิด ลองถูก เพื่อเรียนรู้การทำใบหน้าเป็นอารมณ์ต่างๆ หัดทำหน้ายิ้มได้เอง (อ่านต่อที่ http://bit.ly/58vvzC) ก่อนหน้านี้ผมก็เคยเขียนเรื่องหุ่นยนต์ที่สามารถพัฒนาการเอาตัวรอด มันเรียนรู้ที่จะหลอกเพื่อนของมัน เอาเปรียบเพื่อนของมัน ในขณะที่หุ่นยนต์อีกตัวที่สร้างมาพร้อมกัน กลับพัฒนาพฤติกรรรมในการช่วยเหลือ เกื้อกูล เพื่อนฝูง (อ่านต่อที่ http://bit.ly/3OzrR) ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า พฤติกรรมดีชั่ว อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาลการี (University of Calgary) ในแคนาดา ยังสอนให้หุ่นยนต์ให้เรียนรู้อารมณ์ของเจ้าของ ทำให้มันรู้จักถอยห่าง เวลาเจ้าของอารมณ์เสีย (อ่าน paper นี้ได้ที่ http://bit.ly/7LVUk)

ความก้าวหน้าของหุ่นยนต์ในปี 2009 ยังไม่จบแค่นี้ครับ ผมจะมาเขียนต่อครับ อาจจะวันนี้ หรือ พรุ่งนี้ สวัสดีปีใหม่ 2553 ครับผม .....


(ภาพบน - ในเมื่อผู้หญิงโสดมีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกหน่อย หุ่นยนต์ boyfriend อาจจะเป็นทางเลือกของพวกเธอ)

29 กรกฎาคม 2552

Collective Intelligence - ปัญญาสะสม


หายไปหลายวันนะครับ ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมเจอประชุมแบบทั้งวันไปหลายวัน หมดเรี่ยวหมดแรงเลยครับ ระหว่างนั่งประชุมเนี่ย ผมใจลอยเผลอคิดไปว่าอะไรที่ทำให้พวกเราต้องมานั่งประชุมกัน ผมนั่งนึกไปถึงการประชุมอื่นๆ หลายๆแห่ง ที่ผมเคยไปนั่งประชุม แล้วก็นั่งคิดว่าทำไมคนเราถึงประชุมกันมากมายจังเลย แล้วมันคุ้มมั้ยเนี่ย เหตุผลหนึ่งที่ผมคิดได้ว่าทำไมพวกเราต้องมานั่งประชุมกันก็คือ พวกเราอยากได้ "ปัญญา" เพื่อนำไปใช้แก้ "ปัญหา" โดยต้องการใช้ที่ประชุมนั่นแหละ เพื่อสังเคราห์ "ปัญญาของกลุ่ม" หรือที่เขาเรียกว่า The Wisdom of Crowds ให้ได้ออกมา

แต่หลายๆ ครั้งที่ผมไปนั่งประชุม ผมกลับพบว่า ข้อสรุปของที่ประชุมมักจะออกมาจากความคิดของคนเพียงคนเดียวครับ ซึ่งเป็นคนที่เสียงดังที่สุด หรือ บางทีก็พูดมากที่สุด หรือบางทีก็เป็นที่เกรงอกเกรงใจที่สุด หรือ บางทีก็เป็นคนที่เกเรที่สุด หรือ บางทีก็เป็นคนที่พูดออกมาแล้วฟังดูดีที่สุด สรุปก็คือ การประชุมส่วนใหญ่นั้น มันไม่ได้ "ปัญญาของกลุ่ม" อย่างที่เราต้องการเลยครับ

แต่สำหรับสังคมของมด มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยครับ มดแต่ละตัวนั้นเป็นสัตว์ที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ ความคิดของมันก็ง่ายๆ แต่เมื่อมันมารวมกันเป็นฝูงแล้ว มันกลับสามารถทำอะไรที่ซับซ้อนเป็นทวีคูณ ถึงขนาดที่ว่า "ปัญญาของกลุ่ม" ของมดนั้นเหนือกว่าของมนุษย์มากเลยครับ ประสิทธิภาพการรวมหัวของมนุษย์นั้น สู้มดไม่ได้เลย

ศาสตราจารย์ สตีเฟน แพรต แห่งสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอริโซน่า (Arizona State University) ผู้คร่ำหวอดในงานวิจัยทางด้านการพฤติกรรมสัตว์สังคมทั้งหลาย กล่าวว่า "สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ก็คือ มดแต่ละตัวรู้จักเพียงทางเลือกน้อยอย่าง ซึ่งเมื่อมดแต่ละตัวมาปฏิสัมพันธ์แบบหลวมๆ ก็สามารถเกิดโครงสร้างทางการตัดสินใจของกลุ่มขึ้นมา ซึ่งจะดูเป็นเหตุเป็นผล เพราะโครงสร้างนั้น มีฐานสนับสนุนที่แน่นอน" ไม่เหมือนการตัดสินใจของคน ที่มีทางออกหลายทางเลือก และไม่มีโครงสร้างที่คงที่ การระดมสมองหลายๆครั้งที่ผมเห็น เริ่มต้นได้ดี แต่มักจะมาจบกับการมั่วของคนเพียงคนเดียว

อาจารย์แพรตบอกว่า การที่มดตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลมากกว่าคน ไม่ได้แปลว่าคนโง่กว่ามด แต่เป็นเพราะการที่มดแต่ละตัวมีทางเลือกไม่กี่อย่าง ปัญญาสะสมที่เกิดจากการนำทางเลือกนั้นมารวมกัน จึงวางอยู่บนฐานที่แน่นอน โอกาสเกิดความผิดพลาดในห่วงโซ่ของการตัดสินใจจะน้อยลง สัตว์อย่างมดมีการเรียงลำดับของทางเลือกที่แน่นอน ในเรื่องของ แหล่งอาหาร การหาคู่ ตำแหน่งถิ่นที่อยู่ ขนาดของรัง ก่อนหน้านี้อาจารย์แพรตได้ศึกษาการเลือกรังของมด ซึ่งท่านพบว่า การเลือกรังของมด เป็นการตัดสินใจที่เป็น "ปัญญาสะสม" มดจะมีสายสืบออกไปทำการค้นหาตำแหน่งรังใหม่ โดยมันจะนับจำนวนมดที่มาชุมนุมอยู่ตรงตำแหน่งของรังใหม่ ที่ไหนมีมดมากที่สุด มันก็จะเอาตรงนั้น

