วิเคราะห์สถานภาพทางด้านนาโนศาสตร์ และ นาโนเทคโนโลยี ของประเทศไทย เปรียบเทียบกับ ประเทศคู่แข่ง เพื่อช่วยผลักดันให้ประเทศไทย เป็น Nano Valley of ASEAN
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Vietnam แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Vietnam แสดงบทความทั้งหมด
13 พฤษภาคม 2556
3rd World Congress on Information and Communication Technologies (WICT 2013)
เมื่อปลายปี ค.ศ. 2015 มาถึง ประเทศอาเซียนจะรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน เกิดการแลกเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การใช้ชีวิต การท่องเที่ยว การศึกษา ซึ่งจะทำให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆ กันมากขึ้นด้วย น่าแปลกใจว่า ในวงการวิชาการ หรือ ในวงการมหาวิทยาลัย เรามีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างประเทศอาเซียนน้อยมากๆ ไม่เหมือนทาง EU ซึ่งก่อนจะรวมเป็นสหภาพยุโรป เค้ามีการแลกเปลี่ยนทางด้านวิชาการอย่างเข้มแข็งมานานแล้ว และเมื่อมาถึงการรวมเป็น EU อย่างสมบูรณ์ แม้แต่ตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย ของเค้าก็เปิดเสรีให้ประเทศสมาชิกสามารถสมัครได้ แต่ในอาเซียนของเราเองนั้น เรามีกิจกรรมทางวิชาการน้อยมากๆ ไม่ว่าจะเรื่องของความร่วมมือทางวิชาการ การจัดประชุม การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา ทุนการศึกษาต่างๆ เรายังมีจำนวนของนักศึกษาจากในอาเซียนมาเรียนน้อยมากๆ แต่ผมก็หวังว่า หลังจากเราเปิด AEC อย่างสมบูรณ์ สิ่งนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
สำหรับประเทศใน AEC ด้วยกัน ที่ผ่านมาเรื่องของวิชาการ และ เทคโนโลยีแข่งกันอยู่แค่ 3 ประเทศคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ ไทย การประชุมต่างๆ ที่เป็นงานประชุมระดับนานาชาติ หรือ ระดับโลก มักจะเลือกมาจัดกันใน 3 ประเทศนี้ นานๆ ทีก็มีบ้างที่ไปจัดที่อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ แต่ในระยะหลังๆ นี้ ผมเริ่มสังเกตเห็นการประชุมนานาชาติทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะภายใต้แบรนด์ดังอย่าง IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) มาจัดในเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นการชี้เทรนด์ให้เห็นว่าชาวเวียดนามเริ่มมีกิจกรรมคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ ทางด้านวิศวกรรม และในเวทีนานาชาติ
วันนี้ผมขอเสนอการประชุมหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก จะจัดขึ้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2556 โดยการประชุมนี้จัดพร้อมกัน 2 งานประชุมในที่เดียวกัน และตอนนี้ก็กำลังเปิดรับผลงานวิจัยฉบับเต็มอยู่ครับ ไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2556 งานประชุมทั้ง 2 งานมีรายละเอียดของเนื้อหาการประชุมที่เป็นที่สนใจดังนี้ครับ
3rd World Congress on Information and Communication Technologies (WICT 2013)
มีหัวข้อที่สนใจดังนี้ (รายละเอียดของแต่ละ Track สามารถเข้าไปที่ website ได้ครับ)
Track 1 - Bioinformatics and Computational Biology
Track 2 - Computer Graphics and Virtual Reality
Track 3 - Data Mining
Track 4 - e- Learning
Track 5 - e- Business
Track 6 - e- Goverment
Track 7 - Artificial Intelligence
Track 8 - Web Services and Semantic Web
Track 9 - Grid and Cloud Computing
Track 10 - Ambient Intelligence
Track 11 - Body Sensor Networks
Track 12 - Computational Finance and Economics
Track 13 - Cybercrime (Legal and Technical Issues)
Track 14 - Computer Network Security
Track 15 - Data Mining for Information Security
Track 16 - Academic Integrity, Plagiarism Detection and Software Misuse
Track 17 - Intrusion Detection and Forensics
Track 18 - Scheduling for large scale distributed system
Track 19 - The Role of Technology in Education and Health
Track 20 - Nature Inspired Optimization Algorithms and their Applications
Track 21 - Data management
Track 22 - Collaborative Design in Knowledge-based Environment
Track 23 - Software Engineering
Track 24 - Networking and Communication
The International Conference of Soft Computing and Pattern Recognition (SoCPaR 2013)
มีหัวข้อที่สนใจดังนี้
Soft Computing and Applications (but not limited to):
Evolutionary computing
Swarm intelligence
Artificial immune systems
Fuzzy Sets
Uncertainty analysis
Fractals
Rough Sets
Support vector machines
Artificial neural networks
Case Based Reasoning
Wavelets
Hybrid intelligent systems
Nature inspired computing techniques
Machine learning
Ambient intelligence
Hardware implementations
Pattern Recognition and Applications (but not limited to):
Information retrieval
Data Mining
Web Mining
Image Processing
Computer Vision
Bio-informatics
Information security
Network security
Steganography
Biometry
Remote sensing
Medical Informatics
E-commerce
Signal Processing
Control systems
ป้ายกำกับ:
artificial intelligence,
conference,
machine vision,
Vietnam
30 พฤศจิกายน 2551
Thailand Tea 2008 - Conference Report

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ผมเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ด้วยรถไฟมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเช้านี้เองครับ ทางเหนืออากาศค่อนข้างหนาวทั้งที่ดอยตุง แม่สาย เชียงราย เชียงแสน และดอยอินทนนท์ อากาศดี สูดหายใจสบายสุดปอดสุดๆ ลืมเรื่องร้ายๆในกรุงเทพฯไปหมดเลยครับ ผู้คนต่างจังหวัดก็ยังมีความสุขกันปกติ ไม่เห็นมีใครอยากดูข่าวเลย งงมากๆครับ
ในช่วงวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมานั้น ผมและคณะวิจัยได้มีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมวิชาการ International Conference on Tea Production and Tea Products ซึ่งจัดโดย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ. เชียงราย ร่วมกับ หน่วยงานต่างๆ งานประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งแรกของเมืองไทย ที่เกี่ยวกับชา มีผลงานเสนอทั้งในภาคบรรยายและโปสเตอร์จำนวน 23 เรื่อง ซึ่งถือว่าไม่มากครับ ผมเลยมีโอกาสได้ฟังและเข้าร่วมเกือบจะทุกผลงาน นอกจากผลงานทางวิชาการที่เป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องชาแล้ว ที่ผมชอบมากก็คือมีสิ่งที่เรียกว่า Country Reports ซึ่งเป็นการเชิญผู้รู้เรื่องวงการชาของประเทศต่างๆ มาบรรยายสถานภาพการผลิตชา และตลาดชาในประเทศของตนเอง ได้แก่ จีน อินเดีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม ศรีลังกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ทำให้ได้เห็นว่าประเทศไทยมีส่วนร่วมในตลาดชาของโลกน้อยมากๆครับ เจ้าใหญ่ที่ส่งออกมากที่สุดเป็น จีน และ อินเดีย แต่ที่น่ากลัวและกำลังมาแรงคือ เวียดนาม เกจิจากอินเดียที่มาพูดในงานนี้เขาฟันธงว่าอีกไม่เกิน 5 ปี ประเทศเวียดนามจะเป็นผู้ผลิตชารายใหญ่ของโลกแซงหน้าอินเดีย ซึ่งผมค่อนข้างเชื่อครับ เพราะตลอดปีที่ผ่านมาผมได้นั่งเฝ้าดูสภาพภูมิอากาศของอินเดีย พบว่าได้รับผลกระทบจาก Climate Change เป็นอย่างมาก มีสภาพฝนแล้งทั้งปีที่ผ่านมา
