
วิเคราะห์สถานภาพทางด้านนาโนศาสตร์ และ นาโนเทคโนโลยี ของประเทศไทย เปรียบเทียบกับ ประเทศคู่แข่ง เพื่อช่วยผลักดันให้ประเทศไทย เป็น Nano Valley of ASEAN
17 กันยายน 2553
Collective Intelligence - ปัญญาสะสม (ตอนที่ 3)

19 สิงหาคม 2553
Collective Intelligence - ปัญญาสะสม (ตอนที่ 2)

31 ธันวาคม 2552
The Rise of Machines - เมื่อยุคของหุ่นยนต์มาถึงแล้ว

หายไปหลายวันเลยครับ เพราะมีงานต้องเคลียร์ก่อนขึ้นปีใหม่ครับ วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เพื่อต้อนรับปีใหม่ ผมเลยต้องขอเขียนเรื่องนี้ส่งท้ายหน่อยครับ เป็นข้อสังเกตกันว่ายุคของจักรกลฉลาดกำลังจะมาถึงแล้ว เพราะตลอดปี 2009 ที่ผ่านมาได้มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นอย่างขนานใหญ่ทั่วโลก ซึ่งหากจะเขียนถึงเรื่องนี้อย่างเคลียร์ ๆ ต้องยาวแน่ครับ ผมขอสรุปความก้าวหน้าอย่างคร่าวๆ นะครับ
ที่เห็นอย่างเด่นชัดก็คือ หุ่นยนต์ในปี 2009 มีความฉลาดทางสังคมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก มันเรียนรู้เรื่องอารมณ์ และสามารถที่จะสื่อสารทางอารมณ์กับมนุษย์ได้ดีขึ้น หุ่นยนต์ Simon ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐจอร์เจีย (Georgia Institute of Technology) ที่เมืองแอตแลนต้า (ผมเคยไปเดินเล่นที่นี่ครับ) เรียนรู้ที่จะหยิบ รับ สิ่งของจากมนุษย์ โดยมันจะอ่านคำสั่งจากสายตา ท่าทาง ของเจ้าของมัน (อ่านที่ http://bit.ly/ujkpg) หุ่นยนต์ Robovie จาก Carnegie Mellon University อาศัยการสังเกตใบหน้า สายตา ท่าทางของมนุษย์ เพื่อสนทนาโต้ตอบ (อ่านต่อที่ http://bit.ly/5lSXse) หุ่นยนต์ Einstein ของ University of California San Diego สามารถเรียนรู้ใบหน้าตัวเองจากการมองกระจก มันจะลองผิด ลองถูก เพื่อเรียนรู้การทำใบหน้าเป็นอารมณ์ต่างๆ หัดทำหน้ายิ้มได้เอง (อ่านต่อที่ http://bit.ly/58vvzC) ก่อนหน้านี้ผมก็เคยเขียนเรื่องหุ่นยนต์ที่สามารถพัฒนาการเอาตัวรอด มันเรียนรู้ที่จะหลอกเพื่อนของมัน เอาเปรียบเพื่อนของมัน ในขณะที่หุ่นยนต์อีกตัวที่สร้างมาพร้อมกัน กลับพัฒนาพฤติกรรรมในการช่วยเหลือ เกื้อกูล เพื่อนฝูง (อ่านต่อที่ http://bit.ly/3OzrR) ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า พฤติกรรมดีชั่ว อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาลการี (University of Calgary) ในแคนาดา ยังสอนให้หุ่นยนต์ให้เรียนรู้อารมณ์ของเจ้าของ ทำให้มันรู้จักถอยห่าง เวลาเจ้าของอารมณ์เสีย (อ่าน paper นี้ได้ที่ http://bit.ly/7LVUk)
ความก้าวหน้าของหุ่นยนต์ในปี 2009 ยังไม่จบแค่นี้ครับ ผมจะมาเขียนต่อครับ อาจจะวันนี้ หรือ พรุ่งนี้ สวัสดีปีใหม่ 2553 ครับผม .....
29 กรกฎาคม 2552
Collective Intelligence - ปัญญาสะสม

24 กรกฎาคม 2552
Robot Evolution - หุ่นยนต์วิวัฒน์ (ตอนที่ 2)