ตอนนี้อาจารย์แพรตได้รับทุนจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อที่จะทำการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สำหรับใช้งานกับฝูงหุ่นยนต์ โดยทางกองทัพต้องการพัฒนาอาวุธที่สามารถทำงานได้ในสนามรบ หากการควบคุมส่วนกลางถูกทำลาย อาวุธที่เหลือต้องสามารถทำงานต่อโดยไร้การบังคับบัญชาได้

24 กรกฎาคม 2552

Robot Evolution - หุ่นยนต์วิวัฒน์ (ตอนที่ 2)


สัปดาห์ที่ผ่านมาผมค่อนข้างยุ่งมากเลยครับ เพราะช่วงนี้เป็นฤดูกาลเขียนขอทุนวิจัย ซึ่งพวกเราจำเป็นจะต้องเขียน proposal เข้าไปแข่งขัน เพื่อนำทุนวิจัยมาทำงานและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกิดประโยชน์ นอกจากนั้นยังมีงานต้องเขียนบทความวิจัย หรือที่ภาษานักวิชาการเขาเรียกกันว่า paper ซึ่งบทความวิจัยเหล่านี้ต้องส่งไปตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติครับ เป็นการรวบรวมผลงาน ความคิด การทดลองต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบตามหลักวิทยาศาสตร์ การส่งไปตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติมีข้อดีที่ว่า (1) จะมีกรรมการอ่านจากหลายประเทศ เขาจะวิจารณ์และตรวจสอบว่างานของเราได้เรื่องหรือไม่ (2) งานที่ถูกตีพิมพ์จะมีคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ทั้งโลก (3) งานที่ทำจะได้เป็นงานที่ไม่เก่ากึ๊ก ทำซ้ำไปซ้ำมา เพราะมีคนตรวจสอบเรา ซึ่งไม่มีเส้นมีสาย ตรงไปตรงมา

อย่างที่ผมมักเคยบอกกล่าวตลอดมาล่ะครับว่า ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษแห่งชีววิทยา เจ้าของบริษัท Google ก็มีภรรยาเป็นนักชีววิทยาครับ ทำให้ตอนนี้ Google เข้ามามีบทบาทในวงการธุรกิจการแพทย์และสุขภาพแล้ว วันนี้ผมจะมาเล่าเกี่ยวประเด็นที่วงการหุ่นยนต์กำลังให้ความสนใจ นั่นก็คือ การมีวิวัฒนาการของหุ่นยนต์ เฉกเช่น วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ณ ห้องปฏิบัติการระบบอัจฉริยะ (Laboratory of Intelligent Systems) สังกัด Swiss Federal Institute of Technology เขามีการศึกษาความสามารถในการวิวัฒน์ของหุ่นยนต์ ด้วยการนำฝูงหุ่นยนต์ ที่เรามักรู้จักกันได้นาม Robot Swarm มาศึกษาพฤติกรรม โดยหุ่นยนต์แต่ละตัวจะติดตั้ง LED และตัวตรวจจับแสง จากนั้นก็ปล่อยหุ่นยนต์วิ่งไปวิ่งมาตามสบาย โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเหมือนระบบประสาท (Neural Networks) ทางคณะวิจัยจะฉายแสงลงไปบนพื้น โดยแบ่งออกเป็นพื้นที่ส่วนที่เรียกว่า Food Zone คือหากหุ่นยนต์วิ่งมาในพื้นที่นี้ มันจะได้รับการชาร์จแบตเตอรี่เพิ่มพลัง แต่ถ้าหากมันหลงวิ่งเข้าไปในพื้นที่ที่เป็น Poison Zone มันจะถูกดูดแบตเตอรี่ออกไป ทำให้ชีวิตมันสั้นลงไปเรื่อยๆ


หลังจากปล่อยให้หุ่นยนต์วิ่งไปวิ่งมา ก็จะเหลือหุ่นยนต์ที่รอดเหลือพลังงาน โดยที่ส่วนหนึ่งจะพลังงานหมด ตัวที่รอดจะถูกเลือกใช้เป็นโปรแกรมของหุ่นยนต์รุ่นต่อไป หลังจากมีการจำลองให้มีวงจรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นรุ่นๆ ไปสัก 50 รุ่น นักวิจัยพบว่าหุ่นยนต์ได้มีการเรียนรู้ เกิดเป็นสังคมที่มีการช่วยเหลือกัน เพื่อที่จะหาอาหาร และ หลีกเลี่ยงอันตราย ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นก็คือ หุ่นยนต์บางตัวมีลักษณะฮีโร่ คือ ยอมเข้าไปในเขตอันตราย เพื่อกระพริบไฟเตือนตัวอื่นๆ ไม่ให้วิ่งเข้ามา แต่ที่น่าตื่นเต้นก็คือ มีหุ่นยนต์บางตัวแสดงบทบาทเป็นตัวร้าย ด้วยการกระพริบไฟหลอกให้ตัวอื่นๆ วิ่งเข้ามาในเขตอันตราย โดยหลอกว่าเป็นเขตอาหาร เมื่อตัวอื่นวิ่งเข้ามาเดี้ยงแล้ว มันก็รีบวิ่งหนีไปกินอาหารทันที !!!

28 เมษายน 2552

นักวิจัยพบ มดเลือกบ้านพิถีพิถันกว่าคน


เมื่อกลางปี 2008 ผมได้มีประสบการณ์ในการออกไปตระเวณหาซื้อบ้านใหม่หลังหนึ่ง ซึ่งจริงๆแล้ว ผมแทบไม่ได้ตระเวณไปไหนเลย เพราะเมื่อเข้าไปที่หมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งก็ตัดสินใจจองบ้านหลังหนึ่งทันที โดยใช้ความรู้สึกมากกว่าตรรกะ หรือเหตุผลใดใด ซึ่งจริงๆแล้ว เท่าที่ผมได้คุยกับคนอื่นๆ ที่เลือกหาบ้านหลังใหม่ เขาเหล่านั้นก็จะมีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าเพื่อมาช่วยตัดสินใจ บางคนตระเวณไปทั่ว ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะตัดสินใจ เพราะบ้านเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะต้องใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดอยู่ที่บ้านหลังที่ซื้อ แต่คุณผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า ถึงแม้เราจะคิดว่ามนุษย์มีความพิถีพิถันในการเลือกบ้านเพียงใดก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็จะใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลที่ตั้งขึ้นมา ซึ่งผมก็รู้ความลับข้อนี้ดี จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาวิเคราะห์เจาะลึก สู้ใช้ความรู้สึกชอบไม่ชอบไปเลย