ในช่วงการประชุมทางผู้จัดได้มีการนำผู้เข้าร่วมประชุมไปดูงานบริษัทผลิตชาที่ดอยแม่สลอง และดอยช้าง ผมเองก็ได้เดินทางไปดูพื้นที่ปลูกชาของบริษัทชาดอยช้าง ซึ่งเท่าที่ทราบมานั้น ที่นี่เป็นเจ้าเดียวหรือไม่กี่เจ้าที่ทำการเพาะปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ทำให้ผมเกิดความสนใจที่จะนำระบบเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) ไปทดลองใช้ในไร่ชาแห่งนี้ครับ ซึ่งทางเจ้าของสถานที่มีความสนใจในเทคโนโลยี Smart Farm มาก พวกเรากะว่าจะเดินทางขึ้นไปอีกทีในช่วงกลางเดือนธันวาคม เพื่อไปทำแผนที่ไร่และติดตั้งระบบครับ
ป้ายกำกับ:
China,
conference,
India,
precision agriculture,
precision farming,
smart farm,
Vietnam
10 มิถุนายน 2551
ASEAN Workshop on Advanced Materials Science and Nanotechnology

เวียดนาม ประเทศที่กำลังมุ่งสู่ความเป็นคู่แข่งของประเทศไทยในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะกีฬา การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน การคมนาคมขนส่ง และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเกาะกระแสนาโนเทคโนโลยีอยู่นี้ก็เช่นกัน เวียดนามก็ไม่ได้น้อยหน้าไทยในการบินตามกระแส และดูเหมือนในหลายๆสาขานั้น จะนำหน้าไทยอยู่ด้วยครับ ในช่วงวันที่ 15-21 กันยายน 2551 นี้เขาจะจัดประชุมวิชาการทางนาโนเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า ASEAN Workshop on Advanced Materials Science and Nanotechnologty (AMSN 2008) เหมือนกับจะประกาศว่า เขาต้องการเป็นผู้นำอาเซียนเลยล่ะครับ โดยจะไปจัดกันที่เมืองนาชาง ซึ่งเป็นเมืองชายหาดอันสวยงาม อยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ไปทางเหนือ 450 กิโลเมตร หัวข้อที่จะเป็นที่น่าสนใจของการประชุมนี้คือ Advanced Materials for Electronics and Photonics, Nanostructured Materials and Devices, Nanotechnology in Life Science and Environmental Technology
นาโนเทคโนโลยีแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคนาโนวัสดุ ยุคนาโนอุปกรณ์ และ ยุคระบบนาโนบูรณาการ (Integrated Nano-systems) ประเทศไทยมีนักวิจัยในสาขานาโนวัสดุจำนวนมาก ในขณะที่มีกลุ่มที่ทำงานทางด้านนาโนอุปกรณ์ยังไม่มากนัก ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะจากการประเมินงานวิจัยของนักวิจัยในเวียดนามในการประชุม International Workshop on Nanotechnology and Applications (IWNA 2007) ที่ Vung Tau City ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 15-17 พ.ย. 2550 นั้น ทำให้ทราบว่าเขามีกลุ่มที่ทำทางด้านนาโนอุปกรณ์มากกว่าเมืองไทยซะอีก แม้เมืองไทยจะมีความก้าวหน้าโดยรวมของงานทางด้านนาโนวัสดุมากกว่าเขา แต่หากเขาทำนาโนอุปกรณ์มากกว่าเรา ก็ถือว่าเราแพ้แล้ว เพราะเขากำลังวิ่งอยู่ในยุคที่ 2 ของนาโนเทคโนโลยี
นาโนเทคโนโลยีแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคนาโนวัสดุ ยุคนาโนอุปกรณ์ และ ยุคระบบนาโนบูรณาการ (Integrated Nano-systems) ประเทศไทยมีนักวิจัยในสาขานาโนวัสดุจำนวนมาก ในขณะที่มีกลุ่มที่ทำงานทางด้านนาโนอุปกรณ์ยังไม่มากนัก ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะจากการประเมินงานวิจัยของนักวิจัยในเวียดนามในการประชุม International Workshop on Nanotechnology and Applications (IWNA 2007) ที่ Vung Tau City ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 15-17 พ.ย. 2550 นั้น ทำให้ทราบว่าเขามีกลุ่มที่ทำทางด้านนาโนอุปกรณ์มากกว่าเมืองไทยซะอีก แม้เมืองไทยจะมีความก้าวหน้าโดยรวมของงานทางด้านนาโนวัสดุมากกว่าเขา แต่หากเขาทำนาโนอุปกรณ์มากกว่าเรา ก็ถือว่าเราแพ้แล้ว เพราะเขากำลังวิ่งอยู่ในยุคที่ 2 ของนาโนเทคโนโลยี
ป้ายกำกับ:
conference,
nanodevice,
Vietnam
20 พฤศจิกายน 2550
ไทยต้องข้ามยุคนาโนวัสดุให้ได้ ก่อนแพ้เพื่อนบ้าน

วิทยาศาสตร์โลกในช่วงขึ้นศตวรรษใหม่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่นกัน ศาสตร์ใหม่ๆ ที่มีผลกระทบสูงล้วนเกิดจากการแต่งงานข้ามศาสตร์ของสาขาวิชาการที่อาจจะแยกกันอยู่มายาวนาน เช่น อินทรีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ โมเลกุลาร์อิเล็กทรอนิกส์ (Organic Electronics / Molecular Electronics) นั้นเกิดจากการแต่งงานกันระหว่าง เคมีอินทรีย์ ฟิสิกส์ และ วิศวกรรมไฟฟ้า ดังนั้นการทำงานในศาสตร์ใหม่ๆ นั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัยในศาสตร์เดิมหลายๆสาขา รวมไปถึงการเรียนรู้ที่จะทำงานข้ามศาสตร์ของนักวิจัยเพื่อที่จะข้ามไปทำในเรื่องที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อนหรือไม่เคยรู้มาก่อน
นาโนเทคโนโลยีแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคนาโนวัสดุ ยุคนาโนอุปกรณ์ และ ยุคระบบนาโนบูรณาการ (Integrated Nano-systems) ประเทศไทยมีนักวิจัยในสาขานาโนวัสดุจำนวนมาก ในขณะที่มีกลุ่มที่ทำงานทางด้านนาโนอุปกรณ์ยังไม่มากนัก ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะจากการประเมินงานวิจัยของนักวิจัยในเวียดนามในการประชุม International Workshop on Nanotechnology and Applications (IWNA 2007) ที่ Vung Tau City ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 15-17 พ.ย. 2550 นั้น ทำให้ทราบว่าเขามีกลุ่มที่ทำทางด้านนาโนอุปกรณ์มากกว่าเมืองไทยซะอีก แม้เมืองไทยจะมีความก้าวหน้าโดยรวมของงานทางด้านนาโนวัสดุมากกว่าเขา แต่หากเขาทำนาโนอุปกรณ์มากกว่าเรา ก็ถือว่าเราแพ้แล้ว เพราะเขากำลังวิ่งอยู่ในยุคที่ 2 ของนาโนเทคโนโลยี