หลังจากปล่อยให้หุ่นยนต์วิ่งไปวิ่งมา ก็จะเหลือหุ่นยนต์ที่รอดเหลือพลังงาน โดยที่ส่วนหนึ่งจะพลังงานหมด ตัวที่รอดจะถูกเลือกใช้เป็นโปรแกรมของหุ่นยนต์รุ่นต่อไป หลังจากมีการจำลองให้มีวงจรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นรุ่นๆ ไปสัก 50 รุ่น นักวิจัยพบว่าหุ่นยนต์ได้มีการเรียนรู้ เกิดเป็นสังคมที่มีการช่วยเหลือกัน เพื่อที่จะหาอาหาร และ หลีกเลี่ยงอันตราย ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นก็คือ หุ่นยนต์บางตัวมีลักษณะฮีโร่ คือ ยอมเข้าไปในเขตอันตราย เพื่อกระพริบไฟเตือนตัวอื่นๆ ไม่ให้วิ่งเข้ามา แต่ที่น่าตื่นเต้นก็คือ มีหุ่นยนต์บางตัวแสดงบทบาทเป็นตัวร้าย ด้วยการกระพริบไฟหลอกให้ตัวอื่นๆ วิ่งเข้ามาในเขตอันตราย โดยหลอกว่าเป็นเขตอาหาร เมื่อตัวอื่นวิ่งเข้ามาเดี้ยงแล้ว มันก็รีบวิ่งหนีไปกินอาหารทันที !!!
28 เมษายน 2552
นักวิจัยพบ มดเลือกบ้านพิถีพิถันกว่าคน

หมู่นี้ผมสังเกตว่า .... การศึกษาแมลงกำลังเป็นประเด็นใหม่และศาสตร์ที่กำลังมาแรงครับ เพราะหากเราเข้าใจแมลง เราก็จะสามารถวิศวกรรมแมลงได้ ซึ่งสามารถนำไปสร้างหุ่นยนต์ หรือ ระบบอัจฉริยะอื่นๆ ที่อาศัยการทำงานเป็นฝูงหรือแบบสังคมประดิษฐ์
04 เมษายน 2552
Robofish - ปลาหุ่นยนต์

เร็วๆ นี้สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานว่า คณะวิจัยของประเทศอังกฤษได้พัฒนาหุ่นยนต์ปลา ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวคล้ายปลามากที่สุดตั้งแต่ที่มีการพยายามพัฒนาหุ่นยนต์ประเภทนี้ เจ้าหุ่นยนต์ปลาตัวนี้มีลำตัวยาว 1.5 เมตร นักวิจัยประดิษฐ์มันขึ้นมาโดยตั้งใจให้มันทำหน้าที่นักสืบใต้น้ำ มันถูกติดตั้งเซ็นเซอร์เคมีหลากหลายประเภทเข้าไป ทำให้มันสามารถตรวจสอบมลภาวะในทะเลได้ การที่มันมีรูปร่างเหมือนปลา และว่ายน้ำเหมือนปลา ทำให้การเคลื่อนไหวใต้น้ำของมันประหยัดพลังงานได้มากกว่าเรือดำน้ำไร้คนขับ ซึ่งมักใช้กันในงานวิจัยใต้น้ำ แต่สิ่งที่ทำให้มันเจ๋งกว่าเรือดำน้ำไร้คนขับเหล่านั้นคือ มันสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม เจ้าหุ่นยนต์ปลานี้ได้ถูกโปรแกรมให้มีความฉลาด สามารถเรียนรู้การว่ายน้ำได้สถานการณ์ต่างๆ ตอนนี้คณะวิจัยกำลังวางแผนที่จะผลิตหุ่นยนต์ปลานี้ออกมาเป็นฝูงเลยครับ ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อทำให้หุ่นยนต์ปลาสามารถอยู่และทำงานเป็นฝูง ซึ่งพวกมันก็ต้องมีทักษะทางสังคม (Social Intelligence) ด้วย
11 มีนาคม 2552
Robowife - หุ่นยนต์ภรรยาหลวง

14 กุมภาพันธ์ 2552
How Love Works - นี่หรือที่เรียกว่ารัก (ตอนที่ 1)