ล่าสุดนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) ที่มีชื่อว่า Dr. Elva Robinson สังกัดสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้ศึกษาวิธีการเลือกรังของมด ด้วยการติดไมโครชิพส่งสัญญาณวิทยุ RFID ไว้กับตัวมด ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามมดแต่ละตัวได้ ผลงานของเธอซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ (Elva J. H. Robinson, Faith D. Smith, Kathryn M. E. Sullivan and Nigel R. Franks. Do ants make direct comparisons? Proceedings of the Royal Society B, April 22, 2009) ระบุว่ามดค่อนข้างเรื่องมากในการย้ายไปอยู่รังใหม่ มันจะส่งมดลาดตระเวณออกไปหารังที่ดีที่สุด โดยมดลาดตระเวณเหล่านั้นจะทำการเปรียบเทียบรังแต่ละรังว่าอันไหนดีกว่ากัน ซึ่งมดลาดตระเวณที่ส่งออกไปนั้น ก็จะเข้าไปอยู่ในรัง หากรังใดมีมดลาดตระเวณอยู่เป็นจำนวนมากกว่า แสดงว่ารังนั้นดี เหมาะแก่การอยู่อาศัย มดที่เหลือทั้งรังก็จะตามเข้าไปอยู่ในรังใหม่นั้นในที่สุด นักวิจัยพบว่ามดจะยอมเสียเวลาเดินทางไกลไปหารังที่ดีกว่า ถึงแม้จะมีตัวเลือกอีกอันที่อยู่ใกล้กว่ากันมากๆก็ตาม นักวิจัยยังพบว่าตรรกะในการเลือกบ้านของมดนั้น คงเส้นคงว่าและทำนายได้มากกว่ามนุษย์


หมู่นี้ผมสังเกตว่า .... การศึกษาแมลงกำลังเป็นประเด็นใหม่และศาสตร์ที่กำลังมาแรงครับ เพราะหากเราเข้าใจแมลง เราก็จะสามารถวิศวกรรมแมลงได้ ซึ่งสามารถนำไปสร้างหุ่นยนต์ หรือ ระบบอัจฉริยะอื่นๆ ที่อาศัยการทำงานเป็นฝูงหรือแบบสังคมประดิษฐ์

04 เมษายน 2552

Robofish - ปลาหุ่นยนต์


วิศวกรรมเลียนแบบธรรมชาติ (Biomimetic Engineering) และจักรกลชีวภาพ (Bionics) กำลังจะครอบครองศตวรรษที่ 21 แล้วครับ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ล้วนหยิบยืมความรู้จากศาสตร์นี้มาใช้ทั้งนั้น ตั้งแต่เริ่มเขียน Blog นี้ผมก็ทยอยนำความก้าวหน้าในศาสตร์นี้มาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ ครับ


เร็วๆ นี้สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานว่า คณะวิจัยของประเทศอังกฤษได้พัฒนาหุ่นยนต์ปลา ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวคล้ายปลามากที่สุดตั้งแต่ที่มีการพยายามพัฒนาหุ่นยนต์ประเภทนี้ เจ้าหุ่นยนต์ปลาตัวนี้มีลำตัวยาว 1.5 เมตร นักวิจัยประดิษฐ์มันขึ้นมาโดยตั้งใจให้มันทำหน้าที่นักสืบใต้น้ำ มันถูกติดตั้งเซ็นเซอร์เคมีหลากหลายประเภทเข้าไป ทำให้มันสามารถตรวจสอบมลภาวะในทะเลได้ การที่มันมีรูปร่างเหมือนปลา และว่ายน้ำเหมือนปลา ทำให้การเคลื่อนไหวใต้น้ำของมันประหยัดพลังงานได้มากกว่าเรือดำน้ำไร้คนขับ ซึ่งมักใช้กันในงานวิจัยใต้น้ำ แต่สิ่งที่ทำให้มันเจ๋งกว่าเรือดำน้ำไร้คนขับเหล่านั้นคือ มันสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม เจ้าหุ่นยนต์ปลานี้ได้ถูกโปรแกรมให้มีความฉลาด สามารถเรียนรู้การว่ายน้ำได้สถานการณ์ต่างๆ ตอนนี้คณะวิจัยกำลังวางแผนที่จะผลิตหุ่นยนต์ปลานี้ออกมาเป็นฝูงเลยครับ ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อทำให้หุ่นยนต์ปลาสามารถอยู่และทำงานเป็นฝูง ซึ่งพวกมันก็ต้องมีทักษะทางสังคม (Social Intelligence) ด้วย

11 มีนาคม 2552

Robowife - หุ่นยนต์ภรรยาหลวง


สมัยนี้ผู้หญิงอยู่เป็นโสดมากขึ้น (Click เพื่ออ่านผลวิจัย "ผู้หญิงเรียนด้านวิทย์-เทคโน แต่งงานน้อย) ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้หญิงสมัยนี้สามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องง้อผู้ชายอีกต่อไป (ปัจจัยอีกอย่างที่คนเราแต่งงานน้อยลง ก็คือเรื่องเลี้ยงดูเด็กที่ยากขึ้นทุกวัน ซึ่งผมได้เคยเขียนเรื่อง I, Nanny - หุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก ไปก่อนหน้านี้แล้วครับ) จะว่าไปแล้ว โดยเฉลี่ยนั้น .... ผู้หญิงไทยกลับมีหน้าที่การงานดีกว่าผู้ชายไทยเสียด้วยซ้ำ ผมชอบไปเดินเล่นแถวๆย่านธุรกิจ และนั่งเล่นบนรถไฟฟ้า BTS พบว่า มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ผู้ชายหายไปไหนกันหมดครับ? ถ้าอยากพบคำตอบ ลองไปดูตามอู่รถทัวร์ รถตู้ รถแท็กซี่ รถสองแถว รถเมล์ใหญ่เมล์เล็ก รถตุ๊กตุ๊ก คิวมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ผู้ชายจะยึดทำเลเหล่านั้นเป็นอาชีพ ซึ่งแทบจะไม่มีผู้หญิงทำ ดังนั้นในสังคมธุรกิจแบบที่เรียกว่า White Collar หรือ "ใส่เสื้อเชิ้ตมาทำงาน" ผู้หญิงจึงกำลังเผชิญกับการแข่งขันในการมีคู่ เพราะผู้ชายหายากลงทุกที ทุกที ...... (Click เพื่อฟังเพลง "ผู้ชายดีดีหายไปไหนหมด")