nanothailand ได้มีโอกาสได้คุยกับ ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ แห่ง NECTEC เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ยาวนานในการทำงานวิจัยที่เชื่อมโยงตั้งแต่งานพื้นฐานที่เน้นความเข้าใจ และผลงานตีพิมพ์ ไปจนถึงงานประยุกต์ที่ให้ผลออกมาเป็นต้นแบบหรือผลิตภัณฑ์ โดยเมื่อ 5 ปีที่แล้วได้บุกเบิกเพื่อจัดตั้ง MEMS and Nanoelectronics Laboratory ขึ้นในเมืองไทย โดยเป็นห้องปฏิบัติการในสังกัดของ NECTEC ทำให้ทราบว่างานวิจัยในสาขานาโนอิเล็กทรอนิกส์มีความยากกว่างานวิจัยทางด้านนาโนวัสดุ ที่นิยมทำกันอย่างกว้างขวางในเมืองไทยตรงที่ สาขานาโนอิเล็กทรอนิกส์ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และหากจะพัฒนาอะไรก็ตามก็ต้องไปจนถึงจุดที่นำไปใช้งานได้ซึ่งก็ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่าง ซึ่งอาจต้องมีการทำงานข้ามศาสตร์ หรือ อาศัยความเชี่ยวชาญจากหลายๆ สาขา ไม่เหมือนกับงานนาโนวัสดุที่สามารถจบได้ที่หน่วยวิจัยเดียวก็ได้ ประเทศไทยมีฐานงานวิจัยทางนาโนวัสดุที่ค่อนข้างโต แต่งานวิจัยที่ต่อยอดขึ้นไปเพื่อนำนาโนวัสดุไปใช้งานกลับค่อนข้างลีบ
ดร. อดิสร ได้อธิบายว่าการทำงานในสาขานาโนอิเล็กทรอนิกส์นั้นช่วยทำให้เกิดความก้าวหน้าโดยรวมในสาขานาโนเทคโนโลยี เพราะมีผู้นำนาโนวัสดุไปใช้ต่อ และเกิดการต่อยอดไปสู่การสร้างนาโนอุปกรณ์ ซึ่งเป็นยุคที่ 2 ของนาโนเทคโนโลยีต่อจากยุคนาโนวัสดุ ดร. อดิสร ได้สาธิตงานวิจัย 2-3 ชิ้นที่แสดงความสำคัญของห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง เช่น Lab-on-Chip หรือห้องปฏิบัติการบนชิพ การที่จะพัฒนาให้ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง จะต้องประกอบด้วยกลุ่มวิจัยหลายกลุ่มช่วยกันพัฒนา ได้แก่ นักเคมีเพื่อออกแบบโมเลกุลที่พื้นผิวของชิพให้มีคุณสมบัติในการคัดกรองสาร และ ออกแบบปฏิกริยาต่างๆ วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อประกอบชิพที่มีวงจรการไหล นักเทคนิคการแพทย์เพื่อออกแบบการใช้งานในการตรวจโมเลกุลชีวภาพ นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ ดร. อดิสร ได้แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันข้ามกลุ่ม ข้ามศาสตร์ ข้ามมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น Paradigm ใหม่ของโลก ที่ประเทศไทยต้องเกาะติด
นาโนเทคโนโลยีแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคนาโนวัสดุ ยุคนาโนอุปกรณ์ และ ยุคระบบนาโนบูรณาการ (Integrated Nano-systems) ประเทศไทยมีนักวิจัยในสาขานาโนวัสดุจำนวนมาก ในขณะที่มีกลุ่มที่ทำงานทางด้านนาโนอุปกรณ์ยังไม่มากนัก ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะจากการประเมินงานวิจัยของนักวิจัยในเวียดนามในการประชุม International Workshop on Nanotechnology and Applications (IWNA 2007) ที่ Vung Tau City ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 15-17 พ.ย. 2550 นั้น ทำให้ทราบว่าเขามีกลุ่มที่ทำทางด้านนาโนอุปกรณ์มากกว่าเมืองไทยซะอีก แม้เมืองไทยจะมีความก้าวหน้าโดยรวมของงานทางด้านนาโนวัสดุมากกว่าเขา แต่หากเขาทำนาโนอุปกรณ์มากกว่าเรา ก็ถือว่าเราแพ้แล้ว เพราะเขากำลังวิ่งอยู่ในยุคที่ 2 ของนาโนเทคโนโลยี
nanothailand ได้มีโอกาสได้คุยกับ ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ แห่ง NECTEC เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ยาวนานในการทำงานวิจัยที่เชื่อมโยงตั้งแต่งานพื้นฐานที่เน้นความเข้าใจ และผลงานตีพิมพ์ ไปจนถึงงานประยุกต์ที่ให้ผลออกมาเป็นต้นแบบหรือผลิตภัณฑ์ โดยเมื่อ 5 ปีที่แล้วได้บุกเบิกเพื่อจัดตั้ง MEMS and Nanoelectronics Laboratory ขึ้นในเมืองไทย โดยเป็นห้องปฏิบัติการในสังกัดของ NECTEC ทำให้ทราบว่างานวิจัยในสาขานาโนอิเล็กทรอนิกส์มีความยากกว่างานวิจัยทางด้านนาโนวัสดุ ที่นิยมทำกันอย่างกว้างขวางในเมืองไทยตรงที่ สาขานาโนอิเล็กทรอนิกส์ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และหากจะพัฒนาอะไรก็ตามก็ต้องไปจนถึงจุดที่นำไปใช้งานได้ซึ่งก็ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่าง ซึ่งอาจต้องมีการทำงานข้ามศาสตร์ หรือ อาศัยความเชี่ยวชาญจากหลายๆ สาขา ไม่เหมือนกับงานนาโนวัสดุที่สามารถจบได้ที่หน่วยวิจัยเดียวก็ได้ ประเทศไทยมีฐานงานวิจัยทางนาโนวัสดุที่ค่อนข้างโต แต่งานวิจัยที่ต่อยอดขึ้นไปเพื่อนำนาโนวัสดุไปใช้งานกลับค่อนข้างลีบ
ดร. อดิสร ได้อธิบายว่าการทำงานในสาขานาโนอิเล็กทรอนิกส์นั้นช่วยทำให้เกิดความก้าวหน้าโดยรวมในสาขานาโนเทคโนโลยี เพราะมีผู้นำนาโนวัสดุไปใช้ต่อ และเกิดการต่อยอดไปสู่การสร้างนาโนอุปกรณ์ ซึ่งเป็นยุคที่ 2 ของนาโนเทคโนโลยีต่อจากยุคนาโนวัสดุ ดร. อดิสร ได้สาธิตงานวิจัย 2-3 ชิ้นที่แสดงความสำคัญของห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง เช่น Lab-on-Chip หรือห้องปฏิบัติการบนชิพ การที่จะพัฒนาให้ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง จะต้องประกอบด้วยกลุ่มวิจัยหลายกลุ่มช่วยกันพัฒนา ได้แก่ นักเคมีเพื่อออกแบบโมเลกุลที่พื้นผิวของชิพให้มีคุณสมบัติในการคัดกรองสาร และ ออกแบบปฏิกริยาต่างๆ วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อประกอบชิพที่มีวงจรการไหล นักเทคนิคการแพทย์เพื่อออกแบบการใช้งานในการตรวจโมเลกุลชีวภาพ นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ ดร. อดิสร ได้แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันข้ามกลุ่ม ข้ามศาสตร์ ข้ามมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น Paradigm ใหม่ของโลก ที่ประเทศไทยต้องเกาะติด
ป้ายกำกับ:
MEMS,
nanodevice,
nanoelectronics,
Vietnam
13 พฤศจิกายน 2550
จับตาดูประเทศเพื่อนบ้าน เทียบศักยภาพนาโนกับไทย

การวิจัยทางนาโนศาสตร์ (Nanoscience) สามารถแบ่งออกเป็น สาขาการสังเคราะห์และเตรียมนาโนวัสดุ การประกอบอุปกรณ์ การบูรณาการระบบ และการโมเดลและออกแบบโครงสร้างนาโน ส่วนด้านนาโนเทคโนโลยี แบ่งเป็นสาขานาโนอิเล็กทรอนิกส์ นาโนวัสดุ และ นาโนชีววิทยา เมื่อเทียบสถานภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม จีน มาเลเซีย และ สิงคโปร์ โดยประเมินจากการประชุมวิชาการที่เป็นงานใหญ่ประจำปีของแต่ละประเทศ พบว่าในเรื่องของการสังเคราะห์และเตรียมนาโนวัสดุนั้น ประเทศไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศใดในย่านนี้ โดยเฉพาะวัสดุจำพวกเซรามิกส์และพอลิเมอร์ สำหรับเวียดนามนั้นค่อนข้างเก่งในเรื่องของวัสดุนาโนจำพวกเซรามิกส์ ที่ใช้ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์และแม่เหล็ก ในเรื่องของการประกอบอุปกรณ์นั้น แม้ประเทศไทยจะตามหลังประเทศทางตะวันตกทั้งหลาย รวมทั้งประเทศเอเชียที่มีความก้าวหน้า อย่าง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน แต่เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านก็ถือว่าเราไม่แพ้ใคร สำหรับเรื่อง MEMS (Micro-electromechanical system) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของนาโนอิเล็กทรอนิกส์นั้น ประเทศไทยกับมาเลเซียถือว่าเป็นคู่แข่งกัน โดยเวียดนามยังห่างชั้นกับไทยอยู่ สาขาที่ประเทศไทยยังมีความอ่อนแออยู่ค่อนข้างชัดคือ สาขานาโนชีววิทยา ซึ่งยังมีการทำวิจัยค่อนข้างน้อย ทำให้ประเทศไทยตามหลังสิงคโปร์อยู่ห่างๆ