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนของผมหลายคนรวมทั้งตัวผมเองนั้น เคยมีอาการที่เรียกว่า "ติดสาว" คือแทบจะไม่ได้เป็นอันเรียน ต้องเทียวไปตามดู ตามตื้อสาว เรื่องอะไรก็ไม่สนใจ ไม่อยากกิน ไม่อยากนอน ต้องการไปเห็นหน้าก็พอแล้ว อาการ "ติด" ความรักที่ว่านี้นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามค้นหาว่ามันเกิดจากอะไร และดูเหมือนว่าเราเริ่มเข้าใจกลไกที่เกี่ยวข้องกับความรักมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วครับ พระพุทธองค์ทรงค้นพบเมื่อ 2500 ปีที่แล้วว่าความทุกข์ของมนุษย์เกิดจาก "ตัณหา" และเจ้าตัวตัณหานี้เองก็เกิดจาก "อวิชชา" หรือ "ความไม่รู้" ตอนนี้ วิทยาศาสตร์กำลังเปิดเผยให้เรารู้แล้วครับว่า อะไรคือรัก เมื่อเรารู้แล้ว ต่อไปเราจะได้ไม่ทุกข์กับมันอีก
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความรักประกอบด้วยกระบวนการทางเคมีหลายขั้นตอน พวกเราถูกกำหนดมาจากพันธุกรรมให้มีเรื่องรักๆใคร่ๆ มาตั้งแต่เกิดโดยการรักพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามา เพื่อที่จะทำให้เรารู้จักความรัก จากนั้นพอโต กระบวนการทางฮอร์โมนจะทำงานเพื่อให้เราสิเน่หาเพศตรงข้าม ทำให้เราพยายามหาคู่ครองและสืบพันธุ์ จากนั้นเราก็จะเกิดความรักกับทารกที่เกิดจากเรา กลไกเหล่านี้หลอกเราให้สืบทอดเผ่าพันธุ์ของเรา โดยเราไม่รู้ตัว สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว มีเพียง 3% เท่านั้นเองครับที่มีพฤติกรรมเชิงสังคมให้สร้างครอบครัว "ความรัก" จึงเป็นกลไกทางชีววิทยาที่ซับซ้อนมาก ซับซ้อนจนตัวเราถูกหลอกมานานแสนนานโดยไม่รู้ตัว
วันหลังผมจะมาเล่าต่อนะครับ ..... ทำไมผมถึงต้องเล่าเรื่องนี้ครับ ??? ก็เพราะว่าความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความรัก จะทำให้เราเกิดความก้าวหน้าในศาสตร์หลายๆศาสตร์ ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่า Robotics, Entertainment Science หรือแม้แต่การรักษาโรค ไงครับ ......
(ภาพบน - ในภาพยนตร์ Wall-E หุ่นยนต์ก็สามารถเรียนรู้ที่จะรักได้ หรือว่า ความรักเป็นได้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ .....)
06 มกราคม 2552
I, Nanny - หุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก (ตอนที่ 2)


ช่วงที่ผมไปญี่ปุ่นเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้เห็นการเข้ามาของหุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น เจ้าหุ่นยนต์พวกนี้เขาเรียกว่า Personal Service Robots ครับ หรือหุ่นยนต์รับใช้ นั่นเอง ในอดีตที่ผ่านมานั้น เรามักจะเห็นการใช้งานหุ่นยนต์กันมากเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมเท่านั้น หุ่นยนต์พวกนี้เขาเรียกว่า Industrial Robot ทั้งโลกตอนนี้มีการใช้กันประมาณ 923,000 ตัว แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่าตอนนี้การใช้งาน Personal Service Robots มีถึง 5,800,000 ตัว แล้วครับ มากกว่าหุ่นยนต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายเท่าตัวเลยครับ ในอนาคตอันใกล้นี้ หุ่นยนต์รับใช้จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นเองซึ่งประชากรสูงอายุมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย Personal Service Robots จึงเป็นคำตอบในการนำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลผู้สูงอายุ หากยังจำได้ ผมเคยเล่าให้ฟังเรื่อง ชุดหุ่นยนต์สวมใส่สำหรับชาวนา (Wearble Farming Robot) ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยชาวไร่ ชาวนาสูงอายุ ให้สามารถทำงานในไร่ในนาได้เหมือนคนหนุ่มสาว
ในเมืองไทยมีมหาวิทยาลัยหลายๆแห่ง ทำวิจัยเรื่องหุ่นยนต์กันอยู่ ซึ่งของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าต่างประเทศเลยครับ เพราะไปแข่งขันคว้ารางวัลต่างๆมามากมาย เช่น หุ่นยนต์ซูโม่ หุ่นยนต์เตะฟุตบอล เป็นต้น แต่จริงๆแล้ว ความลับของหุ่นยนต์อนาคตนั้นอยู่ที่เรื่องสำคัญ 2 เรื่อง ซึ่งบ้านเราไม่ค่อยได้ทำกันครับ ผมยังไม่เฉลยวันนี้ครับ แต่ค่อยๆติดตามไปนะครับ
24 ธันวาคม 2551
I, Nanny - หุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก (ตอนที่ 1)