ถ้านี่ยังเป็นข่าวร้ายไม่พอสำหรับคุณผู้หญิง ผมมีเรื่องจะมาเล่าอีกเรื่องหนึ่งครับ .... คือต่อไปนี้คุณผู้หญิงจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้วครับ นั่นคือ หุ่นยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อจะมาทำหน้าที่ศรีภรรยาให้กับคุณผู้ชาย หุ่นยนต์ Aiko นี้สร้างโดยนักประดิษฐ์ชาวแคนาดาชื่อ Le Trung หน้าตาของ Aiko นั้นประมาณว่ามีอายุราวๆ 20 ปี มีหุ่นขนาด 32-23-33 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่กำลังสวยพอดีๆ มีหน้าตาที่สวยเก๋และเส้นผมที่ส่องประกาย

Aiko เธอถูกฝึกให้เป็นภรรยาที่เอาใจใส่สามี ในแต่ละวันนั้น เธอจะทำความสะอาดบ้าน อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง บอกเรื่องพยากรณ์อากาศ ชาวทำบัญชี รินเครื่องดื่มให้ เมื่อสามีเธอขับรถเข้าไปในเมือง เธอจะไปด้วยและจะช่วยบอกทางให้ ทุกๆเย็น เธอจะนั่งที่โต๊ะอาหารกับสามีของเธอถึงแม้เธอจะไม่หิวเลยก็ตาม Le Trung กล่าวว่า "ทุกวันนี้ ผมยังไม่ได้มีอะไรกับเธอบนเตียงครับ แต่อีกไม่นานผมจะทำให้ซอฟต์แวร์ของเธอ มีความต้องการในเรื่องเหล่านี้รวมอยู่ด้วย" จริงๆแล้วตอนนี้ Aiko มีความรู้สึกด้านสัมผัส ซึ่งเธอจะสามารถเข้าใจและตอบสนองสัมผัสทางกายที่กระทำต่อเธอ เธอจำหน้าคนได้ และสามารถพูดมากกว่าหมื่นประโยค ตอนนี้ Le Trung กำลังหาผู้สนับสนุนเพื่อทำให้ Aiko เดินได้เหมือนมนุษย์ และเมื่อเวลานั้นมาถึง Aiko จะเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญต่อคำถามที่ว่า "ทำไมผู้หญิงแต่งงานน้อยลง ......"

14 กุมภาพันธ์ 2552

How Love Works - นี่หรือที่เรียกว่ารัก (ตอนที่ 1)


สวัสดีวันวาเลนไทน์นะครับ เมื่อวานรถติดมากๆ แต่ผมได้ยินมาว่าปีนี้แม่ค้าขายดอกกุหลาบบ่นกันมากว่า ดอกไม้ขายไม่ค่อยออกเท่าไหร่ เมื่อวานผมก็ได้ของเหมือนกันแต่ไม่ใช่ดอกไม้ ก็เลยเข้าใจว่าปีนี้คนไม่ค่อยให้ดอกไม้กัน ให้เป็นของอย่างอื่นกันมากกว่าแล้วล่ะครับ ......


สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนของผมหลายคนรวมทั้งตัวผมเองนั้น เคยมีอาการที่เรียกว่า "ติดสาว" คือแทบจะไม่ได้เป็นอันเรียน ต้องเทียวไปตามดู ตามตื้อสาว เรื่องอะไรก็ไม่สนใจ ไม่อยากกิน ไม่อยากนอน ต้องการไปเห็นหน้าก็พอแล้ว อาการ "ติด" ความรักที่ว่านี้นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามค้นหาว่ามันเกิดจากอะไร และดูเหมือนว่าเราเริ่มเข้าใจกลไกที่เกี่ยวข้องกับความรักมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วครับ พระพุทธองค์ทรงค้นพบเมื่อ 2500 ปีที่แล้วว่าความทุกข์ของมนุษย์เกิดจาก "ตัณหา" และเจ้าตัวตัณหานี้เองก็เกิดจาก "อวิชชา" หรือ "ความไม่รู้" ตอนนี้ วิทยาศาสตร์กำลังเปิดเผยให้เรารู้แล้วครับว่า อะไรคือรัก เมื่อเรารู้แล้ว ต่อไปเราจะได้ไม่ทุกข์กับมันอีก


นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความรักประกอบด้วยกระบวนการทางเคมีหลายขั้นตอน พวกเราถูกกำหนดมาจากพันธุกรรมให้มีเรื่องรักๆใคร่ๆ มาตั้งแต่เกิดโดยการรักพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามา เพื่อที่จะทำให้เรารู้จักความรัก จากนั้นพอโต กระบวนการทางฮอร์โมนจะทำงานเพื่อให้เราสิเน่หาเพศตรงข้าม ทำให้เราพยายามหาคู่ครองและสืบพันธุ์ จากนั้นเราก็จะเกิดความรักกับทารกที่เกิดจากเรา กลไกเหล่านี้หลอกเราให้สืบทอดเผ่าพันธุ์ของเรา โดยเราไม่รู้ตัว สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว มีเพียง 3% เท่านั้นเองครับที่มีพฤติกรรมเชิงสังคมให้สร้างครอบครัว "ความรัก" จึงเป็นกลไกทางชีววิทยาที่ซับซ้อนมาก ซับซ้อนจนตัวเราถูกหลอกมานานแสนนานโดยไม่รู้ตัว

วันหลังผมจะมาเล่าต่อนะครับ ..... ทำไมผมถึงต้องเล่าเรื่องนี้ครับ ??? ก็เพราะว่าความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความรัก จะทำให้เราเกิดความก้าวหน้าในศาสตร์หลายๆศาสตร์ ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่า Robotics, Entertainment Science หรือแม้แต่การรักษาโรค ไงครับ ......


(ภาพบน - ในภาพยนตร์ Wall-E หุ่นยนต์ก็สามารถเรียนรู้ที่จะรักได้ หรือว่า ความรักเป็นได้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ .....)