อนาคตของอุตสาหกรรมไทย ขึ้นกับความสามารถในการแข่งขันด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศ โดยปัจจัยหลักมาจากงานวิจัยพื้นฐานที่ต้องมีกลไกที่แข็งแรงมาเชื่อมโยงเพื่อนำไปสู่ปลายทางให้ได้ โดยหากเราไม่คิดเริ่มจะทำอะไรในวันนี้ เราจะแพ้ประเทศที่พัฒนาเรื่องนี้หลังเราในไม่ช้านี้ จริงๆ แล้วประเทศไทยมีกลไกในการเชื่อมโยงงานวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ให้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับดีทีเดียว เช่น โครงการวิจัยและพัฒนาร่วมรัฐและเอกชน โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (University Business Incubator - UBI) โครงการหน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (Technology Licensing Office – TLO) โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ เป็นต้น โดยโครงการเหล่านั้นเน้นการสนับสนุนงานวิจัยที่มีความพร้อมสู่การประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดสิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ใช้ หรือ แม้กระทั่งการตั้งบริษัท Start-Up ขึ้นมาเองเพื่อดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยี สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำก็คือพยายามต่อท่อโครงการวิจัยพื้นฐานที่มีศักยภาพ ให้ไปสู่โครงการเหล่านั้นให้ได้ มิฉะนั้น เมื่อหน่วยงานให้ทุนที่เน้นปลายทางเหล่านี้เดินต่อไปได้สักระยะหนึ่งก็จะขาดน้ำเลี้ยง เพราะได้ทำการ shopping โครงการวิจัยดีๆไปหมดแล้ว นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ เราจะได้เห็นหน่วยงานต่างๆ แย่งกันสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพปลายทางเพื่อเก็บผล แต่งานรดน้ำ พรวนดิน ให้ปุ๋ย จะมีคนทำน้อยลง
(ภาพด้านบน - ตุ๊กตาแต่งกายชุดประจำชาติของเวียดนาม ประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังผงาดมาแข่งไทยทุกๆ ด้าน)
อนาคตของอุตสาหกรรมไทย ขึ้นกับความสามารถในการแข่งขันด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศ โดยปัจจัยหลักมาจากงานวิจัยพื้นฐานที่ต้องมีกลไกที่แข็งแรงมาเชื่อมโยงเพื่อนำไปสู่ปลายทางให้ได้ โดยหากเราไม่คิดเริ่มจะทำอะไรในวันนี้ เราจะแพ้ประเทศที่พัฒนาเรื่องนี้หลังเราในไม่ช้านี้ จริงๆ แล้วประเทศไทยมีกลไกในการเชื่อมโยงงานวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ให้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับดีทีเดียว เช่น โครงการวิจัยและพัฒนาร่วมรัฐและเอกชน โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (University Business Incubator - UBI) โครงการหน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (Technology Licensing Office – TLO) โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ เป็นต้น โดยโครงการเหล่านั้นเน้นการสนับสนุนงานวิจัยที่มีความพร้อมสู่การประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดสิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ใช้ หรือ แม้กระทั่งการตั้งบริษัท Start-Up ขึ้นมาเองเพื่อดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยี สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำก็คือพยายามต่อท่อโครงการวิจัยพื้นฐานที่มีศักยภาพ ให้ไปสู่โครงการเหล่านั้นให้ได้ มิฉะนั้น เมื่อหน่วยงานให้ทุนที่เน้นปลายทางเหล่านี้เดินต่อไปได้สักระยะหนึ่งก็จะขาดน้ำเลี้ยง เพราะได้ทำการ shopping โครงการวิจัยดีๆไปหมดแล้ว นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ เราจะได้เห็นหน่วยงานต่างๆ แย่งกันสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพปลายทางเพื่อเก็บผล แต่งานรดน้ำ พรวนดิน ให้ปุ๋ย จะมีคนทำน้อยลง
(ภาพด้านบน - ตุ๊กตาแต่งกายชุดประจำชาติของเวียดนาม ประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังผงาดมาแข่งไทยทุกๆ ด้าน)
25 กันยายน 2550
ถึงเวลามหาวิทยาลัยไทย Stand Up เสียที

และแล้ว มหาวิทยาลัยรัฐของประเทศไทย ก็ค่อยๆ ทยอยออกนอกระบบราชการมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ถึงแม้จะมีการต่อต้านบ้าง แต่ก็เป็นธรรมชาติของคนที่ไม่ค่อยอยากจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ตนเองไม่รู้ ทั้งๆที่ การเป็นมหาวิทยาลัยอิสระนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแต่ในบ้านเรา แต่เป็นกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่ประเทศต่างๆ ต้องแข่งขันกัน การออกจากระบบราชการมาเป็นมหาวิทยาลัยอิสระนั้น ก็เป็นกระบวนการหนึ่งในการเพิ่มความสามารถในการแข่งกับทั้งโลก
ในญี่ปุ่นนั้น การนำมหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบราชการถือเป็น The Must และชาวญี่ปุ่นถือว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจ ที่จะนำประเทศออกจากความถดถอยที่เกิดขึ้นกับประเทศมานานถึง 10 ปี ไม่ใช่แค่เพียงมหาวิทยาลัยเท่านั้น หน่วยงานของรัฐอื่นๆ ก็ต้องออกมาจากระบบราชการ มาอยู่ในรูปบรรษัท หรือ องค์กรมหาชน มหาวิทยาลัยจะต้องสร้างจุดต่าง สร้างเอกลักษณ์ของตนเอง และตอบชาวญี่ปุ่นให้ได้ว่า ทำไมเด็กๆถึงต้องเข้ามหาวิทยาลัยนั้น มหาวิทยาลัยนี้ นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยแห่งศตวรรษที่ 21 จะต้องเป็นที่พึ่งของชุมชนด้วยการทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ที่มหาวิทยาลัยนั้นตั้งอยู่มีความเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยต้องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม ซึ่งอนาคตจะเป็นแหล่งรายได้หลักของมหาวิทยาลัยเอง เพราะอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ในอนาคต จะต้องมี innovation ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ในมหาวิทยาลัยนี่แหล่ะ
ในเร็ววันนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังจะออกจากระบบราชการ เพื่อมาเป็นมหาวิทยาลัยอิสระ นั้นอาจจะทำให้มหาวิทยาลัยในกำกับอื่นๆ ที่ตั้งก่อนหน้านั้น ไม่ว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เกิดความเกรงกลัวว่า ความได้เปรียบที่เคยมีต่อมหาวิทยาลัยรัฐอื่นๆหมดไป จริงๆ แล้ว สังคมไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ แทนที่จะแข่งกันเอง เราต้องมองว่า เราจะแข่งกับจีน กับเวียดนาม กับ สิงคโปร์ อย่างไร มหาวิทยาลัยไทยยุคใหม่ ต้องผลิตคนให้ได้ระดับอาเซียน และ ระดับโลก พวกเราชาวมหาวิทยาลัย ถึงเวลา Thailand Stand Up กันแล้ว !!!!!
