แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ nano-medicine แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ nano-medicine แสดงบทความทั้งหมด

31 กรกฎาคม 2552

Nanodiamond - เพชรนาโนช่วยรักษาบาดแผล


ผมสงสัยมานานแล้วครับว่า ทำไมผู้หญิงถึงชอบเพชร ฝรั่งถึงกับพูดว่า Diamonds are Women's Best Friends ทั้งๆที่เราก็รู้กันดีว่าเพชรมันก็เป็นแค่ผลึกของคาร์บอน เป็นโครงสร้างสามมิติที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง เพื่อนๆของผมหลายคนรวมทั้งผมเองด้วยก็รู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อยเลยครับ ที่ต้องใช้เพชรในการไปหมั้นเจ้าสาว ทั้งๆที่รู้ๆ อยู่แก่ใจว่า มันก็แค่คาร์บอน ตอนผมแต่งงานก็พยายามอธิบายให้ว่าที่ภรรยาของผมฟังว่า เพชรน่ะมันไม่มีอะไรที่ควรค่าแก่การใส่ใจเลย มันก็แค่คาร์บอน แต่ก็ไม่สำเร็จครับ เพชรยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้หญิงวันยังค่ำ

แต่ Nanodiamond ไม่ใช่ครับ ผู้หญิงไม่ชอบมัน เพราะผู้หญิงมองไม่เห็นมัน มันเป็นผลึกที่เล็กมากๆ เมื่อเร็วๆนี้ได้มีรายงานเกี่ยวกับมันในวารสาร Biomaterials (รายละเอียดเต็มคือ Shimkunas et al. Nanodiamond–insulin complexes as pH-dependent protein delivery vehicles. Biomaterials, 2009; DOI: 10.1016/j.biomaterials.2009.07.004) ซึ่งนักวิจัยค้นพบว่าเจ้าผลึกเพชรนาโนนี้มีความสามารถในการช่วยสมานบาดแผลได้ครับ โดยเราจะใช้มันในการนำส่งฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ไปปล่อยยังบริเวณที่มีบาดแผล ผลึกเพชรนาโนนี้มีความสามารถในการจับยึดอินซูลินมาก มันจะไม่ยอมปล่อยอินซูลินเลย ยกเว้นเมื่อมีระดับความเป็นด่าง ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของนักวิจัยพอดี เพราะเลือดบริเวณที่มีบาดแผลติดเชื้อทั้งหลาย ก็จะมีระดับความเป็นด่าง ซึ่งจะทำให้ผลึกเพชรนาโนนี้ปล่อยอินซูลินออกมา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดีน โฮ (Dean Ho) แห่งภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ และ วิศวกรรมเครื่องกล แห่ง Northwestern University กล่าวว่า "การวิจัยเรื่องนี้ เป็นการสาธิตแนวคิดเกี่ยวกับการนำส่งโปรตีนรักษาโรค ไปยังพื้นที่เป้าหมายในร่างกาย จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายหรอกครับ เพราะโปรตีนอย่างอินซูลินจับได้ดีกับ nanodiamond มาก แต่โชคดีที่บริเวณ ที่เราต้องการส่งมันไปทำงาน เป็นบริเวณที่มีความเป็นเบสสูงพอที่จะทำให้มันปล่อยอินซูลินออกมา"

อินซูลินสามารถจับตัวบนผลึกเพชรนาโนได้หนาแน่นมากๆ มันจึงเป็นระบบนำส่งยาที่ดีได้ นักวิจัยพบว่าโปรตีนอินซูลินที่จับตัวอยู่บนเพชรนาโน จะไม่ทำงาน จนกว่ามันจะถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เราสามารถคุมการออกฤทธิ์ของยา เฉพาะในบริเวณที่สนใจเท่านั้น การปลดปล่อยอินซูลินของเพชรนาโนนั้นก็ค่อยๆ เป็น ค่อยๆไป ซึ่งมันจะค่อยๆ คายอินซูลินออกมาโดยใช้เวลาหลายวัน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการสมานแผล อินซูลินที่ถูกปล่อยออกไป จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นเซลล์บริเวณบาดแผลให้แบ่งตัว และต่อสู้กับการติดเชื้อ ผลึกเพชรนาโนนี้มีขนาดเพียง 4-6 นาโนเมตร และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ มันสามารถแขวนลอยในน้ำได้ กระบวนการผลิตในจำนวนมากๆ เพื่อการพาณิชย์ก็สามารถทำได้ง่าย มันจึงเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางในฐานะระบบนำส่งยาแห่งอนาคต

ผลึกเพชรนาโนมีสรรพคุณรักษาแผลกายให้หายได้ แต่ยังไงก็ตาม หากท่านผู้อ่านกำลังคิดจะแต่งงาน ผมก็ยังแนะนำให้มอบแหวนเพชรที่ไม่ใช่นาโน (มองเห็นได้) ให้ว่าที่เจ้าสาวสักวง เพราะเจ้าแหวนเพชรที่ไม่ใช่นาโนนี้ มันมีสรรพคุณในการรักษาแผลใจได้ดีทีเดียว .......