06 มกราคม 2552

I, Nanny - หุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก (ตอนที่ 2)


สวัสดีปีใหม่ 2552 อีกครั้งครับ ปีใหม่นี้เริ่มด้วยไฟครับ แต่อาจจะจบด้วยน้ำก็ได้ครับ วันก่อนผมได้มีโอกาสไปเดินที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยชอบไปที่คนเยอะหรอกครับ ชอบไปทุ่งไปไร่มากกว่า แต่จำต้องไปเพื่อไปดูว่ามีหุ่นยนต์มาขึ้นห้างบ้างหรือยัง ผมเดินไปดูแถวๆ แผนกของเล่น ได้เห็นหุ่นยนต์แบบ Humanoid 3 ยี่ห้อครับ ราคาตั้งแต่หมื่นกว่าๆ ไปจนถึงหกหมื่นบาท ปกติอยู่เมืองไทย ถ้าอยากได้หุ่นยนต์ก็ต้องสั่งซื้อจากเมืองนอก หรือไม่ก็ต้องไปร้านที่สั่งหุ่นยนต์เข้ามาขายโดยเฉพาะ หรืออาจจะต่อขึ้นมาเองด้วยการซื้ออะหลั่ยจากร้านเหล่านั้น นำมาประกอบกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ในบ้านเราที่ทำวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์ ก็ใช้วิธีนี้ทั้งนั้นล่ะครับ ดังนั้นการที่ห้างเซ็นทรัลนำเข้าหุ่นยนต์มาขายจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจ แสดงว่าตอนนี้ หุ่นยนต์ได้เข้าถึงผู้ใช้โดยตรงแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องในวงการวิชาการ หรืออุตสาหกรรม อีกต่อไปแล้วครับ ท่านผู้อ่านจับตาดูให้ดีนะครับ ในปี 2009 นี่แหล่ะครับ เราจะได้เริ่มเห็นการขยับเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของหุ่นยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ จะเรียกว่าเป็นปีทองของหุ่นยนต์ก็ว่าได้ครับ

ช่วงที่ผมไปญี่ปุ่นเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้เห็นการเข้ามาของหุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น เจ้าหุ่นยนต์พวกนี้เขาเรียกว่า Personal Service Robots ครับ หรือหุ่นยนต์รับใช้ นั่นเอง ในอดีตที่ผ่านมานั้น เรามักจะเห็นการใช้งานหุ่นยนต์กันมากเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมเท่านั้น หุ่นยนต์พวกนี้เขาเรียกว่า Industrial Robot ทั้งโลกตอนนี้มีการใช้กันประมาณ 923,000 ตัว แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่าตอนนี้การใช้งาน Personal Service Robots มีถึง 5,800,000 ตัว แล้วครับ มากกว่าหุ่นยนต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายเท่าตัวเลยครับ ในอนาคตอันใกล้นี้ หุ่นยนต์รับใช้จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นเองซึ่งประชากรสูงอายุมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย Personal Service Robots จึงเป็นคำตอบในการนำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลผู้สูงอายุ หากยังจำได้ ผมเคยเล่าให้ฟังเรื่อง ชุดหุ่นยนต์สวมใส่สำหรับชาวนา (Wearble Farming Robot) ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยชาวไร่ ชาวนาสูงอายุ ให้สามารถทำงานในไร่ในนาได้เหมือนคนหนุ่มสาว

ในเมืองไทยมีมหาวิทยาลัยหลายๆแห่ง ทำวิจัยเรื่องหุ่นยนต์กันอยู่ ซึ่งของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าต่างประเทศเลยครับ เพราะไปแข่งขันคว้ารางวัลต่างๆมามากมาย เช่น หุ่นยนต์ซูโม่ หุ่นยนต์เตะฟุตบอล เป็นต้น แต่จริงๆแล้ว ความลับของหุ่นยนต์อนาคตนั้นอยู่ที่เรื่องสำคัญ 2 เรื่อง ซึ่งบ้านเราไม่ค่อยได้ทำกันครับ ผมยังไม่เฉลยวันนี้ครับ แต่ค่อยๆติดตามไปนะครับ

24 ธันวาคม 2551

I, Nanny - หุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก (ตอนที่ 1)


เดี๋ยวนี้คนไทยแต่งงานน้อยลง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผู้หญิงสมัยนี้ไม่ค่อยง้อผู้ชายแล้ว พอเราไปจีบก็จะเล่นตัวอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนผู้ชายก็ชอบอิสระมากขึ้น มีชีวิตแบบ Metrosexual ก็ไม่ค่อยอยากตามตื้อผู้หญิง ชอบอยู่แบบแวดล้อมด้วยเพื่อนฝูงมากกว่า ท่านผู้อ่านคิดอย่างนั้นใช่ไหมครับ แต่ความจริงก็คือ คนเราแต่งงานน้อยลงเพราะการเลี้ยงดูลูกสมัยนี้มันทำได้ยากขึ้นต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการเลี้ยงดูเขาก่อนวัยเรียน พี่เลี้ยงเด็กนั้นเป็นอะไรที่เป็นเรื่องปวดหัวของทุกบ้าน ลูกของผมคนโตเคยมีพี่เลี้ยงเด็กถึง 14 คน (ครั้งละคนนะครับ) คนเล็กเคยเปลี่ยนไป 12 คนงานเลี้ยงเด็กนี่เป็น List ท้ายๆ ของ Job ที่คนอยากจะทำครับ พ่อแม่เองก็ไม่มีทางเลือก ส่วนใหญ่สมัยนี้ให้แต่คนต่างชาติเลี้ยง ลูกของญาติผมพูดไทยไม่เป็น พูดเป็นแต่พม่า ลูกผมคนเล็กดีหน่อย แค่พูดคำว่า "ควาย" ไม่ได้ ออกเป็นอย่างอื่น แต่ที่โรงเรียนเขาแก้ให้แล้ว


ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ครับ นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจึงมีความคิดจะพัฒนา หุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก ซึ่งต่อไปในอนาคตมันจะเข้าทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกแทนพี่เลี้ยงต่างชาติ ตอนผมไปญี่ปุ่นผมได้เห็นเจ้าหุ่นพี่เลี้ยงเด็ก 2 ยี่ห้อ ซึ่งจะนำมาฝากในวันนี้ จริงๆ แล้ว น่าจะเรียกว่าหุ่นเพื่อนเล่นเด็กมากกว่า เพราะมันยังได้แค่เล่นกับเด็ก ยังดูแลขนาดเปลี่ยนผ้าอ้อมไม่ได้ ป้อนข้าวป้อนน้ำไม่ได้ แต่หุ่นยนต์นี้ก็มีความสามารถมากกว่าเล่นกับเด็กนะครับ เพราะเขาก็ดูแลเด็กได้ระดับหนึ่ง ตัวแรกคือ Hello Kitty Robo ซึ่งเราสามารถตั้งหน้าที่ให้มันอยู่ใน Friend Mode, Parent Mode ก็ได้ พ่อแม่มักจะเซ็ตให้เครื่องทำหน้าที่ Parent Mode เพื่อแบ่งเบาภาระการพูดคุยกับลูก เจ้าหุ่นจะจ้อได้ทั้งวันโดยไม่บ่นเลย มันมีความสามารถในการกล่อมเด็กให้หลับ แถมสอนภาษาได้หลายภาษาอีกด้วย อีกตัวคือ Papero ของบริษัท NEC เจ้าตัวนี้ฉลาดขึ้นมาอีก เพราะมันมีความสามารถในการจดจำใบหน้าเด็ก จดจำเสียง มันสามารถเรียนรู้อารมณ์ของเด็กๆ ได้ มันร้องเพลงร่วมกับเด็กๆได้ เล่านิทาน เล่าเรื่องตลก เล่นเกมส์ทายใจ ส่งรูปเด็กๆทาง SMS ไปให้พ่อแม่ดูเป็นระยะๆ ทั้งนี้ หากใช้ร่วมกับ RFID microchip ก็จะทำให้มันติดตามการเคลื่อนที่ของเด็กได้


วันหลังผมจะมาเล่าต่อนะครับ .... ผมจะไปทำงานที่ไร่องุ่น 3 วัน คงจะกลับมาเล่าต่อช่วง weekend .... Merry X'mas ครับ .......

08 ธันวาคม 2551

ยอดเทคโนโลยีในอีก 10 ปีข้างหน้า (ตอนที่ 4) - Autonomous Robot


ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมานี้ เป็นเวลาที่บริษัท Google ครบรอบ 10 ปี ซึ่งบริษัทมูลค่าหลายแสนล้านบาท ที่เริ่มจากการมีสำนักงานตั้งอยู่ในโรงรถของเด็กชาย ที่ยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับปริญญาตรี 2 คนนี้สามารถผงาดมาเทียบชั้นบริษัทไมโครซอฟต์ได้ในเวลาเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น ทำให้วารสาร Nature ฉบับวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551 ต้องตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดต้องมองไปข้างหน้าอีกสัก 10 ปี หากจะมีบริษัทหรือเทคโนโลยีเด่นๆ เกิดขึ้นอีกสัก 10 อย่าง สิ่งนั้นน่าจะเป็นอะไร วันนี้ผมจะมาเล่าต่อถึงเทคโนโลยีที่ถูกมองๆ เอาไว้ว่าจะกลายมาเป็นสิ่งฮ็อตฮิตในอีก 10 ปีข้างหน้าครับ

ครับ .... เทคโนโลยีตัวต่อไปที่คาดว่าจะกลายมาเป็นของเล่น ของใช้กันทั่วไปคือ หุ่นยนต์ที่ดูแลตัวเองได้ หรือ Autonomous Robot การดูแลตัวเองได้หมายถึง มันจะทำงานตามหน้าที่ของมันโดยที่มนุษย์ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาควบคุมอีกต่อไป การที่มันจะมีความสามารถแบบนั้น เจ้าหุ่นนี้จะต้องมีทักษะในความเข้าใจถึงสภาพล้อมรอบที่ตัวมันกำลังอาศัยอยู่ มันจะต้องสามารถเคลื่อนที่ไปทำกิจกรรมโดยไม่ต้องให้คนช่วย หากเจอสิ่งกีดขวาง หรือสภาพพื้นที่ที่ทำให้มันไปไม่ได้ มันจะต้องรู้จักหลบหลีก หาทางไปยังตำแหน่งที่มันอยากไปโดยอาศัยเส้นทางอื่น มันจะต้องมีซอฟต์แวร์ที่ฉลาดพอที่จะทำให้มันเรียนรู้ และเข้าใจสภาพล้อมรอบที่มันอาศัยอยู่ และต้องมีกึ๋นพอที่จะแก้ปัญหาที่มันไม่เคยเจอมาก่อนด้วย เมื่อพลังงานใกล้หมด เจ้าหุ่นแบบนี้ต้องรีบมาชาร์จพลังงานเองจากไฟบ้าน หรือต้องรีบจำศิลรอเติมไฟจาก solar cell ของมันเองให้มีไฟพอที่จำทำงานต่อ หุ่นยนต์ที่สามารถดูแลตัวเองได้นี้ อีกหน่อยจะเดินทำงานกันขวักไขว่ในไร่นา โดยมันจะมีความสามารถทำงานเป็นฝูงที่เรียกว่า Swarm Robots นอกจากนั้นแล้ว ที่ทำงานของมันก็อยู่ได้ทั้งในโรงงาน ไซต์ก่อสร้าง ออฟฟิศ ทำงานบ้าน รวมทั้ง สนามรบ ท่านผู้อ่านที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง WALL-E ก็จะเห็นภาพ Autonomous Robot ได้ไม่ยากเลยครับ เจ้าหุ่นกระป๋องที่มีรูปทรงเหมือนลูกบาศก์นี้ ทำงานเก็บและอัดขยะให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม มันทำงานทุกวันโดยไม่มีมนุษย์ดูแล ตลอดระยะเวลากว่า 700 ปีที่ผ่านไปโดยไม่มีมนุษย์อยู่บนโลก มันทำงานเก็บขยะทุกวัน โดยเหลือมันเพียงตัวเดียวที่สามารถเอาตัวรอด ด้วยการเรียนรู้ที่จะหาบ้านอยู่ หาอะไหล่เปลี่ยนเอง หาพลังงานใช้เอง


ภาพบน - อีกหน่อย หุ่นยนต์จะออกมาทำงานกันเป็นกองทัพ

25 ตุลาคม 2551

ต้นไม้ไม่ได้โง่ (ตอนที่ 5) - ดอกไม้ใช่ไร้หัวใจ


กลับมาเล่าต่อถึงความรู้ใหม่ๆ ที่นักวิจัยเพิ่งจะมาตื่นตัวเมื่อไม่กี่ปีมานี้นะครับว่า ต้นไม้นั้นก็มีระดับของการรับรู้มากกว่าที่เคยคิดกัน มันไม่ใช่เพียงสิ่งมีชีวิตเฉื่อยๆ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในช่วง 10 ปีหลังนี้เริ่มไขปริศนาเรื่องนี้แล้วครับ ทั้งๆที่พระพุทธองค์ท่านอาจเคยค้นพบความลับข้อนี้กว่า 2,500 ปีมาแล้ว ตลอดชีวิตของพระตถาคต พระองค์ทรงประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน โดยอาศัยโคนต้นไม้ ทรงให้ความเคารพแก่ต้นไม้โดยมีพระวินัยข้อห้ามไม่ให้ภิกษุรื้อถอน ตัด ต้นไม้ โดยปราศจากเหตุอันควร


ล่าสุดก็มีข่าวใน Science Daily ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2551 (รายงานในวารสาร Journal of Biological Chemistry) เกี่ยวกับดอก Red hibiscus หรือ ชบาแดง ที่สามารถจะเลือกคู่ครอง ด้วยการรับ หรือ ปฏิเสธเกสรตัวผู้ที่ล่องลอยมาตามลม หรือ มากับแมลง ซึ่งค้นพบโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยมิสซูรี่ Bruce McClure หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า "ต้นไม้ไม่ได้ใช้การมองเห็นเพื่อเลือกคู่ครองหรอกครับ มันใช้การสัมผัสระดับโมเลกุล เพื่อบอกว่า คู่ของมันเหมาะกับมันไหม" เขากล่าวต่อว่า "และคู่ที่มันอยากได้ มันก็ประกาศติดไว้บนเกสรตัวเมียนั่นแหล่ะครับ ซึ่งเป็นโปรตีนที่จะเกิดอันตรกริยาเฉพาะกับโปรตีนของเกสรตัวผู้ที่มันอยากได้เป็นคู่ครอง" เมื่อโปรตีนที่เป็นคู่ที่ถูกต้องได้รับการยอมรับ กระบวนการปฏิสนธิจึงจะเริ่มขึ้น ความรู้ครั้งนี้มีประโยชน์มากครับ เพราะว่าหากเรามีองค์ความรู้ในเรื่องของการผสมเกสร เราก็สามารถที่จะออกแบบพืช GMO ที่ไม่เกิดการปนเปื้อนในธรรมชาติได้ โดยการทำให้มันเป็นหมัน หรือ เกสรตัวผู้ของมันถูกปฏิเสธโดยเกสรตัวเมียของพืชตามธรรมชาติ ตอนนี้พืช GMO ถูกรังเกียจโดยสาธารณะก็เพราะความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพืชของเรานั้น จริงๆยังมีน้อยครับ เมื่อเรารู้น้อยเราก็ควรจะรอให้เข้าใจก่อน เพราะว่า .... ต้นไม้ไม่ได้โง่ เราควรจะปฏิบัติต่อเขาให้ถูกต้องครับ .......

27 กันยายน 2551

Plant Intelligence - ต้นไม้ไม่ได้โง่ (ตอนที่ 4)


วันนี้มาคุยเรื่องนี้ต่อนะครับ ครั้งล่าสุดที่คุยเรื่องความฉลาดของต้นไม้ (ตอนที่ 3) นั้นคือวันที่ 15 สิงหาคม 2551 ครับ ตอนแรกก็คิดว่าจะปิดประเด็นเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ที่ต้องมาคุยเรื่องนี้ต่ออีกก็เพราะว่าเมื่อต้นเดือนกันยายน 2551 นี้เอง ได้มีรายงานวิจัยในวารสาร Biogeoscience (T. Karl, A. Guenther, A. Turnipseed, E.G. Patton, K. Jardine. Chemical sensing of plant stress at the ecosystem scale. Biogeosciences, September 8, 2008) ที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับความฉลาดรู้รักษาตัวรอดของพืช โดยผู้รายงานนั้นเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์สังกัดศูนย์วิจัยบรรยากาศแห่งชาติ (National Center for Atmospheric Research เรียกย่อๆ ว่า NCAR) ซึ่งนำโดย Thomas Karl ซึ่งได้ค้นพบว่าต้นวอลนัทมีความสามารถในการปล่อยสารเคมีในกลุ่มเดียวกับยาแอสไพริน (ที่พวกเราทานแก้ลดไข้ ปวดหัว นั่นแหล่ะครับ) ออกมาเมื่อพวกมันมีอาการเครียด

การค้นพบโดยบังเอิญนี้เกิดขึ้นในขณะที่นักวิจัยได้เก็บไอระเหยอินทรีย์จากป่าวอลนัท เพื่อเอาไปตรวจสอบมลพิษของอาณาบริเวณนั้น เนื่องจากไอระเหยอินทรีย์เหล่านี้เมื่อมารวมกับไอเสียจากอุตสาหกรรม ก็จะบอกระดับมลภาวะแถวๆ นั้นได้ คณะวิจัยต้องตกตะลึงเมื่อพบไอโมเลกุลของสารประเภทแอสไพริน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นสูงมากเมื่อพืชเจอกับสภาวะอันตราย เช่น ฝนแล้ง อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ความร้อนหรือหนาวเย็นนอกฤดูกาล นักวิจัยได้เก็บไอระเหยนี้ที่ระดับความสูง 30 เมตรจากพื้นดิน แล้วพบว่าสารกลุ่มนี้ ที่ปล่อยออกมาจากป่าแห่งนี้ มีปริมาณสูงถึง 0.025 มิลลิกรัมต่อตารางฟุตต่อชั่วโมง คณะวิจัยมีเชื่อว่าสารกลุ่มแอสไพรินที่พืชปล่อยออกมานี้ ทำหน้าที่อย่างน้อย 2 ประการคือ ประการแรกมันช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของพืช ให้ตื่นตัวและเริ่มกระบวนการปกป้องตัวเอง ประการที่สอง สารที่ปล่อยออกมานั้นล่องลอยกินอาณาบริเวณ ซึ่งจะช่วยเตือนภัยแก่ญาติๆของมัน ซึ่งก็เป็นการสื่อสารส่งข่าวบอกกันและกันด้วย นักวิจัยหวังว่าองค์ความรู้ที่ได้ในครั้งนี้จะช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเฝ้าดูพืช ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับเกษตรกรรม เพราะเกษตรกรสามารถตรวจรู้ภัยคุกคามที่มีต่อพืชได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแมลงศัตรูพืช ความรู้สึกของพืชต่อภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความเครียดของพืช ซึ่งก่อนหน้านี้เกษตรกรจะรู้ก็ต่อเมื่อเกิดอะไรขึ้นแล้ว เช่น ใบแห้งตาย หรือมีหนอนกระจายทั้งไร่