08 ธันวาคม 2551
ยอดเทคโนโลยีในอีก 10 ปีข้างหน้า (ตอนที่ 4) - Autonomous Robot

25 ตุลาคม 2551
ต้นไม้ไม่ได้โง่ (ตอนที่ 5) - ดอกไม้ใช่ไร้หัวใจ

ล่าสุดก็มีข่าวใน Science Daily ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2551 (รายงานในวารสาร Journal of Biological Chemistry) เกี่ยวกับดอก Red hibiscus หรือ ชบาแดง ที่สามารถจะเลือกคู่ครอง ด้วยการรับ หรือ ปฏิเสธเกสรตัวผู้ที่ล่องลอยมาตามลม หรือ มากับแมลง ซึ่งค้นพบโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยมิสซูรี่ Bruce McClure หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า "ต้นไม้ไม่ได้ใช้การมองเห็นเพื่อเลือกคู่ครองหรอกครับ มันใช้การสัมผัสระดับโมเลกุล เพื่อบอกว่า คู่ของมันเหมาะกับมันไหม" เขากล่าวต่อว่า "และคู่ที่มันอยากได้ มันก็ประกาศติดไว้บนเกสรตัวเมียนั่นแหล่ะครับ ซึ่งเป็นโปรตีนที่จะเกิดอันตรกริยาเฉพาะกับโปรตีนของเกสรตัวผู้ที่มันอยากได้เป็นคู่ครอง" เมื่อโปรตีนที่เป็นคู่ที่ถูกต้องได้รับการยอมรับ กระบวนการปฏิสนธิจึงจะเริ่มขึ้น ความรู้ครั้งนี้มีประโยชน์มากครับ เพราะว่าหากเรามีองค์ความรู้ในเรื่องของการผสมเกสร เราก็สามารถที่จะออกแบบพืช GMO ที่ไม่เกิดการปนเปื้อนในธรรมชาติได้ โดยการทำให้มันเป็นหมัน หรือ เกสรตัวผู้ของมันถูกปฏิเสธโดยเกสรตัวเมียของพืชตามธรรมชาติ ตอนนี้พืช GMO ถูกรังเกียจโดยสาธารณะก็เพราะความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพืชของเรานั้น จริงๆยังมีน้อยครับ เมื่อเรารู้น้อยเราก็ควรจะรอให้เข้าใจก่อน เพราะว่า .... ต้นไม้ไม่ได้โง่ เราควรจะปฏิบัติต่อเขาให้ถูกต้องครับ .......
27 กันยายน 2551
Plant Intelligence - ต้นไม้ไม่ได้โง่ (ตอนที่ 4)

การค้นพบโดยบังเอิญนี้เกิดขึ้นในขณะที่นักวิจัยได้เก็บไอระเหยอินทรีย์จากป่าวอลนัท เพื่อเอาไปตรวจสอบมลพิษของอาณาบริเวณนั้น เนื่องจากไอระเหยอินทรีย์เหล่านี้เมื่อมารวมกับไอเสียจากอุตสาหกรรม ก็จะบอกระดับมลภาวะแถวๆ นั้นได้ คณะวิจัยต้องตกตะลึงเมื่อพบไอโมเลกุลของสารประเภทแอสไพริน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นสูงมากเมื่อพืชเจอกับสภาวะอันตราย เช่น ฝนแล้ง อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ความร้อนหรือหนาวเย็นนอกฤดูกาล นักวิจัยได้เก็บไอระเหยนี้ที่ระดับความสูง 30 เมตรจากพื้นดิน แล้วพบว่าสารกลุ่มนี้ ที่ปล่อยออกมาจากป่าแห่งนี้ มีปริมาณสูงถึง 0.025 มิลลิกรัมต่อตารางฟุตต่อชั่วโมง คณะวิจัยมีเชื่อว่าสารกลุ่มแอสไพรินที่พืชปล่อยออกมานี้ ทำหน้าที่อย่างน้อย 2 ประการคือ ประการแรกมันช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของพืช ให้ตื่นตัวและเริ่มกระบวนการปกป้องตัวเอง ประการที่สอง สารที่ปล่อยออกมานั้นล่องลอยกินอาณาบริเวณ ซึ่งจะช่วยเตือนภัยแก่ญาติๆของมัน ซึ่งก็เป็นการสื่อสารส่งข่าวบอกกันและกันด้วย นักวิจัยหวังว่าองค์ความรู้ที่ได้ในครั้งนี้จะช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเฝ้าดูพืช ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับเกษตรกรรม เพราะเกษตรกรสามารถตรวจรู้ภัยคุกคามที่มีต่อพืชได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแมลงศัตรูพืช ความรู้สึกของพืชต่อภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความเครียดของพืช ซึ่งก่อนหน้านี้เกษตรกรจะรู้ก็ต่อเมื่อเกิดอะไรขึ้นแล้ว เช่น ใบแห้งตาย หรือมีหนอนกระจายทั้งไร่
15 สิงหาคม 2551
ต้นไม้ไม่ได้โง่ (ตอนที่ 3)