30 พฤษภาคม 2552

The Science of Aging - ชราศาสตร์: ศาสตร์แห่งการแก่ (ตอนที่ 1)


ในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เมื่อเกือบสองพันหกร้อยปีมาแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงปฐมเทศนา แก่ปัญจวคีย์ทั้ง 5 ซึ่งการแสดงธรรมในครั้งนั้นเป็นผลให้มีพระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบองค์บริบูรณ์ เทศนากัณฐ์แรกขององค์ตถาคตนั้นรู้จักกันดีในนามว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งว่าด้วยเรื่องของอริยสัจสี่ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์คือมรรคมีองค์แปด และส่วนที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมในเรื่องของความทุกข์อันเกิดจาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ในที่สุดของความทุกข์ 4 อย่างนี้ ความแก่เป็นความทุกข์ของมนุษยชาติ และเป็นปริศนาที่วิทยาศาสตร์ต้องการไขกุญแจความลับในเรื่องนี้มาโดยตลอด


อะไรที่เป็นกลไกควบคุมเรื่องความแก่ สัตว์อย่างเต่าสามารถมีอายุยืนยาวได้นานนับร้อยๆ ปี แต่ทำไมสัตว์ขนาดเดียวกันชนิดอื่นถึงอยู่ได้แค่ 10 ปี หนูมีอายุขัยประมาณ 2 ปีแต่ญาติห่างๆของมันคือกระรอกกางปีก กลับอยู่ได้เป็น 20 ปี ไม่ต้องอะไรมาก ลิงชิมแปนซี ญาติห่างๆของเราที่มีรหัสพันธุกรรม 99% เหมือนกับพวกเรา แต่พวกเรามีอายุขัยมากกว่าพวกมันถึง 2 เท่า


สถาบันชราศาสตร์แห่งชาติ (National Institute on Aging หรือ NIA) เป็นองค์กรหลักแห่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ทำวิจัยเรื่องนี้โดยตรง พร้อมกับให้ทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อทำวิจัยเพื่อไขปริศนาของการแก่ วิธีการหนึ่งทีเขาใช้ก็คือคอยติดตามดูว่ายีนตัวไหนที่ออกฤทธิ์หรือแสดงออก (Gene Expression) บ้างเมื่อเนื้อเยื่อต่างๆ เริ่มแก่ลง ซึ่งจะติดตามดูพร้อมๆกันในเนื้อเยื่อหลายๆ แห่ง ว่ายีนทำงานมากขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ของกลไกการแสดงออกของรหัสพันธุกรรม นักวิจัยพบว่าเนื้อเยื่อแต่ละชนิดแสดงอาการแก่ไม่เท่ากันเมื่อเวลาผ่านไป ด้วยเทคนิคที่พัฒนาขึ้นนี้ นักวิจัยสามารถที่จะติดตามการแสดงออกของยีนนับพันตัว ได้พร้อมๆกันในเนื้อเยื่อ 16 แห่ง ซึ่งทำให้สามารถเฝ้าดูรูปแบบหรือ Pattern ของการทำงานของยีนในเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆที่กำลังแก่ ว่ามีลักษณะอย่างไร


ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปัจจัยหลัก 2 อย่างที่ทำให้สัตว์โลกทั้งหลายต้องแก่ตัวลง คือ (1) การเสียหายของเนื้อเยื่อ (2) เมตาบอลิซึ่มที่เกิดช้าลง แต่งานวิจัยในระยะหลังๆ นี้กลับพบว่า ในการศึกษาหลายๆ ครั้ง กลับมีผลที่ขัดแย้งกันเอง เช่น การแสดงออกของยีน เนื้อเยื่อในตับ สมอง และ กล้ามเนื้อ ไม่ค่อยจะเปลี่ยนไปนักเมื่อสัตว์แก่ลง ในขณะที่เนื้อเยื่อในปอด ตา และไทมัส มีการแสดงออกของยีนเปลี่ยนแปลงเยอะมาก


ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2,500 ปีที่แล้ว ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงดับสังขารเพื่อเสด็จสู่ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ เมืองกุสินาราพระองค์ทรงได้ให้ปัจฉิมโอวาทแด่พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้น ความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”


ชราศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่กำลังมาแรงในศตวรรษนี้ครับ เพราะเทคโนโลยีระดับโมเลุกล และนาโนเทคโนโลยี ได้เปิดมุมมองหลายๆอย่าง ทำให้เราเข้าใจในเรื่องของความแก่มากขึ้น แต่ท้ายที่สุด เทคโนโลยีของเราจะสามารถเอาชนะการเสื่อมถอยของสังขารได้หรือไม่ เวลาเท่านั้นที่ตอบได้ ........

22 ธันวาคม 2551

นักฟิสิกส์คิดค้นยาปฏิชีวนะ



อย่างที่ผมมักพูดอยู่บ่อยๆล่ะครับว่า ศตวรรษ 21 เป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติวิธีคิดค้นของมนุษยชาติ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ จะเข้ามาหลอมรวมกัน บรรจบกัน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในวงการวิทยาศาสตร์เองนั้น การค้นพบใหม่ๆ จะอยู่ระหว่างเส้นแบ่งเขตแดนของศาสตร์เก่า ใครที่ยังทำงานอยู่ในศาสตร์เก่าๆ หากอยากจะพบอะไรใหม่ ก็ต้องออกมานอกบ้านของตน เพื่อมาหาอะไรทำที่ริมรั้วของสาขาตัวเอง หรือ ข้ามรั้วไปทำอีกศาสตร์ครับ และในวันนี้ผมขอแนะนำนักฟิสิกส์หนุ่ม Gerard Wong ท่านเป็นศาสตราจารย์ในภาควิชา Materials Science and Engineering (สาขา MSE นี้มีที่เดียวในประเทศไทยคือที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) แห่ง University of Illinois ท่านจบมาทาง Solid State Physics แต่ไม่อยากทำงานทางด้านฟิสิกส์แนวเก่า ท่านเลยหันมาศึกษาสิ่งมีชัวิตขนาดเล็ก หรือ จุลชีววิทยา นั่นเอง ซึ่งทำให้ท่านสามารถค้นพบในสิ่งที่นักจุลชีววิทยาไม่ค้นพบ นั่นคือ ยาปฏิชีวนะที่สามารถหลอกแบคทีเรียให้ฆ่าตัวตายได้


