24 ตุลาคม 2553

Augmented Human 2011


บ่อยครั้งเวลาผมได้ยินใครๆ พูดถึงคนพิการ ผมก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า โลกเรานี้หนอ ทำไมจึงแบ่งมนุษย์ออกเป็น 2 จำพวก คือ คนปกติ กับ คนพิการ โดยกลุ่มคนประเภทหลังนี้มีสมรรถภาพทางร่างกาย (และในบางครั้ง ก็หมายรวมสมรรถภาพทางใจ หรือทางความคิดด้วย) ด้อยกว่าคนทั่วไป เอ้า .. คราวนี้ ถ้าเราลองมาคิดเล่นๆ ดูนะครับว่า สมมติว่าในอนาคต เรามีเทคโนโลยีที่จะทำให้มนุษย์ธรรมดา มีสมรรถภาพทางร่างกาย (หรืออาจจะทางใจด้วย) สูงขึ้นเกินกว่ามนุษย์สามัญได้ และเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เข้าถึงได้เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น ... ทีนี้ต่อไป เราจะไม่แบ่งมนุษย์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้พิการ คนธรรมดา และคนเหนือธรรมดา กันหรอกหรือ ?

ที่สำคัญ เหตุการณ์ที่ผมยกขึ้นมาเล่นๆนี้ มันมีโอกาสเกิดขึ้นจริงๆ เสียด้วย เพราะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หัวข้อวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของมนุษย์ กำลังเป็นที่สนใจกันอย่างมาก มีการประชุมทางวิชาการที่เกี่ยวข้องมากมายเกิดขึ้นทั่วโลกครับ และการประชุมที่ผมจะนำมาแนะนำกันในวันนี้ ถือว่าเป็นการประชุมระดับครีมของคนที่ทำวิจัยทางด้านนี้เลยครับ

การประชุมที่มีชื่อว่า Augmented Human 2011 นี้จะจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2554 สถานที่ที่ใช้จัดประชุมนี้มีความน่าสนใจมากครับ เพราะอยู่ในย่านที่มีชื่อว่า โอไดบะ (Odaiba) ซึ่งเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้น ย่านนี้มีสิ่งน่าสนใจมากมายเลยครับ ทั้งแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งบันเทิงเริงใจ พิพิธภัณฑ์ และหอประชุมที่ใหญ่โตโอฬารมาก ที่สำคัญมันเป็น 1 ใน 2 ย่านของกรุงโตเกียวที่ติดกับทะเลครับ จึงได้บรรยากาศของเกาะฮ่องกงและสิงคโปร์แถมมาอีกด้วย

กำหนดส่งผลงาน (เปเปอร์เต็ม) คือวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ครับ หัวข้อที่เป็นที่สนใจของการประชุมนี้ ได้แก่

- Augmented and Mixed Reality
- Internet of Things
- Augmented Sport
- Sensors and Hardware
- Wearable Computing
- Augmented Health
- Augmented Well-being
- Smart Artifacts & Smart Textiles
- Augmented Tourism and Games
- Ubiquitous Computing
- Bionics and Biomechanics
- Training/Rehabilitation Technology,
- Exoskeletons
- Brain Computer Interface
- Augmented Context-Awareness
- Augmented Fashion
- Safety, Ethics and Legal Aspects
- Security and Privacy Aspects

น่าสนใจกันขนาดนี้ ทั้งสถานที่จัดประชุม และหัวข้อที่เสนอในการประชุม งานนี้คงต้องไปให้ได้ครับ ...

20 ตุลาคม 2553

VR2011 - IEEE Virtual Reality 2011


ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ได้เกิดปรากฏการณ์อย่างน่าสนใจในวงการเครือข่ายสังคม หรือ Social Networks ขึ้นอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุว่าเกมส์ออนไลน์ประเภทที่มีผู้เล่นหลายคน (Multi-Player) ได้เกิดการระบาดไปทั่วสังคมออนไลน์ และที่สำคัญก็คือ มันได้ก่อให้เกิดผู้เล่นกลุ่มใหม่จำนวนมหาศาลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประชาคมผู้เล่นเกมส์เหล่านี้มีทั้งผู้ไม่เคยเล่นเกมส์มาก่อนเลยในชีวิต รวมไปถึงผู้ที่เคยปวารณาตัวว่าจะไม่ขอเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์อย่างเด็ดขาด แต่ในที่สุด ความน่ารัก ความมีเสน่ห์ และความร่าเริงสดใสของเกมส์ออนไลน์หลายๆ เกมส์ ไม่ว่าจะเป็น Farmville, Pet Society, Fashion World หรือแม้แต่ แฮปปี้คนเลี้ยงหมู เป็นต้น ก็ได้นำผู้เล่นกลุ่มใหม่นับจำนวนร้อยล้านคน เข้ามาอยู่ในประชาคมนี้ ซึ่งกำลังจะก่อให้เกิดกระแสใหม่ระดับ Mega Trends อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังครับว่า ต่อไป เกมส์กำลังจะกลายมาเป็นชีวิตจริง หรืออีกนัยหนึ่ง ชีวิตจริงก็กำลังจะกลายเป็นเกมส์

ในวงการวิชาการเอง ก็มีความตื่นตัวในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากมายครับ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับ การนำเกมส์เข้าไปอยู่ในชีวิตจริง หรือทำชีวิตประจำวันให้เป็นเกมส์ไปซะ ผู้เล่นจะได้ไม่รู้สึกว่าเล่นเกมส์ ให้ผู้เล่นรู้สึกอยู่กับชีวิตประจำวันของเขาที่มีความเป็นเกมส์ตลอดเวลา มีการประชุมวิชาการเกิดขึ้นมากมายครับที่โฟกัสเกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่วันนี้ผมขอแนะนำการประชุมหนึ่งที่น่าสนใจครับ การประชุมนี้มีชื่อว่า VR2011 - IEEE Virtual Reality 2011 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 19-23 มีนาคม 2554 การเสนอผลงานในที่ประชุมนี้สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบมากครับ ทั้งการนำเสนอด้วยวาจา (Oral Presentation) นำเสนอด้วยโปสเตอร์ นำเสนอด้วยวีดิโอ (Video Presentation) การเสวนาในหัวข้อที่สนใจร่วมกัน การจัด workshop การสอนแบบ Tutorials การนำต้นแบบมาสาธิต นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับงานวิจัยที่ได้นำไปใช้ประยุกต์ใช้หรือใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว งานนี้เป็นงานที่ค่อนข้างใหญ่มากครับ เพราะจัดร่วมกับการประชุมอีก 2 งานคือ IEEE Symposium on 3D User Interfaces 2011 และ The 1st International Symposium on Virtual Reality Innovations

หัวข้อที่สนใจในที่ประชุมนี้ ได้แก่

- Immersive gaming
- 3D interaction for VR
- VR systems and toolkits
- Augmented and mixed reality
- Computer graphics techniques
- Advanced display and immersive projection technology
- Multi-user and Distributed VR and gaming
- Serious Games
- Haptics, audio, and other non-visual interfaces
- Tracking & Sensing
- Modeling and Simulation
- User studies and evaluation
- Presence and cognition
- Applications of AR/MR/VR (Augmented Reality/Mixed Reality/Virtual Reality)

15 ตุลาคม 2553

DARPA หวังใช้ Facebook พัฒนาเด็กรุ่นใหม่เพื่อกองทัพแห่งอนาคต


นับตั้งแต่นางเรจินา ดูแกน (Regina Dugan) ได้เข้ามากุมบังเหียน ในตำแหน่งผู้อำนวยการของ DARPA ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยทางด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายปีที่แล้ว เธอได้ให้ความสำคัญกับเด็กๆ มากกว่าอดีตผู้อำนวยการทุกๆ คนที่ผ่านมา ในวันที่เธอแถลงต่อหน้าคณะกรรมาธิการด้านการทหารของสภาผู้แทนฯ เธอได้แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย ต่อข้อมูลที่ระบุว่า นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 เป็นต้นมา มีเด็กอเมริกันเรียนจบมหาวิทยาลัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี น้อยลงถึง 43 เปอร์เซ็นต์ ถ้อยแถลงตอนหนึ่งที่เธอกล่าวอย่างเป็นห่วงว่า "มันจะเป็นหายนะของประเทศสหรัฐอเมริกาเลย หากนักเรียนไปเลือกเรียนสังคมศาสตร์ หรือ มนุษยศาสตร์ มากขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพื่อมิให้เกิดวิกฤตความขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรงในอนาคต" ทำให้สภาผู้แทนฯ อนุมัติงบประมาณให้ DARPA โดยแทบไม่แตะเงินในโครงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กเลย

ในช่วงปีที่แล้ว นางดูแกนได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อไปบอกเด็กเก่งๆ ทั้งหลายว่า "มาช่วยกันเถอะ กองทัพต้องการคนเก่งๆ ขั้นเทพอย่างพวกคุณ" และในปีนี้เอง DARPA จะทำงานเชิงรุกหนักขึ้นไปอีก ด้วยการไปช้อนเอาเด็กเก่งๆ มาช่วยงานกองทัพกันตั้งแต่ระดับมัธยมเลยทีเดียวครับ ล่าสุดนางได้เสนอให้มีการนำเครือข่ายสังคมอย่าง Facebook มาใช้ช่วยงานกองทัพอย่างจริงจัง โดยได้อัดฉีดเงินจำนวน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (300 ล้านบาท) ให้แก่โครงการที่มีชื่อว่า Manufacturing Experimentation and Outreach หรือเรียกอย่างย่อๆ แต่สุดเท่ห์ว่า MENTOR