(ภาพขวามือ - มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับที่ตั้งขึ้นมาเป็นแห่งที่ 3 ของประเทศ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงามติดอันดับโลก แต่แค่นั้นคงไม่พอ หากประเทศไทยต้องการเป็นที่หนึ่งในอาเซียน ก็ต้องพยายามแข่งกับ National University of Singapore ในด้านวิชาการให้ได้)
ในญี่ปุ่นนั้น การนำมหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบราชการถือเป็น The Must และชาวญี่ปุ่นถือว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจ ที่จะนำประเทศออกจากความถดถอยที่เกิดขึ้นกับประเทศมานานถึง 10 ปี ไม่ใช่แค่เพียงมหาวิทยาลัยเท่านั้น หน่วยงานของรัฐอื่นๆ ก็ต้องออกมาจากระบบราชการ มาอยู่ในรูปบรรษัท หรือ องค์กรมหาชน มหาวิทยาลัยจะต้องสร้างจุดต่าง สร้างเอกลักษณ์ของตนเอง และตอบชาวญี่ปุ่นให้ได้ว่า ทำไมเด็กๆถึงต้องเข้ามหาวิทยาลัยนั้น มหาวิทยาลัยนี้ นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยแห่งศตวรรษที่ 21 จะต้องเป็นที่พึ่งของชุมชนด้วยการทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ที่มหาวิทยาลัยนั้นตั้งอยู่มีความเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยต้องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม ซึ่งอนาคตจะเป็นแหล่งรายได้หลักของมหาวิทยาลัยเอง เพราะอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ในอนาคต จะต้องมี innovation ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ในมหาวิทยาลัยนี่แหล่ะ
ในเร็ววันนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังจะออกจากระบบราชการ เพื่อมาเป็นมหาวิทยาลัยอิสระ นั้นอาจจะทำให้มหาวิทยาลัยในกำกับอื่นๆ ที่ตั้งก่อนหน้านั้น ไม่ว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เกิดความเกรงกลัวว่า ความได้เปรียบที่เคยมีต่อมหาวิทยาลัยรัฐอื่นๆหมดไป จริงๆ แล้ว สังคมไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ แทนที่จะแข่งกันเอง เราต้องมองว่า เราจะแข่งกับจีน กับเวียดนาม กับ สิงคโปร์ อย่างไร มหาวิทยาลัยไทยยุคใหม่ ต้องผลิตคนให้ได้ระดับอาเซียน และ ระดับโลก พวกเราชาวมหาวิทยาลัย ถึงเวลา Thailand Stand Up กันแล้ว !!!!!
(ภาพขวามือ - มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับที่ตั้งขึ้นมาเป็นแห่งที่ 3 ของประเทศ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงามติดอันดับโลก แต่แค่นั้นคงไม่พอ หากประเทศไทยต้องการเป็นที่หนึ่งในอาเซียน ก็ต้องพยายามแข่งกับ National University of Singapore ในด้านวิชาการให้ได้)
ป้ายกำกับ:
nano-education,
Singapore,
Vietnam
12 กันยายน 2550
เวียดนามคุย สังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนส่งนอก

เมื่อหลายวันก่อน nanothailand ได้พูดถึงความน่ากลัวของ Saigon Hi-Tech Park ว่ากำลังผงาดท้าทาย Science Park ของไทย ผู้อ่านคงยังไม่ทันลืมเรื่องนี้ใช่ไหมครับ ปรากฏว่าเวียดนามไม่ได้หยุดแค่นี้ ตอนนี้ Saigon Hi-Tech Park เขาโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ทั้งนี้ Dr. Nguyen Chanh Khe ซึ่งท่านก็เป็นผู้อำนวยการของ R&D Center ของ Saigon Hi-Tech Park ได้ออกมาสัมภาษณ์สื่อหลายแขนง ทั้งของเวียดนาม และ ต่างประเทศว่า ตอนนี้ เวียดนามสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนในระดับ 200 กรัมได้แล้ว และภายในสิ้นปีนี้ จะขยายกำลังผลิตขึ้นไปในระดับ 200 กิโลกรัม เลยทีเดียว แถมยังคุยอีกว่า ตอนนี้บริษัทไฮเทคทั่วโลก ต้องการสั่งท่อนาโนคาร์บอนของเวียดนาม ท่านยังได้คุยอีกว่า ในโลกเราเนี่ย มีเพียง อเมริกา ญี่ปุ่น กับ ยุโรปบางประเทศเท่านั้นที่ผลิตได้ สงสัยจะรู้จัก ดร. พิศิษฐ์ สิงห์ใจ คนดังแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ของเราน้อยไปเสียแล้ว อย่างนี้งาน IWNA2007 ที่จะจัดที่เวียดนาม พฤศจิกายน 2550 นี้ไปเจอกันหน่อย เอาท่อนาโนคาร์บอนเมดอินไทยแลนด์ที่เราผลิตได้ หอบไปโชว์สักกระสอบ
จะว่าไปแล้ว ความน่ากลัวของท่าน ผอ. เหงียน ก็คือ ใน Saigon Hi-Tech Park ของเขาเอง มีอุตสาหกรรมรองรับการผลิตท่อนาโนคาร์บอนแล้ว ซึ่งก็คือแบตเตอรีนั่นเอง ซึ่งเขาคุยว่าเขาผลิตท่อนาโนแบบรูปตัว Y อีกต่างหาก ไม่ถ่อมตัวเลยท่าน แถมโม้ต่ออีกว่าประสิทธิภาพดีกว่า Nafion ที่ผลิตโดยอเมริกาอีกด้วย เป็นยังไงครับ ฟังแล้วหนาวเพิ่มขึ้นมาอีก นาโนเมืองไทย ต้องขยันเพิ่มขึ้นนะครับ ลูกหลานเราจะได้ไม่ต้องไปดูงานที่เวียดนาม
(ภาพซ้ายมือ - สาวฮานอยยิ้มรับกล้องอย่างเป็นมิตร เวียดนามเกือบลืมอดีตที่ขมขื่นไปหมดแล้ว ตอนนี้เขามุ่งสู่อนาคตอย่างเต็มที่)
จะว่าไปแล้ว ความน่ากลัวของท่าน ผอ. เหงียน ก็คือ ใน Saigon Hi-Tech Park ของเขาเอง มีอุตสาหกรรมรองรับการผลิตท่อนาโนคาร์บอนแล้ว ซึ่งก็คือแบตเตอรีนั่นเอง ซึ่งเขาคุยว่าเขาผลิตท่อนาโนแบบรูปตัว Y อีกต่างหาก ไม่ถ่อมตัวเลยท่าน แถมโม้ต่ออีกว่าประสิทธิภาพดีกว่า Nafion ที่ผลิตโดยอเมริกาอีกด้วย เป็นยังไงครับ ฟังแล้วหนาวเพิ่มขึ้นมาอีก นาโนเมืองไทย ต้องขยันเพิ่มขึ้นนะครับ ลูกหลานเราจะได้ไม่ต้องไปดูงานที่เวียดนาม
(ภาพซ้ายมือ - สาวฮานอยยิ้มรับกล้องอย่างเป็นมิตร เวียดนามเกือบลืมอดีตที่ขมขื่นไปหมดแล้ว ตอนนี้เขามุ่งสู่อนาคตอย่างเต็มที่)
ป้ายกำกับ:
carbon nanotube,
nano-industry,
nanomaterials,
Vietnam
04 กันยายน 2550
Saigon Hi-Tech Park ผงาดท้า Science Park ไทย

แม้ว่าเวียดนามจะมีซายน์พาร์คหลังไทยอยู่หลายปี แต่ Saigon Hi-Tech Park ที่รัฐบาลเวียดนามลงทุนสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2545 มีความน่าเกรงขามยิ่งนัก ลักษณะของอุทยานแห่งนี้ มีความแตกต่างจากของไทย ที่เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ที่เน้นงานวิจัยเป็นหลักตรงที่ Saigon Hi-Tech Park มีส่วนผสมระหว่าง Science Park ที่เน้นงานวิจัย Technology Park ที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยี Industrial Park ที่เน้นอุตสาหกรรมและการผลิต กับ Business Park ที่เน้นการทำธุรกิจ เลยทำให้ Saigon Hi-Tech Park มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีเสน่ห์เย้ายวน จนสามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่อย่าง Hewlett-Packard, Jabil และ Intel ได้ โดย Intel ได้เริ่มสร้างโรงงานประกอบชิพมูลค่ากว่าพันล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้
ความเจ๋งของ Saigon Hi-Tech Park อีกประการก็คือ Saigon Hi-Tech Park ได้เชิญชวนมหาวิทยาลัยเด่นๆ ของเวียดนาม ให้มาเปิดสาขาของมหาวิทยาลัย รวมทั้ง Facilities ต่างๆ ใน Saigon Hi-Tech Park โดยร่วมมือกันเพื่อผลิตบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมที่มาตั้งอยู่ในพาร์ค แผนงานในปีนี้ของ Saigon Hi-Tech Park คือการสร้าง R&D Laboratories จำนวน 5 Lab ที่ถือว่าเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ได้แก่ Nanotechnology, Precision Mechanics, Information Technology, Semi-conductor และ Biotechnology นอกจากนั้นมันยังมี Business Incubation Center เพื่อใช้บ่มเพาะธุรกิจใหม่ที่มี content ของเทคโนโลยีสูง บริษัทที่มาตั้งอยู่ใน Saigon Hi-Tech Park ได้รับการยกเว้นภาษีสารพัดชนิด เช่น ภาษีนิติบุคคลไม่ต้องเสีย 4 ปี โดยอีก 9 ปี เสียแค่ 5-10% เท่านั้น เครื่องมือและเครื่องจักรที่นำมาติดตั้งในพาร์ค ก็ได้รับการยกเว้น VAT และภาษีนำเข้า สินค้าที่ผลิตได้ก็ส่งออกโดยไม่เสียภาษีอีกต่างหาก อะไรจะดีปานนั้น
ที่ตั้งของ Saigon Hi-Tech Park ก็ถือว่าคิดมาได้ดีทีเดียว มันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างไซ่ง่อนออกมาเพียง 15 กิโลเมตร ซึ่งก็ห่างจากสนามบินเพียง 18 กิโลเมตร และห่างทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือเพียง 12 กิโลเมตร เท่านั้น มีเส้นทางหลัก Highway หมายเลข 1 ที่วิ่งจากเหนือจรดใต้ของเวียดนามพาดผ่าน และอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรม 55 แห่ง รวมทั้ง มหาวิทยาลัย HCMC National University
(ภาพซ้ายมือ - ไซ่ง่อน เมืองแห่งเสน่ห์ที่มีทั้งอดีตให้จดจำ ปัจจุบันที่สวยงาม และ อนาคตที่รุ่งโรจน์ ยามราตรีช่างสวยงามยิ่ง)
ความเจ๋งของ Saigon Hi-Tech Park อีกประการก็คือ Saigon Hi-Tech Park ได้เชิญชวนมหาวิทยาลัยเด่นๆ ของเวียดนาม ให้มาเปิดสาขาของมหาวิทยาลัย รวมทั้ง Facilities ต่างๆ ใน Saigon Hi-Tech Park โดยร่วมมือกันเพื่อผลิตบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมที่มาตั้งอยู่ในพาร์ค แผนงานในปีนี้ของ Saigon Hi-Tech Park คือการสร้าง R&D Laboratories จำนวน 5 Lab ที่ถือว่าเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ได้แก่ Nanotechnology, Precision Mechanics, Information Technology, Semi-conductor และ Biotechnology นอกจากนั้นมันยังมี Business Incubation Center เพื่อใช้บ่มเพาะธุรกิจใหม่ที่มี content ของเทคโนโลยีสูง บริษัทที่มาตั้งอยู่ใน Saigon Hi-Tech Park ได้รับการยกเว้นภาษีสารพัดชนิด เช่น ภาษีนิติบุคคลไม่ต้องเสีย 4 ปี โดยอีก 9 ปี เสียแค่ 5-10% เท่านั้น เครื่องมือและเครื่องจักรที่นำมาติดตั้งในพาร์ค ก็ได้รับการยกเว้น VAT และภาษีนำเข้า สินค้าที่ผลิตได้ก็ส่งออกโดยไม่เสียภาษีอีกต่างหาก อะไรจะดีปานนั้น
ที่ตั้งของ Saigon Hi-Tech Park ก็ถือว่าคิดมาได้ดีทีเดียว มันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างไซ่ง่อนออกมาเพียง 15 กิโลเมตร ซึ่งก็ห่างจากสนามบินเพียง 18 กิโลเมตร และห่างทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือเพียง 12 กิโลเมตร เท่านั้น มีเส้นทางหลัก Highway หมายเลข 1 ที่วิ่งจากเหนือจรดใต้ของเวียดนามพาดผ่าน และอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรม 55 แห่ง รวมทั้ง มหาวิทยาลัย HCMC National University
(ภาพซ้ายมือ - ไซ่ง่อน เมืองแห่งเสน่ห์ที่มีทั้งอดีตให้จดจำ ปัจจุบันที่สวยงาม และ อนาคตที่รุ่งโรจน์ ยามราตรีช่างสวยงามยิ่ง)
ป้ายกำกับ:
nano-industry,
Vietnam
13 สิงหาคม 2550
ไทยขาดนักนาโน ต้องเร่งสร้างอย่าหวังอิมพอร์ต

การจะขยับขึ้นเป็นฮับทางนาโนเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยจะต้องแข่งกับ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ เวียดนาม และสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ก็คือ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ เครื่องมือ คน เงินทุน และการสนับสนุน สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของประเทศไทย มากที่สุดตอนนี้ก็คือ เรื่องของคน ซึ่งทางแก้มีอยู่ 2 ทางคือ เร่งสร้างคนขึ้นมา ประเทศเวียดนามเลือกแนวทางนี้ อีกแนวทางหนึ่งคือ การอิมพอร์ตนักนาโนจากต่างประเทศ ประเทศสิงคโปร์เลือกแนวทางนี้สำหรับประเทศไทย คงต้อง เอาอย่างเวียดนามมากกว่านะครับ คือสร้างคนของเราเอง ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาว เพราะบ้านเราไม่มีสิ่งเอื้ออำนวยแบบสิงคโปร์ที่จะดึง super talent จากเมืองนอกมาได้ ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในองค์กร หรือ มหาวิทยาลัยของไทยในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นแค่เกรด B หรือ C เท่านั้น ซึ่งมักจะตามภรรยามา หรือ ไม่ก็หางานในประเทศตัวเองไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยต้องการระดับ A และ A+ เหมือนสิงคโปร์เขานั่นแหละครับ สิงคโปร์เขาทำได้ เพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานเขาเป็น International จริงๆ จ่ายค่าแรงสูง มีโรงเรียนอินเตอร์ให้ลูกเรียน ขณะนี้สิงคโปร์กำลังสร้าง Megastructure ที่มาริน่าเบย์ เพื่อดึงดูดบุคลากรเจ๋งๆ จากทั่วโลก
ไทยเราคงไปแข่งแบบนั้นไม่ได้ เราต้องเร่งสร้างคนของเราเอง เพราะหากอิมพอร์ตแต่ระดับเกรดต่ำๆ เข้ามา แถมบางทีก็มาสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีก แทนที่จะช่วย จะยิ่งฉุดมาตรฐานนาโนเทคโนโลยีของเราลงไปอีก ได้ยินมาว่าหลายๆ ที่เข้ามาแล้วก็ไม่มีผลงาน แล้วยังมาทะเลาะกับคนไทยเจ้าของบ้าน เพราะไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเราอีก อย่างนี้ก็แย่นะครับ แต่วิธีการสุดโต่งเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกัน วิธีการอิมพอร์ตคนเข้ามาต้องเปลี่ยนไป คือ อาจใช้วิธี export คนไทยเรานี่แหละ ออกไปหาประสบการณ์ postdoc ในต่างประเทศก่อน แล้วค่อย import กลับเข้ามาเมื่อเก่งแล้ว ก็จะช่วยเพิ่มกำลังคนของเราได้ทางหนึ่ง หรือไม่ก็อิมพอร์ตคนเอเซียด้วยกัน เช่น จีน เวียดนาม จะทำงานเข้ากับคนไทยง่ายกว่า
วันหลังผมจะกลับมาเล่าว่านาโนเทคโนโลยีของสิงคโปร์ ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ......
ไทยเราคงไปแข่งแบบนั้นไม่ได้ เราต้องเร่งสร้างคนของเราเอง เพราะหากอิมพอร์ตแต่ระดับเกรดต่ำๆ เข้ามา แถมบางทีก็มาสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีก แทนที่จะช่วย จะยิ่งฉุดมาตรฐานนาโนเทคโนโลยีของเราลงไปอีก ได้ยินมาว่าหลายๆ ที่เข้ามาแล้วก็ไม่มีผลงาน แล้วยังมาทะเลาะกับคนไทยเจ้าของบ้าน เพราะไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเราอีก อย่างนี้ก็แย่นะครับ แต่วิธีการสุดโต่งเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกัน วิธีการอิมพอร์ตคนเข้ามาต้องเปลี่ยนไป คือ อาจใช้วิธี export คนไทยเรานี่แหละ ออกไปหาประสบการณ์ postdoc ในต่างประเทศก่อน แล้วค่อย import กลับเข้ามาเมื่อเก่งแล้ว ก็จะช่วยเพิ่มกำลังคนของเราได้ทางหนึ่ง หรือไม่ก็อิมพอร์ตคนเอเซียด้วยกัน เช่น จีน เวียดนาม จะทำงานเข้ากับคนไทยง่ายกว่า
วันหลังผมจะกลับมาเล่าว่านาโนเทคโนโลยีของสิงคโปร์ ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ......
(ภาพขวามือ - เด็กๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกากำลังสนุกสนานกับการเรียนรู้ Nano-education)
ป้ายกำกับ:
nano-education,
Singapore,
Vietnam
10 สิงหาคม 2550
เวียดนามตั้งแล็บนาโนเทคโนโลยี แข่งไทย

ในขณะที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติของไทย (NANOTEC) ได้ริเริ่มการตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางนาโนเทคโนโลยี (Center of Excellence) ขึ้นในมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยที่ผ่านมาได้ตั้งไปแล้วทั้งหมด 8 แห่ง ตามลำดับดังนี้ ที่ AIT, เกษตร, มหิดล, ลาดกระบัง, เชียงใหม่, สงขลา, จุฬาฯ และ ขอนแก่น ในประเทศเวียดนามเองก็กำลังดำเนินกิจกรรมดังกล่าวแข่งกับไทยอยู่ วันนี้ nanothailand ขอนำมาเล่าสักหนึ่งแห่ง นั่นคือที่
VIETNAM NATIONAL UNIVERSITY OF HO CHI MINH CITY (VNU-HCM) ได้ตั้งห้องปฏิบัติการทางนาโนเทคโนโลยี ขึ้นมาชื่อว่า LABORATORY FOR NANOTECHNOLOGY (LNT) โดยได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเป็นเงิน 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ รือ เป็นเงินไทยประมาณ 157 ล้านบาท ฟังดูแล้วหนาวเลยครับท่าน เพราะแค่ Lab เดียวใช้เงินลงทุนพอๆ กับของเรา 8 มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว จุดเด่นของ Lab ที่นี่ ก็คือเขาเน้นการเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีไปอุตสาหกรรมโดยตรงเลย ซึ่งก็มี Saigon HighTech Park เป็นผู้สนับสนุน งานวิจัยก็มี physics-chemistry-biology interface, materials for biotechnology, thin film materials, technology for microsystems, chemical and biological microsensors
นอกจากนั้นของเขายังมีความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ Commissariat a l’Energie Atomique (CEA-LETI) - France, Institut National Polytechnique de Grenoble (INPG) - France, PFIEV - France, TOSHIBA - Japan, JICA Project for AUN/SEED - NET - Japan, Korea Institute of
Science and Technology (KIST) - Korea, Sungkyunkwan University (SKKU) - Korea
จับตาดูให้ดีครับ เสือตัวนี้ไม่ใช่ธรรมดา เหมือนที่คุณสุทธิชัย หยุ่น เคยเปรียบเปรยไว้ว่า เกาหลี โดนจีนประกบซ้าย ญี่ปุ่นประกบขวา ไทยโดนสิงคโปร์ประกบล่าง เวียดนามประกบบน จะขยับตัวไปไหนก็อึดอัดใช่เล่นนะครับ ........
VIETNAM NATIONAL UNIVERSITY OF HO CHI MINH CITY (VNU-HCM) ได้ตั้งห้องปฏิบัติการทางนาโนเทคโนโลยี ขึ้นมาชื่อว่า LABORATORY FOR NANOTECHNOLOGY (LNT) โดยได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเป็นเงิน 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ รือ เป็นเงินไทยประมาณ 157 ล้านบาท ฟังดูแล้วหนาวเลยครับท่าน เพราะแค่ Lab เดียวใช้เงินลงทุนพอๆ กับของเรา 8 มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว จุดเด่นของ Lab ที่นี่ ก็คือเขาเน้นการเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีไปอุตสาหกรรมโดยตรงเลย ซึ่งก็มี Saigon HighTech Park เป็นผู้สนับสนุน งานวิจัยก็มี physics-chemistry-biology interface, materials for biotechnology, thin film materials, technology for microsystems, chemical and biological microsensors
นอกจากนั้นของเขายังมีความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ Commissariat a l’Energie Atomique (CEA-LETI) - France, Institut National Polytechnique de Grenoble (INPG) - France, PFIEV - France, TOSHIBA - Japan, JICA Project for AUN/SEED - NET - Japan, Korea Institute of
Science and Technology (KIST) - Korea, Sungkyunkwan University (SKKU) - Korea
จับตาดูให้ดีครับ เสือตัวนี้ไม่ใช่ธรรมดา เหมือนที่คุณสุทธิชัย หยุ่น เคยเปรียบเปรยไว้ว่า เกาหลี โดนจีนประกบซ้าย ญี่ปุ่นประกบขวา ไทยโดนสิงคโปร์ประกบล่าง เวียดนามประกบบน จะขยับตัวไปไหนก็อึดอัดใช่เล่นนะครับ ........