ในความรู้เดิมของจุลชีววิทยานั้น ร่างกายของสิ่งมีชีวิตจะมีภูมิคุ้มกันหลายชนิด เป็ปไตด์ก็เป็นภูมิคุ้มกันอย่างหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อโจมตีแบคทีเรีย โดยมันจะแทรกซึมเข้าไปที่เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) ของแบคทีเรีย เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเยื่อหุ้มเซลล์ เมื่อมันเข้ามามากพอ มันก็จะมารวมตัวกันเอง (Self Assembly) ก่อให้เกิดรูรั่วบนผนังเยื่อหุ้ม ทีนี้เมื่อเยื่อหุ้มเป็นรูโหว่ อะไรต่ออะไรก็ผ่านเข้าออกเซลล์แบคทีเรียได้สบาย เซลล์แบคทีเรียก็เลยตาย จริงๆ แล้วกลไกเหล่านี้ในทางจุลชีววิทยา ยังรู้กันน้อยครับ ศาสตราจารย์ Gerard Wong ท่านได้ใช้เครื่องมือที่นักชีววิทยาไม่ค่อยมีใช้ เช่น Synchrotron XRD และ Molecular Dynamics Simulation จนเข้าใจกระบวนการนี้ ซึ่งนำมาสู่การสังเคราะห์เป็บไตด์ที่สามารถควบคุมความสามารถในการฆ่าแบคทีเรียได้


ยาปฏิชีวนะที่ท่านคิดค้นนี้มีความสามารถในการหลอกแบคทีเรียให้ฆ่าตัวตาย ด้วยการที่มันจะจำเพาะกับไขมันบางชนิดที่มีอยู่บนเยื่อหุ้มเซลล์ พอยาตัวนี้มันไปเกาะบนแบคทีเรีย แล้วฆ่าแบคทีเรียได้ แบคทีเรียจะพยายาม mutate หรือ กลายพันธุ์ เพื่อไม่ให้มีไขมันตัวนี้ ยาจะได้ไม่มาเกาะ ผลก็คือเมื่อแบคทีเรียขาดไขมันตัวนี้ มันก็จะตาย อยู่ไม่ได้ เพราะเยื่อหุ้มเซลล์ไม่เสถียรนั่นเอง

นี่คือตัวอย่างของนักฟิสิกส์ที่บุกเข้าไปทำงานของนักชีววิทยาครับ จึงไม่น่าแปลกอะไรที่อาจจะมีนักฟิสิกส์บุกเข้าไปทำงานทางด้านเกษตรอย่างที่ผมทำอยู่ ปีนี้เป็นปีทองของนักฟิสิกส์ของสหรัฐอเมริกา เพราะนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐฯ มีนักฟิสิกส์อีก 3-4 คน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของ Barack Obama เพราะสหรัฐฯ เตรียมพร้อมทุ่มเพื่อผลักดันโครงการวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ ในช่วง 4 ปีข้างหน้าครับ .......
งานวิจัยแบบ Biophysics เพื่อศึกษาพื้นผิวเซลล์ ของไทยเองก็มีครับ หากใครสนใจลองติดต่อ ดร. ธีรพร ที่ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลดูครับ

12 ธันวาคม 2551

ห้องปฏิบัติการบนชิพ - Lab on a Chip (ตอนที่ 2)


ห้องปฏิบัติการจิ๋วหรือ LOC นี้สามารถนำไปใช้แทนที่ห้องปฏิบัติการจริงในหลายๆ ด้าน ซึ่งก็จะทำให้การตรวจวินิจฉัยต่างทำได้รวดเร็วขึ้น เช่น โรคฉี่หนู มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้หวัดนก สามารถตรวจสอบได้ในพื้นที่เลย ไม่ต้องมีการเคลื่อนย้ายตัวอย่างโรคออกมา หน่วยทหารของสหรัฐอเมริกาได้เริ่มนำห้องปฏิบัติการจิ๋วไปใช้ในสนามรบ ทำให้ลดความเสี่ยงของหน่วยแพทย์ไม่ต้องไปอยู่ใกล้แนวข้าศึกมากเกินไป องค์การนาซาก็เริ่มมีการพัฒนาเพื่อนำไปใช้ในกิจการอวกาศ เพราะสะดวกสามารถนำห้องปฏิบัติการไปอยู่ในอวกาศได้หลายๆห้อง ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่และน้ำหนักบรรทุก


ถามว่าในเมืองไทยเริ่มมีคนทำเรื่องนี้ไหม คำตอบคือก็พอมีบ้างคือที่ ห้องปฏิบัติการนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค หรือ MEMS Lab ของศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จริงๆ แล้วห้องปฏิบัติการบนชิพนี่จะใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกันกับไมโครชิพ นั่นคือแทนที่ลายวงจรของไมโครชิพซึ่งเป็นที่วิ่งของกระแสไฟฟ้า ก็กลายมาเป็นลู่วิ่งของๆ เหลว พวกอุปกรณ์เช่นตัวต้านทาน ไดโอด ทรานซิสเตอร์ ที่อยู่บนไมโครชิพ ก็เปลี่ยนมาเป็นปั๊ม คอลัมน์แยก ถังบรรจุสาร คอนเทนเนอร์สำหรับทำปฏิกริยา เป็นต้น บางคนก็จะเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Micro Total Analysis System หรือ u-TAS ดังนั้นผู้ที่สามารถจะทำงานวิจัยในเรื่องนี้ได้จึงกลายเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการประกอบชิพ ซึ่งก็ต้องทำงานร่วมกับนักเคมีและนักชีววิทยาโมเลกุลหรือนักเทคนิคการแพทย์ในการชิพไปใช้ประโยชน์ เจ้าห้องปฏิบัติการจิ๋วนี้ นอกจากมันจะมีประโยชน์ในตัวมันเองแล้ว หากมีการนำมันไปบูรณาการกับเทคโนโลยีก่อกำเนิดตัวอื่นๆที่กล่าวมาแล้ว เช่น เซ็นเซอร์ใยแมงมุม หรือ หุ่นยนต์จิ๋ว ก็จะเป็นการเพิ่มสมรรถนะของอุปกรณ์เหล่านั้นขึ้นไปอีก โดยผู้ที่จะถูกตรวจไม่จำเป็นต้องเคลื่อนที่มาที่โรงพยาบาล การเข้ามาของเทคโนโลยี LOC ทำให้ในอนาคต การตรวจวินิจฉัยโรคจะเขยิบออกจากโรงพยาบาลไปสู่ที่ๆ โรคนั้น หรือ คนเป็นโรคนั้น หรือ สิ่งมีชีวิตอื่นๆที่เป็นโรคนั้นใช้ชีวิตอยู่ หรือที่เรียกว่า Point of Care นั่นเอง เทคโนโลยี LOC จึงมีส่วนช่วยให้ Personal Medicine หรือ การแพทย์ส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ใกล้ความเป็นจริงขึ้นทุกทีๆ ความสำคัญของแพทย์ในอนาคตจะค่อยๆ ลดลงมาสู่ Intelligent Systems แทน ในอนาคตนักชีววิทยาเชิงโมเลกุล หรือ Molecular Biologist จะเข้ามาแบ่งตลาดสุขภาพจากคุณหมอไปแล้วล่ะครับ .......

11 ธันวาคม 2551

ห้องปฏิบัติการบนชิพ - Lab on a Chip (ตอนที่ 1)


จริงๆแล้ว เรื่องของห้องปฏิบัติการบนชิพ หรือ Lab on a Chip นั้น เป็นศาสตร์ที่ฮ็อตฮิตแรงมากในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว และปัจจุบันก็ออกมาขายเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ค่อยได้นำมาเขียนใน Blog เลยครับ


ห้องปฏิบัติการจิ๋วเป็นการย่อส่วนห้องปฏิบัติการทดลองจากห้องขนาด 50 ตารางเมตรลงไปอยู่ในชิพที่ปัจจุบันมีขนาดประมาณเล็บของนิ้วโป้ง และมีทีท่าว่าต่อไปขนาดของมันจะเล็กลงไปได้อีก ในวงการเคมีและวงการแพทย์ ห้องปฏิบัติการจิ๋วคือการปฏิวัติครั้งใหญ่ นึกถึงว่าเมื่อก่อนเวลานักเคมีจะสังเคราะห์สารสักตัว เขาต้องใช้พื้นที่ห้องปฏิบัติการเพื่อเป็นที่สำหรับตั้งชุดเครื่องแก้วเพื่อการผสมสาร แล้วอาจมีชุดกลั่นเพื่อแยกสาร มีเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์องค์ประกอบ ในการสังเคราะห์สารอาจจะประกอบด้วยขั้นตอนที่ต้องมีการนำสารมาผสมกัน กรอง กลั่น แยกส่วน แล้วนำมาผสมกับสารตัวอื่นๆอีก แต่ว่าขั้นตอนเหล่านั้นกำลังจะหดลงไปอยู่ในชิพตัวเดียว สำหรับวงการแพทย์แล้วเรื่องนี้กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้ตนเลยทีเดียว ลองนึกดูนะครับว่าขณะนี้การตรวจสุขภาพประจำปีของเรานั้นเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อเพียงใด เราจะต้องไปเจาะเลือดและให้ตัวอย่างน้ำปัสสาวะแต่เช้า ถ้าอยากทราบผลก็ต้องรอนานหลายชั่วโมง ผลการตรวจเลือดอาจต้องรอข้ามวันข้ามสัปดาห์ แต่ขณะนี้ บริษัทหลายแห่ง กำลังพัฒนาห้องปฏิบัติการจิ๋วที่สามารถซื้อมาใช้ที่บ้านแล้วรอดูผลได้เลย ขั้นตอนการทำงานของห้องปฏิบัติการบนชิพนี้ก็เลียนแบบการทำงานของห้องปฏิบัติการจริงๆนั่นเอง ตัวอย่างเช่น เมื่อใส่ตัวอย่างเข้าไปที่ช่องที่เตรียมให้ ก็จะมีปั๊มซึ่งอาจอาศัยพลังงานจากแบตเตอรีก้อนเล็ก (เทคโนโลยีแบตเตอรีจิ๋วจึงมีส่วนสำคัญสำหรับเทคโนโลยีตัวนี้ด้วย) ดูดสารตัวอย่างให้ไหลมาตามท่อจิ๋วเพื่อมาผสมกับสารเคมีที่เตรียมไว้ในชิพ เมื่อผสมกันแล้วก็จะผ่านท่อไปยังส่วนแยก (โดยการย่อส่วนคอลัมน์แยกให้เล็กลงไปอยู่บนชิพ) ที่ปลายของคอลัมน์แยกก็จะมีท่อของสารเคมีอีกชนิดหนึ่งเพื่อปลดปล่อยสารให้เข้ามาผสมกัน แล้วเกิดเป็นสีให้ผู้ใช้สามารถดูว่าเป็นโรคอะไร โดยอาจมีท่อแยกออกไปหลายทางเพื่อให้ผลในลักษณะต่างๆ กัน ห้องปฏิบัติการจิ๋วที่มีความซับซ้อนขึ้นไปอีกก็อาจมีเซ็นเซอร์จิ๋วเอาไว้ตรวจสอบผลบางอย่างเพิ่มเติมได้


พรุ่งนี้ผมจะมาเล่าต่อเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ต่อนะครับ ........

21 ตุลาคม 2551

ยอดเทคโนโลยีในอีก 10 ปีข้างหน้า (ตอนที่ 3) - เมื่อพันธุกรรรมกลายเป็นสินค้าออนไลน์


วันนี้มาเล่าให้ฟังต่อนะครับ ถึงยอดเทคโนโลยีที่วารสาร Nature ขึ้นลิสต์ไว้ว่าจะเป็นที่กล่าวขานถึง หรือ มีผลกระทบสูงในอีก 10 ปีข้างหน้า .......

Personal Genomics กำลังจะเป็นเทคโนโลยีใหม่มาแรงที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ โดยผู้ที่กำลังจะนำเทคโนโลยีนี้มาสู่เรากลับไม่ใช่บริษัททางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ หรือ การแพทย์ ครับ แต่กลับเป็นบริษัท Google ครับ นี่แหล่ะครับผมถึงพูดบ่อยๆว่า การทำงานข้ามศาสตร์มีความสำคัญ นักเทคโนโลยีชีวภาพส่วนใหญ่ชอบมุดตัวใน Lab ไม่ค่อยได้คุยกับชาวบ้าน ต่างจากนัก IT ที่คุยเก่ง ทำงานเป็นทีมเก่ง และทำงานข้ามศาสตร์ข้ามสาขาเก่ง ในที่สุดก็เป็นนัก IT ที่นำเอาเทคโนโลยีเกิดใหม่นี้ไปเผยแพร่ และกำลังจะทำเงินทำทองในอีก 10 ปีข้างหน้าครับ ......

เมื่อเดือนธันวาคม 2550 บริษัท 23andMe ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดย Google ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ที่จะนำโลกของจีโนมสารสนเทศแบบส่วนตัว มาสู่สาธารณชน เป็นชุด Kit ที่ลูกค้าที่สนใจจะถุยน้ำลายลงไปในหลอด แล้วส่ง FedEx กลับไปที่บริษัท จากนั้นบริษัทจะทำการตรวจวิเคราะห์ DNA ของลูกค้าผู้นั้น ในเวลา 2-3 สัปดาห์ ผลการตรวจ DNA จะถูกส่งมาทาง e-mail สินค้าตัวนี้ตอนเปิดตัวมีราคาสูงถึง 1000 เหรียญสหรัฐ แต่เพราะคงามฮิตติดตลาด ทำให้ราคาได้ลดลงมาอยู่ที่ 399 เหรียญเมื่อเดือนกันยายน 2551 นี้เองครับ

สิ่งที่ Personal Genomics ของ Google จะบอกเราก็เช่น เรามีขี้หูแบบเปียกหรือแห้ง เรามียีนที่ช่วยให้หน้าไม่แดงเวลาดื่มไวน์ไหม จมูกของเราดมกลิ่นได้ดีหรือไม่ค่อยได้เรื่อง เรามียีนเป็นคนตัวสูงหรือเปล่า สีของตาเป็นสีอะไร แล้วตอนแก่ๆ เราจะเป็นโรคปวดหลังหรือเปล่า จะมีโอกาสเป็นเบาหวานมากน้อยแค่ไหน มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งชนิดใดได้บ้าง มียีนต้านทานโรคเอดส์บ้างมั้ย แล้วมาลาเรียล่ะมีโอกาสเป็นมั้ย มียีนที่ช่วยทางด้านความจำหรือเปล่า สำหรับผมแล้ว สนนราคา 399 เหรียญสหรัฐเพื่อรู้เกี่ยวกับตัวเราได้มากมายเช่นนี้ คุ้มค่ามากทีเดียวเชียวครับ ยิ่งกว่านั้นเรายังจะได้ข้อมูลย้อนกลับไปดูบรรพบุรุษว่ามาจากเชื้อชาติใด เช่น ทางแม่มาจากยุโรปหรือเอเชียเหนือ ทางพ่อมียีนทางชนชาติใด ยิ่งถ้าเราแชร์แลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนนี้เทียบกับญาติๆ ของเราดู ก็จะยิ่งสนุก เพราะเหมือนวิ่งย้อนไปในกาลเวลา ตามหาญาติกาในอตีตา ได้เลยครับ

ที่สำคัญทาง Google ได้เปิดชุมชนคนแชร์พันธุกรรมขึ้นใน Web ด้วย ลูกค้าที่ใช้บริการนี้สามารถที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลของตนเอง ที่พอใจจะให้คนอื่นๆได้ใช้ ทำให้ข้อมูล Genetics กลายเป็นสื่อทางสังคมออนไลน์ไปแล้วครับ ผู้คนแวะเข้ามาทักทายพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่องที่เกี่ยวกับพันธุกรรมของตน บางคนก็มาหาญาติในอดีต บางคนก็มาหาข้อมูลใครเป็นโรคนู้นโรคนี้บ้าง หมดยุคที่หมอมากำหนดชีวิตผู้คนแล้วครับ คนธรรมดาอย่างเราก็มีสิทธิ์รู้ว่าจะเกิดโรคอะไรแล้วหาทางรักษาเองได้
ก่อนจบผมขอเฉลยความลับในความสำเร็จของ Google ครับ เพราะทั้ง Larry Page และ Sergey Brin เจ้าของ Google นั้นมีเมียเป็นนักชีววิทยา นี่แหล่ะครับเรียกว่าแต่งงานข้ามศาสตร์จริงๆ ใครอยากประสบความสำเร็จแบบเขาทั้งคู่ ก็ลองๆ จีบนักชีววิทยาใกล้ๆตัวดูสิครับ .......
(ภาพบน: Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Google สวมเสื้อ Lab เปิดตัวสินค้าที่จะนำโลกของ Genomics มาสู่ชาวบ้านร้านตลาด อย่างที่เคยนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาสู่คนเดินถนนอย่างเรา ผ่าน Google Earth)

10 กรกฎาคม 2551

ถุงเท้านาโนกลิ่นมะนาว


ท่านผู้อ่านคงเคยจะได้ยินเรื่องที่กลุ่มนักวิจัยไทยได้พัฒนา เสื้อนาโน ซึ่งก็อาศัยหลักการขจัดแบคทีเรีย ด้วยการติดอนุภาค Silver Nano ลงไปบนเส้นใยผ้า โดยแต่ละทีมวิจัยก็กล่าวอ้างต่างๆ ว่าของตนเองติดได้ทนกว่า นานกว่า บางทีมก็บอกว่าตนเองคิดค้นวิธีที่จะผลิตได้มากกว่า ถูกกว่า สุดแล้วแต่จะคิดมุกเด็ดเพื่อบอกความแตกต่างของสิ่งที่ตนเองทำ เนื่องจากงานเกี่ยวกับ Silver Nano ในเมืองไทยมีคนทำเยอะมาก การแข่งขันจึงสูงนั่นเองครับ


ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับเสื้อนาโน และการใช้อนุภาค Silver Nano ก็คือ มันจะใช้ไม่ได้ผลหากเป็นเสื้อกีฬา รองเท้า ถุงเท้าที่ผู้สวมใส่มีเหงื่อมากๆ ซึ่งประสิทธิภาพของ Silver Nano จะลดฮวบลงไป ทำให้มีกลิ่นส่วนเหลือปลดปล่อยออกมามาก จนทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ใช้ไม่ได้จริงอย่างที่คุยไว้ ซึ่งก็จะเป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์ของเทคโนโลยีนี้ จึงทำให้นักวิจัยในประเทศโปรตุเกสได้พัฒนาแค็ปซูลจิ๋วเพื่อเก็บกักกลิ่นมะนาวที่หอมชื่นใจ และพร้อมปลอดปล่อยเวลาที่มีเหงื่อมากๆ ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะมาทำงานเสริมกับ Silver Nano ได้ ผลงานนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Industrial & Engineering Chemistry Research ในหัวข้อ “Microencapsulation of Limonene for Textile Application” (Vol. 47, No. 12, Pages 4142–4147, June 18, 2008) ซึ่งนักวิจัยหวังว่าจะนำไปใช้งานในผลิตภัณฑ์หลากชนิดไม่เฉพาะเสื้อนาโน หรือ ผ้านาโน เท่านั้น

25 กุมภาพันธ์ 2551

Rehabilitation Engineering - Bangkok 2008



เวชศาสตร์ฟื้นฟู เป็นเรื่องของการฟื้นฟูคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างคนปกติ หรือ ใกล้เคียงคนปกติ ซึ่งปัจจุบันศาสตร์แขนงนี้ยังรวมไปถึง การทำให้คนที่มีสมรรถนะของร่างกายด้อยกว่าคนทั่วไป สามารถใช้ชีวิตและทำอะไรต่ออะไร ได้อย่างปกติ รวมทั้งการแก้ไข หรือ กู้สมรรถนะที่เสื่อมถอยลงไปของผู้สูงอายุ ให้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับที่เคยเป็น ดังนั้นเวชศาสตร์ฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องของการ ยกระดับขีดความสามารถของมนุษย์ (Capability/Performance Enhancement) ซึ่งกำลังเป็นหัวข้อที่มาแรงอยู่ในขณะนี้ ตลาดของเวชศาสตร์ฟื้นฟูมีมูลค่ามากกว่าตลาดของการรักษาพยาบาลผู้ป่วยเสียอีก เพราะคนป่วยเมื่อหายแล้ว ก็ย่อมอยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม ซึ่งก็เป็นงานหนึ่งของศาสตร์แขนงนี้


เวชศาสตร์ฟื้นฟู ไม่ใช่เรื่องของบุคลากรทางด้านการแพทย์ หรือ สาธารณสุข เช่น หมอ พยาบาล เภสัชกร เท่านั้น ในขณะนี้ศาสตร์ด้านนี้กำลังโด่งดังในสาขาวิศวกรรมศาสตร์มากๆ มหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งในสหรัฐอเมริกา มีการเปิดสอน Rehabilitation Engineering ในระดับปริญญาตรี ถึง ปริญญาเอก ในประเทศไทยเองก็เริ่มตื่นตัว โดยศาสตร์นี้จัดเป็นสาขาหนึ่งของ Biomedical Engineering ซึ่งก็เปิดสอนในมหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งแล้ว ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เหล่าวิศวกรทั่วโลกที่ทำงานวิจัยในสาขานี้ จะมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพื่อร่วมงาน 2nd International Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technologies ซึ่งจะจัดระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2551 หัวข้อที่จะประชุมกัน ได้แก่


  • New rehabilitation techniques & studies, novel assistive technology products

  • Assistive robotics, rehabilitative & therapeutic robotics, robotic environments and companions

  • Biomedical devices and instruments Orthoses, exoskeletons, innovative mobility aids User interfaces, brain-computer interface, bio-signal control interface

  • AAC products, studies & evaluations, translations

  • Universal design, inclusive housing & work place, transportation, accessibility issues

  • Smart home technology, environment control technology Computer access products, software, studies & evaluations

  • Product development, commercialization, start-ups, and business related topics

  • Social issues, policies, political issues related disability and aging population

(ภาพด้านบน - Rehabilitation Engineering ช่วยฟื้นฟูผู้สูญเสียสมรรถภาพร่างกายให้กลับมาใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงกับคนทั่วไป)

01 ธันวาคม 2550

Nano Herbs - นาโนสมุนไพร


ประเทศไทย มีความร่ำรวยในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องมาจากเรามีพื้นที่มีลักษณะทั้งภูมิอากาศ (เชิงท้องถิ่น) ที่หลากหลายผสมผสานกับภูมิประเทศที่แตกต่าง ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ประเทศไทยมีทั้งป่าดิบชื้น ป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ทุ่งหญ้า ป่าชายเลนชายฝั่ง ปะการัง เกาะแก่ง เมื่อเทียบกับประเทศใหญ่ๆ อย่างจีน รัสเซีย บราซิล อาร์เจนตินา แล้ว ประเทศไทยมีความหนาแน่นของความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด เราจึงเป็นเจ้าของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่จะนำมาสู่ยารักษาโรค และการรักษาสุขภาพได้มากมาย แต่ในอดีตที่ผ่านมา เราไม่ใคร่ได้สนใจในเรื่องเหล่านี้นัก ทั้งๆ ที่เรามีภูมิปัญญาจากสมัยโบร่ำโบราณ ทั้งในเรื่องของการรักษาด้วยวิธีการนวด สมุนไพร ไปจนถึงการบำบัดพิเศษแบบต่างๆ เช่น สุคนธบำบัด เป็นต้น


ประเทศไทยเริ่มรู้จักการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในผลิตภัณฑ์สุขภาพครั้งแรก เมื่อนักวิจัยขององค์การเภสัชกรรมได้นำเอาเทคโนโลยีการนำส่งยาที่เรียกว่าไลโปโซม (liposome) ซึ่งเป็นอนุภาคนาโนที่เกิดขึ้นจากชั้นไขมัน 2 ชั้นห่อตัวเป็นลูกกลมๆ ซึ่งมีที่ว่างภายในที่สามารถบรรจุสารเคมี หรือ ยา หรือ โมเลกุล อะไรก็ได้ โดยในครั้งนั้นได้มีการนำเอาสารสกัดจากขมิ้นชันมาบรรจุเข้าไปข้างใน แล้วเรียกผลิตภัณฑ์นั้นว่า “ครีมนาโนหน้าเด้ง” หลักการทำงานของไลโปโซมก็คือการนำส่งสารขมิ้นชันเข้าสู่เซลล์ผิวหนังโดยตรง เนื่องจากผนังเซลล์ก็เป็นชั้นของโมเลกุลไขมันเช่นเดียวกับอนุภาคไลโปโซม ดังนั้นอนุภาคไลโปโซมจึงสามารถรวมตัวเข้ากับผนังเซลล์ได้ จากนั้นจะปลดปล่อยสารที่บรรจุอยู่ภายในให้เข้าไปสู่เซลล์นั้นได้ การใช้ไลโปโซมนำส่งสารสกัดจากขมิ้นชัน จะได้ผลดีกว่าการปล่อยให้สารสกัดซึมเข้าไปในเซลล์ผิวหนังเอง เนื่องจากเซลล์สิ่งมีชีวิตมีกลไกป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ผลงานขององค์การเภสัชในครั้งนั้น ทำให้คนไทยรู้จักไลโปโซมมากขึ้น ทำให้เกิดการตื่นตัวในการนำไลโปโซมมาใช้ในการนำส่งสารสมุนไพรอื่นๆ ด้วย เช่น สารสกัดจากกวาวเครือ สารสกัดจากมะละกอ สารสกัดจากสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นต้น ซึ่งจริงๆแล้ว ประเทศไทยก็ยังมีสมุนไพรอีกมากมายรอให้นำไปบรรจุไว้ในไลโปโซม อันที่จริง เทคโนโลยีการผลิตและบรรจุในไลโปโซมก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร สามารถทำเป็นสูตรสำเร็จเพื่อใช้สำหรับงาน OTOP ได้ไม่ยากนัก ปัจจุบันเราจึงเห็นห้องปฏิบัติการวิจัยหลายๆ แห่งในประเทศไทยศึกษาเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ
เทคโนโลยีไลโปโซม ถือว่าเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานที่จะนำไปสู่เทคโนโลยี A-Cell ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ และเราควรรีบครอบครอง หากประเทศไทยคิดจะทำ Life Version 2.0


(ภาพด้านบน - แผนภาพของไลโปโซม ซึ่งไม่เพียงแต่จะบรรจุสารไว้ข้างในเท่านั้น ยังสามารถวิศวกรรมพื้นผิวข้างนอกให้มีฟังก์ชันหน้าที่ได้ เช่น ให้มีความจำเพาะเจาะจงกับพื้นผิวอื่นๆ ได้)

29 พฤศจิกายน 2550

Artificial Cell - จุดกำเนิดของ Life Version 2.0


มนุษย์เคยมีความเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกและมนุษย์ขึ้นมาจนกระทั่ง ชาร์ล ดาร์วิน ได้ออกท่องทะเลเดินทางไปสังเกตพันธุ์พืชและสัตว์ทั่วโลกเมื่อปี พ.ศ. 2374 ซึ่งต่อมาเขาได้พัฒนา “ทฤษฎีวิวัฒนาการ” ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานอันสำคัญของวิชาชีววิทยา ปัจจุบันนี้เราเชื่อว่ามนุษย์และสัตว์ได้พัฒนาความซับซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ นานนับพันล้านปีจากสิ่งมีชีวิตที่ง่ายที่สุดคือแบคทีเรียซึ่งมีเซลล์เพียงแค่หนึ่งเซลล์เท่านั้น ดังนั้นบรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกนี้ก็คือแบคทีเรีย ส่วนก่อนหน้านี้แบคทีเรียมีวิวัฒนาการมาอย่างไรนั้นก็ยังเป็นหัวข้อวิจัยที่ทำกันไปทั้งชาติก็คงไม่จบ


ถึงแม้สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอย่างแบคทีเรียจะถือเป็นสิ่งมีชีวิตขั้นต่ำเอามากๆ แต่เทคโนโลยีปัจจุบันของมนุษย์ก็ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะสร้างมันขึ้นมาด้วยการออกแบบเองใหม่ทั้งหมดโดยไม่อาศัยของเดิมจากธรรมชาติเลย แต่เมื่อเร็วๆนี้ได้เริ่มมีกลุ่มวิจัยรวมตัวกันเพื่อเป้าหมายที่ท้าทายมากๆ กล่าวคือต้องการสร้างชีวิตขึ้นมาเองโดยการออกแบบ โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภายุโรปภายใต้หัวข้อ Programmable Artificial Cell Evolution (PACE) และนี่ก็คือที่มาของ A-Cell สิ่งมีชีวิตเทียมหรือเซลล์เทียมซึ่งจะทำให้นิยามของคำว่า “สิ่งมีชีวิต” เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล และเป็นจุดกำเนิดของ Life Version 2.0


ถึงแม้ A-Cell ที่ทำได้ในปัจจุบันจะยังไปไม่ถึงขั้นเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดแรกโดยมนุษย์เป็นผู้รังสรรขึ้น แต่ A-Cell ที่ทำได้ตอนนี้ก็มีประโยชน์มากมายแล้ว ตอนนี้เราสามารถสร้าง A-Cell จากวัสดุหลายแบบ ทั้งจากโมเลกุลไขมันเหมือนในสิ่งมีชีวิตหรือจากพอลิเมอร์สังเคราะห์เพื่อสร้างเป็นเยื่อหุ้มเซลล์ โดยเราสามารถออกแบบให้โมเลกุลโปรตีนไปฝังตัวบนเยื่อหุ้มเพื่อทำหน้าที่ได้ มีกลุ่มวิจัยบางกลุ่มสามารถใส่เอนไซม์เข้าไปใน A-Cell แล้วป้อนวัตถุดิบเพื่อให้เอนไซม์ทำงานเลียนแบบสภาพแวดล้อมในเซลล์จริงๆ บริษัทยาบางแห่งได้สร้าง A-Cell ขึ้นมาสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคบางชนิดที่ไม่สามารถย่อยสารอาหารบางอย่างได้ ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร โดยผู้ป่วยจะรับประทาน A-Cell เข้าไปพร้อมอาหาร ทำให้สามารถย่อยอาหารได้ และ A-Cell ยังถูกขับถ่ายออกมาโดยไม่สะสม


ความก้าวหน้าในเทคโนโลยี A-Cell นี้จะมีผลย้อนกลับไปส่งเสริมให้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ซูเปอร์จิ๋วและเซ็นเซอร์โมเลกุลให้พัฒนาแบบก้าวกระโดด เทคโนโลยี A-Cell จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม เพราะขณะนี้เรายังขาดนักวิจัยทางด้านนี้ในประเทศไทย

08 ตุลาคม 2550

ยุครุ่งเรืองของ Biomedical Engineering ไทยต้องขี่กระแสก่อนจะสาย


ปีหน้านี้เป็นปีทองของ Biomedical Engineering ซึ่งกลายมาเป็น Global Phenomenon ไปแล้ว มีการจัดประชุมในทุกทวีปตั้งแต่อเมริกา ยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก มาจนถึงเอเชียเรา โดยเฉพาะ ประเทศทางเอเชียจะมีงานประชุมใหญ่ๆ หลายงาน ตั้งแต่ก่อนสิ้นปีพ.ศ. 2550 นี้ ก็จะมีการจัดประชุม The 1st Symposium on Thai Biomedical Engineering (ThaiBME2007) ซึ่งมีมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคม 2550 ถึงแม้จะเป็นแค่การประชุมระดับชาติ แต่ได้ยินมาว่ายิ่งใหญ่แน่นอน เพราะจะเป็นจุดเริ่มในการรวมตัวของกลุ่ม Biomedical Engineering ใหญ่ๆ 3 กลุ่ม ซึ่งนับแต่นี้ต่อไปก็จะรวมตัวกันทำกิจกรรมด้วยกัน

พอเริ่มปี 2008 ก็จะมีการประชุม Iranian Conference on Biomedical Engineering จัดวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งเป็นครั้งที่ 14 แล้ว ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าประเทศสุดโต่งอย่างอิหร่านนี้จะมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านนี้เหมือนกัน จากนั้นก็ตามมาด้วย Biosensors 2008 - The 10th World Congress on Biosensors ซึ่งจะจัดที่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2550 งานนี้เป็นงานใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียว ยังไม่ทันที่งานนี้จะจบ ก็จะมีงาน The 2nd International Conference on Bioinformatics and Biomedical Engineering ระหว่างวันที่ 16-18 พฤษภาคม 2550 ซึ่งก็จัดที่นครเซี่ยงไฮ้เหมือนกัน เสน่ห์ของเซี่ยงไฮ้ทำให้ได้รับความไว้วางใจในการจัดประชุมวิชาการ ในสาขาใหม่ๆ ฮ็อตฮิต หลายต่อหลายงานแล้ว แต่ทำไมคนก็ยังไม่เบื่อที่จะไปจัดที่เมืองนี้ และก่อนจะออกจากเมืองจีนก็จะมีอีกงานคือ The International Conference on BioMedical Engineering and Informatics (BMEI2008) จัดที่เมือง Sanya บนเกาะไหหนาน ระหว่างวันที่ 27-30 พฤษภาคม 2550


จากนั้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2550 ก็จะมีงาน BioMed 2008 ที่กัวลาลัมเปอร์ ฟังแล้วจะหนาวว่าเขาจัดงานนี้มาตั้งแต่ปี 2000 ปีนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้ว มาเลเซียเขากะว่าจะให้การประชุมนี้เป็นตัวแทนของกิจกรรมในภูมิภาคนี้เลย แต่สิงคโปร์จะยอมหรือเปล่างานนี้ เพราะเขาได้ตระเตรียมงานยิ่งใหญ่ปิดท้ายปี 2008 ที่มีชื่อว่า 13th International Conference on Biomedical Engineering (ICBME2008) โดยจะจัดในช่วงที่ประเทศสิงคโปร์สวยที่สุด คือในเดือนธันวาคม (3-6 ธันวาคม) อันเป็นเวลาที่ถนนออร์ชาดจะประดับประดาไฟ และต้นคริสต์มาสตลอดทั้งสาย สร้างสีสันให้แก่การประชุมมากๆ เรียกว่าไปแล้วคุ้มค่า

(ภาพข้างบน - คืนข้ามปีของถนน Orchard ในสิงคโปร์ ที่ประดับประดาไฟอย่างสวยงาม ทำให้หลายต่อหลายคน อยากไปเยือนสิงคโปร์ในช่วงเดือนธันวาคม งานประชุมวิชาการหลายๆ งานของสิงคโปร์ก็เลยต้องสนองความต้องการนักวิจัยที่มีหัวใจ romance ทั้งหลาย)