แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ simulated reality แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ simulated reality แสดงบทความทั้งหมด

17 พฤษภาคม 2555

Are We Simulated in Computer ? - ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน (ตอนที่ 10)


ในทางพระพุทธศาสนานั้นภพภูมิที่เรียกว่าสวรรค์ หรือ เทวโลก เป็นสถานที่ที่สัตว์โลกมาบังเกิดในรูปแบบที่เรียกว่า โอปปาติกะ คือเกิดขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนในสภาพที่โตเต็มที่ และไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ในการเกิด โดยกรรมที่บุคคลกระทำไว้ในภพภูมิก่อนหน้าจะเป็นตัวกำหนดว่า เทวดาตนนั้นจะมีสมบัติทิพย์ต่างๆ มากมายแค่ไหน มีอิทธิฤิทธิ์ ขนาดวิมาน จำนวนนางฟ้าที่จะมาปรนนิบัติ จะมากน้อยอย่างไรก็อยู่ที่บุญกรรมที่เคยสร้างไว้ ชีวิตในเทวโลกเป็นชีวิตทิพย์ เมื่อเทวดาหิวก็จะนิรมิตอาหารต่างๆ ขึ้นมารับประทาน โดยรสชาติความอร่อย ความหลากหลาย ความสวยงามน่ารับประทานก็ขึ้นกับเทวฤทธิ์ของตน สภาพแวดล้อมทิพย์ในเทวโลก เป็นสภาพที่สร้างขึ้นได้ กำหนดขึ้นได้ ตามกำลังสติปัญญาและกำลังกุศลของเทวดาแต่ละตนนั้นเอง

ในฐานะมนุษย์อย่างเรา เมื่อเรามองไปยังเทวโลก เราอาจจะมีความรู้สึกว่า สภาพทิพย์ในเทวโลกนั้นมันไม่ใช่ของจริง เป็นการสร้างขึ้นมาในจินตนาการของสิ่งมีชีวิตในภพนั้น ต่างๆ จากสภาพของภพภูมิของเราบนโลกมนุษย์ ที่ทุกอย่างรอบๆ ตัวเรานั้นเป็นของจริง มีตัวตน จับต้องได้ และเป็๋นไปตามกฏทางฟิสิกส์ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นโลกนั้นนิรมิตขึ้นมาไม่ได้เหมือนในเทวโลก ถ้าอยากเหาะได้ ก็ต้องสร้างยานพาหนะที่อาศัยแรงยกตัวด้วยกฎทางอากาศพลศาสตร์ อยากลอยน้ำได้ก็ต้องทำให้ตัวเรามีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ อยากรับประทานอาหารอร่อย ก็ต้องปรุงแต่งจากวัตถุดิบที่ดี เครื่องเทศที่เหมาะสม ทุกสิ่งทุกอย่างทำขึ้นมาได้แต่ต้องเป็นไปตามกฎทางฟิสิกส์

อย่างไรก็ตาม มีนักวิทยาศาสตร์อยู่กลุ่มหนึ่งที่เริ่มเชื่อว่า โลกที่เราอาศัยอยู่นี้อาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้ สิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเรา สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยิน โลกที่เราอยู่รวมทั้งร่างกายนี้ เป็นสิ่งที่อาจจะจำลองขึ้นบนคอมพิวเตอร์ก็ได้ และการที่จะพิสูจน์เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในโลกจำลองนี้ อาจแทบเป็นไปไม่ได้เลย .... ไม่แน่เหมือนกันว่า เรื่องที่ว่านี้ อาจเป็นเรื่องๆ หนึ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้เมือ 2,600 ปีที่แล้ว แต่เป็นสิ่งที่พระองค์ไม่ได้ทรงนำมาเปิดเผย เพราะทรงเล็งเห็นว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพ้นทุกข์ก็ได้ครับ

ถึงแม้การพิสูจน์ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ไม่ได้มีอยู่จริง แต่เกิดจากการจำลองในคอมพิวเตอร์จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่แนวโน้มความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น ทำให้เราเริ่มเชื่อแล้วครับว่า ชีวิตจำลอง (Simulated Life) อาจมีอยู่จริงก็ได้ นักวิทยาศาสตร์ประมาณการว่าสมองของมนุษย์นั้น มีความสามารถในการประมวลผลได้ 10^19 ครั้งต่อวินาที (10 ยกกำลัง 19 หรือ 10 ล้านล้านล้าน ครั้งต่อวินาที) ซึ่งปัจจุบันเรามีกำลังการประมวลผลสูงสุดอยู่ที่หลัก 10^15 ครั้งต่อวินาที ซึ่งยังช้ากว่าสมองมนุษย์เกือบหมื่นเท่า แต่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2050 เราจะมีคอมพิวเตอร์ที่มีกำลังประมวลผลสูงกว่าสมองมนุษย์ เมื่อถึงวันนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่า เราจะจำลองสิ่งที่เกิดขึ้นบนสมองของเรา ขึ้นไปไว้บนคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำต่างๆ ลองคิดดูสิครับว่า หากเราอัพโหลดข้อมูลในสมองของเราให้ไปอยู่ในคอมพิวเตอร์ได้ ความรู้สึกนึกคิด ความเป็นตัวตนของเรา ก็จะไปรันอยู่ในคอมพิวเตอร์ แล้วถ้าหากเราจำลองสถานการณ์ต่างๆ เช่น บ้าน รถ เพื่อนบ้าน โลกรอบๆ ตัวเรา ให้อยู่กับสมองจำลองของเราที่อัพโหลดขึ้นไปแล้ว มันก็จะไม่ต่างจากตัวเราได้ไปเป็นโอปปาติกะในโลกจำลองเลย นั่นคือ เราได้สร้างเทวโลกที่เราเองสามารถนิรมิตสิ่งต่างๆ เพื่อให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ที่นั่นได้ ตราบจนนิรันด์กาล

30 มิถุนายน 2554

Are We Simulated in Computer ? - ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน (ตอนที่ 9)


เคยไหมครับที่เราเคยฝันถึงใครบางคน คนที่ไม่มีตัวตน เมื่อตื่นขึ้นก็ยังเหมือนติดอยู่ในภวังค์ อย่างกับว่าคนในฝันคนนั้นมีอยู่จริงๆ ทั้งๆที่รู้ว่าทั้งหมดมันก็เพียงแค่ความฝัน แต่ความคิดของเราก็ยังติดอยู่กับคำว่า "เค้าน่าจะมีตัวตน"

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ได้เกิดเหตุการณ์โกลาหลในญี่ปุ่นและเกือบจะลุกลามบานปลาย เป็นสภาวะปนเประหว่างความประหลาดใจ ความขุ่นเคือง ความเสียใจ ของคนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นข่าวดังมากๆในญี่ปุ่นและแพร่ขยายออกไปทั่วโลก สถานีโทรทัศน์ต่างประเทศหลายแห่งนำเหตุการณ์นี้ไปออกอากาศ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันจนเกือบจะเป็นเหตุการณ์จลาจลบนโลกออนไลน์เลยทีเดียว

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากบริษัทกูลิโกะ (Glico) ได้ออกคลิปวีดิโอแพร่ภาพเปิดเผยความจริงว่า นักร้องหน้าใหม่ของวง AKB48 (ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินชื่อดังของญี่ปุ่น) ที่มีชื่อว่า อาอิมิ (Eguchi Aimi) .... ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เป็นนางแบบโฆษณาขนมตัวใหม่ของกูลิโกะ และเป็นนางแบบในนิตยสารแฟชั่นหลายเล่ม ... แท้จริงแล้ว เธอเป็นเพียงมนุษย์ดิจิตอลที่สร้างขึ้นบนคอมพิวเตอร์ โดยใช้ส่วนใบหน้าจากนักร้องวง AKB48 จำนวน 6 คน (6 คนที่ดังที่สุดในวง AKB48 ซึ่งมีนักร้องในวงมากถึง 60 คน) โดยวิศวกรได้เลือกเอาส่วนที่ดีที่สุดในใบหน้าของนักร้องทั้ง 6 เพื่อสร้างหน้าตาของ อาอิมิ ออกมาอย่างน่ารัก จนเป็นที่หลงใหลคลั่งไคล้ไปทั้งญี่ปุ่น ผู้คนทั้งญี่ปุ่นรู้จักอาอิมิก่อนที่จะรู้ความจริงว่าเธอไม่มีตัวตน ในฐานะนักร้องหน้าใหม่ของ AKB48 ซึ่งปรกติแล้ว การเข้ามาเป็นสมาชิกของ AKB48 จะต้องผ่านการแสดงออดิชั่น ซึ่งจะทำให้แฟนๆ รู้ว่าใครเป็นใคร หน้าตาอย่างไร แต่การปรากฏตัวของอาอิมิในโฆษณาของกูลิโกะ และนิตยสารหลายเล่ม เกิดขึ้นโดยไม่มีใครเคยรู้จักเธอมาก่อน แต่สิ่งนี้กลับไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเธอเลย เพียงไม่กี่วันที่เธอปรากฏตัว ได้มีแฟนคลับของเธอเกิดขึ้นทั่วเกาะญี่ปุ่น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้นำมาสู่คำถามที่ว่า "เราสามารถรักและมอบใจให้กับคนที่ไม่มีตัวตนได้หรือไม่" ซึ่งเราจำเป็นจะต้องตอบคำถามนี้ให้ได้โดยใช้เวลาไม่นานด้วย เพราะว่านับวันเทคโนโลยีทางด้านความจริงเสมือน (Virtual Reality) ความจริงผสม (Mixed Reality) หรือแม้แต่ความจริงจำแลง (Simulated Reality) เริ่มขยับใกล้เข้ามาสู่ชีวิตเรามากขึ้นๆ จนในวันหนึ่งเราอาจจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แล้วถามตัวเองว่า โลกที่เรากำลังลืมตาดูอยู่นี้ เป็นของจริง หรือป่าว .....



15 มิถุนายน 2554

Are We Simulated in Computer ? - ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน (ตอนที่ 8)



คำสอนของพุทธศาสนาอย่างหนึ่งที่นับว่าแปลกไปจากศาสนาอื่นๆ ก็คือเรื่องของ ไตรลักษณ์ หรือลักษณะความเป็นไปในธรรมชาติ 3 ประการ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยเฉพาะในเรื่องของอนัตตา หรือความไม่มีตัวตนนี้ ถือว่าเป็นอภิมหาปรัชญา เพราะเป็นหลักธรรม หรือหลักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่มากๆ ไม่เคยมีศาสนาใดๆ หรือศาสตร์แห่งความรู้ใดๆ ที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ นอกจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงค้นพบหลักธรรมนี้ด้วยพระองค์เอง ผ่านกระบวนการทางจิตที่เราเรียกว่า "ตรัสรู้"

เรื่องของอนัตตานี้ มีการตีความที่แตกต่างกันไป พระพุทธองค์จึงมักตรัสแก่ภิกษุว่า อันหลักธรรมคำสอนต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่พระนิพพานนั้น เป็นธรรมชั้นสูง ที่ยากแก่การเข้าใจและถ่ายทอด บรรดาธรรมต่างๆ เหล่านี้มักรู้ได้เฉพาะตน เมื่อใครปฏิบัติสู่ความเข้าถึงพร้อมแล้ว ก็จะเข้าใจธรรมนั้นๆ ได้เอง การตีความเรื่องอนัตตาจึงสามารถทำได้ในหลายๆ ระดับ บ้างก็ว่าเพราะสังขารทั้งหลายไม่มีตัวตน ไม่ได้มีจริงๆ ถือครองไม่ได้ สรรพสิ่งต่างๆ ไม่ได้มีตัวตนจริงๆ จึงยึดถือไม่ได้ .... เป็นไปได้ไหมล่ะครับว่า ก็เพราะสรรพสิ่งต่างๆ เหล่านั้น กำลังถูกจำลองอยู่ในคอมพิวเตอร์ สิ่งนั้นถึงไม่มีตัวตน?

ตั้งคำถามนี้แก่ท่านผู้อ่านเพื่อคิดเล่นๆ นะครับ มิได้ดูหมิ่นในหลักธรรมคำสอนแต่อย่างใดครับ เพราะหลักธรรมในพุทธศาสนานั้น เป็นแหล่งความรู้เดียวที่ก้าวมาถึงจุดที่จะตอบคำถามนี้ได้ เพราะวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังล้าหลังในเรื่องนี้อยู่มาก

นักวิทยาศาสตร์ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เชื่อว่า หลักฐานหนึ่งที่พอจะทำให้พิสูจน์หรือประเมินได้ว่า เรากำลังอยู่ในโลกจำลองหรือไม่นั้น ก็ให้ดูว่าเมื่อเรามีเทคโนโลยีก้าวล้ำถึงระดับหนึ่ง เราจะจำลองสิ่งต่างๆ หรือไม่ .... แล้วถึงที่สุด เราจะจำลองโลกที่เรากำลังเป็นอยู่หรือไม่ .....

คำตอบ ในเรื่องนี้แน่ชัดอยู่แล้วครับว่า เราจะทำอย่างนั้น ... ปัจจุบัน เราเริ่มนำคอมพิวเตอร์มาจำลองสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปฏิกริยาเคมี ระบบประสาท ตอนนี้เราเริ่มจำลองการทำงานของสมอง และเราก็กำลังจะจำลองสิ่งมีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ของมัน ท่านผู้อ่านอาจจะรู้จักเกมส์ The Sims ซึ่งเป็นเกมส์จำลองสภาพชีวิตต่างๆ ที่ผู้เล่นสามารถเล่นเป็นตัวละครต่างๆ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกจำลอง เรียนหนังสือ ทำงาน ควงสาว แต่งงาน มีครอบครัวได้ คำถามก็คือ ตัวสิ่งมีชีวิตที่เราจำลองอยู่นั้น มีสภาพความมีตัวตนแค่ไหน เค้ามีสภาพใกล้เคียงกับความเป็นชีวิตจิตใจแค่ไหน เค้าจะรู้ตัวหรือไม่ว่าเราจำลองเค้าอยู่ ถ้าเกมส์ที่เราจำลองเค้าอยู่นั้น run ตลอดเวลา และมีรายละเอียดสูงมากๆ เป็นไปได้ไหม ที่ตัวละครที่จำลองในคอมพิวเตอร์อยู่นั้น จะมีสภาพความเป็นจริงขึ้นมา จนทำให้ตัวละครที่ run อยู่ คิดว่ามีตัวตนจริงๆ และแทบไม่รู้เลยว่าแท้จริงนั้น เค้าถูกจำลองอยู่

ที่มหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน (Michigan State University) นักวิจัยได้ทำการทดลองสร้างโลกจำลองที่เรียกว่า Avida โดยมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า Avidians ซึ่งอาศัยใช้ชีวิตอยู่ในโลกจำลองนี้ ภายใต้กฎ นักวิจัยได้ปล่อยให้เหล่า Avidians ผสมพันธุ์และใช้ชีวิตไปตามเรื่องตามราว ผลปรากฎว่ามันสามารถวิวัฒนาการจนเกิดความฉลาด (หรือปัญญา) ขึ้นมาเองหลังจากมันพัฒนาสู่รุ่นที่พันกว่า สิ่งมีชีวิตที่จำลองนี้เป็นสิ่งมีชีวิตง่ายๆ แต่ในอนาคตมันอาจเป็นพวกเราก็ได้ ซึ่งแน่นอน มันจะยิ่งตอกย้ำในคำตอบที่ว่า พวกเราน่าจะอาศัยอยู่ในโลกจำลองนี้จริงๆ ก็ได้

01 พฤษภาคม 2553

Are We Simulated in Computer ? - ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน (ตอนที่ 7)

บทความชุด "ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน" มาถึงตอนที่ 7 แล้วนะครับ แต่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านย้อนกลับไปอ่านชุดบทความนี้ในตอนที่ 1 สักนิดครับ โดยเฉพาะส่วนหนึ่งของบทความตอนนั้น ซึ่งผมเขียนว่า "..... Dr. Nick Bostrom ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตของมนุษยชาติ (Future of Humanity Institute) แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เชื่อว่าพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงใดก็ตาม (รวมไปถึงโลกของเรานี้ด้วย) ไม่ว่าที่ใดในจักรวาล จะต้องไปถึงจุดที่สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีพลังประมวลผลสูงมาก และสูงกว่าพลังประมวลผลของสมองมนุษย์ทุกสมองในโลก และหากคอมพิวเตอร์มีศักยภาพไปถึงจุดนั้นแล้ว เชื่อว่าจะต้องมีใครที่คิดอยากจะซิมูเลชั่นสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลก ซึ่งกำลังประมวลผลที่มหาศาลนี่เอง ทำให้การจำลองเหตุการณ์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทำได้เหมือนจริงมากเสียจนผู้ถูกจำลองไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ตนเองเป็นชีวิตที่จำลองขึ้นมา ......."

ดูเหมือนว่า สิ่งที่ ดร.บอสตรอม ทำนายไว้ จะเกิดขึ้นเร็วเกินคาดครับ เพราะทางสหภาพยุโรปได้มีดำริที่จะสร้างโมเดลที่จะอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก รวมไปถึงให้สามารถที่จะทำนายเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ในลักษณะเดียวกับที่นักอุตุนิยมวิทยาสามารถที่จะพยากรณ์อากาศได้จากโมเดลคอมพิวเตอร์ของสภาพอากาศ โครงการที่มีมูลค่ากว่า 1 พันล้านยูโร (ประมาณ 50,000 ล้านบาท) นี้จะรวมเอาโมเดลสำคัญๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม (techno-socio-economic-environmental) เข้ามาบูรณาการเป็นหนึ่งเดียว นับเป็นครั้งแรกในโลก ที่มีการหลอมรวมศาสตร์ต่างๆ เข้ามาเพื่อทำการจำลองสถานการณ์บนโลกอย่างซับซ้อน และเต็มไปด้วยรายละเอียดจากทั้งมุมมองของวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน โมเดลนี้จะวิ่งบนโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขนาดใหญ่ ข้อมูลจำนวนมากจากหลากหลายมิติ และมุมมอง จะถูกป้อนเข้าไปประมวลผล ณ เวลาจริง โครงการนี้จะทำให้เราสามารถที่จะพยากรณ์เหตุการณ์บางอย่าง ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า เพื่อให้เราสามารถเตรียมพร้อมหรือปรับตัวได้ทันท่วงที เช่น การเกิดฟองสบู่แตกทางด้านการเงิน การเกิดโรคระบาด กรณีพิพาทต่างๆ ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งใช้วางแผนในการทำสงคราม หรือการรักษาสันติภาพ เป็นต้น

ถึงแม้รายละเอียดของโครงการนี้ ยังไม่ได้มีการเปิดเผยเท่าไรนัก แต่ผมก็พอจะประเมินได้ว่า โครงการนี้จะต้องมีการนำนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอด จากมหาวิทยาลัยต่างๆ หลากหลายศาสตร์ เข้ามาร่วมทำงานกัน และอาจจะมีเอกชนที่อยากลงขัน เพื่อมีส่วนในการใช้ข้อมูลหรือโมเดลดังกล่าวนี้ เช่น บริษัทประกัน บริษัทลงทุนขนาดยักษ์ หรือแม้แต่ Google เอง ก็คงต้องการที่จะสร้างโมเดลของโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ เมื่อถึงเวลานั้น เราก็เพียงแค่เข้า Google เพื่อ search หาเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ (Real-time) ที่กำลังเกิดขึ้น หรือหาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า ......

16 กุมภาพันธ์ 2553

Are We Simulated in Computer ? - ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน (ตอนที่ 6)


ท่านผู้อ่านเคยฝันดีดีไหมครับ ดีเสียจนเรารู้สึกเสียดายที่ต้องตื่นขึ้นมาเสียก่อน บางครั้งเราฝันดีเสียจนต้องกลับไปนอนต่อเพื่อจะฝันเรื่องเดิมต่อ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นสิครับ เรากลับไม่สามารถที่จะฝันเรื่องนั้นต่อได้อีกแล้ว .....

มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่คิดว่า โลกที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ จริงๆ แล้ว อาจจะเป็นโลกที่จำลองอยู่ในคอมพิวเตอร์ก็ได้ แต่เพราะความเสมือนจริงของมันมากเสียจน เราไม่อาจจะแยกแยะระหว่างโลกจำลอง กับโลกจริงๆได้ นักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามอย่างนี้ครับว่า ....

(1) เราจะมีวิธีพิสูจน์ไหม ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นโลกจริง หรือโลกจำลอง ?

(2) โลกจำลองกับโลกจริง มีอะไรที่แตกต่างกัน ?

(3) เราจะปฏิบัติตนอย่างไร หากเรารู้ว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในโลกจำลองอยู่ ?

แน่นอนครับว่า โลกจริงมีอยู่แน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะมีโลกจำลองได้อย่างไร เพราะจะต้องมีโลกจริงๆ อย่างน้อย 1 โลก เอาไว้เป็นที่ตั้งของคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ที่เอาไว้ใช้รันโลกจำลอง แต่ไม่ได้หมายความว่า โลกจำลองนี้ จะไม่มีคอมพิวเตอร์จำลอง ที่รันโลกจำลองอีกชั้นหนึ่ง หรืออาจจะมีโลกจำลองซ้อนๆ กันไปเรื่อยๆ ... งงไหมครับ ???

แต่เราจะรู้ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นโลกจริงหรือโลกจำลองได้อย่างไร ... มีนักฟิสิกส์ชื่อว่า Bin-Guang Ma ได้เสนอว่า การที่เราจะรู้ว่าเราอาศัยอยู่ในโลกจริงหรือไม่นั้น เราก็ต้องมีจุดอ้างอิง เช่น ถ้ามีโลกจำลองให้เปรียบเทียบ ก็แสดงว่าเราอาศัยอยู่ในโลกจริง หรือ ถ้ามีโลกจริงให้เปรียบเทียบ นั่นแสดงว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในโลกจำลอง อธิบายง่ายๆ เหมือนถ้าเราอยากจะรู้ว่าเรากำลังหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่อยู่ เราก็ต้องมีวัตถุอื่นเป็นจุดอ้างอิง ถ้าเราเห็นว่าวัตถุอื่นๆ อยู่นิ่งกันไปหมด นั่นแสดงว่าเรากำลังหยุดนิ่ง แต่ถ้าเห็นวัตถุอื่นเคลื่อนใกล้เข้ามาหรือไกลออกไป ก็แสดงว่าเรากำลังเคลื่อนที่อยู่

การที่เราต้องมีจุดอ้างอิงเพื่อรู้ว่าเรามีตัวตนจริงๆ หรือไม่ แสดงให้เห็นว่า ความมีตัวตน หรือ การมีอยู่จริง เป็นเรื่องของสัมพัทธภาพ (Relativity) ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้สังเกตด้วยครับ หากเราเป็นผู้สังเกตเสียเอง เราก็จะบอกว่าเราเองนั่นแหละอาศัยในโลกของจริง ส่วนโลกที่มาอ้างอิงนั้นเป็นโลกจำลอง โดยผู้สังเกตจากอีกโลกหนึ่ง จะพูดว่าตัวเขาต่างหากที่อาศัยอยู่ในโลกของจริง แต่ตัวเราอาศัยในโลกจำลอง

ในคำสอนของพุทธศาสนานั้นมีความเชื่อเรื่องภพภูมิอยู่ ซึ่งบอกว่าเมื่อเราตายจากโลกนี้ไปแล้ว เราจะไปจุติในภพภูมิใหม่ซึ่งรันขนานกับภพภูมิที่เราเคยอยู่เดิม หรือว่าพระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบความลับที่เกี่ยวกับโลกจำลองเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว ????

29 ตุลาคม 2552

Are We Simulated in Computer ? - ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน (ตอนที่ 5)


ในปี ค.ศ. 2002 สตีเฟน วูลแฟรม (Stephen Wolfram) นักฟิสิกส์ผู้โด่งดังจากผลงานซอฟต์แวร์ทางด้านคณิตศาสตร์ ที่มีชื่อว่า Mathematica ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่เด็กมหาวิทยาลัยปี 1 มักจะใช้แก้โจทย์แคลคูลัส ได้ตีพิมพ์หนังสือที่มีชื่อว่า A New Kind of Science ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวคิดใหม่ ที่มองโลกแห่งความเป็นจริงทั้งหลายว่า สามารถที่จะจำลองได้ด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เพราะจักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้ อยู่ภายใต้กฏทางฟิสิกส์ หากเราสามารถเข้าใจกฏต่างๆเหล่านั้นได้ ทุกอย่างก็จะจำลองได้หมด หนังสือเล่มนี้ได้ปอกเปลือกปรากฏการณ์ต่างๆในธรรมชาติ ที่สามารถโมเดลได้ด้วยคอมพิวเตอร์

ในช่วงที่ผมเรียนระดับปริญญาเอก ผมได้ทำวิทยานิพนธ์ทางด้านการจำลองคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) ของระบบโมเลกุล โดยปล่อยให้โมเลกุลจำนวนมากเคลื่อนที่ไปตามกฏของฟิสิกส์ โมเลกุลจะเคลื่อนที่ไปมา ชนกันบ้าง ดูดกันบ้าง วิ่งไปวิ่งมา ซึ่งสิ่งที่คำนวณออกมาได้จากคอมพิวเตอร์นี้ เมื่อนำมาเทียบเคียงกับผลจากการสังเกตด้วยการทดลอง พบว่ามีค่าใกล้เคียงกันมาก ในสมัยนั้น การทำการจำลองคอมพิวเตอร์ของระบบโมเลกุล เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ แต่ในปัจจุบัน การจำลองคอมพิวเตอร์ได้ถูกนำมาแทนที่การทดลองหลายๆ ชนิดที่มีราคาแพง เสี่ยงภัย หรือไม่ก็เป็นงานน่าเบื่อ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำทางด้านการทหารได้ในปัจจุบัน เพราะมีความก้าวหน้าทางด้านการจำลองคอมพิวเตอร์ของอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งตัวเองไปเที่ยวห้ามไม่ให้คนอื่นทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ทั้งใต้ดินและบนดิน เพราะตนเองมีขีดความสามารถในการจำลองการระเบิดด้วยคอมพิวเตอร์


ปัจจุบันเราได้นำการจำลองคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างกว้างขวางในหลายสาขาวิชาทั้ง ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงิน จิตวิทยา ไปจนถึงสังคมศาสตร์ การทหาร อุตุนิยมวิทยา การจราจร สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย ในอนาคต เมื่อเรามีศักยภาพทางด้านการคำนวณก้าวหน้าขึ้นไประดับหนึ่ง เราคงจะเริ่มจำลองอารมณ์ ความรู้สึก ความรัก ไปจนถึงชีวิต ..... สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจจะทำให้เราอยากตั้งคำถามเหมือนกันว่า .... ชีวิตที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ แฟนของเราที่เดินจูงมือกันอยู่ทุกวันนี้ รวมทั้งตัวเราเอง .... เป็นของจริง หรือ เกิดจากการจำลองกันแน่ ???

18 กรกฎาคม 2552

Are We Simulated in Computer ? - ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน (ตอนที่ 4)




วันก่อนผมนำ DVD ภาพยนตร์เรื่อง The Matrix Reloaded กลับมาเปิดดูอีกครั้ง ก็ยังรู้สึกสนุกตื่นเต้นเหมือนเดิมครับ วันนี้เลยต้องกลับมาคุยเรื่องนี้ต่อครับเพราะค้างเอาไว้ ทั้งๆที่ยังมีเรื่องที่จะต้องคุยอีกเยอะ เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า "พวกเรามีจริงหรือไม่?" หรือ "พวกเราเป็นแค่เกมส์ที่ใครกำลังเล่นอยู่หรือไม่?"


ในตอนก่อนๆ ผมได้พูดถึงความเป็นไปได้ในเรื่องที่ว่า เราอาจกำลังใช้ชีวิตอยู่ในการจำลองคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) ก็ได้ ในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix นั้น การจะพิสูจน์เรื่องนี้ เราก็ต้องทานยาที่มอร์เฟียสเสนอให้ ถึงจะตื่นจากโลกจำลองมาอยู่ในโลกจริง ปัญหาก็คือ หากชีวิตของพวกเราอยู่ในคอมพิวเตอร์จริงๆละก็ เราก็ไม่มีของจริงให้ร่างสิงอยู่หลังจากตื่นขึ้นมาจากโลกจำลองเสียด้วยซ้ำ นั่นก็เพราะ พวกเราทั้งหมด โลกทั้งหมด นั้นไม่มีอยู่จริง


ทีนี้ เราจะทำตัวอย่างไรดี ถ้าหากตอนนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกจำลอง หลายๆ คนอาจจะบอกว่า "ไม่เห็นจะสำคัญอะไรเลย หากเราอยู่ในโลกจำลอง แล้วจะไปแคร์ทำไมว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ก็ในเมื่อมันไม่มีตัวตนจริงๆ แล้วนี่ ......"


David J. Chalmers ศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์ปรัชญา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า "ถึงแม้โลกนี้จะไม่มีอยู่จริง และสิ่งรอบๆตัวเราเป็นการจำลองขึ้นมา คนเราก็ยังรู้สึกอยากใช้ชีวิตกับมันอยู่ดีแหล่ะครับ เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเราก็จะเสมือนจริง แถมพวกเรายังอยากทำตัวดีๆ เผื่อว่าชีวิตหลังความตายของเรา ซึ่งก็อาจจะจำลองในคอมพิวเตอร์อีกนั่นแหล่ะ จะเป็นชีวิตที่ดีขึ้น เพราะคนที่ออกแบบระบบจำลองนี้ขึ้นมา คงจะให้รางวัลแก่เรา หากเราประพฤติตัวดี"


Robin Hanson ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัย จอร์จ เมสัน ได้ตีพิมพ์ผลงานเรื่อง "How to live in a simulation" ไว้ในวารสารวิจัยชื่อ Journal of Evolution and Technology ซึ่งเสนอแนวทางในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกจำลอง ใจความหลักก็คือ พวกเราควรจะทำตัวเองให้น่าสนใจเข้าไว้ เพื่อที่ผู้ที่จำลองเรา เขาจะได้สนใจเรา เราควรใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน พยายามทำให้คนรอบข้างมีความสุข ทำให้คนเหล่านั้นสนใจคุณ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่จำลองเราอยู่ อยากเก็บเราไว้ในการจำลองครั้งต่อไป


จริงๆ แล้วยังมีคำถามอีกมากมายครับ เช่น "ผู้ที่จำลองอยู่ชอบและสนใจเรื่องอะไร เราจะประพฤติตนอย่างไรให้ถูกใจท่าน ?" หรือ "เป็นไปได้ไหมที่ผู้ที่จำลองเราอยู่ ก็กำลังถูกจำลองในคอมพิวเตอร์อีกที โดยคนที่อยู่เหนือกว่า ?" ซึ่งจริงๆ ก็อาจจะมีอีกชั้นสูงขึ้นไปอีก จนกว่าเราจะพบชั้นบนสุดที่เป็นของจริง ไม่ใช่การจำลองขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ เป็นโลกจริง ชีวิตจริง



ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย เขตเมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ถือเอาใบประดู่ลาย แล้วทรงตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า พระพุทธองค์จึงทรงตรัสอธิบายว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงหยั่งทราบด้วยพระปัญญาอันยิ่งนั้น มีมากกว่าธรรมที่พระองค์ทรงประกาศ เปรียบดังใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้น มีมากกว่าในฝ่าพระหัตถ์ แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ทรงแสดงธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งเปรียบดังใบประดู่ลายบนต้น นั่นก็เพราะธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ ความสงบ ระงับ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน


นี่อาจเป็นเหตุผลที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงบอกพวกเราว่า พวกเราทั้งหมดกำลังอาศัยใน Computer Simulation เพราะถึงพระองค์จะบอกเรา พวกเราก็คงไม่เข้าใจ ..... หรือว่า พระผู้เป็นเจ้าในศาสนาต่างๆ นั้น ก็คือคนที่กำลังเล่นและจำลองเกมส์ชีวิตของพวกเราอยู่นั้นเอง ........

16 พฤษภาคม 2552

Are We Simulated in Computer ? - ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน (ตอนที่ 3)


ยุ่งแล้วล่ะสิครับ วันก่อนขณะขับรถกลับบ้านท่ามกลางสายฝนพรำ ลูกสาววัย 9 ขวบของผม อยู่ดีๆ ก็พูดโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า "คุณพ่อคะ อะตอมว่าจริงๆแล้วเนี่ย พวกเราอาจจะเป็นเกมส์ที่เทวดากำลังเล่นกันอยู่ก็ได้นะ พวกเราเป็นตัวที่เทวดาปล่อยให้เล่นกันอยู่ในเกมส์ของเค้า" ผมได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกัน เพราะตอนนั้นผมก็กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าไม่ได้เขียนเรื่องนี้ลง Blog มาสักพักแล้ว เพราะมีคิวเรื่องอื่นๆอยู่ที่อยากนำมาเล่า ผมถามลูกสาวผมกลับไปว่า "ทำไมหนูถึงคิดอย่างนั้นล่ะคะ" ลูกสาวผมตอบว่า "ก็เหมือนเกมส์ Spore ที่อะตอมเล่นที่มหาลัยไงคะ พวกตัวที่อะตอมสร้าง พวกเผ่าพันธุ์ของมันในเกมส์ มันก็ไม่รู้หรอกว่าเรากำลังเล่นมันอยู่ ....." ผมได้ยินลูกพูดอย่างนี้ทำให้ผมยิ่งเพิ่มความสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีกว่า ตกลงพวกเรามีจริงหรือไม่ หรือพวกเราเป็นเพียง สิ่งที่กำลัง simulated อยู่ในคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ พวกเรามีตัวตนจริงๆ หรือไม่ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีหรือไม่มีอยู่จริง ??? ผมจะทยอยนำเรื่องนี้มาเล่านะครับ เพราะว่าเรื่องนี้คงต้องคุยกันอีกยาว !


ในช่วงหลังๆนี้ วิทยาศาสตร์ทั้งกายภาพและชีวภาพ และแม้แต่คณิตศาสตร์วิ่งเข้ามาศึกษาเรื่องจิตใจ หรือ Mind Sciences กันมากครับ ผมเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเกิดการบูรณาการขนานใหญ่ระหว่างศาสตร์เหล่านี้ แม้แต่ในเรื่องของศิลปะก็จะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ เกมส์ Spore ที่ลูกสาวของผมพูดถึงนั้น เป็นตัวอย่างของการหลอมรวมกันระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่แค่ในระดับผิวๆนะครับ แต่เป็นระดับปรัชญาเลยทีเดียว

เจ้าเกมส์ Spore นี้ เป็นเกมส์ที่มีสมมติฐานว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ได้ DNA มาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น เกมส์จะเริ่มต้นด้วยการที่อุกกาบาตจากนอกโลกได้พา DNA จำนวนหนึ่งมาตกลงในมหาสมุทรของโลก ผู้เล่นต้องเริ่มเล่นจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว พามันหาอาหาร แลัวก็วิวัฒนาการจนขึ้นมาอยู่บนบก สร้างศักยภาพในการสื่อสาร สร้างสังคม ชนเผ่า ไปจนถึงอารยธรรมที่ก้าวหน้า เกมส์นี้จึงเล่นสนุกมาก เหมือนกับว่าเราเป็นพระเจ้าเลยทีเดียว แน่นอนครับว่าทุกเกมส์ยอมมีกฏ เกมส์นี้ก็มีกฏที่ต้องปฏิบัติตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เราอาศัยอยู่นี้ก็มีกฏแห่งกรรม เป็นตัวควบคุม ทำให้อดนึกไม่ได้ว่า พวกเราอาศัยอยู่ในเกมส์ที่รันอยู่หรือไม่
เรามาติดตามเรื่องนี้ต่อในวันหลังครับ ......

25 เมษายน 2552

Are We Simulated in Computer ? - ฤาโลกนี้เป็นเพียงฝัน (ตอนที่ 2)


โลกที่เราอาศัยอยู่นี้รวมทั้งพวกเราที่เกิดแก่เจ็บตายร่วมกันทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ อาจเป็นเพียงโปรแกรมซิมูเลชันที่กำลังรันอยู่ในคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่มีพลังประมวลผลสูงมาก ก็ได้นะครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราเป็นเพียงแค่โปรแกรม ไม่ใช่ตัวจริงเป็นๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอาจจะค้นพบจนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับที่ไปที่มาของพวกเราเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว แต่อาจเป็นเพราะว่าในสมัยนั้นการอธิบายสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบ (เรื่องที่ว่าพวกเราเป็นเพียงโปรแกรมซิมูเลชัน ?) อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะอธิบายให้คนในสมัยนั้นเข้าใจ พระองค์จึงทรงเลือกที่จะสอนวิธีการพ้นทุกข์ เพื่อหยุดเวียนว่ายตายเกิด (เพื่อออกจากโปรแกรมซิมูเลชันนี้ไปตลอดกาล ?) พระองค์อาจทรงค้นพบกฏพื้นฐานของโปรแกรมซิมูเลชันที่ว่านี้ ซึ่งก็คือ "กฏแห่งกรรม" และการที่จะหยุดวงจรนี้ ก็ด้วยการสร้างพลังของ "สติ" ให้มากพอเพื่อที่จะหยุดโปรแกรมของเราเองตามทางของมรรคมีองค์ 8

ในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix นั้น พระเอกของเราได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับ The Architect หรือตัวควบคุมหลักของ The Matrix ซึ่งเป็นโปรแกรมกลางที่ควบคุมหลักกฏแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิดของจิตมนุษย์ใน The Matrix ซึ่งเขาได้พบว่า โปรแกรมซิมูเลชันนั้นเป็นโปรแกรมที่ใหญ่มากๆ จึงมีรูโหว่มากมาย (Bugs ของโปรแกรม) ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์เพี้ยนๆ ที่แหกกฏแห่งกรรมขึ้นมาได้ เช่น เรื่องผี เรื่องวิญญาณ เรื่องฮวงจุ้ย หรือไสยศาสตร์ต่างๆ ก็เกิดจากการเพี้ยนไปของโปรแกรมนี้เอง ทำให้คนบางกลุ่มมีความสามารถเหนือธรรมชาติ (Supernatural) เช่น มีเวทย์มนตร์ มีความสามารถทรงเจ้า มีสัมผัสลึกลับ ซึ่งจริงๆแล้ว พวกนี้ก็คือ Bugs ของโปรแกรมนั่นเอง แต่โดยทั่วไป ตัวโปรแกรมส่วนใหญ่จะรันถูกต้อง และเป็นไปตามกฏแห่งกรรมเสมอ

สมมติว่าพวกเราเป็นคนจริงๆ ตัวเป็นๆ ไม่ใช่โปรแกรมซิมูเลชันของคนอื่น นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าพอถึงวันหนึ่งที่เราสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพถึงจุดที่สามารถจำลองสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกได้ เราก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะขนาดตอนนี้ เรายังสร้างเกมส์ตั้งมากมายเอามาจำลองชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Sim City, The Sims หรือ Spore ทีนี้มาถึงคำถามที่ว่าอีกนานเท่าไหร่ เราจะมีความสามารถขนาดนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าประมาณกลางศตวรรษนี้ เราน่าจะมีความสามารถขนาดนั้นครับ .......