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าในหมู่ต้นไม้ด้วยกันนั้น พวกมันก็มีความเป็นญาติ และปฏิบัติต่อกันคล้ายๆ วงศาคณาญาติของมนุษย์ได้เช่นกัน มันช่วยเหลือกันเพื่อให้อยู่รอด Susan Dudley แห่งมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ในออนตาริโอ ได้สาธิตให้เห็นว่าต้นไม้สามารถระลึกรู้ญาติของมัน ถึงแม้ต้นไม้จะไม่มีระบบสมองในการจดจำ แต่มันกลับสามารถแยกแยะต้นไม้ที่เป็นพวกเดียวกันได้ เธอกล่าวว่า "ต้นไม้ก็มีสังคมของมันเหมือนกันค่ะ เพียงแต่เรายังไม่ค่อยเข้าใจ การสื่อสารพูดคุยของพวกมันเท่านั้นเอง"
ในการศึกษาของเธอนั้น ได้พบว่าต้นไม้ชนิดหนึ่ง (beach dwelling wildflower) ซึ่งมักขึ้นชุกชุมและก้าวร้าวไปยังดินแดนใหม่ๆรอบๆข้างถิ่นที่อยู่ของพวกมันเสมอ มันจะคุกคาม โดยการแย่งอาหารพืชชนิดอื่น จนกระทั่งเข้าไปครอบครองดินแดนต่างๆอย่างเต็มตัว แต่กลับปรากฏว่า เมื่อมันไปเจอพวกเดียวกัน หรือ ญาติห่างๆของมัน มันกลับสงบเสงี่ยม และยอมใช้ทรัพยากรในดินร่วมกันอย่างสันติ
05 สิงหาคม 2551
ต้นไม้ไม่ได้โง่ (ตอนที่ 2)
Josef Stuefer แห่งมหาวิทยาลัย Radboud Nijmegen ได้ทำการศึกษาพบว่าต้นไม้มีการคุยกัน มันมีการสร้างเครือข่ายกัน เพื่อเตือนภัยให้แก่กันและกัน พืชจำพวกสตรอเบอรี กก อ้อ ถั่ว มีการคุยกันคล้ายกับระบบอินเตอร์เน็ต ผ่านเส้นกิ่งก้านที่โยงใยไปทั่ว เขาได้สาธิตให้เห็นว่าหากพืชเหล่านี้เริ่มถูกโจมตีโดยหนอน มันจะส่งสัญญาณเตือนภัยให้แก่ต้นอื่นๆ ผ่านเส้นใยกิ่งก้านของมัน นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เดวิสก็ค้นพบระบบเตือนภัยแบบนี้กับต้นยาสูบป่า และต้นไม้พวกโกฐจุฬาลัมพา (ไม่แน่ใจนะครับ ภาษาอังกฤษคือ Sagebrush) พวกเขาได้ทดลองขลิบใบ Sagebrush เพื่อเลียนแบบการที่ใบของมันถูกโจมตีโดยแมลง ซึ่งก็พบว่าเจ้าต้น Sagebrush เค้าปล่อยสารที่เรียกว่า methyl jasmonate ออกมา โมเลกุลกลิ่นนี้จะลอยไปกับลม ทำให้ต้นยาสูบทราบว่าเกิดการโจมตีโดยแมลงเข้าให้แล้ว พวกมันก็เลยเริ่มผลิตเอ็นไซม์ที่มีชื่อว่า PPO เพื่อทำให้ใบของพวกมันอร่อยน้อยลง แมลงจะได้ไม่อยากกิน
พวกเราเคยแต่ได้ยินใช่ไหมครับว่า พวกสัตว์ที่กำลังถูกฆ่าจะผลิตสารที่ก่อมะเร็งออกมาในตัวมัน ดังนั้นคนที่ทานเนื้อสัตว์มากๆ ก็จะได้รับสารนี้มากตามไปด้วย ตอนนี้เราเพิ่งรู้ว่าพืชก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกันครับ