14 มีนาคม 2555

ICFPE2012 - The 2012 International Conference on Flexible and Printed Electronics



วันนี้ผมมีการประชุมวิชาการทางด้านเทคโนโลยีที่น่าสนใจ มานำเสนอสำหรับคนที่ชอบประเทศญี่ปุ่นครับ งานประชุมนี้มีชื่อว่า ICFPE2012 ซึ่งมีชื่อเต็มว่า The 2012 International Conference on Flexible and Printed Electronics ซึ่งจะจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 5-8 กันยายน พ.ศ. 2555 โดยมีกำหนดส่งบทคัดย่อไม่เกินวันที่ 21 เมษายน 2555 ครับ ยังพอมีเวลารีบปั่นงานส่งครับผม งานประชุมนี้ เห็นว่าได้รับการยืนยันว่าจะมี ศาสตราจารย์ ไออิจิ เนกิชิ (Professor Ei-ichi Negashi) ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี 2010 มาเป็นองค์ปาฐกด้วยครับ จริงๆ แล้วศาสตราจารย์ เนกิชิ เนี่ย ท่านได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการคิดค้นปฏิกริยาเคมีสังเคราะห์ ซึ่งพักหลังนี้ ท่านเริ่มมาสนใจงานทางด้านอินทรีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Organic Electronics) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการทำวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ โดยใช้สารอินทรีย์เป็นวัสดุในการทำลายวงจร ต่างจากเทคโนโลยีปัจจุบันที่ใช้สารอนินทรีย์เป็นวัสดุทำวงจรไฟฟ้า ซึ่งอินทรีย์อิเล็กทรอนิกส์จะเป็นพื้นฐานของการทำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต

ด้วยการมองการณ์ไกล บริษัทโซนีจึงได้แต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ เนกิชิให้เป็นที่ปรึกษาด้านบริหารงานวิจัยของบริษัทโซนี ในสาขาอินทรีย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยท่านจะให้คำปรึกษาแก่คณะผู้บริหาร และคณะวิจัยในการดำเนินโครงการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ ในระยะหลังๆ บริษัทโซนีได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอินทรีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างมาก โดยโครงการเด่นๆ ที่ทางโซนีทำอยู่ก็เช่น จอภาพอินทรีย์เปล่งแสง (OLED) เซลล์สุริยะแบบอินทรีย์ (Organic Solar Cell) แบตเตอรีแบบอินทรีย์ (Organic Battery) และพลาสติกที่ทำมาจากผัก (Vegetable-Based Plastics) โดยมือสังเคราะห์วัสดุขั้นเทพอย่างศาสตราจารย์ เนกิชิ จะเข้ามาช่วยทำให้โซนีมีความได้เปรียบในเรื่องการค้นหา วัสดุใหม่ สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทในอนาคต

นอกจากจะมีองค์ปาฐกระดับรางวัลโนเบลแล้ว งานนี้ยังมีผู้บรรยายระดับเทพหลายคน เช่น Ryoji Chubachi รองประธานบริษัทโซนี มี Professor Michael Graetzel จากสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทางด้าน การสร้างอุปกรณ์โซลาร์เซลล์แบบอินทรีย์ และยังมี Kinam Kim ประธานอำนวยการบริหาร Samsung Advanced Institute of Technology

ในระยะหลังๆ เราจะเห็นว่า การประชุมทางวิทยาศาสตร์จะมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีลักษณะเป็น Global ด้วย กล่าวคือ การวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน ไม่ได้จำกัดแต่ในฐานการผลิตที่เป็นประเทศของตนเองอีกแล้ว ปัจจุบัน บริษัทเอกชนได้เข้าไปว่าจ้างอาจารย์ และ ทีมวิจัยที่อยู่ตามมหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆ ให้ทำวิจัยให้ตน ในประเทศไทยเอง เริ่มมีบริษัทต่างชาติหลายแห่งแล้วครับ ที่เข้ามาว่าจ้างให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยในบ้านเราทำงานวิจัยให้ โดยมีการให้เงินทุน และให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาของเรา ให้ทำโจทย์วิจัยที่พวกเขาสนใจ เราจะเห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์เองก็เริ่มเป็นเรื่องของการ Outsourcing คือเราจะทำเฉพาะส่วนที่เราถนัดจริงๆ ส่วนที่คนอื่นทำเก่งกว่าเราก็ไปจ้างเขาทำ เพื่อที่เราจะได้นำแต่ส่วนที่เป็นของดีๆ มาประกอบกันเป็นผลงานที่เยี่ยมยอดได้

แล้วการประชุมนี้มีหัวข้อที่น่าสนใจอะไรบ้าง เรามาดูกันนะครับ ....

Organic and Printed Electronics
New printing materials for flexible and E-paper display
Advanced flexible display technologies
Business strategy, outlook and development for flexible display
Digital fabrication for flexible and printed electronics
Printing process of organic devices
Printed solar system, organic thin film and DSSC
Printed devices for bio and medical applications
Organic sensing devices and related nano-technologies
Printed and flexible sensors and sensor integration
Organic materials and devices for information and communication
Printed organic thin film transistors
Organic light emitting materials and devices-OLED and OFET
Printable organic and polymer light-emitting diodes and displays
Flexible metal oxide thin-film transistors
Low temperature processing of ceramic-based thin film
Nano inks and related technology
Green Printed Electronics
Packaging and interconnects for advanced flexible and printable circuit boards
Stretchable Electronics
Characterization and development of substrates, sealing materials and relate d device properties
Web handling and related technologies
Precision Coating, Drying, and Foaming
Printed intelligence from roll-to-products
Roll-to-roll printing systems for flexible and printed electronics
Diversity of printing technology for electronic device manufacturing
Organic semiconductor materials
Crystal structure and morphology design in organic semiconductors
Integrated transistors and circuits on flexible subst
Charge dynamics in organic semiconductors

แล้วพบกันที่โตเกียวครับ ....

09 มีนาคม 2555

Geoengineering - เทคโนโลยีเปลี่ยนฟ้าแปลงปฐพี (ตอนที่ 11)


Geoengineering หรือ วิศวกรรมดาวเคราะห์ เป็นศาสตร์ในการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ หลากหลายชนิดทั้ง ฟิสิกส์ โยธา อวกาศวิศวกรรมธรณี เคมี นาโนเทคโนโลยี พันธุวิศวกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ และอื่นๆ เข้ามาปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของดาวเคราะห์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะทำให้ดาวเคราะห์เป้าหมายเหมาะที่สิ่งมีชีวิตจะอยู่ได้ ในอดีตเราเคยมีแนวคิดจะนำ Geoengineering ไปใช้กับดาวอังคาร แต่ปัจจุบันดาวเคราะห์ที่ต้องการเทคโนโลยีนี้ก็คือ โลกที่เราอาศัยอยู่นี่แหล่ะครับ เพื่อที่จะแก้ปัญหาโลกร้อนที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ บทความตอนที่ผ่านๆ มา ผมได้ทยอยนำเอาความก้าวหน้าทางด้าน Geoengineering ที่สามารถนำมาใช้แก้โลกร้อนได้ มีตั้งแต่ การปลูกป่าในทะเล การสร้างโดมพลาสติกครอบเมืองทั้งหมด แล้วใช้ระบบปรับอากาศแทน การสร้างร่มบังแดดในอวกาศให้โลก การใช้ฝูงเรือสร้างเมฆบังแดดในชั้นบรรยากาศ ไปจนกระทั่งการสร้างเมืองลอยน้ำเพื่อย้ายไปอยู่ในทะเล เป็นต้น วันนี้เราจะกลับมาคุยเรื่อง Geoengineering กันต่อนะครับ หลังจากไม่ได้พูดเรื่องนี้มาเสียนาน