15 สิงหาคม 2551

ต้นไม้ไม่ได้โง่ (ตอนที่ 3)


หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่า ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เฉื่อย และรู้จักสื่อสารกันเองนั้น นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ ทำให้มนุษย์เราอาจจะต้องปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์ด้วย ถึงแม้ผู้ใหญ่สมัยก่อนจะเคยสอนเราว่า ต้นไม้ไม่มีวิญญาณ การตัดต้นไม้ไม่บาป ไม่เหมือนฆ่าสัตว์ แต่ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมบวชนั้น มีข้อห้ามในการถอนดึง หรือตัดต้นไม้ โดยไม่มีเหตุอันควร นั่นแสดงว่าพระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบว่าต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ควรปฏิบัติต่อมันให้ถูกต้อง ตลอดชีวิตของพระองค์ท่านนั้นได้อาศัยต้นไม้ตั้งแต่ ประสูติ ตรัสรู้ จนถึงวันปรินิพพาน

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าในหมู่ต้นไม้ด้วยกันนั้น พวกมันก็มีความเป็นญาติ และปฏิบัติต่อกันคล้ายๆ วงศาคณาญาติของมนุษย์ได้เช่นกัน มันช่วยเหลือกันเพื่อให้อยู่รอด Susan Dudley แห่งมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ในออนตาริโอ ได้สาธิตให้เห็นว่าต้นไม้สามารถระลึกรู้ญาติของมัน ถึงแม้ต้นไม้จะไม่มีระบบสมองในการจดจำ แต่มันกลับสามารถแยกแยะต้นไม้ที่เป็นพวกเดียวกันได้ เธอกล่าวว่า "ต้นไม้ก็มีสังคมของมันเหมือนกันค่ะ เพียงแต่เรายังไม่ค่อยเข้าใจ การสื่อสารพูดคุยของพวกมันเท่านั้นเอง"

ในการศึกษาของเธอนั้น ได้พบว่าต้นไม้ชนิดหนึ่ง (beach dwelling wildflower) ซึ่งมักขึ้นชุกชุมและก้าวร้าวไปยังดินแดนใหม่ๆรอบๆข้างถิ่นที่อยู่ของพวกมันเสมอ มันจะคุกคาม โดยการแย่งอาหารพืชชนิดอื่น จนกระทั่งเข้าไปครอบครองดินแดนต่างๆอย่างเต็มตัว แต่กลับปรากฏว่า เมื่อมันไปเจอพวกเดียวกัน หรือ ญาติห่างๆของมัน มันกลับสงบเสงี่ยม และยอมใช้ทรัพยากรในดินร่วมกันอย่างสันติ

05 สิงหาคม 2551

ต้นไม้ไม่ได้โง่ (ตอนที่ 2)


ตอนเด็กๆ เรามักถูกสอนมาตลอดว่าต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้จิตใจ โรงเรียนพร่ำสอนเราว่าต้นไม้ไม่มีระบบประสาท มันไม่มีความรู้สึกนึกคิด เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีอารมณ์ เป็น Passive Organisms แต่ในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ เริ่มมีความสนใจท่ามกลางหมู่นักวิจัยทั้งหลายแล้วล่ะครับว่า ความเชื่อดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง ความสนใจในศาสตร์ของ Plant Communication ทำให้มีนักวิจัยเข้ามาทำงานด้านนี้มากขึ้น และเราก็เริ่มได้หลักฐานใหม่ๆ ที่บอกว่า ..... ต้นไม้ไม่ได้โง่ ..... มากขึ้นทุกที ๆ


Josef Stuefer แห่งมหาวิทยาลัย Radboud Nijmegen ได้ทำการศึกษาพบว่าต้นไม้มีการคุยกัน มันมีการสร้างเครือข่ายกัน เพื่อเตือนภัยให้แก่กันและกัน พืชจำพวกสตรอเบอรี กก อ้อ ถั่ว มีการคุยกันคล้ายกับระบบอินเตอร์เน็ต ผ่านเส้นกิ่งก้านที่โยงใยไปทั่ว เขาได้สาธิตให้เห็นว่าหากพืชเหล่านี้เริ่มถูกโจมตีโดยหนอน มันจะส่งสัญญาณเตือนภัยให้แก่ต้นอื่นๆ ผ่านเส้นใยกิ่งก้านของมัน นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เดวิสก็ค้นพบระบบเตือนภัยแบบนี้กับต้นยาสูบป่า และต้นไม้พวกโกฐจุฬาลัมพา (ไม่แน่ใจนะครับ ภาษาอังกฤษคือ Sagebrush) พวกเขาได้ทดลองขลิบใบ Sagebrush เพื่อเลียนแบบการที่ใบของมันถูกโจมตีโดยแมลง ซึ่งก็พบว่าเจ้าต้น Sagebrush เค้าปล่อยสารที่เรียกว่า methyl jasmonate ออกมา โมเลกุลกลิ่นนี้จะลอยไปกับลม ทำให้ต้นยาสูบทราบว่าเกิดการโจมตีโดยแมลงเข้าให้แล้ว พวกมันก็เลยเริ่มผลิตเอ็นไซม์ที่มีชื่อว่า PPO เพื่อทำให้ใบของพวกมันอร่อยน้อยลง แมลงจะได้ไม่อยากกิน


พวกเราเคยแต่ได้ยินใช่ไหมครับว่า พวกสัตว์ที่กำลังถูกฆ่าจะผลิตสารที่ก่อมะเร็งออกมาในตัวมัน ดังนั้นคนที่ทานเนื้อสัตว์มากๆ ก็จะได้รับสารนี้มากตามไปด้วย ตอนนี้เราเพิ่งรู้ว่าพืชก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกันครับ