วิเคราะห์สถานภาพทางด้านนาโนศาสตร์ และ นาโนเทคโนโลยี ของประเทศไทย เปรียบเทียบกับ ประเทศคู่แข่ง เพื่อช่วยผลักดันให้ประเทศไทย เป็น Nano Valley of ASEAN
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ smart vineyard แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ smart vineyard แสดงบทความทั้งหมด
30 กันยายน 2555
The Future of Agriculture - อนาคตของเกษตรกรรม (ตอนที่ 6)
ถ้าผมมีเงินลงทุนสักก้อนเพื่อทำธุรกิจ ผมจะไม่ลังเลเลยที่จะทำธุรกิจทางด้านเกษตรและอาหาร ถึงแม้ว่าในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่จะมองว่า เกษตรกรรมเป็นอาชีพของคนจน ทำงานหนัก แต่ได้ผลตอบแทนน้อย แต่หากเราลองคิดดูกันเล่นๆ ว่า ในอีก 18 ปีข้างหน้า คือในปี ค.ศ. 2030 โลกเราจะมีประชากรจำนวน 8,100 ล้านคน และในปี ค.ศ. 2050 โลกจะมีประชากรล้นหลามถึง 9,000 ล้านคน ประเทศไทยจะต้องผลิตอาหารให้ได้มากกว่านี้อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อที่จะเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นนับจากวันนี้ไป เท่ากับมีประเทศจีนเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประเทศ อนาคตของประเทศไทย และอนาคตของโลกคือเกษตรกรรมครับ ไม่ใช่ การท่องเที่ยวและบริการ เพราะถึงวันนั้น เราอาจจะปิดประเทศ ไม่อยากให้ใครเข้ามาในประเทศเรามากกว่านี้แล้วก็ได้ แต่เราต้องการส่งออกอาหารไปเลี้ยงคนเหล่านั้น เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศของเรา
แล้วแนวโน้มของเกษตรกรรมในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะทำง่ายขึ้นหรือยากขึ้น ผมขอแบ่งเกษตรกรรมออกเป็น 2 ชนิดนะครับ
(1) Outdoor Agriculture หรือ เกษตรกลางแจ้ง เป็นการทำเกษตรที่เก่าแก่และทำมาตั้งแต่มนุษย์เราเริ่มมีอารยธรรม การเกษตรแบบนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้า อากาศ ที่ไม่อาจควบคุมได้ (ในอนาคต เราอาจมีเทคโนโลยีที่ควบคุมดินฟ้าอากาศได้ในระดับหนึ่ง เช่น การเบี่ยงเบนวิถีพายุ) การทำการเกษตรแบบนี้ในอนาคตจะยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ดังนั้น เราต้องการเทคโนโลยีแบบใหม่ที่เรียกว่า Climate-Smart Agriculture หรือ เกษตรกรรมที่ฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ กล่าวคือ เป็นการเกษตรที่ปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศได้ ซึ่งทำให้ในอนาคตเราจะต้องรู้ทันสภาพภูมิอากาศที่จะเข้ามาในพื้นที่ไร่นาของเรา เพื่อที่เราจะได้สามารถปรับกิจกรรมในไร่ ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น
(2) Indoor Agriculture หรือ เกษตรในร่ม เป็นการเกษตรที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเกษตรแบบนี้ สามารถเราสามารถที่จะควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชที่ปลูก หรือ สัตว์ที่เลี้ยงได้ ในอนาคตอีกไม่นาน เกษตรกรรมแบบนี้จะเริ่มเข้าไปอยู่ในเมือง ในรูปแบบที่เรียกว่า Urban Agriculture หรือ เกษตรกรรมในเมือง หรือแม้แต่ Vertical Farming ซึ่งเป็นการทำไร่ทำนาบนอาคารสูง ข้อดีของการเกษตรแบบนี้คือ การผลิตจะอยู่ใกล้กับการบริโภค ก่อให้เกิดการลดการปลดปล่อยคาร์บอน หากเกษตรกรรมแบบนี้ถูกพัฒนาให้เข้ามาแทนที่เกษตรกรรมแบบแรกได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบเชิงบวกมากมายมหาศาล พื้นที่เกษตรกรรมแบบกลางแจ้งจะถูกปล่อยกลับคืนให้เป็นของธรรมชาติ เกิดเป็นป่าเพื่อกักเก็บคาร์บอน มนุษย์จะถูกโยกย้ายจากสังคมชนบทให้เข้าไปอยู่ในเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการแก้ไขภาวะโลกร้อนอย่างตรงเป้า เพราะว่าเกษตรกรรมปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของการปลดปล่อยทั้งหมด มากกว่ารถยนต์ทุกคัน เรือและเครื่องบินทุกลำในโลกรวมกัน ไม่มีกิจกรรมอะไรอีกแล้วของมนุษย์ ที่จะปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเท่าเกษตรกรรม
แม้ว่าในระยะยาว เกษตรกรรมจะดูดีมีอนาคต แต่ในระยะสั้นๆ โดยเฉพาะปัจจุบัน การเกษตรของประเทศเราถูกรุมเร้าด้วยปัญหารอบด้าน ทั้งในเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปจนยากจะคาดเดา ทั้งในเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของดิน และ สภาพแวดล้อม นอกจากนี้ ภาคเกษตรยังเป็นภาคส่วนที่มีการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง คนหนุ่มสาวสนใจมาทำการเกษตรน้อยลง สังคมเกษตรจึงเริ่มกลายมาเป็นสังคมผู้สูงวัย แรงงานด่างด้าวก็มีไม่มากนักที่สนใจมาใช้แรงงานในการทำไร่ทำนา ทำให้ในอนาคต ประเทศไทยจะต้องเริ่มคิดถึงเทคโนโลยีที่จะมาช่วยทดแทนแรงงานมนุษย์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งผมมองว่าเทคโนโลยี 3 ประเภทนี้ จะช่วยแก้ปัญหาได้
(1) Ambient Intelligence เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยให้เกษตรกรรู้ความเป็นไปของสภาพแวดล้อมในไร่ และสภาพอากาศที่เกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้น เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง ลม ฝน ความชื้นในดิน พายุที่กำลังจะเข้า การระบาดของแมลง การเจริญเติบโตของพืช ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมในไร่ที่ถูกต้อง
(2) Operational Intelligence เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การดำเนินกิจกรรมในไร่นาทำได้อย่างอัตโนมัติ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากข้อ (1) เช่น รถไถหยอดปุ๋ยและยาฆ่าแมลงแบบอัตโนมัติ โดยคำนึงถึงความต้องการของพืช การระบาดของแมลง ซึ่งเก็บได้จากเซ็นเซอร์ตรวจวัดในข้อ (1) เป็นต้น
(3) Business Intelligence เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรคาดเดาผลผลิตที่จะเกิดขึ้นในไร่นาของตนเอง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากการประมวลผลข้อมูลในข้อ (1) และ (2) รวมไปถึงข้อมูลตลาด supply & demand ของสินค้าเกษตรในอนาคต
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ วันหลังผมจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครับ
ป้ายกำกับ:
crisis,
precision agriculture,
precision farming,
smart farm,
smart vineyard
23 กุมภาพันธ์ 2555
The Future of Agriculture - อนาคตของเกษตรกรรม (ตอนที่ 3)

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมเริ่มทำวิจัยเกี่ยวกับ Precision Agriculture ในเวลานั้นคำๆ นี้ยังไม่มีคำแปลภาษาไทย ผมเลยตั้งชื่อว่าเป็นเกษตรแม่นยำสูง และก็ใช้มาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำแปลภาษาไทยอย่างเป็นทางการเลยครับ ตอนที่ผมเริ่มโครงการวิจัยนั้นใหม่ๆ มีคนบอกกับผมว่า "ทำไปทำไม เมืองไทยปลูกอะไรก็ขึ้น" หลายๆ คนหัวเราะขำกับแนวความคิด ที่จะนำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยไปใช้กับการทำไร่ทำนา แต่จริงๆ แล้ว สำหรับผม มันน่าตลกมากกว่ามั้ยล่ะ ที่อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่างเกษตรกรรม กลับตกอยู่ในสภาพที่ Low Tech ขาดการพัฒนาได้อย่างไม่น่าเชื่อขนาดนี้ ทุกวันนี้เรายังคงปล่อยให้ดินฟ้าอากาศเป็นสิ่งที่กำหนดชะตากรรมของเกษตรกร จริงเหรอที่ "เมืองไทยปลูกอะไรก็ขึ้น" วลีนี้ยังศักดิ์สิทธิ์อยู่เหรอกับสภาพความจริงที่เรากำลังประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพความเสื่อมโทรมของพื้นที่เพาะปลูก ภูมิอากาศวิปริตผิดไปจากเดิม พื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่ผิดที่ผิดทาง
เจอคำปรามาสแบบนั้น ผมก็เลยต้องเดินทางตระเวณไปทั่ว เพื่อหาพืชที่เมืองไทยปลูกไม่ขึ้น หรือถ้าขึ้นก็ขึ้นไม่ดี ออกลูกไม่งามหรือไม่อร่อย จนวันหนึ่งผมขับรถไปทางเขาใหญ่ ไปเจอกับไร่องุ่นสำหรับทำไวน์ ผมได้เข้าไปขอชิมไวน์ที่ไร่องุ่นกรานมอนเต้ จิบแรกที่ผมสัมผัสรสชาติของไวน์ที่นั่น ผมถึงกับร้อง "โอ้ว ... พระเจ้า เมืองไทยทำไวน์ได้ดีขนาดนี้เลยหรือนั่น" และจิบนั้นเอง ทำให้ผมรู้ว่า ผมเจอกับพืชที่ปลูกยากในเมืองไทยเอาเข้าแล้ว นี่แหล่ะ คือสนามทดลองของผมเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมาช่วยเกษตรกรรมไทยในอนาคต
4 ปีที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้การปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์ ณ ไร่องุ่นกราน มอนเต้ ด้วยความอนุเคราะห์จากคุณวิสุทธิ์ โลหิตนาวี เจ้าของไร่ และคุณนิกกี้ โลหิตนาวี ลูกสาว ที่เป็นไวน์เมกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย ที่จบปริญญาตรีทางด้านการทำไวน์ โดยตรงมาจากแดนจิงโจ้ ทำให้ผมมีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์ตรงของการเป็นชาวไร่ ผมและลูกศิษย์ได้พัฒนาต้นแบบสิ่งประดิษฐ์หลายชนิด ที่จะทำให้การทำไร่ทำนา เป็นสิ่งที่สนุกสนานมากขึ้น เป็นสิ่งที่ทำนายได้มากขึ้น และเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบันเรื่องของเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) และฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm) เป็นสิ่งที่เริ่มเป็นที่สนใจในเมืองไทย หน่วยงานรัฐระดับชาติเริ่มให้ความสนใจเรื่องนี้ บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งที่ปลูกอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง เริ่มมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม วิสัยทัศน์ของคนเหล่านี้ก็ยังจำกัดในสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ตรงหน้า คนเหล่านี้ยังมองว่าเกษตรกรรมเป็นเรื่องของชาวบ้านที่มีความรู้น้อย เทคโนโลยีสูงๆ ไม่มีความจำเป็น ทั้งๆ ที่ในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรมแท้ๆ เขายังมีการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรที่สูงกว่าเราอย่างเทียบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น การปลูกพืชในอาคารสูง (Vertical Farming) การปลูกเนื้อสัตว์ (In vitro Meat Production) เพื่อเป็นอาหารโดยไม่ต้องมีการฆ่าสัตว์ ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะ (Smart Aquaculture) ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้อาจจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ในอนาคต ทั้งๆ ที่ประเทศเราได้ขึ้นชื่อว่าครัวของโลก
เกษตรกรรมแม่นยำสูง จะปฏิวัติรูปแบบการทำไร่ทำนา จากเดิมที่เป็นเรื่องของดินฟ้าอากาศ มาเป็นเรื่องของข้อมูลและสารสนเทศ เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ติดตั้งทั่วไร่นา จะทำให้เกษตรกรรู้สภาพแวดล้อม ปัจจัยการเพาะปลูก จากที่ไหนก็ได้บนโลก เกษตรกรจะรู้สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน แร่ธาตุที่มีมากเกินหรือขาดแคลน สภาพดินฟ้าอากาศตลอด 24 ชั่วโมง การเจริญเติบโตของพืชแบบเรียลไทม์ ทำให้การให้น้ำ รดปุ๋ย กำจัดแมลง สามารถทำได้พอดีกับความต้องการของสถานการณ์
งานเกษตรกรรมในอนาคตจะมีความสนุกสนาน เหมือนการเล่นเกมส์ หนุ่มสาวจะกลับมามองอาชีพนี้อีกครั้ง นี่หล่ะครับ สิ่งที่ผมมองเห็นในอนาคต ....
ป้ายกำกับ:
precision agriculture,
precision farming,
smart farm,
smart vineyard
25 เมษายน 2553
Smart Vineyard - ไร่องุ่นอัจฉริยะ (ตอนที่ 4)

เทคโนโลยี Smart Vineyard ที่ทางคณะวิจัยของศูนย์นาโนเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมพัฒนากับ ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีเครื่องกลจุลภาคและนาโนอิเล็กทรอนิกส์ แห่งเนคเทค แล้วนำไปทดลองใช้งานจริงที่ไร่องุ่นกรานมอนเต้ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นี้อยู่ภายใต้กรอบการวิจัยเกษตรแห่งอนาคต (Agriculture Vision 2025) ซึ่งมองว่าในอนาคตประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะกลับมาถวิลหาเกษตรกรรม นัยว่า ปัญหาประชากร ปัญหาโลกร้อน และปัญหาพลังงาน จะทำให้ประเทศที่ไม่มีเกษตรกรรม จะดำรงอยู่ได้ด้วยความลำบาก ทั้งนี้เกษตรกรรมในยุคหน้า จะเปลี่ยนรูปโฉมไปอย่างสิ้นเชิง วิชาเกษตรที่ร่ำเรียนกันมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อาจจะใช้ไม่ได้ในอีก 20 ปีข้างหน้า เรียกว่าจะตกขอบไปเลย แย่กว่านั้นก็อาจจะถึงขั้นฉีกตำราทิ้ง .....
เทคโนโลยีภายใต้กรอบวิจัยเกษตรแห่งอนาคต ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ต้องการพัฒนามีทั้งแบบ การเกษตรกลางแจ้ง (Outdoor Agriculture) และการเกษตรในร่ม (Indoor Agriculture) ในระยะใกล้ การเกษตรกลางแจ้งยังมีความสำคัญอยู่ แต่ในระยะยาวนั้น เรามองว่า โลกในอนาคต เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาโลกร้อนที่รุนแรง ก็จักต้องจำใจคืนผืนดินในชนบทให้กลับสู่ธรรมชาติ ผืนแผ่นดินที่เคยใช้ทำการเกษตร จะต้องคืนให้ไปเป็นป่าเพื่อเป็นที่ดูดซับคาร์บอน เกษตรกรรมจะเข้าไปอยู่ในเมือง (Urban Agriculture) ไปอยู่ในอาคาร (Vertical Farming) ซึ่งจะทำให้แหล่งผลิตอาหาร อยู่ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น โลกยุคหน้าจะมีการลดระยะทางระหว่าง Supply กับ Demand ระบบ Logistics จะกลับสู่สามัญ ความซับซ้อนจะลดลง ทั้งนี้เพื่อให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศต่างๆ จะเริ่มทำเกษตรกรรมเอง ซึ่งจะเป็นเกษตรกรรมในร่ม พืชที่เคยปลูกได้เฉพาะในภูมิอากาศแบบหนึ่ง จะไปเจริญงอกงามในที่อื่นๆ ทั่วโลก โลกจะเข้าสู่ยุคปลูกที่ไหน กินที่นั่น ไม่ต้องมองไกล ตะวันออกกลางเริ่มจะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อผลิตอาหารเอง ซาอุดิอารเบียส่งคนมาเรียนรู้การปลูกข้าวในบ้านเรา ในเวียดนาม และอินโดนีเซีย แถมมีการทำ MOU กับเวียดนามในเรื่องการผลิตข้าวเพื่อขายในตะวันออกกลาง
การที่ประชากรทิ้งชนบทมารวมตัวอยู่กันในเมือง หากมองในแง่การใช้พลังงาน ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกครับ เพราะเมืองเป็นที่ๆ มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าชนบท คนที่อยู่ในชนบทนั้น จะซื้ออะไรที ขับรถไม่รู้กี่กิโล การส่งพลังงานไปให้ใช้ การทำโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อย ก็เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า ผิดกับเมือง การเดินทางไปไหนมาไหน หากใช้ระบบคมนาคมสาธารณะ จะเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากๆ ที่สำคัญเราต้องส่งเสริมให้ประชากรที่อยู่ชานเมือง ย้ายเข้ามาอยู่กลางเมืองให้มากขึ้น ซึ่งจะลดการขับรถเข้ามาทำงานในเมือง
เมื่อสังคมเมืองเป็นแนวโน้มของยุคหน้า เกษตรกรรมในที่ร่มก็จะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การมีเทคโนโลยีนี้เป็นเรื่องจำเป็น นี่คือเหตุผลที่ทางกลุ่มวิจัยของผมได้เริ่มเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านนี้ครับ โดยการเริ่มไปพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเกษตรกลางแจ้งก่อน จากนั้นจะค่อยๆ เขยิบขั้นของพัฒนาการขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงเทคโนโลยีสำหรับเกษตรในร่มครับ
ในตอนต่อๆ ไป ผมจะค่อยๆ นำประเด็นต่างๆ มาทยอยเล่าให้ฟังนะครับ
ป้ายกำกับ:
smart farm,
smart vineyard
17 มกราคม 2553
Smart Vineyard - ไร่องุ่นอัจฉริยะ (ตอนที่ 3) ตอน Khao Yai in Love

หายหน้าหายตาไปหลายวันเลยครับ ผมเพิ่งกลับมาจากทำงานภาคสนามที่ไร่องุ่นกรานมอนเต้ เขาใหญ่ ซึ่งปกติอยู่ที่ไร่ผมก็จะอัพเดตบทความได้ เพราะตอนนี้เราวางระบบ WIFI ครอบคลุมบริเวณสำคัญๆ ในไร่แล้ว แม้แต่ในแปลงองุ่นก็ยังเปิดเน็ต
จากโทรศัพท์มือถือได้จาก WIFI หรือถ้าออกนอกพื้นที่สัญญาณ ก็ใช้อินเตอร์เน็ตบน Cellular Network แทน (ที่ไร่ได้สัญญาณ GPRS ของ True และ Edge ของ AIS ครับ แต่ไม่มี 3G) แต่ว่าครั้งนี้ผมต้องออกตระเวณไปข้างนอก เพื่อไปสังเกตการณ์ไร่องุ่นรอบๆ เขาใหญ่ กับทางสมาคมผู้ประกอบการไวน์ของไทย ซึ่งก็กระจายอยู่ตามเชิงเขาใหญ่ ตั้งแต่มวกเหล็ก ไล่ไปจนถึงวังน้ำเขียวครับ ใช้เวลาตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงมืดเลย เดินทางไกลกลับมาถึงที่นอนอุ่นๆ (อากาศข้างนอก 16-18 องศาครับ) ก็ไม่อยากทำอะไรแล้วครับ
จากโทรศัพท์มือถือได้จาก WIFI หรือถ้าออกนอกพื้นที่สัญญาณ ก็ใช้อินเตอร์เน็ตบน Cellular Network แทน (ที่ไร่ได้สัญญาณ GPRS ของ True และ Edge ของ AIS ครับ แต่ไม่มี 3G) แต่ว่าครั้งนี้ผมต้องออกตระเวณไปข้างนอก เพื่อไปสังเกตการณ์ไร่องุ่นรอบๆ เขาใหญ่ กับทางสมาคมผู้ประกอบการไวน์ของไทย ซึ่งก็กระจายอยู่ตามเชิงเขาใหญ่ ตั้งแต่มวกเหล็ก ไล่ไปจนถึงวังน้ำเขียวครับ ใช้เวลาตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงมืดเลย เดินทางไกลกลับมาถึงที่นอนอุ่นๆ (อากาศข้างนอก 16-18 องศาครับ) ก็ไม่อยากทำอะไรแล้วครับช่วงที่ผมนั่งรถตระเวณไปตามเส้นทางสาย กุดคล้า-วังน้ำเขียว นั้น ตลอดเส้นทางผมได้เริ่มเห็นบรรยากาศข้างเส้นทาง มีรีสอร์ทใหม่ๆ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ร้านกาแฟอย่าง A Cup of Love ซึ่งทำเลียนแบบ Coffee in Love ที่ปาย ก็มาเปิด ณ จุดที่คล้ายๆ กับที่ปายเลยครับ มีความโรแมนติกน่าลงไปถ่ายรูปแล้วก็จิบกาแฟ ถ้าไม่ใช่วันนั้นต้องรีบไปยังไร่ต่างๆ ตามเวลาที่กำหนด ผมก็คงลงไปถ่ายรูปสักหน่อย
ที่ถนนธนะรัชต์ แถวๆ จุลดิศ ก็มีเมืองช็อปปิ้ง ออกแนวหมู่บ้านในอิตาลี (แถวทางเหนือของอิตาลี รวมไปถึงแคว้นทีโรลของออสเตรียที่ผมเคยอยู่ รวมไปถึงทางใต้ของแคว้นบาเยิร์นในเยอรมัน ก็จะมีบรรยากาศคล้ายๆ กันครับ) มาเปิดใหม่ มีชื่อว่า ปาลิโอ (Palio) หมู่บ้านนี้ทำเป็นถนนคนเดิน (Walking Street) ที่น่ารัก น่าถ่ายรูปมากครับ บางคนก็ไปเปรียบเทียบสถานที่นี้กับ เพลินวาน ที่หัวหิน ซึ่งมีความแตกต่างกันเป็นคนละเรื่องเลยครับ เพราะที่เขาใหญ่ อากาศเย็นๆ ตอนกลางคืน ถ้าใครได้มาเดินที่ปาลิโอ อาจจะรู้สึกเหมือนเดินในหมู่บ้านเล็กๆ ของออสเตรียในช่วง summer ได้เลย
บทความตอนนี้เลยไม่ค่อยได้พูดถึงไร่องุ่นมากนัก เพราะเป็นตอน "เขาใหญ่อินเลิฟ" ในตอนหน้า ผมจะกลับมาเล่าเรื่องของไร่องุ่นครับ ใครยังไม่ได้ไป "เขาใหญ่อินเลิฟ" กับเขาบ้าง ก็ยังไม่สายนะครับ ตอนนี้ยังหนาวอยู่ แต่ก็จะเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยตั้งแต่สัปดาห์หน้าไปแล้วล่ะครับ
(ภาพบนสุด - ไร่องุ่นกรานมอนเต้อินเลิฟ, ภาพบนขวา - ปาลิโอเขาใหญ่)
ป้ายกำกับ:
smart farm,
smart vineyard
02 มกราคม 2553
นักวิจัยพบ ระบบรดน้ำในไร่องุ่นสูญเสียน้ำ 10%

มีข่าวจาก Standford University ครับว่า นักวิจัยของเขาได้ทำการศึกษารูปแบบการรดน้ำในไร่องุ่น ซึ่งจะใช้วิธีปล่อยน้ำออกจากหัวรดน้ำมาเป็นสาย (Dripping) ลงไปยังพื้นดิน จากนั้นน้ำจะไหลลงไปเป็นทาง เขาพบว่าน้ำจะสูญเสียไปประมาณอย่างน้อย 10% ของน้ำทั้งหมดที่รดไปครับ
นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่าน้ำที่สูญเสียไป เกิดจากการที่ดินมีรอยแตก ซึ่งเกิดจากการที่ดินชุ่มน้ำในฤดูที่มีฝน แล้วมาสูญเสียน้ำในช่วงฤดูร้อน น้ำจึงซึมตามรอยแตก แล้วไหลอย่างรวดเร็วลงไปข้างล่าง รากองุ่นจึงไม่สามารถนำน้ำส่วนนั้นมาใช้่ได้
นักวิจัยเขาได้เสนอวิธีการลดการสูญเสียน้ำ ด้วยการรดน้ำให้ช้าลง (ปริมาณน้ำต่อเวลาลดลง) ซึ่งจะช่วยไม่ให้น้ำไหลลงดินเร็วเกินไป รวมทั้งอาจลดความสูงของหัวปล่อยน้ำให้ต่ำลงมาหน่อย ความรู้จาก paper นี้ผมได้นำไปปรึกษากับเจ้าของไร่องุ่นที่เขาใหญ่ ซึ่งปรากฏว่าก็มีประโยชน์มากต่อไร่องุ่นของไทยครับ เพราะพยากรณ์เรื่องน้ำในปีหน้าคาดว่าฝนจะแล้งแล้วครับ เกษตรกรไทยต้องเตรียมตัวให้มากๆ ครับ
ป้ายกำกับ:
smart farm,
smart vineyard
04 พฤศจิกายน 2552
Smart Vineyard - ไร่องุ่นอัจฉริยะ (ตอนที่ 2)

2-3 วันนี้ ผมมาทำงานที่ไร่องุ่นกรานมอนเต้ เขาใหญ่ เมื่อคืนนี้อากาศเย็นมากครับ กลางคืนเหลือเพียง 18 องศาเซลเซียส ซึ่งก็ถือว่าเย็นครับ สำหรับอากาศในช่วงต้นฤดูหนาวของเดือนพฤศจิกายน วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่อง smart vineyard หน่อยนะครับ ไหนๆ ก็มาทำงานอยู่ที่นี่แล้ว
เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่าน (25-28 ตุลาคม 2552) ลูกศิษย์ของผมคือคุณสบู่ และ เพื่อนร่วมงานคือ ดร.อดิสร แห่ง NECTEC ได้มีโอกาสไปเสนอผลงานและร่วมการประชุม IEEE Sensors 2009 ที่เมือง Christchurch ประเทศนิวซีแลนด์ คนที่อยู่ในวงการเซ็นเซอร์จะทราบดีว่าการประชุมนี้เป็นสุดยอดของศาสตร์นี้เลยก็ว่าได้ ทุกๆ ปีจะมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร มาเสนอผลงานกว่า 600 เรื่อง ปกติก็จะมีคนส่งผลงานมาประมาณ 1,000 กว่าเรื่องขึ้นไป แต่เขาจะรับแค่ไม่เกิน 500-600 เรื่องเท่านั้น ทางคณะวิจัยของเพื่อนๆ เราก็ส่งผลงานไปที่ประชุมนี้หลายเรื่องครับ แต่ผลก็คือ เขาตอบรับให้ไปเสนอแค่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น หนึ่งในเรื่องที่เขาตอบรับก็คือ เรื่องเกี่ยวกับ smart vineyard นี่แหล่ะครับ นั่นแสดงว่า ผลงานวิจัยทางด้านนี้ของคนไทย เข้าตากรรมการชาวต่างชาติแล้ว ....
ผลงานที่เรานำไปเสนอนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตรวจวัดสภาพภูมิอากาศย่อยๆ ที่เรียกว่า microclimate ในไร่องุ่น ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ว่า ในอาณาบริเวณของไร่องุ่นไร่หนึ่งๆ นั้น พื้นที่ในแต่ละแปลง มีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโตขององุ่น ทำให้องุ่นมีอัตราการเติบโตแตกต่างกัน ให้ผลผลิตแตกต่างกันได้ เช่น ในพื้นที่ 100 ไร่ของไร่องุ่นกรานมอนเต้นี้ ถึงแม้จะเป็นไร่เดียวกันก็ตาม แต่เราพบว่าในช่วงกลางวัน แปลงที่อยู่กลางไร่จะมีอุณหภูมิสูงกว่า แปลงที่อยู่ใกล้แนวเชิงเขา 2 องศาเซลเซียส และในตอนกลางคืนช่วงเดือนมกราคม แปลงที่อยู่กลางไร่ จะแห้ง (ความชื้นสัมพัทธ์ 60%) กว่าแปลงที่อยู่ใกล้เชิงเขา (ความชื้น 90%) ส่งผลให้แปลงใกล้เชิงเขาเสี่ยงต่อโรคมากกว่า ยกเว้นในช่วงที่มีที่ลมแรง (20 - 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งจะทำให้ความชื้นของแปลงติดเชิงเขาลดลงมาใกล้เคียงกับแปลงอื่นๆ ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้ ทางด้านเจ้าของไร่ คือ คุณวิสุทธิ์ โลหิตนาวี ได้ให้ความสนใจและนำไปใช้เพื่อดูแลแปลงดังกล่าวอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูองุ่นออกลูกนี้ด้วยครับ
ผลงานที่เรานำไปเสนอในที่ประชุมวิชาการนั้น เป็นเพียงข้อมูลบางส่วนที่เราเปิดเผยได้เท่านั้นครับ ซึ่งลูกศิษย์ผมบอกว่า ในการประชุมนี้มี paper ทางด้านเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายไปเสนอกันนับร้อย หลังการนำเสนอมีโปรเฟสเซอร์ญี่ปุ่นและฝรั่ง ได้เข้ามาคุยกับลูกศิษย์ และแสดงความสนใจในงานวิจัยของคนไทย ซึ่งเขาก็อยากรู้ว่าเมืองไทยทำอะไรไปบ้างแล้ว งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างของเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) ในประเทศเขตร้อน ซึ่งจะทำให้คนไทยเราเข้าไปมีส่วนในศาสตร์ทางด้านนี้ แข่งกับประเทศอื่นเขาครับ
ทริปหน้าที่จะมาทำงานที่ไร่ ผมค่อยมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ .....
ป้ายกำกับ:
smart farm,
smart vineyard
09 ตุลาคม 2552
Smart Vineyard - ไร่องุ่นอัจฉริยะ (ตอนที่ 1)

ช่วงนี้ผมยังทำงานวิจัยภาคสนามอยู่ในไร่องุ่นกรานมอนเต้ อยู่ครับ ตอนนี้ก็เริ่มเข้าฤดูกาลท่องเที่ยวของเขาใหญ่แล้ว เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะเวียนแถบเขาใหญ่กันมากขึ้น ทั้งในวันธรรมดา และวันนี้ซึ่งเป็นวันศุกร์ อากาศก็เริ่มเย็นขึ้นครับ
ช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ เป็นระยะเวลาของการผลิตองุ่นไวน์ของประเทศเรา เพราะเป็นหน้าหนาว ซึ่งการปลูกองุ่นไวน์ในเขตร้อน ซึ่งฝรั่งเขาถือว่าเป็นเขตละติจูดใหม่ (New Latitude) ของการทำไวน์ ฤดูผลิตจะทำกันในช่วงหน้าหนาว เพราะอากาศเย็นและฝนน้อย ซึ่งจะตรงข้ามกับการทำไวน์ในเมืองหนาว ไวน์ที่ผลิตในเขตร้อนนี่ทำยากครับ เพราะต้องท้าทายกับสภาพภูมิอากาศ แต่คุณภาพก็ใช่ว่าจะสู้ฝรั่งไม่ได้นะครับ เพราะเคยมีไวน์ไทยไปคว้ารางวัลการแข่งขันในระดับนานาชาติหลายต่อหลายครั้ง โดยในการแข่งขัน ผู้ชิมจะเกือบเดาไม่ออกเลยว่าเป็นไวน์ที่ผลิตในประเทศไทย
องุ่นไวน์เป็นพืชที่ไวกับสภาพภูมิอากาศมาก การผลิตองุ่นให้ได้น้ำไวน์ทั้งปริมาณและคุณภาพแข่งกับฝรั่งได้ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีและการจัดการที่ดี ทางคณะวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับทางไร่องุ่นกรานมอนเต้ ได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบไร่องุ่นอัจฉริยะ (GranMonte Smart Vineyard) โดยได้ใช้ระบบนี้ดูแลการผลิตองุ่นไวน์อย่างจริงจัง
สิ่งที่สำคัญมากในการทำฟาร์มพืชแบบที่เรียกว่า Outdoor Agriculture หรือ การเกษตรในที่แจ้ง ก็คือการรู้สภาวะแวดล้อมต่างๆ ทั้งในระดับรอบๆต้นพืชอย่างที่เราเรียกกันว่า microclimate ไปจนถึงระดับทั้งไร่ ที่เรียกกันว่า mesoclimate ไปจนถึงระดับใหญ่กว่านั้นที่เรียกว่า macroclimate ซึ่งเป็นระดับพื้นที่ใหญ่ในบริเวณกว้าง เมื่อรู้สภาวะอากาศว่ากำลังจะเกิดอะไร จะได้จัดการได้ถูกว่าจะให้น้ำอย่างไร เมื่อไหร่ จะให้ยาหรือไม่ สำหรับพืชอย่างองุ่นไวน์ การรู้สภาพอากาศตั้งแต่พื้นที่เล็กไปใหญ่ยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องรู้ในเรื่องของเวลาด้วยครับว่าจะเกิดเมื่อไหร่ด้วย ดังนั้นเจ้าของไร่จะต้องสามารถคาดคะเนสภาพอากาศทั้ง short-term weather (1 ชั่วโมง - 3 วันข้างหน้า), mid-term weather (3 วัน - 2 สัปดาห์) และ long-term weather (2 สัปดาห์ - 3 เดือน) หรือแม้แต่ seasonal weather (3 เดือน - 1 ปี) ซึ่งเจ้าของไร่จะนำไปใช้ในการวางแผนการตัดแต่งองุ่น เพื่อให้องุ่นออกดอกในช่วงที่ไม่มีฝนตกครับ
ว่างๆ ผมจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องไร่องุ่นอัจฉริยะมาเล่าให้ฟังอีกครับ
ป้ายกำกับ:
smart farm,
smart vineyard
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