ป้ายกำกับ:
nano-industry,
Vietnam
09 สิงหาคม 2550
Vietnam NANO 2007

ปี พ.ศ. 2550 นี้นับว่าเป็นปีที่มีการจัดการประชุมทางด้านนาโนเทคโนโลยี ที่มีความน่าสนใจ หลายๆงาน เช่น China NANO 2007 ที่ปักกิ่ง IEEE-NANO 2007 ที่ฮ่องกง Smart Materials 2007 ที่สิงคโปร์ Japan Nanotech ที่ญี่ปุ่น ปลายปีนี้ ประเทศคู่แข่งทางด้านนาโนเทคโนโลยีของเรา คือ เวียดนาม ก็จะจัดประชุม First International Workshop on Nanotechnology and Application IWNA 2007 ที่เมือง Vung Tau ซึ่งเป็นเมืองชายทะเล อยู่ใกล้ๆ กับนครโฮจิมินห์ เมืองวังเต่านี้ เวียดนามเขาก็กะว่าจะให้เป็นคู่แข่งกับพัทยาของเรา งานประชุมนี้จัดวันที่ 15-17 พ.ย. 2550 ได้รับการสนับสนุนจาก Vietnam National University - Ho Chi Minh City ร่วมกับ Vietnamese Academy of Science, Ministry of Science and Technology และ Saigon HighTech Park โดยมีบริษัทและองค์กรต่างประเทศหลายแห่ง ร่วมสนับสนุน เช่น MINATEC (France), CEA-LETI (France), Institut National Polytechniquede Grenoble (France), Acrosemi (USA), Aixtron (Germany), SUSS MicroTec (Germany), Accelrys (USA)
การประชุมนี้ มุ่งหวังจะให้เป็นเวทีการแลกเปลี่ยน ระหว่างนักนาโนเทคโนโลยีในสาขาพื้นฐานของนาโนศาสตร์ นาโนวัสดุ นาโนกระบวนการ นาโนอุปกรณ์ การประยุกต์ใช้นาโนวัสดุ เทคนิคในการประกอบต่างๆ ได้แก่ Nanolithography, Nano-imprinting, Edge lithography, Focused Ion Beam, Etching (IBE), Self Assembly, Nano-thin film and packaging เวทีนี้แม้จะเป็นเวทีนานาชาติ ที่จะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก แต่กว่าครึ่งของผู้มาแสดงผลงานก็คงเป็นคนเวียดนาม ทั้งจากในเวียดนามเอง และคนเวียดนามที่อยู่ต่างประเทศ ดังนั้น เวทีนี้จึงเป็นเวทีที่เหมาะจะไป ตรวจสอบสถานภาพ นาโนเทคโนโลยีของเวียดนาม
การประชุมนี้ มุ่งหวังจะให้เป็นเวทีการแลกเปลี่ยน ระหว่างนักนาโนเทคโนโลยีในสาขาพื้นฐานของนาโนศาสตร์ นาโนวัสดุ นาโนกระบวนการ นาโนอุปกรณ์ การประยุกต์ใช้นาโนวัสดุ เทคนิคในการประกอบต่างๆ ได้แก่ Nanolithography, Nano-imprinting, Edge lithography, Focused Ion Beam, Etching (IBE), Self Assembly, Nano-thin film and packaging เวทีนี้แม้จะเป็นเวทีนานาชาติ ที่จะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก แต่กว่าครึ่งของผู้มาแสดงผลงานก็คงเป็นคนเวียดนาม ทั้งจากในเวียดนามเอง และคนเวียดนามที่อยู่ต่างประเทศ ดังนั้น เวทีนี้จึงเป็นเวทีที่เหมาะจะไป ตรวจสอบสถานภาพ นาโนเทคโนโลยีของเวียดนาม
(ภาพข้างบน แสดงความบริสุทธิ์ของชายหาดวังเต่า)
ป้ายกำกับ:
conference,
Vietnam
08 สิงหาคม 2550
เวียดนาม ซิ่งหวังแซงไทย ทางด้านนาโนเทคโนโลยี

เวียดนาม เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ในระยะกลาง และ ระยะยาว ต่างก็มีการประเมินกันว่า เวียดนามจะแซงหน้าไทยในที่สุด ในเรื่องของนาโนเทคโนโลยีก็เช่นกัน เวียดนามก็หวังจะแซงหน้าไทยให้ได้ เขามีตัวช่วยค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกับประเทศพันธมิตรในอดีต อย่าง ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา โดยมี professor ที่เป็นชาวเวียดนามกลับมาช่วยมากมาย ประเทศไทยก็เคยมีโครงการสมองไหลกลับ แต่ดูเหมือนจะล้มเหลว ไม่เหมือนของเวียดนาม ที่สามารถดึง superstar กลับมาช่วยได้เยอะ
เมื่อปีที่แล้ว ระหว่างวันที่ 6-9 ธันวาคม 2549 เวียดนามจัดงานประชุมทาง นาโนเทคโนโลยี ที่ยิ่งใหญ่มากงานหนึ่ง ชื่อ 1st International Workshop on Functional Materials (1st IWOFM) and 3rd International Workshop on Nanophysics and Nanotechnology (3rd IWONN) ที่อ่าวฮาลอง เมืองท่องเที่ยว ที่หมายมั่นจะแข่งกับกระบี่ของไทย ในงานประชุมดังกล่าว เวียดนามได้รับสนับสนุนจาก International Center for Materials Research ซึ่งตั้งอยู่ที่ University of California at Santa Barbara มหาวิทยาลัยริมทะเลที่สวยมากๆ แถมยังได้รับความช่วยเหลือจาก เกาหลี ในเรื่องของการตีพิมพ์ผลงาน ที่นำมาแสดงในการประชุมครั้งนั้น เพื่อลงในวารสารชื่อ Journal of Korean Physical Society ในช่วงที่จัดการประชุมนั้น เวียดนามพยายามล็อบบี้ และ convince (ทำให้เชื่อ) พวกนักวิทยาศาสตร์ที่มาประชุม โดยเฉพาะจากประเทศเก่งๆ ว่าเวียดนามคืออนาคตของภูมิภาคแถบนี้ โดยเฉพาะทางด้านนาโนเทค เลยทีเดียว จะว่าไปแล้ว การประชุมครั้งนั้น เวียดนามทำได้ดีจริงๆ เขาได้ sponsor จากแหล่งทุนต่างประเทศ มีวารสารจากเกาหลีมาสนับสนุน และมีนักนาโนเทคโนโลยีระดับโลกมาพูดในงาน มากมาย ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยมีการจัดงานทางด้าน นาโนเทคโนโลยี ระดับนานาชาติ ได้ดีเท่านี้เลย วันหลังผู้เขียนจะกลับมาเล่าความน่ากลัวของ นาโนเวียดนาม ให้ฟังต่อครับ
(ภาพทางขวามือ แสดงนักศึกษาเวียดนามแต่งกายในชุดประจำชาติ กำลังเดินไปเข้าห้อง Lecture ไม่รู้ว่าพวกเธอกำลังคุยเรื่องอะไรกัน อาจเป็นเรื่องนาโนเทคโนโลยีก็ได้)
ป้ายกำกับ:
conference,
Vietnam
31 กรกฎาคม 2550
นักนาโนเทคโนโลยีไทย คว้ารางวัลโปสเตอร์ดีเด่น ที่ปักกิ่ง

China NANO 2007 เป็นงานประชุมวิชาการทางด้านนาโนเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ซึ่งมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ในปี พ.ศ. 2550 นี้มีการจัดขึ้นที่ปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 4-6 มิ.ย. 2550 มีผู้ส่งผลงานเข้ามาแสดงในงานทั้งในรูปแบบของการบรรยาย และ โปสเตอร์กว่า 800 เรื่อง สำหรับนักนาโนเทคโนโลยีของไทยก็มีเดินทางไปทั้งหมด 12 คน ประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่งของเราก็มี เวียดนาม 3 คน มาเลเซีย 2 คน สิงคโปร์ 16 คน จากการวิเคราะห์โปสเตอร์ทั้งหมด ทำให้พอทราบว่า ประเทศจีนเน้นหนักไปที่ขั้นของนาโนวัสดุ (นาโนเทคโนโลยี ปัจจุบัน แบ่งออกเป็น นาโนวัสดุ นาโนอิเล็กทรอนิกส์ และ นาโนเทคโนโลยีชีวภาพ) ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ส่วนมากนำงานทางด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ และ นาโนอุปกรณ์มาแสดง หากเทียบสถานภาพทางด้านนาโนวัสดุ จะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า เราไม่สามารถเทียบชั้นกับจีนได้ แต่ทางด้านนาโนอุปกรณ์นั้น สามารถแข่งขันได้ ทั้งนี้ นักนาโนเทคโนโลยีของไทย คือ ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ แห่ง MEMS and Nanoelectronics Lab ของ NECTEC ได้คว้ารางวัลโปสเตอร์ดีเด่น จากผลงานเรื่อง " Symmetrical Wheatstone Cantilever Sensor with On-chip Temperature Compensation" มาให้ชาวไทยได้ภาคภูมิใจด้วย เป็นการประกาศว่าประเทศไทยก็อยู่ในแผนที่นาโนเทคโนโลยีของโลกด้วย ในการประชุมครั้งนี้ คนจีนได้เดินเข้ามาถามว่า "พวกคุณเป็นคนไทยหรือเปล่า" เนื่องจากพวกเขาเห็นใส่เสื้อเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ แล้วเขาจำได้ ดังนั้น การไปประชุมในต่างประเทศพวกเราควรใส่เสื้อเหลือง เพื่อความภาคภูมิใจของประเทศเรา
ป้ายกำกับ:
China,
conference,
Malaysia,
Singapore,
Vietnam
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
