วิเคราะห์สถานภาพทางด้านนาโนศาสตร์ และ นาโนเทคโนโลยี ของประเทศไทย เปรียบเทียบกับ ประเทศคู่แข่ง เพื่อช่วยผลักดันให้ประเทศไทย เป็น Nano Valley of ASEAN
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ machine vision แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ machine vision แสดงบทความทั้งหมด
20 กันยายน 2556
Google Glass - แว่นในฝันของเกษตรกร
(Credit - Picture from http://www.agriculture.com/)
ท่านผู้อ่านคงจะรู้จัก Google Glass กันมาบ้างนะครับ มันคือคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วที่เราสวมใส่ได้เหมือนแว่นตา ซึ่งจะมีจอภาพที่แว่น ซึ่งเมื่อเราจ้องไปที่มัน เราจะรู้สึกเหมือนกำลังดูทีวีขนาด 50 นิ้วอยู่ครับ Google Glass มีกล้องที่สามารถถ่ายรูป และคลิป VDO แบบ HD มันมีไมโครโฟนเพื่อรับคำสั่งเสียงจากผู้สวมใส่ รวมทั้ง Wi-Fi เพื่อติดต่อกับอินเตอร์เน็ตผ่าน Hotspot ของโทรศัพท์ android หรือ iPhone ครับ
ผมมองว่าต่อไป Google Glass จะเข้ามามีบทบาทต่อเกษตรกรรมอย่างชนิดพลิกผืนดิน ปลิ้นผืนน้ำเลยหล่ะครับ ลองจินตนาการว่า ต่อไปเกษตรกรที่ลงไปทำไร่ ไถนา เมื่อใส่เจ้า Google Glass นี้เข้าไปแล้ว มันจะช่วยอะไรได้บ้างนะครับ
- Google Glass สามารถใช้หาศัตรูพืชได้ เช่น ถ้าหากพบแมลงศัตรูพืชในไร่ เราแค่เดินไปดูมัน ให้ Google Glass ซูมภาพแมลง ถ่ายรูป แล้วช่วยสืบค้นว่ามันคือแมลงอะไร Google Glass จะบอกว่าจะต้องจัดการอย่างไร ใช้ยาตัวไหน โดยสามารถ search หายาฆ่าแมลงจากห้างร้านต่างๆ ในเลือก พร้อมกับเก็บพิกัดการพบเจอแมลงชนิดนี้ เข้าไปเก็บในฐานข้อมูลบนระบบคลาวด์ เพื่อให้เกษตรกรที่อื่นๆ ได้ทราบการระบาด รวมทั้งสามารถนำข้อมูลไปประเมินด้านระบาดวิทยาโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย
- หรือเกษตรกรสามารถใช้ Google Glass ดูใบที่มีความผิดปกติ ว่าเป็นโรคอะไร ถ่ายรูปแล้วแชร์เพื่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือ ดูฐานข้อมูลภาพของโรคพืชจากอินเตอร์เน็ต
- เกษตรกรสวนผลไม้สามารถใช้ Google Glass ถ่ายรูปผลไม้ เข้าไปเก็บในฐานข้อมูล ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบขนาดกับปีก่อนๆ ได้ ในช่วงวันเก็บเกี่ยว เกษตรกรสามารถบันทึกน้ำหนัก yield ได้จากต้นหรือแปลงปลูกอย่างแม่นยำ โดยแค่เดินไปดูแล้วออกคำสั่งกับ App บน Google Glass ทั้งนี้หากมีความผิดปกติ ก็สามารถถ่ายรูปเข้าไปใน Facebook เพื่อแชร์หรือส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจและให้คำแนะนำ
- Google Glass สามารถใช้ในการช่วยดูแลรักษาจักรกลการเกษตร เกษตรกรแค่ใช้ Glass มามองรถไถ มันจะรู้รุ่น รู้วันที่ซ่อมล่าสุด โดยหากเราซ่อมบำรุง เราสามารถบันทึกภาพด้วย Glass แล้วบอกให้ไปเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ได้ เจ้า Glass จะเก็บค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่ต้องทำอะไรบ้าง รวมทั้ง search หาอะไหล่ใน eBay ที่มีราคาถูกให้
- ระหว่างที่เกษตรกรดูแลรักษาฟาร์ม เกษตรกรสามารถถ่ายภาพ สืบค้นข้อมูลต่างๆ ที่สงสัยให้ Glass หามาให้อ่าน ในระหว่างเดินในไร่ Google Glass จะเก็บภาพ และคำพูดของเกษตรกรพร้อมพิกัด GPS ไปเก็บในฐานข้อมูลคลาวด์ เกษตรกรสามารถเรียก Google Map เพื่อเปิดดูในภายหลัง ว่าพื้นที่ตรงไหนมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จะได้นำมาประมวลและตัดสินใจในการจัดการอย่างมีระบบ
- ในขณะที่เกษตรกรกำลังใส่ Google Glass เดินอยู่ในไร่ เขาได้หันไปมองที่ท้องฟ้าและพบเมฆขนาดใหญ่ Google Glass ได้จับภาพเมฆ แล้วบอกเขาว่า เมฆนี่เป็นเมฆฝนมีชื่อว่า Cumulonimbus พร้อมทั้งได้เชื่อมต่อไปโครงข่ายเรดาร์ตรวจอากาศ ... เจ้า Glass ได้แสดงภาพเรดาร์ของกลุ่มฝน พร้อมพยากรณ์อากาศบนจอภาพ เกษตรกรจึงตัดสินใจไม่รดน้ำและพ่นยา เพราะจะสิ้นเปลืองเปล่าๆ
- ความดีของ Google Glass ก็คือ มันเป็นคอมพิวเตอร์ที่สวมใส่ได้ (Wearable Computer) เราเลยไม่ต้องจับมันด้วยมือ ซึ่งจะสะดวกมากเวลาทำงานในไร่ เช่น ตอนขับรถไถอยู่ พ่นยาฆ่าแมลงอยู่ ตัดเก็บพวงองุ่นอยู่ สามารถพูด คุย ค้นข้อมูล และให้มันถ่ายภาพ ตอนกำลังเก็บองุ่น แล้วแชร์ผ่าน Instagram หรือ Facebook ได้ตอนทำงานอยู่ในไร่นั่นเลย
ยังมีโอกาสอีกมากมายครับ สำหรับ Google Glass ที่จะช่วยงานเกษตรกรได้ ทั้งนี้เราจะต้องพัฒนา App ทางด้านเกษตรให้มากๆ เพื่อให้เกษตกรได้เลือกใช้งาน ผมจินตนาการถึงเกมส์บน Google Glass ที่เราสามารถเล่นไปด้วย ขณะที่กำลังขะมักเขม้นกับการดำนา มันคงจะทำให้การทำไร่ทำนาเป็นเรื่องสนุก มากเลยครับ ....
ป้ายกำกับ:
agritronics,
ambient intelligence,
machine vision,
smart farm,
wearable intelligence
13 พฤษภาคม 2556
3rd World Congress on Information and Communication Technologies (WICT 2013)
เมื่อปลายปี ค.ศ. 2015 มาถึง ประเทศอาเซียนจะรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน เกิดการแลกเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การใช้ชีวิต การท่องเที่ยว การศึกษา ซึ่งจะทำให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆ กันมากขึ้นด้วย น่าแปลกใจว่า ในวงการวิชาการ หรือ ในวงการมหาวิทยาลัย เรามีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างประเทศอาเซียนน้อยมากๆ ไม่เหมือนทาง EU ซึ่งก่อนจะรวมเป็นสหภาพยุโรป เค้ามีการแลกเปลี่ยนทางด้านวิชาการอย่างเข้มแข็งมานานแล้ว และเมื่อมาถึงการรวมเป็น EU อย่างสมบูรณ์ แม้แต่ตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย ของเค้าก็เปิดเสรีให้ประเทศสมาชิกสามารถสมัครได้ แต่ในอาเซียนของเราเองนั้น เรามีกิจกรรมทางวิชาการน้อยมากๆ ไม่ว่าจะเรื่องของความร่วมมือทางวิชาการ การจัดประชุม การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา ทุนการศึกษาต่างๆ เรายังมีจำนวนของนักศึกษาจากในอาเซียนมาเรียนน้อยมากๆ แต่ผมก็หวังว่า หลังจากเราเปิด AEC อย่างสมบูรณ์ สิ่งนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
สำหรับประเทศใน AEC ด้วยกัน ที่ผ่านมาเรื่องของวิชาการ และ เทคโนโลยีแข่งกันอยู่แค่ 3 ประเทศคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ ไทย การประชุมต่างๆ ที่เป็นงานประชุมระดับนานาชาติ หรือ ระดับโลก มักจะเลือกมาจัดกันใน 3 ประเทศนี้ นานๆ ทีก็มีบ้างที่ไปจัดที่อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ แต่ในระยะหลังๆ นี้ ผมเริ่มสังเกตเห็นการประชุมนานาชาติทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะภายใต้แบรนด์ดังอย่าง IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) มาจัดในเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นการชี้เทรนด์ให้เห็นว่าชาวเวียดนามเริ่มมีกิจกรรมคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ ทางด้านวิศวกรรม และในเวทีนานาชาติ
วันนี้ผมขอเสนอการประชุมหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก จะจัดขึ้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2556 โดยการประชุมนี้จัดพร้อมกัน 2 งานประชุมในที่เดียวกัน และตอนนี้ก็กำลังเปิดรับผลงานวิจัยฉบับเต็มอยู่ครับ ไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2556 งานประชุมทั้ง 2 งานมีรายละเอียดของเนื้อหาการประชุมที่เป็นที่สนใจดังนี้ครับ
3rd World Congress on Information and Communication Technologies (WICT 2013)
มีหัวข้อที่สนใจดังนี้ (รายละเอียดของแต่ละ Track สามารถเข้าไปที่ website ได้ครับ)
Track 1 - Bioinformatics and Computational Biology
Track 2 - Computer Graphics and Virtual Reality
Track 3 - Data Mining
Track 4 - e- Learning
Track 5 - e- Business
Track 6 - e- Goverment
Track 7 - Artificial Intelligence
Track 8 - Web Services and Semantic Web
Track 9 - Grid and Cloud Computing
Track 10 - Ambient Intelligence
Track 11 - Body Sensor Networks
Track 12 - Computational Finance and Economics
Track 13 - Cybercrime (Legal and Technical Issues)
Track 14 - Computer Network Security
Track 15 - Data Mining for Information Security
Track 16 - Academic Integrity, Plagiarism Detection and Software Misuse
Track 17 - Intrusion Detection and Forensics
Track 18 - Scheduling for large scale distributed system
Track 19 - The Role of Technology in Education and Health
Track 20 - Nature Inspired Optimization Algorithms and their Applications
Track 21 - Data management
Track 22 - Collaborative Design in Knowledge-based Environment
Track 23 - Software Engineering
Track 24 - Networking and Communication
The International Conference of Soft Computing and Pattern Recognition (SoCPaR 2013)
มีหัวข้อที่สนใจดังนี้
Soft Computing and Applications (but not limited to):
Evolutionary computing
Swarm intelligence
Artificial immune systems
Fuzzy Sets
Uncertainty analysis
Fractals
Rough Sets
Support vector machines
Artificial neural networks
Case Based Reasoning
Wavelets
Hybrid intelligent systems
Nature inspired computing techniques
Machine learning
Ambient intelligence
Hardware implementations
Pattern Recognition and Applications (but not limited to):
Information retrieval
Data Mining
Web Mining
Image Processing
Computer Vision
Bio-informatics
Information security
Network security
Steganography
Biometry
Remote sensing
Medical Informatics
E-commerce
Signal Processing
Control systems
ป้ายกำกับ:
artificial intelligence,
conference,
machine vision,
Vietnam
20 กรกฎาคม 2552
Machine Vision - การมองเห็นประดิษฐ์ (ตอนที่ 3)

สัมผัสประดิษฐ์ (Artificial Sense) เป็นศาสตร์แห่งการสร้างเทคโนโลยีตรวจวัดสัมผัสทั้ง 5 (อายตนะทั้ง 5) อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยเลียนแบบระบบสัมผัสของมนุษย์ ผมเองได้เริ่มทำการพัฒนาเทคโนโลยีจมูกประดิษฐ์ หรือ จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Artificial Nose / Electronic Nose) มาสักประมาณ 3 ปีแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ประยุกต์ใช้งานในอุตสาหกรรมไปแล้ว ปีที่แล้วนี้เอง ผมได้เริ่มทำวิจัยเรื่องกายสัมผัสประดิษฐ์ (Tactile Sensing หรือ Electronic Skin) ซึ่งตอนนี้ได้พัฒนาต้นแบบถุงมือรับความรู้สึก ซึ่งถือเป็นต้นแบบระดับ Lab ซึ่งยังต้องนำไปทดสอบภาคสนามอีกสักพัก ในปีนี้ผมได้เริ่มทำวิจัยเพิ่มอีก 2 เรื่องคือ ลิ้นอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Tongue) และ การมองเห็นประดิษฐ์ (Machine Vision) ด้วยความหวังที่ว่า อีกไม่นาน สัมผัสประดิษฐ์ทั้งหมดจะได้มาบูรณาการกัน
การมองเห็นประดิษฐ์ หรือ Machine Vision เป็นเรื่องของการเห็นและรับรู้ในสิ่งที่เห็น นั่นหมายถึง นอกจากจะเห็นแล้ว ยังต้องเข้าใจความหมายของสิ่งที่เห็น เพื่อจะนำไปสู่การตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย นักหุ่นยนต์ศาสตร์ทั่วโลกพยายามพัฒนาเทคโนโลยีตัวนี้ เพราะต้องการให้หุ่นยนต์สามารถมองเห็นและรับรู้สิ่งที่เห็นได้เหมือนมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ การจะพัฒนาเทคโนโลยีตัวนี้ ต้องอาศัยการร่วมมือทำงานข้ามศาสตร์ จากสาขาประสาทวิทยา (Neuroscience) การรับรู้ (Cognitive Science) เพื่อให้เข้าใจประสาทการมองและรับรู้การเห็นของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งจะต้องทำงานร่วมกับ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science) และวิศวกรรมหุ่นยนต์ (Robotic Engineering)
ปัจจุบัน นักประสาทวิทยาใช้วิธีการสแกนคลื่นสมอง เพื่อตรวจหาว่าส่วนใดของสมองทำงานบ้าง ในขณะที่ใช้ประสาทการมองเห็นทำงานอยู่ เช่น ขณะกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อมองหาสิ่งของ ขณะที่กำลังมองสิ่งของที่เคลื่อนที่ ขณะมองสิ่งรอบๆตัวพร้อมๆกับตัวเองเคลื่อนที่ไปด้วย หรือขณะที่กำลังจดจ้องจะไปยังจุดหมายปลายทาง การสแกนสมองจะทำให้สามารถรู้ว่าสมองส่วนไหนทำงานมากน้อย และส่งข้อมูลแก่กันอย่างไร ซึ่งมีผลการวิจัยที่ระบุว่า มนุษย์มีการมองเห็นที่ซับซ้อน เพราะเราไม่เพียงแต่มองสิ่งที่เคลื่อนที่และติดตามมันไปเท่านั้น แต่สมองเราจะทำนายทิศทางที่มันจะไปด้วย นักวิจัยพบว่าระหว่างที่เรากำลังมองสิ่งที่เคลื่อนที่ สมองของเราหลายๆส่วน เชื่อมโยงประสานข้อมูลกันอย่างวุ่นวายเลยล่ะครับ
ป้ายกำกับ:
artificial sense,
cognitive science,
machine vision
20 เมษายน 2552
Machine Vision - การมองเห็นประดิษฐ์ (ตอนที่ 2)

ช่วงนี้ผมเขียนเรื่องเทคโนโลยีทางด้านกลาโหมบ่อยนิดนึง ให้เข้ากับสถานการณ์ที่ว่าตอนนี้เมืองไทยทั้งหมด กำลังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร ท่านผู้อ่านจะได้รู้สึกตื่นเต้นไปกับบรรยากาศสงครามเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา วันนี้ผมจะพูดถึงเรื่อง Machine Vision หรือการมองเห็นประดิษฐ์กันต่อจากคราวที่แล้ว ซึ่งเนื้อเรื่องในวันนี้จะเกี่ยวข้องกับการทำให้หุ่นยนต์ทหาร มีความสามารถในการมองเห็นและเข้าใจในสิ่งที่มันเห็น อันจะนำไปสู่การคิดและตัดสินใจในภารกิจต่างๆ ได้เอง
จริงๆ แล้วศาสตร์ทางด้าน Machine Vision นั้นได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาหลายปีดีดักแล้วครับ แต่ไฉนหุ่นยนต์ต่างๆ ที่ใช้งานกันหรือแข่งขันกัน (เช่น หุ่นยนต์เตะฟุตบอล หรือ โยนลูกบาส) ถึงยังไม่สามารถที่จะใช้ฟังก์ชันที่ง่ายที่สุดนี้ (คือ การมองเห็นด้วยกล้อง) ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานของมันได้อย่างเต็มที่ จริงๆแล้วการติดกล้องให้แก่หุ่นยนต์ไม่ใช่เรื่องยากหรอกครับ แต่การทำให้มันเข้าใจสิ่งที่มันเห็นนั้น หรือ จำแนกแยกแยะวัตถุต่างๆได้นั้น ยังเป็นอะไรที่ไม่หมูสำหรับสาขานี้ "การที่จะจำแนกแยกแยะวัตถุในภาพว่ามันคืออะไร ยังเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยครับ ปัญหาก็คือ วัตถุชิ้นหนึ่งนั้น สามารถถูกมองจากมุมหรือระยะได้ไม่จำกัดจำนวน" เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯกล่าว
ทางเพนทากอนได้สนับสนุนเงินทุนวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการมองเห็นประดิษฐ์ที่มีชื่อว่า "Psychologinally Inspired Recognition System" ซึ่งระบบการมองเห็นประดิษฐ์นี้จะเลียนแบบการมองเห็นและจำแนกวัตถุของมนุษย์ ด้วยการพัฒนาอัลกอริทึมต่างๆขี้นมา "แต่ถึงยังไงเรื่องนี้ก็ยังไม่ง่ายอยู่ดีครับ เพราะจากงานวิจัยต่างๆนั้น ชี้ชัดว่ามนุษย์ไม่ได้ใช้อัลกอริทึมแบบเดียวในการจำแนกวัตถุ แต่ใช้อัลกอริทึมแตกต่างกันไป ตามสถานการณ์และประเภทของวัตถุ" เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเสริม "อย่างเช่น บางทีคนเราอาจจะใช้วิธีเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ (Template Based Algorithm) บางทีเมื่อมองแล้วก็พยายามหารูปแบบเด่น (Feature) หรือบางครั้งก็อาจมองหาลักษณะทาง geometry ที่เด่นของมันครับ"
ป้ายกำกับ:
artificial sense,
biomimetics,
cognitive science,
machine vision,
robotics
21 มีนาคม 2552
Machine Vision - การมองเห็นประดิษฐ์ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์ทางด้าน Artificial Sense หรือ สัมผัสประดิษฐ์ นั้นกำลังมาแรงครับ ศาสตร์ทางด้านนี้จะทำให้ความเป็นสิ่งมีชีวิตกับความเป็นจักรกล เขยิบเข้ามาใกล้ชิดกัน ศาสตร์นี้จะนำเอาความรู้สึกเข้าไปใส่ให้จักรกล และนำเอาความสามารถของจักรกลเข้าไปใส่ให้แก่สิ่งมีชีวิต การมองเห็นเป็นสัมผัสอย่างหนึ่งที่สิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ต้องการมีเอาไว้เพื่อเอาตัวรอด และดำรงชีพ ตั๊กแตนมีระบบการมองเห็นที่ไวมากจนมันสามารถหลบหลีกการบินชนกันในฝูงที่มีความหนาแน่นเป็นล้านตัว นกอินทรีย์มีดวงตาที่สามารถซูมภาพจากระยะหลายกิโลเมตร การนำเอาระบบการมองเห็นไปใส่ให้แก่หุ่นยนต์ หรือ จักรกล (เช่น คอมพิวเตอร์) จึงเป็นความฝันของวิศวกรรมเลียนแบบธรรมชาติ (Biomimetic Engineering) ระบบการมองเห็นที่ว่านี้ไม่ใช่เพียงแค่กล้องรับภาพเท่านั้นนะครับ แต่ต้องมีการวิเคราะห์และประมวลผลด้วยว่า ภาพนั้นคืออะไร มีความหมายอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจทำกิจกรรมต่างๆ ท่านผู้อ่านอาจจะเคยได้ใช้กล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ๆ ที่มีฟังก์ชันตรวจสอบการยิ้มของผู้ถูกถ่ายรูป โดยกล้องจะทำการกดชัตเตอร์ทันทีที่มีการยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของคนที่เรากำลังจะเก็บภาพ
ฟังก์ชันตรวจสอบการยิ้มที่ผมยกตัวอย่างนั้น ถือว่าเป็นระบบการมองเห็น Machine Vision อย่างง่ายๆ นะครับ เพราะจริงๆ แล้ว เทคโนโลยี Machine Vision ยังมีคุณูปการมีมากมาย มีโอกาสและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้งานอีกมากมายเลยล่ะครับ บริษัท Omron ในประเทศญี่ปุ่นได้ออกวางจำหน่ายระบบตรวจสอบการยิ้ม เพื่อนำไปตรวจสอบการยิ้มของพนักงานขายของตามห้างร้านต่างๆ ว่ามีการยิ้มกับลูกค้าเพียงพอหรือไม่ บริษัท Fujitaka ในประเทศญี่ปุ่นได้ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบใบหน้าของผู้ที่จะมาหยอดเหรียญซื้อบุหรี่ที่ตู้ว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หากเครื่องมองว่าคนที่มาซื้อเป็นเด็ก มันก็จะไม่ขายให้ ซึ่งจากการทดสอบนั้นพบว่าเครื่องขายบุหรี่อัตโนมัติของ Fujitaka นั้นมีความแม่นยำมากกว่าพนักงงานหน้าผับที่คอยตรวจสอบไม่ให้เด็กเข้าไปใช้บริการเสียอีก
วันหลังผมจะมาเล่าเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้อีกนะครับ ......................
09 กันยายน 2551
เทคโนโลยีระบุตัวตนจากท่าเดิน (Gait Recognition Technology)

เคยไหมครับ ที่พอเห็นใครเดินมาแต่ไกล ก็รู้เลยว่าใครกำลังเดินมา ทั้งๆที่ยังไม่เห็นหน้าค่าตาด้วยซ้ำ ท่าเดินของคนเรานั้นจริงๆ แล้วมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวครับ และความพิเศษที่เป็นของใครของมันนี้ก็มีประโยชน์ที่จะใช้ระบุว่า คนผู้ที่กำลังเดินอยู่นั้นคือใครกันแน่ นักวิจัยที่ Georgia Institute of Technology เขากำลังทำการพัฒนาเทคโนโลยีในการระบุตัวตนบุคคล จากภาพวิดีโอ และอีกวิธีที่เจ๋งกว่าก็คือใช้เรดาห์ เหมือนที่ตำรวจใช้จับความเร็วรถนั่นหล่ะครับ การระบุตัวตนด้วยวิธีนี้ ดีกว่าการตรวจลายนิ้วมือหรือม่านตา ตรงที่เราสามารถระบุตัวตนของคนได้จากระยะไกลหลายร้อยเมตร ถ้าบุคคลนั้นเป็นบุคคลอันตราย เราก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาเข้ามาใกล้เราเลยครับ อย่างไรก็ตาม การใช้ภาพวิดีโอในการระบุตัวตนจากท่าทางการเดินยังต้องการพัฒนาเทคนิคด้าน Computer Vision อีกสักพัก แต่อีกเทคนิคหนึ่งคือการใช้ radar นั้น ตอนนี้ให้ผลค่อนข้างดีทีเดียว เพราะ radar จะให้รายละเอียดถึงการขยับเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ซึ่งมีความแตกต่างของแต่ละบุคคล
เทคนิคของ Geogia Tech นั้นใช้กล้องวิดีโอ หรือ radar ที่อยู่บนพื้นดิน แล้วถ้าหากเรากำลังมองบุคคลต้องสงสัยจากมุมสูงอย่าง อากาศยานไร้คนขับ UAV หรือจากดาวเทียมวงโคจรต่ำหล่ะครับ จะทำอย่างไร เพราะเราจะเห็นคนผู้นั้นจากด้านบน แทนที่จะเป็นด้านหน้า/ด้านข้าง/ด้านหลัง กรณีนี้นักวิจัยของนาซาเขาก็คิดค้นวิธีการอ่านท่าเดินจากเงาบนพื้นของบุคคลต้องสงสัย เรียกว่าคนๆนั้นเดินยังไง เงาของเขาก็ต้องเดินแบบนั้น นักวิจัยได้พัฒนาอัลกอริทึมให้สามารถแก้ไขการบิดเบี้ยวของเงาที่เกิดจากมุมกล้อง และมุมของแสงแดดที่ทำให้เงายาวหรือสั้นตามเวลาของวัน สุดยอดเลยครับ
ป้ายกำกับ:
ambient intelligence,
machine vision,
military
21 สิงหาคม 2551
ตาชั่งอัจฉริยะ - Intelligent Scales

หากท่านผู้อ่านเคยไปซูเปอร์มาเก็ต แล้วไปซื้อผัก/ผลไม้ที่ต้องนำมาชั่งหาน้ำหนัก กับ ราคาเอง ก็คงเคยมีประสบการณ์ที่สับสนกับปุ๋มกดมากมาย เพราะไม่รู้ว่าเจ้าปุ๋มกดเพื่อเลือกชนิดของผัก หรือ ผลไม้ ของเราอยู่ตรงไหน รู้สึกลายตาไปหมด แต่นักวิจัยแห่ง Fraunhofer Institute for Information and Data Processing (IITB) เขากำลังจะแก้เรื่องปวดหัวนี้ให้แล้วครับ โดยเขาได้พัฒนาตาชั่งอัจฉริยะที่สามารถจดจำ และรู้จักผัก หรือ ผลไม้ ที่มนุษย์นำมาชั่ง เมื่อมันไม่แน่ใจ มันก็จะขึ้นตัวเลือกมาถาม เฉพาะไม่กี่ตัวเลือกเท่านั้น เช่น มะเขือเทศชนิดอะไร ซึ่งเป็นความแตกต่างเล็กน้อย ที่เครื่องอาจไม่เข้าใจ เครื่องชั่งนี้ทำงานโดยการติดกล้องเอาไว้ที่ตาชั่ง เมื่อมีของมาวางชั่งน้ำหนัก ซอฟต์แวร์จะทำการประมวลผล เพื่อระลึกรู้ว่าของที่นำมาชั่งนั้นคืออะไร ถึงแม้จะมีถุงพลาสติกยับยู่ยี่ขวางอยู่ระหว่างกล้องกับผลไม้ก็ไม่เป็นปัญหา นักวิจัยได้พัฒนาให้เครื่องชั่งนี้สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ ทำให้พนักงานซูเปอร์มาเก็ตสามารถเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่เจ้าตาชั่งนี้ มันสามารถเรียนรู้แม้ว่ากล้วยจะมาแบบห่ามๆ สุกแล้ว หรือ สุกแบบมีรอยช้ำสีน้ำตาลตามเปลือก ณ ขณะนี้ตาชั่งนี้ได้ถูกนำออกทดสอบในซูเปอร์มาเก็ต 300 แห่งทั่วเยอรมันครับ
ป้ายกำกับ:
ambient intelligence,
cognitive science,
machine vision
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