เทคโนโลยีที่ผมจะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เกิดขึ้นจากการที่นักธุรกิจหัวสมัยใหม่กลุ่มหนึ่ง เริ่มเบื่อกับวิธีการแก้ปัญหาโลกร้อนแบบหน่อมแน้ม ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกชีวภาพ ไบโอดีเซล สินค้าลดโลกร้อนประเภทต่างๆ ที่แห่กันออกมาทำตลาด หรือแม้กระทั่งธุรกิจที่หากินกับโลกร้อน ประเภท คาร์บอนเครดิต หรือ พวกจัดการคาร์บอนฟรุตพริ้น พวกเขามองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เป็นแก่นสาร ไม่ยั่งยืน เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแบบขอไปที ซึ่งทำให้ตายก็ไม่สามารถแก้โลกร้อนได้ พวกเขาจึงรวมกลุ่มกันตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อแก้โลกร้อนแบบฉีกไอเดียเก่าๆ กระจุย กระเจิง ไปเลยครับ หลักคิดของพวกเขาก็ง่ายๆ ไม่มีอะไร กล่าวคือ ในเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสาเหตุทำให้โลกร้อน เราก็กำจัดมันเสีย ถ้ามีเทคโนโลยีนี้ซะอย่าง ใครจะผลิตคาร์บอนไดออกไซด์มากแค่ไหน จะทำอะไรก็ปล่อยไป ไม่ยาก เพียงไปดักจับและกำจัดมันออกไปเสียก็สิ้นเรื่อง ฟังดูง่ายนะครับ แต่ความคิดของพวกเขาก็ไม่น่าจะผิดเสียทีเดียว หากพิจารณาว่า มหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง บิล เกตส์ ได้เข้ามาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของพวกเขา

ก่อนหน้านี้ บิล เกตส์ ก็ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรจำนวน 5 เรื่อง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการหยุดพายุเฮอริเคน ด้วยการนำอุปกรณ์ที่สามารถปั๊มน้ำทะเลที่อยู่บนผิวน้ำ ให้ไหลลงไปสู่บริเวณใต้น้ำที่ลึกลงไป ซึ่งจะมีอุณหภูมิต่ำกว่ามาก หากนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปปล่อยด้วยปริมาณที่มากพอ วิธีการนี้จะช่วยในการลดอุณหภูมิของผิวมหาสมุทร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อตัวของพายุเฮอริเคน ในสิทธิบัตรนี้ยังเสนอวิธีการที่จะนำเงินทุนมาสร้างและปล่อยอุปกรณ์ดังกล่าวลงไปในทะเล ด้วยการเก็บหัวคิวจากค่าประกันความเสียหายที่เกิดจากพายุเฮอริเคน ในบริเวณที่มีโอกาสประสบภัยสูง

ดังนั้นการที่ บิล เกตส์ เข้ามาสนับสนุนด้านเงินทุนแก่บริษัทตั้งใหม่ ที่จะประกอบธุรกิจดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้มีอนาคต และการแก้ไขปัญหาโลกร้อนด้วยเทคโนโลยี Geoengineering เป็นสิ่งที่จะเป็นกระแสหลักในอนาคต บริษัทที่ว่านี้มีชื่อว่า Carbon Engineering ซึ่งตั้งขึ้นโดย เดวิด ไคธ์ (David Keith) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองคาลการี (Calgary) ในแคนาดา ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านน้ำมันและก๊าซของแคนาดา ไคธ์ เป็นนักฟิสิกส์และนักภูมิอากาศวิทยา และยังเป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยคาลการี (University of Calgary) อีกด้วย ไคธ์ทำวิจัยเพื่อที่จะพัฒนากระบวนการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ โดยจะลดต้นทุนในการดักจับก๊าซ ซึ่งปัจจุบันมีราคาแพงถึง 30,000 บาทต่อตัน ให้ลดลงไปต่ำกว่า 3,000 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นราคาที่บริษัทน้ำมันยินดีจ่ายในการซื้อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ ทั้งนี้ ได้มีผลงานวิจัยที่ระบุว่า เราสามารถที่จะลดต้นทุนในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ที่ราคาประมาณ 450 บาทต่อตัน ได้ด้วยซ้ำ

บริษัท Carbon Engineering นี้ มีเป้าหมายเชิงธุรกิจที่จะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ดักจับมานั้นไปขายให้แก่บริษัทขุดเจาะน้ำมัน โดยบริษัทขุดเจาะน้ำมันจะอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปใต้ดิน เข้าไปในหลุมเจาะ เพื่อเข้าไปแทนที่น้ำมันที่ขุดเจาะขึ้นมาใช้ ซึ่งจะทำให้ได้น้ำมันออกมามากขึ้น เทคโนโลยีนี้เรียกว่า Enhanced Oil Recovery (EOR) ซึ่งจะทำให้ได้น้ำมันมากกว่าปกติ โดยรัฐบาลสหรัฐประมาณว่า การขุดเจาะแบบอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปแทนที่น้ำมันนั้น จะทำให้ได้น้ำมันมากถึง 89 พันล้านบาร์เรล ในประเทศสหรัฐอเมริกา มากกว่าเดิมถึง 4 เท่า จะเห็นได้ว่า ใครก็ตามที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พร้อมขายสำหรับการขุดเจาะน้ำมันแบบนี้ในอนาคต จะรวยแค่ไหน

การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเคยถูกปรามาสว่าไม่มีทางเป็นไปได้ กำลังจะกลายเป็นธุรกิจที่มีอนาคต เป็นเทคโนโลยีที่แก้โลกร้อนได้จริง จากการเปลี่ยนมุมมองว่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นขยะ ให้กลายมาเป็นทรัพยากรที่มีค่า มีราคา นั่นเอง โดยโรงงานดักจับนี้สามารถตั้งที่ไหนก็ได้ในโลก

05 มีนาคม 2555

Avatar - กายอวตาร (ตอนที่ 7)


เมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมทางด้านอนาคตศาสตร์ที่มีชื่อ Global Future 2045 ซึ่งจัดที่กรุงมอสโก โดยการประชุมนี้ได้รวบรวมนักอนาคตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายท่าน มหาเศรษฐีนักลงทุนข้ามชาติ นักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายสาขา เช่น ฟิสิกส์ ชีววิทยา นักมนุษยวิทยา นักสังคมศาสตร์ หุ่นยนต์ศาสตร์ นักจิตวิทยา ประสาทวิทยา จักรวาลวิทยา นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานให้ทุนทั้งในวงการรัฐบาลและกลาโหม โดยเนื้อหาของการประชุมนั้น เป็นการระดมแนวคิด และจัดวางยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีล้ำยุค ที่จะเป็นพื้นฐานการอยู่รอดของมนุษยชาติในปี ค.ศ. 2045 โดยมีการวางเป้าหมายของการประชุมดังนี้

- การอภิปราย การสาธิต ผลงานวิจัยและพัฒนาล่าสุดทางด้าน วิทยาศาสตร์ทางจิต หุ่นยนต์ศาสตร์ และการโมเดลระบบของสิ่งมีชีวิต
- การประเมินเทคโนโลยีสำคัญๆ ที่จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ ในวิถีดำรงชีพของมนุษย์
- การสังคายนา ญาณทัศน์แห่งอนาคต ว่าอารยธรรมของมนุษย์จะพัฒนาไปอย่างไร บนแนวคิดของประวัติศาสตร์มหภาค (Big History)

ประธานในการจัดงานคือ ดมิทรี อิทสคอฟ (Dmitry Itskov) มหาเศรษฐีเจ้าพ่อวงการสื่อแห่งรัสเซีย ซึ่งหลงใกลในแนวคิดเกี่ยวกับกายอวตาร เขามองว่า เทคโนโลยีในอนาคตสามารถที่จะยืดอายุขัยของมนุษย์ออกไปได้ โดยการดึงจิตใจของมนุษย์ออกมาจากร่างกายที่มีวันเสื่อม ไปสู่กายใหม่ที่สร้างขึ้นจากวัสดุที่สามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้เรื่อยๆ หรือแม้กระทั่ง ไปสู่กายละเอียดที่เป็นโฮโลแกรมก็ได้ อิทสคอฟมองภาพของพัฒนาการร่างกายมนุษย์ จาก A ไปสู่ D ดังนี้

Body A - เป็นร่างกายที่สองของเรา โดยสามารถทำงานภายใต้การควบคุมของเรา ผ่านระบบเชื่อมโยงทางประสาท แบบเดียวกับในภาพยนตร์เรื่อง Avatar กายที่สองนี้อาจจะเป็นกายเนื้อทำจากวัสดุอินทรีย์ หรืออาจจะเป็นหุ่นยนต์ หรือผสมผสานกัน ก็ย่อมได้ แต่น่าจะเป็นลักษณะของหุ่นยนต์มากกว่า เพราะจะมีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า อิทสคอฟดังเป้าไว้ว่า เราต้องมีเทคโนโลยีนี้ภายในปี ค.ศ. 2020 อีกแค่ 8 ปีเองนะครับเนี่ย

Body B - เมื่อเรามีเทคโนโลยีในการผลิตร่างกายที่สองแล้ว ทำไมเราไม่ย้ายไปอยู่ในร่างกายนั้นเสียเลย เพราะร่างกายตามธรรมชาติที่พ่อแม่ให้เรามานั้น นับวันก็มีแต่จะเสื่อมถอย อิทสคอฟมองว่า Body B นี้จะเป็นบ้านใหม่สำหรับคนแก่ที่ร่างกายเสื่อมจนยากที่จะซ่อม คนเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่สามารถกู้คืนได้แล้ว คนที่ได้รับอุบัติเหตุร้ายแรง ดังนั้น ถ้าจิตใจของคนเราสถิตย์อยู่ที่สมอง เราก็น่าจะย้ายสมองจากร่างกายที่พ่อแม่ให้มา ไปสู่ร่างกายใหม่ โดยเพียงแค่หล่อเลี้ยงสมองให้สามารถทำงานอยู่ได้ก็พอ ส่วนร่างกายที่สมองไปอยู่นั้น จะเป็นร่างกายแบบไหน ก็ไม่สำคัญ ขอให้มันทำงานและสามารถอุ้มชูสมองที่ย้ายมาอยู่ให้ได้ก็พอ อิทสคอฟมองภาพของเทคโนโลยีที่ว่านั้นในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งผมมองว่าไม่น่าจะทำทัน

Body C - ข้อเสียของ Body B คือ แม้ร่างกายจะเป็นวัสดุสังเคราะห์แต่ส่วนสมองก็ยังเป็นเนื้อหนัง เป็นวัสดุชีวภาพที่มีความเสื่อม และซ่อมแซมให้อยู่นานๆ ไม่ได้ง่ายนัก ดังนั้น หากเราแทนที่สมองชีวะนั้นด้วยสมองสังเคราะห์ (Artificial Brain) ก็จะทำให้ทั้งร่างกายและสมอง อยู่บนแพล็ตฟอร์มเดียวกัน สิ่งที่ต้องทำให้ได้สำหรับการสร้าง Body C ก็คือ เราต้องสามารถย้ายส่วนที่เป็นจิตใจ (ข้อมูลต่างๆ ความจำ ความรู้สึกนึกคิด) ออกจากสมองชีวะ ไปสู่สมองใหม่ให้ได้ อิทสคอฟอยากให้มีเทคโนโลยีที่ว่านี้ในปี ค.ศ. 2035 หรืออีก 23 ปีข้างหน้า ซึ่งในเวลานั้น อิทสคอฟจะมีอายุ 54 ปี

Body D - ในเมื่อเรามีเทคโนโลยีในการย้ายจิตใจจากสมองหนึ่ง ไปสู่อีกสมองหนึ่งได้ ทำไมเราจะต้องแคร์ที่จะให้จิตใจยึดติดอยู่กับกายหยาบล่ะครับ อิทสคอฟมองว่า หากจิตใจสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ขึ้นกับสังขาร (Medium Independent) เราก็สามารถจะสังเคราะห์กายละเอียดเพื่อให้จิตใจสถิตย์อยู่ได้ เช่น สร้างกายละเอียดออกมาในลักษณะโฮโลแกรม ตามแต่จิตจะนึกเอาว่าอยากให้เป็นอย่างไร ส่วนจิตใจที่เราสกัดออกมาจากสมองใน Body A นั้น เราสามารถที่จะให้เค้าดำรงอยู่แบบผูกโยงกับกายละเอียด หรือสถิตย์อยู่ในระบบ Cloud Intelligence ที่มีโครงข่ายอยู่ทั่วโลกก็ได้

เมื่อประมาณ 2,600 ปีที่แล้ว ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงพระธรรมที่มีชื่อว่า อนัตตลักขณสูตร โดยมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า "..... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล .... รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูปเธอทั้งหลายพึงพิจารณารูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา ...... " เมื่อจบธรรมเทศนาบทนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้ถึงการพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้งหมดดำรงอยู่ในพระอรหัตผล ในครั้งนั้น โลกจึงได้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้ว ๖ องค์

01 มีนาคม 2555

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 11)


ในปี พ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุง กษัตริย์ของพม่าได้กรีฑาทัพเข้ามาบุกประเทศไทย มีกองกำลังอันแสนยานุภาพถึง 9 ทัพ รวมกำลังพลมากถึง 144,000 นาย โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายกรุงเทพมหานคร และราชอาณาจักรสยามให้พินาศย่อยยับ เหมือนเช่นที่เคยทำกับกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้แต่งทัพออกไปตั้งรับที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า หรือที่เรามักคุ้นเคยกันในนามของ "เขาชนไก่" จ.กาญจนบุรี โดยมี สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่ทัพใหญ่ ทัพไทยได้เข้าไปสกัดกั้นไม่ให้ทัพพม่าทั้ง 9 ทัพได้เข้ามารวบรวมกำลังพลกันได้ อีกทั้งยังได้จัดกำลังไปตัดการลำเลียงเสบียงของพม่าเพื่อให้กองทัพขาดเสบียงอาหาร เนื่องจากกำลังฝ่ายไทยมีน้อยกว่าพม่าค่อนข้างมาก (2-3 เท่าตัว) จึงได้วางอุบาย โดยทำเป็นถอยกำลังออกในเวลากลางคืน ครั้นรุ่งเช้าก็ให้ทหารเดินเข้ามาผลัดเวร เสมือนว่ามีกำลังมากกว่ามาเพิ่มเติมอยู่เสมอ เมื่อทัพพม่าเริ่มขาดแคลนเสบียงอาหารเนื่องจากมีกำลังพลจำนวนมาก แต่ถูกตัดเสบียงโดยทหารไทยตลอดเวลา ที่สำคัญพม่าคิดว่ากองทัพไทยมีกำลังมากกว่า ทำให้ไม่กล้าจะบุกเข้ามาโจมตี รีๆ รอๆ จะให้กองทัพที่เหลือเข้ามาสมทบ สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาทเมื่อสบโอกาสจึงได้โจมตีทัพพม่าจนแตกกระเจิง และถอยทัพกลับไปในที่สุด

สำหรับแม่ทัพนายกองสมัยใหม่ ท่านเหล่านั้นอาจคิดว่ากลอุบายลวงตานิ่มๆ แบบนี้ถึงจะใช้ได้กับสงครามเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว แต่มันคงไม่สามารถใช้กับการรบในสมัยนี้ได้หรอก แต่เมื่อสักประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วนี่เอง DARPA (หน่วยงานให้ทุนวิจัยทางด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกา) ได้ประกาศจะให้ทุนวิจัยที่มีมูลค่า 120 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะใช้หลอกลวงการรับรู้ของข้าศึก เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดการมึนงง สับสน จนทำให้มีการตัดสินใจหรือปฏิบัติการล่าช้า ผิดพลาด หรือแม้กระทั่ง ยุติปฏิบัติการไปในที่สุด

DARPA มองว่าหากเราเข้าใจการทำงานของสมองในการรับรู้สิ่งต่างๆ อย่างถ่องแท้ เราก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถสร้างภาพลวงทั้งทางการมองเห็น และการได้ยิน ต่อพลรบของข้าศึกได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอังกฤษได้ว่าจ้างให้นักมายากล สร้างภาพลวงตาว่ามีเรือดำน้ำ และกองทัพรถถัง จนทำให้กองทัพเยอรมันเกิดการลังเลในการบุกโจมตี DARPA ต้องการเข้าใจกลไกการทำงานของการรับรู้ ความคิด การตัดสินใจ เพื่อที่จะจัดการกับการรับรู้ของพลรบฝ่ายตรงข้ามได้ ก่อนหน้านี้ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดดังกล่าว เช่น การปล่อยคลื่นเสียงเข้าไปในหัวโดยตรง เพื่อให้คนที่ได้ยินเสียง มีความรู้สึกว่าเป็นเสียงที่เกิดขึ้นมาเองในหัว เหมือนมีพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาบอกหรือพูดให้ได้ยินจากข้างใน ซึ่งเราสามารถใส่เสียงที่เหมือนพระเจ้ามาบอกว่า "วางอาวุธเถอะลูก ยอมแพ้เถิดเจ้า" อะไรทำนองนั้น หรือการปล่อยคลื่นไมโครเวฟเข้าสู่สมองเพื่อให้เกิดการมึนงง ตัดสินใจช้า จนกระทั่งอาเจียน ทำให้กองทัพข้าศึกอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรงที่จะต่อสู้

ย้อนกลับไปเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว เมื่อพระเจ้าปดุงได้ตัดสินใจถอนทัพกลับไปนั้น เทคโนโลยีหลอกลวงการรับรู้ของข้าศึก ได้รักษาชีวิตของทหารทั้งฝ่ายพม่าและฝ่ายไทยได้จำนวนมาก การครอบครองเทคโนโลยีที่ทำให้สงครามสามารถยุติได้โดยสูญเสียชีวิตมนุษย์น้อยที่สุด กำลังเป็นสิ่งที่กองทัพในอนาคตทุกแห่งในโลกต้องการ

29 กุมภาพันธ์ 2555

Water Monitoring Sensor Networks - เครือข่ายเซ็นเซอร์ในน้ำ (ตอนที่ 2)


ประเทศไทยเป็นประเทศที่ความเป็นอยู่ของผู้คน ขึ้นอยู่กับน้ำค่อนข้างมาก เรามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมากมาย แต่เรากลับไม่ค่อยมีเทคโนโลยีที่จะใช้ในการ "รู้" ข้อมูลที่เกี่ยวกับน้ำ ในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้ว่าประเทศเราพึ่งพาข้อมูลจากดาวเทียมเป็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็น Remote Sensing หรือ เทคโนโลยีรับรู้ระยะไกล ซึ่งทำให้เราไม่สามารถรู้ข้อมูลน้ำ ณ เวลาจริง (real time) ไม่สามารถรู้การไหลของน้ำ ระดับความลึกของน้ำ คุณภาพของน้ำ ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นความล้มเหลวของการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล

จริงๆ แล้ว ข้อมูลเรื่องน้ำที่แม่นยำกว่านั้น ต้องมาจากเทคโนโลยีรับรู้ระยะใกล้ (Proximal Sensing) ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งและตรวจวัดน้ำในจุดที่มีน้ำอยู่จริง ไม่ใช่การมองลงมาจากอวกาศอย่างดาวเทียม แต่เนื่องจากการเป็นเทคโนโลยีรับรู้ระยะใกล้ ทำให้ได้ข้อมูลแบบท้องถิ่น ไม่สามารถที่จะเก็บข้อมูลเป็นพื้นที่กว้างได้เหมือนดาวเทียม ทั้งนี้หากต้องการได้ข้อมูลในพื้นที่กว้าง ก็ต้องนำไปติดตั้งในจุดต่างๆ กระจายทั่วพื้นที่ ทำให้อาจมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง สำหรับประเทศไทย กรมชลประทานได้ติดตั้งเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ และความเร็วน้ำในแม่น้ำสายสำคัญๆ หลายแห่ง และค่อนข้างมีประโยชน์มากในช่วงน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ได้เกิดน้ำหลากล้นแม่น้ำออกไปท่วมทุ่ง ข้อมูลการไหลของน้ำในแม่น้ำก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เพราะน้ำได้ไหลบนพื้นดินแทน เนื่องจากเราขาดเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ลอยไปกับน้ำ ทำให้เราขาดข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหลากที่ไหลไปบนพื้นดิน

ลองนึกดูว่า หากเรามีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายที่ลอยไปกับน้ำได้ เซ็นเซอร์เหล่านี้ก็จะลอยไปตามน้ำที่ท่วม และอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการทำงาน มันจะเก็บข้อมูลการไหลของน้ำ คุณภาพและความสะอาดของน้ำ ความเร็วและระดับความลึกของน้ำ ตลอดทางที่มันลอยไป แล้วส่งข้อมูลกลับมายังศูนย์รับข้อมูล เมื่อนำข้อมูลจากพื้นที่จริงมาประกอบกับข้อมูลดาวเทียม เราก็จะได้ข้อมูลน้ำท่วมที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การจัดการที่ถูกต้องกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้

ในช่วงที่ผมติดอยู่ในหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมตลอด 45 วัน ผมได้ร่างความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา การเกิดน้ำท่วมอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกในปีนี้ก็ได้ หรืออาจจะเกิดในอีกหลายปีข้างหน้า หรืออาจจะไม่เกิดอีกเลย ดังนั้น สิ่งประดิษฐ์ที่ผมกำลังจะสร้างขึ้นมานี้ ควรจะใช้งานได้กว้างขวาง ไม่เพียงแต่ใช้งานสำหรับในกรณีน้ำท่วมเท่านั้น ผมจึงได้สร้าง concept เกี่ยวกับเครือข่ายเซ็นเซอร์ในน้ำที่มีลักษณะพกพาได้ (portable) โดยสามารถทำงานแบบเดี่ยวหรือทำงานเป็นฝูง (swarm) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถนำไปปล่อยลงน้ำ แล้วสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง (self-dependent) สามารถหาพลังงานใช้เองได้ และมีระบบขับเคลื่อนที่สามารถสั่งการให้ไปยังจุดใดจุดหนึ่งได้ ผมคิดถึงอุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้ทั้งในแม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเลเปิด นาข้าว นากุ้ง โดยสามารถติดตั้งเซ็นเซอร์ได้หลายชนิด สามารถนำไปใช้งานได้ทั้งในยามสงบ เช่น ใช้ตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำทิ้ง ฟาร์มสัตว์น้ำ หรือในยามสงคราม เช่น ใช้เป็นทุ่นระเบิด เซ็นเซอร์ตรวจจับข้าศึก ใช้ในงานตรวจวัดช่วงน้ำท่วม หรือ มีอุบัติภัยเช่น น้ำมันรั่ว สารเคมีรั่วลงแหล่งน้ำ เป็นต้น ตอนนี้ผมมีพิมพ์เขียวความคิดของเจ้าเทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว รอแค่ลงมือทำให้ทันก่อนน้ำท่วมครั้งต่อไป

26 กุมภาพันธ์ 2555

SMC 2012 - IEEE International Conference on Systems, Man and Cybernatics


ปีนี้การประชุมดีๆ ของ IEEE ไปจัดที่เกาหลีหลายๆ อันเลยครับ ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่ชอบไปเกาหลี ปีนี้จะได้กลับไปเยือนประเทศนี้อีกครั้ง แถมพกพาความรู้ และวิทยาการที่อัพสมัยสุดๆ กลับมาอีกด้วย วันนี้ผมขอแนะนำการประชุมหนึ่งที่ถือว่าเป็นท็อปครีมของ IEEE เลยครับ นั่นคือ SMC 2012 หรือ IEEE International Conference on Systems, Man and Cybernatics ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงโซล ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 2555 ซึ่งกำหนดการประชุมยังอีกนานก็จริง แต่กำหนดส่งเปเปอร์ฉบับเต็มก็เหลือเวลาไม่มากครับ คือในวันที่ 15 เมษายน 2555 นี้เอง

แนวเนื้อหาใหญ่หรือ Theme ของการประชุมครั้งนี้คือ Coupling Humans and Complex Systems in a Cyber World: Today's Principles for Tomorrow's Society ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาแพล็ตฟอร์มสำหรับ ระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ กับจักรกลที่มีความซับซ้อน ซึ่งในอนาคต สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคาร สำนักงาน รถยนต์ ทางหลวง ฟาร์มเกษตร จะมีความฉลาดมากขึ้น และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ (Responsive Environments) ทำให้เราต้องมีการออกแบบแพล็ตฟอร์มที่สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ มีความหมายทั้งเชิงกายภาพ อารมณ์และจิตใจ

สำหรับหัวข้อย่อยในการประชุมนั้น บอกได้เลยว่าเยอะมากๆ ครับ ผมจะขอยกตัวอย่างหัวข้อเด่นๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ หรือกำลังเป็นที่สนใจมากที่สุด อย่างเช่น

- Artificial Intelligence
- Awareness Computing (สติประดิษฐ์)
- Brain-Machine Interface Systems
- Computational Collective Intelligence (ปัญญาสะสม)
- Evolving Intelligent Systems (ระบบวิวัฒน์ประดิษฐ์)
- Self-monitoring evolving intelligent systems
- Intelligent Vehicular Systems & Control (พาหนะอัจฉริยะ)
- Machine Vision (ระบบการมองเห็นประดิษฐ์)
- Human Computer Interaction (ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์)
- Brain Machine Interfaces (ระบบเชื่อมโยงระหว่างสมอง และจักรกล)
- Intelligent Power and Energy Systems (ระบบกำเนิดไฟฟ้าและพลังงานอัจฉริยะ)
- Intelligent Transportation Systems (ระบบขนส่งอัจฉริยะ)
- Material appearance modeling

23 กุมภาพันธ์ 2555

The Future of Agriculture - อนาคตของเกษตรกรรม (ตอนที่ 3)


เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมเริ่มทำวิจัยเกี่ยวกับ Precision Agriculture ในเวลานั้นคำๆ นี้ยังไม่มีคำแปลภาษาไทย ผมเลยตั้งชื่อว่าเป็นเกษตรแม่นยำสูง และก็ใช้มาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำแปลภาษาไทยอย่างเป็นทางการเลยครับ ตอนที่ผมเริ่มโครงการวิจัยนั้นใหม่ๆ มีคนบอกกับผมว่า "ทำไปทำไม เมืองไทยปลูกอะไรก็ขึ้น" หลายๆ คนหัวเราะขำกับแนวความคิด ที่จะนำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยไปใช้กับการทำไร่ทำนา แต่จริงๆ แล้ว สำหรับผม มันน่าตลกมากกว่ามั้ยล่ะ ที่อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่างเกษตรกรรม กลับตกอยู่ในสภาพที่ Low Tech ขาดการพัฒนาได้อย่างไม่น่าเชื่อขนาดนี้ ทุกวันนี้เรายังคงปล่อยให้ดินฟ้าอากาศเป็นสิ่งที่กำหนดชะตากรรมของเกษตรกร จริงเหรอที่ "เมืองไทยปลูกอะไรก็ขึ้น" วลีนี้ยังศักดิ์สิทธิ์อยู่เหรอกับสภาพความจริงที่เรากำลังประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพความเสื่อมโทรมของพื้นที่เพาะปลูก ภูมิอากาศวิปริตผิดไปจากเดิม พื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่ผิดที่ผิดทาง

เจอคำปรามาสแบบนั้น ผมก็เลยต้องเดินทางตระเวณไปทั่ว เพื่อหาพืชที่เมืองไทยปลูกไม่ขึ้น หรือถ้าขึ้นก็ขึ้นไม่ดี ออกลูกไม่งามหรือไม่อร่อย จนวันหนึ่งผมขับรถไปทางเขาใหญ่ ไปเจอกับไร่องุ่นสำหรับทำไวน์ ผมได้เข้าไปขอชิมไวน์ที่ไร่องุ่นกรานมอนเต้ จิบแรกที่ผมสัมผัสรสชาติของไวน์ที่นั่น ผมถึงกับร้อง "โอ้ว ... พระเจ้า เมืองไทยทำไวน์ได้ดีขนาดนี้เลยหรือนั่น" และจิบนั้นเอง ทำให้ผมรู้ว่า ผมเจอกับพืชที่ปลูกยากในเมืองไทยเอาเข้าแล้ว นี่แหล่ะ คือสนามทดลองของผมเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมาช่วยเกษตรกรรมไทยในอนาคต

4 ปีที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้การปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์ ณ ไร่องุ่นกราน มอนเต้ ด้วยความอนุเคราะห์จากคุณวิสุทธิ์ โลหิตนาวี เจ้าของไร่ และคุณนิกกี้ โลหิตนาวี ลูกสาว ที่เป็นไวน์เมกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย ที่จบปริญญาตรีทางด้านการทำไวน์ โดยตรงมาจากแดนจิงโจ้ ทำให้ผมมีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์ตรงของการเป็นชาวไร่ ผมและลูกศิษย์ได้พัฒนาต้นแบบสิ่งประดิษฐ์หลายชนิด ที่จะทำให้การทำไร่ทำนา เป็นสิ่งที่สนุกสนานมากขึ้น เป็นสิ่งที่ทำนายได้มากขึ้น และเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัจจุบันเรื่องของเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) และฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm) เป็นสิ่งที่เริ่มเป็นที่สนใจในเมืองไทย หน่วยงานรัฐระดับชาติเริ่มให้ความสนใจเรื่องนี้ บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งที่ปลูกอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง เริ่มมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม วิสัยทัศน์ของคนเหล่านี้ก็ยังจำกัดในสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ตรงหน้า คนเหล่านี้ยังมองว่าเกษตรกรรมเป็นเรื่องของชาวบ้านที่มีความรู้น้อย เทคโนโลยีสูงๆ ไม่มีความจำเป็น ทั้งๆ ที่ในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรมแท้ๆ เขายังมีการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรที่สูงกว่าเราอย่างเทียบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น การปลูกพืชในอาคารสูง (Vertical Farming) การปลูกเนื้อสัตว์ (In vitro Meat Production) เพื่อเป็นอาหารโดยไม่ต้องมีการฆ่าสัตว์ ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะ (Smart Aquaculture) ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้อาจจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ในอนาคต ทั้งๆ ที่ประเทศเราได้ขึ้นชื่อว่าครัวของโลก

เกษตรกรรมแม่นยำสูง จะปฏิวัติรูปแบบการทำไร่ทำนา จากเดิมที่เป็นเรื่องของดินฟ้าอากาศ มาเป็นเรื่องของข้อมูลและสารสนเทศ เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ติดตั้งทั่วไร่นา จะทำให้เกษตรกรรู้สภาพแวดล้อม ปัจจัยการเพาะปลูก จากที่ไหนก็ได้บนโลก เกษตรกรจะรู้สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน แร่ธาตุที่มีมากเกินหรือขาดแคลน สภาพดินฟ้าอากาศตลอด 24 ชั่วโมง การเจริญเติบโตของพืชแบบเรียลไทม์ ทำให้การให้น้ำ รดปุ๋ย กำจัดแมลง สามารถทำได้พอดีกับความต้องการของสถานการณ์

งานเกษตรกรรมในอนาคตจะมีความสนุกสนาน เหมือนการเล่นเกมส์ หนุ่มสาวจะกลับมามองอาชีพนี้อีกครั้ง นี่หล่ะครับ สิ่งที่ผมมองเห็นในอนาคต ....

20 กุมภาพันธ์ 2555

Water Monitoring Sensor Networks - เครือข่ายเซ็นเซอร์ในน้ำ (ตอนที่ 1)


ช่วงที่เกิดมหาอุทกภัยเมื่อเดือนกันยายน - พฤศจิกายน 2554 มวลน้ำมหาศาลได้หลากเข้าท่วมพื้นที่ฝั่งตะวันตก ของกรุงเทพมหานครเป็นบริเวณกว้าง รวมทั้งหมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ ผู้บริหารของหมู่บ้านของผมตัดสินใจที่จะทิ้งหมู่บ้าน โดยประกาศให้ลูกบ้านอพยพออกนอกพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2554 สำหรับครอบครัวผมเอง เราตัดสินใจว่าทุกคนจะออกไปอยู่ข้างนอกเพื่อความปลอดภัย เหลือแต่ตัวผมซึ่งอาสาจะอยู่ต่อไปในหมู่บ้าน เพื่อที่จะคอยส่งข่าวคราวความเป็นไปในหมู่บ้านระหว่างน้ำท่วม ออกไปสู่โลกภายนอก ในช่วงเวลานั้น ผมแค่คิดว่าในช่วงที่น้ำท่วมไหนๆ ก็ไม่ได้ทำงานอะไรอยู่แล้ว เพราะมหาวิทยาลัยก็ปิด อย่างน้อยก็ขอทำประโยชน์ด้วยการส่งข่าว และข้อมูลจากในหมู่บ้าน ออกไปยังคนที่ต้องจากบ้านไปอยู่ข้างนอก

การตัดสินใจในวันนั้น ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองและวิธีคิดของผมไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน และมันได้ทำให้ชีวิตผมในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตลอดระยะเวลา 45 วันที่ผมได้มีโอกาสอาศัยอยู่ในน้ำ ทำให้ผมเรียนรู้อะไรมากมาย ทุกๆ วันที่ผมอยู่กับมันมีค่ามากจนรู้สึกคิดถึงเมื่อวันที่เจ้าน้ำได้จากไปในราวต้นเดือนธันวาคม การถูกน้ำท่วมทำให้ผมมองโลกในเชิงบวก รู้สึกเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมชาติที่ต้องทนทุกข์ด้วยกัน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าหากผมไม่โดนน้ำท่วมกับตัวเอง ผมก็คงจะไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของคนเหล่านั้นเลย ผมรู้สึกภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนนับล้านที่ต้องกลายเป็นผู้ประสบภัยในครั้งนี้

โชคดีที่ผมเตรียมตัวค่อนข้างดีเพื่อต่อสู้กับน้ำ ที่บ้านมีเครื่องมือช่างครบ มีเซลล์สุริยะในกรณีที่อาจถูกตัดไฟ มีระบบไฟส่องสว่างสำรอง ผมเดินไฟใหม่สำหรับอยู่กับน้ำท่วมโดยเฉพาะ เรามีเครื่องคอมพิวเตอร์ 7 เครื่อง ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเก็บข้อมูล รับข่าวสารต่างๆ จากโลกภายนอก ดูแผนที่อากาศ แผนที่ดาวเทียม มีวิทยุสื่อสาร 4 เครื่อง เพื่อสแกนหาข่าวตามช่องต่างๆ ในละแวกใกล้เคียง เพื่อประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของพื้นที่น้ำท่วมฝั่งตะวันตก จนทำให้เราสามารถวิเคราะห์การไหลของน้ำในพื้นที่นี้ได้แม่นยำกว่า ดร.เสรี และ ดร.อานนท์ แห่ง ศปภ. ซึ่งก่อนหน้านี้ ดร.เสรี ได้ประเมินว่าหมู่บ้านที่ผมอยู่จะมีน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร จนภรรยาผมโทรมาบอกให้ผมอพยพออกมา แต่จากข้อมูลที่ผมได้เก็บจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งข้อมูลจากเครือข่ายข่าวในพื้นที่ ผมได้บอกภรรยาไปว่า "จะเชื่อ ดร.เสรี หรือ สามีดีล่ะ เพราะตั้งแต่แต่งงานกันมาพี่ไม่เคยโกหกเลยนะ ... ฟังให้ดีนะ พี่จะบอกให้ว่า หมู่บ้านเราจะท่วมในวันที่ระดับน้ำขึ้นสูงสุดไม่เกิน 60 cm" ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น เพราะคราบน้ำที่มีอยู่ที่หมู่บ้านของเรา ยังสูงน้อยกว่าคราบน้ำที่บ้านของ ดร.เสรี เสียด้วยซ้ำ

ผมได้ส่งข่าวออกไปให้เพื่อนๆ ในหมู่บ้านและภรรยาอย่างต่อเนื่อง โดยแพร่ภาพ CCTV ออกไปผ่านอินเตอร์เน็ต และเพื่อความปลอดภัย เราติดระบบรักษาความปลอดภัยทั้ง CCTV กล้อง Night Vision และเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบบ้านถึง 2 ชั้น ระบบอินเตอร์เน็ตที่ติดตั้งก็มีทั้ง 3G และ ADSL สำหรับกรณีที่ตู้ชุมสายโทรศัพท์อาจใช้การไม่ได้ ... แต่ ... มหัศจรรย์มาก ระบบอินเตอร์เน็ตระบบ ADSL ไม่เคยงอแงเลยตลอด 45 วันที่น้ำท่วม ไฟฟ้าไม่โดนตัดและไม่เคยตกตลอดเวลา 45 วัน ส่วนน้ำประปาก็มีปัญหาน้อยกว่าที่อื่นๆ

การใช้ชีวิตในพื้นที่ประสบภัยทำให้ผมเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ผมพบว่า ศปภ. (ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย) ทำงานโดยอาศัยข้อมูลจากดาวเทียมเป็นหลัก ซึ่งถือว่าหยาบมากๆ ในการจัดการรับมือน้ำในระดับพื้นที่ย่อย ข้อมูลที่ผมประมวลจากเซ็นเซอร์ของกรมชลประทาน สำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ข่าวพื้นที่ทั้งจากสื่อมวลชน และเครือข่ายวิทยุท้องถิ่น ทำให้ผมสามารถวิเคราะห์การไหล และระดับความรุนแรงของมวลน้ำได้แม่นยำกว่าของ ศปภ. โดยสามารถทำนายระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในหมู่บ้านที่ผมอยู่ได้ รวมไปถึงแนวโน้มของวิกฤติว่าจะผ่านพ้นไปเมื่อใด

การอยู่เก็บข้อมูลในช่วงน้ำท่วม ทำให้ผมได้ไอเดียหลายๆ อย่างที่จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์สำหรับตรวจวัดน้ำซึ่งจะมีประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้ได้กว้างขวาง ทั้งในด้านเกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม การต่อสู้ภัยพิบัติทางน้ำ ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์น้ำนั้นไม่ได้ทำในบ่อเลี้ยงเหมือนแต่ก่อน แต่ไปเลี้ยงกันในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งในแม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล เทคโนโลยีที่จะพัฒนาขึ้นนี้ สามารถนำไปใช้สำหรับสิ่งที่เรียกว่า Smart Aquaculture หรือฟาร์มสัตว์น้ำอัจฉริยะ ซึ่งจะทำให้ผู้เลี้ยงสามารถตรวจวัดความเป็นไปต่างๆ ในน้ำจากระยะไกล ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ผมจะนำเรื่องเหล่านี้มาทยอยเล่าในตอนต่อๆ ไปนะครับ

19 กุมภาพันธ์ 2555

Games Science - วิทยาศาสตร์ของเกมส์ (ตอนที่ 12) ตอน โลกนี้คือเกมส์ (Life is Games)



"โลกนี้คือละคร" คุณแม่ชอบเปิดเพลงนี้ตอนผมเด็กๆ ชีวิตของแต่ละคนในโลกใบนี้ เดินไปตามบทที่วางไว้ ไม่ต่างไปจากตัวแสดงในละคร ฉากความสุข ฉากความเศร้าผ่านเข้ามา สุดท้ายละครก็จบลงโดยทุกๆ คนที่เกิดมาก็ต้องตาย ผมฟังเพลงนี้ทีไรรู้สึกว่ามันหดหู่เหลือเกิน โลกนี้ช่างไม่น่าอยู่เสียนี่กระไร ....

แต่เมื่อผมโตขึ้น ผมกลับพบว่าแท้จริงแล้ว "โลกนี้คือเกมส์" โดยเราเป็นผู้เล่นที่สามารถจะกำหนดแผนการเล่นของเราได้ ไม่มีใครเขียนบทให้เราเดิน ไม่มีใครมากำกับชีวิตเรา เราต่างหากที่เป็นผู้กำหนดการเล่นของเราเอง โดยเราต้องเอาชนะอุปสรรคต่างๆ สะสมแต้ม ผ่าน Level แล้วไปถึงเป้าหมายคือรางวัลชีวิตให้ได้ โลกที่เป็นเหมือนเกมส์นี้ จึงมีแต่ความท้าทาย คละเคล้าไปด้วยความสนุกสนาน ความบันเทิง และความสุขเมื่อเราสามารถอัพ Level ขึ้นไป

นักอนาคตศาสตร์ล้วนมองไปในแนวทางเดียวกันครับว่า ในอนาคต เกมส์จะดูเป็นจริงมากขึ้น หรือ ชีวิตจริงก็จะดูเป็นเกมส์มากขึ้น เกมส์กับชีวิตจริงจะเริ่มมาหลอมรวมกัน (Games-Life Convergence) ทุกวันนี้เวลาเราเดินทางออกไปข้างนอก ไปทานข้าว ไปห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ไปไหว้พระ 9 วัด หลายๆ คนเมื่อไปถึงจะรีบ check-in ใน Foursquare เพื่อสะสมแต้ม แลก Badge ต่างๆ เวลาเราซื้อของ จ่ายบัตรเครดิต เราได้แต้มเพื่อนำมาแลกของรางวัล เราไปซื้อหนังสือที่ร้านนายอินทร์ เราได้แสตมป์ซึ่งสามารถนำมาเป็นส่วนลดสำหรับซื้อหนังสือได้ แต่คนส่วนใหญ่กลับยินดีที่จะบริจาคแสตมป์นั้นเพื่อเป็นการกุศล โดยนำไปแปะที่บอร์ดของร้าน รถยนต์หลายๆ ยี่ห้อเริ่มมีการใส่เกมส์เข้าไปในรถเพื่อทำให้การขับขี่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ฟอร์ดได้ใส่เกมส์ปลูกองุ่นเข้าไปที่คอนโซลของรถ หากผู้ขับขี่ขับรถสุภาพ อ่อนโยน ประหยัดน้ำมัน ต้นองุ่นที่คอนโซลจะค่อยๆ ผลิใบ ออกลูก มีการรดน้ำ ให้ปุ๋ย แต่ถ้าหากผู้ขับขี่ขับรถแบบกระโชกโฮกฮาก ผลลัพธ์คือองุ่นก็จะเหี่ยวตาย ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ผู้ที่ขับขี่รถฟอร์ด มีแนวโน้มในการขับขี่อย่างเป็นมิตรกับทั้งสิ่งแวดล้อม และผู้ร่วมเส้นทางมากขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราทำมันด้วยความสุขและความยินดีโดยไม่มีใครบังคับ เกมส์ได้เข้ามาในชีวิตประจำวันของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว บริษัทวิจัยตลาดที่ชื่อว่า M2 Research ได้ประมาณการว่า มูลค่าของการบูรณาการเกมส์เข้าไปในสินค้าประเภทต่างๆ นั้นจะเพิ่มขึ้นจาก 3,000 ล้านบาทในปี ค.ศ. 2011 ไปเป็นประมาณแสนล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า จากตัวเลขนี้ เราเริ่มมองเห็นแล้วไหมครับว่า ..... โลกนี้คือเกมส์

ถ้าโลกนี้คือละคร เราซึ่งเป็นผู้เล่นล้วนถูกกำกับให้ดำเนินชีวิตไปตามบทละครที่ถูกวางเอาไว้แล้ว โดยมีผู้กำกับบท คอยดูแลไม่ให้เราทำอะไรออกนอกแนวทางที่เขาเขียนไว้ ชีวิตคงไม่น่าภิรมย์อะไรเลยถ้าตัวเราไม่สามารถที่จะลิขิตชีวิตของตัวเองได้ ต่างจากโลกนี้ที่เป็นเกมส์ ผู้เล่นสามารถเลือกแนวทางการเล่นที่เป็นสไตล์ที่ถนัดของตนเองได้ ไม่มีผู้กำกับ ชีวิตลิขิตได้ด้วยฝีมือของเราเอง เจน แมคโกนิกัล (Jane McGonigal) นักวิจัยและออกแบบเกมส์ที่มีชื่อเสียง ได้กล่าวในหนังสือของเธอที่มีชื่อว่า Reality is Broken ว่า "เกมส์สามารถถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาในโลกจริงได้หลายอย่าง แม้แต่เรื่องใหญ่ๆ อย่างเรื่องโลกร้อน หรือเรื่องความยากจน ในความคิดของฉัน เกมส์สามารถใช้เพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ มันทำให้เรามีความสุข มองโลกบวก สร้างสรรค์ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังในการเปลี่ยนโลกไปสู่ความเปี่ยมสุข"

เราสามารถใส่ความเป็นเกมส์ลงไปในกิจกรรมชีวิตได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ตื่นนอน ขับรถออกไป ในที่ทำงานก็ทำให้เป็นเกมส์ได้ แม้แต่จีบผู้หญิงเราก็สามารถใส่ความเป็นเกมส์เพื่อให้กิจกรรมดูท้าทายยิ่งขึ้น ผู้เขียนกำลังทำวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตรวจวัดสุขภาพ โดยการใส่เซ็นเซอร์เข้าไปในหมอน ผ้าปูที่นอน รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ โดยเซ็นเซอร์จะตรวจวัดกิจกรรมการใช้ชีวิตของผู้ใช้ ซึ่งแบบแผนการใช้ชีวิตที่ทำให้สุขภาพดี จะทำให้ผู้ใช้ (หรือผู้เล่น) ได้คะแนนประสบการณ์ (XP) ผู้ใช้สามารถที่จะดูข้อมูลสุขภาพของตัวเอง เช่น การนอนหลับที่สนิทหรือไม่ การหายใจระหว่างนอนหลับ การพลิกตัว การกรน ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขชีวิตเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยผู้ใช้จะรู้สึกสนุกที่จะแข่งกับตัวเอง เหมือนกับการเล่นเกมส์ และเกมส์เหล่านี้ก็สามารถที่จะเล่นหลายๆ คนเพื่อแข่งกับคนอื่นๆ ได้

การมองโลกแบบเกมส์ จะช่วยสร้างจินตนาการ สร้างความฝัน สร้างแรงบันดาลใจ และทำให้เราอยู่กับโลกความเป็นจริงได้อย่างไม่เบื่อหน่าย ไม่หมดอาลัยตายอยาก มีแรงปรารถนา ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความฝันและความหวัง เมื่อเราตื่นเช้าขึ้นมาในทุกๆ วัน เราจะรู้สึกถึงความกระปรี้กระเปร่า สดชื่น มีพลัง และพร้อมที่จะเอาชนะอุปสรรคต่าง .... รางวัล และการอัพ Level คอยอยู่ตรงหน้าครับ ....

16 กุมภาพันธ์ 2555

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 10)


รูปแบบการทำงานในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 20-30 ปีก่อน อย่างพลิกฝ่ามือ ในศตวรรษใหม่นี้ เราเริ่มเห็นวิธีการทำงานใหม่ๆ เครื่องมือที่ใช้ทำงานใหม่ๆ อาชีพใหม่ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนผมเริ่มเข้ามาทำงานเป็นอาจารย์ใหม่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ที่ทำงานของผมมีเลขาฯ แม่บ้าน ยาม พนักงานขับรถ ที่มหาวิทยาลัยจ้างเองในตำแหน่งข้าราชการ หรือ ลูกจ้างประจำทั้งหมด แต่ปัจจุบัน เราจ้างบริษัททำความสะอาดมาทำงานแม่บ้าน จ้างบริษัทยามมาดูแลรักษาความปลอดภัย จ้างบริษัทช่างมาดูแลอาคารและระบบไฟฟ้า จ้างพนักงานขับรถแบบทำสัญญา ใช้บริการบริษัทเงินทุนเพื่อดูแลระบบสวัสดิการ ฯลฯ องคาพยพของมหาวิทยาลัยที่เคยใหญ่โตมโหฬารได้ลดขนาดลงไปเหลือแต่บุคลากรที่เป็นแก่นจริงๆ (Core Business) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยดำรงอยู่ได้ ที่เหลือซึ่งเป็นกระพี้ก็จ้างเอา

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาองค์กรของรัฐหลายๆ แห่งก็ปรับตัวมาในทิศทางนี้หมดครับ แต่ที่น่าจะปรับตัวช้าที่สุดก็คือ "กองทัพ" อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าอีกไม่นาน กองทัพไทยก็ต้องเดินตามแนวทางที่ว่านี้ เพราะต้นแบบของกองทัพในโลกนี้คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้นได้ขยับตัวมาเป็นกองทัพสมัยใหม่ ด้วยการลดขนาด และใช้ระบบ outsource จ้างเหมางานหลายๆ อย่างให้เอกชน เราอาจเคยได้เห็นการจ้างกองกำลังรับจ้างเอกชน มาทำงานเป็นหน่วยอารักขาบุคคลสำคัญ หรือแม้แต่คุ้มกันขบวนขนส่งกำลังบำรุง ในประเทศอิรักและอัฟกานิสถาน หรือเคยได้ยินเรื่องที่กองทัพสหรัฐจ้างหน่วยข่าวพิเศษ ที่เดินทางไปทั่วโลกแบบนักท่องเที่ยว พวกมือรับจ้างเหล่านี้ทำงานให้กองทัพสหรัฐโดยเดินทางท่องเที่ยวหาข่าวไปเรื่อยๆ คนเหล่านี้อาจเคยคุยกับเราที่สระว่ายน้ำของโรงแรมหรู หรือที่ชายหาดก็ได้

โครงสร้างของกองทัพเริ่มมีการเปลี่ยนไป จากรูปแบบที่มีองคาพยพใหญ่ เทอะทะ มาเป็นโครงสร้างที่มีแกนกลางที่กระจายงานให้ "ลูกจ้าง" มืออาชีพ ทั้งในรูปแบบของบริษัท องค์กรที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ไปจนถึงบุคคลเดี่ยวๆ โดยการจ้างงานนี้เป็นแบบ Global Contractors คือใครก็ตามที่มีความสามารถที่จะทำและยินดีทำ กองทัพสหรัฐก็จะไปจ้างคุณให้ทำงานให้ โดยไม่เกี่ยงว่าคุณจะเป็นคนชาติอะไร ในอัฟกานิสถาน อากาศยานไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle หรือ UAV) ซึ่งทิ้งระเบิดใส่พวกตาลีบันจนวินาศสันตะโรนั้น ถูกควบคุมด้วยบริษัทเอกชนในประเทศอังกฤษที่ถูกว่าจ้างโดยกองทัพสหรัฐ พวกผู้ก่อการร้ายเคยตั้งคำถามว่า กลุ่มบุคคลที่ถูกว่าจ้างโดยกองทัพ ถือว่าเป็นทหารหรือพลเรือน โดยผู้ก่อการร้ายมองว่ากลุ่มบุคคลที่ทำงานให้กองทัพสหรัฐสมควรถือว่าไม่ใช่พลเรือน ดังนั้นการโจมตีกลุ่มบุคคลดังกล่าวด้วยอาวุธจึงไม่น่าจะเป็นการผิดกฎบัตรสหประชาชาติแต่อย่างใด

สงครามในศตวรรษที่ 21 นั้น สนามรบจะมีความอัจฉริยะมากขึ้น กองทัพต่างๆ ทั่วโลกจะมีขนาดเล็กลง แต่ต้องการความเข้มแข็งมากขึ้น กองทัพจะมีการนำมาเทคโนโลยีและจักรกลต่างๆ มาใช้ในสนามรบมากขึ้น เพื่อลดการนำเอาชีวิตทหารเข้าไปเสี่ยง จะมีการใช้งานจักรกล และหุ่นยนต์มากขึ้น ใช้อากาศยาน ยานรบต่างๆ ที่ไม่มีพลขับอยู่ข้างใน ซึ่งหุ่นยนต์ และจักรกลเหล่านี้ก็ต้องการผู้ควบคุมจากระยะไกล จะเกิดงานใหม่ๆ ขึ้นมากมายเพื่อรับใช้กองทัพจากนอกสนามรบ เช่น วิศวกรควบคุมอากาศยานไร้คนขับ ผู้ควบคุมหุ่นยนต์ยิงปืนกล นักวิเคราะห์ภาพในสนามรบ นักออกแบบสงคราม โปรแกรมเมอร์การบุกโจมตี วิศวกรหุ่นยนต์ หน่วยซ่อมหุ่นยนต์ นักรบเหล่านี้อาจยิงปืนไม่เป็นหรือขับเครื่องบินไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขากำลังบัญชาการให้จักรกลเหล่านั้นเข้าห้ำหั่นกับกองทัพฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจเป็นมนุษย์ หรือ หุ่นยนต์ก็ได้ อยู่ที่ว่าฝ่ายนั้นจะมีขีดความสามารถในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแค่ไหน

สงครามสมัยใหม่จึงไม่ได้เป็นเรื่องของนักรบในเครื่องแบบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ทุกๆ คนในชาติ หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้เป็นคนชาติเดียวกับเรา มีส่วนร่วมในการทำสงคราม จะเพื่อปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์หรืออะไรก็ตาม ดังนั้น ถ้าหากประเทศไทยไม่อยากตกกระแส ไม่อยากให้ประเทศมีกองทัพที่ล้าสมัย ก็อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปฏิรูปกองทัพไทยให้ทันสมัย