โครงการ MENTOR มีเป้าหมายเพื่อที่จะสร้างนักออกแบบระบบ และนวัตกรด้านการผลิตแห่งอนาคต โดยเริ่มกันตั้งแต่เด็กๆ ในวัยมัธยมกันเลยทีเดียว โครงการนี้จะส่งเสริมให้มีการใช้ Facebook อย่างสร้างสรรค์ โดยจะให้เด็กๆ รวมทีมทั้งภายในโรงเรียนเดียวกัน และแพ็คทีมกับโรงเรียนอื่นๆ เพื่อสร้างสรรสิ่งประดิษฐ์ประเภทกลอิเล็กทรอนิกส์ (Electro-Mechanical System) ต่างๆ ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ รถที่ขับเอง อากาศยานไร้นักบิน และอื่นๆ ตามแต่จินตนาการของเด็กๆ DARPA ฝันเอาไว้ว่าเมื่อโครงการสิ้นสุดในอีก 4 ปีข้างหน้า จะมีเด็กๆ เข้าร่วมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,000 โรงเรียนทั่วสหรัฐฯ มากเพียงพอที่จะเป็นเชื้อสำหรับเติมเต็มบุคลากรวิจัยด้านอาวุธของสหรัฐอเมริกาในอนาคต

หันมามองเมืองไทยแล้ว เศร้าไหมครับ ?

03 ตุลาคม 2553

Geoengineering - อภิมหาโปรเจคต์ เปลี่ยนฟ้าแปลงปฐพี (ตอนที่ 10)


นับตั้งแต่บรรพบุรุษของเราได้ย้ายออกจากทวีปแอฟริกา เพื่อไปตั้งถิ่นฐานในทวีปเอเชีย และต่อมาได้แพร่เผ่าพันธุ์ไปทั่วทั้งโลก มนุษย์เราได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ครอบครองดาวเคราะห์ดวงนี้อย่างเบ็ดเสร็จ พวกเราได้พัฒนาอารยธรรม และในปัจจุบันเราได้มีเครื่องมือที่สำคัญที่จะทำให้มนุษย์เราพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในอดีตกาล เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้นจากธรรมชาติ มนุษย์โบราณได้แต่ก้มหน้ารับกรรม และกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของเทพเจ้า สมัยผมเป็นเด็กนั้น ผมเคยเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ทำไมเราไม่มีเทคโนโลยีที่จะหยุดพายุ หรือ ทำลายพายุไม่ให้พัดเข้ามาทำร้ายพวกเรา ถึงแม้ต่อมาเมื่อผมเข้าเรียนระดับมัธยม ผมได้เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า การสร้างเขื่อนนั้นก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่จะลดอันตรายจากการเกิดน้ำท่วมได้ แถมยังมีประโยชน์อื่นๆ มากมาย แต่นั่นก็ยังเป็นแค่เพียงวิธีทางอ้อมในการหลีกเลี่ยงการถูกเล่นงานโดยธรรมชาติ มีทางเป็นไปได้ไหมว่า น่าจะมีวิธีตรงๆ โดยการไปหยุด หรือขัดขวางไม่ให้พายุร้ายเกิดขึ้นเลย

นักวิทยาศาสตร์แนวใหม่มีความเชื่อครับว่า ... ในอนาคต เราจะเริ่มไปยุ่งหรือไปวิศวกรรมกับชั้นบรรยากาศมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ การไปเปลี่ยนแปลงวิถีพายุ การขัดขวางการเกิดพายุ ไปจนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศให้มีความน่าอยู่มากขึ้น ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องนี้เริ่มมีความเป็นจริง เป็นจัง มากขึ้น และได้รับการตอบรับจากประชาคมนักวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง จนแม้แต่ ภาคการเมืองระดับนโยบายก็เห็นดีเห็นงามกับวิศวกรรมเปลี่ยนฟ้าแปลงปฐพี ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่เราจะไปวิศวกรรมพายุ (Storm Engineering) ได้นั้น เราควรจะมีความเข้าใจในเรื่องพายุให้ดีเสียก่อน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาลในการวิจัยเกี่ยวกับพายุ ไม่ว่าจะเป็นพายุเฮอริเคน ไต้ฝุ่น หรือ ทอร์นาโด สำหรับพายุทอร์นาโดนั้น เราอาจจะเคยได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Twister ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการไล่ล่าพายุโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจริงๆ แล้ว การไล่ล่าแบบนั้นก็มีอยู่จริงๆ นะครับ โครงการที่มีชื่อว่า VORTEX2 ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation หรือรู้จักกันดีในชื่อ NSF) ซึ่งจะมีการใช้ยานพาหนะที่มีจำนวนมากถึง 50 กว่าคัน ได้แก่ รถบรรทุกติดเรดาห์และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ประเภทต่างๆ รถยนต์ตรวจการณ์ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจอากาศ อากาศยานไร้นักบิน และอุปกรณ์ภาคสนามอีกจำนวนมาก โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ควบคุมกว่า 140 คน เพื่อใช้ในการตีโอบล้อม ไล่ล่า พายุทอร์นาโด เพื่อจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกำเนิดของพายุให้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างคอมพิวเตอร์โมเดล ที่สามารถอธิบายการเกิดขึ้นของพายุ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการทำนายพายุ หรือในอนาคตอาจจะนำไปสู่การวิศวกรรมพายุได้ต่อไป

01 ตุลาคม 2553

ยุคแห่ง Supersoldier มาถึงแล้ว (ตอนที่ 4)


ภายหลังจากสมเด็จพระนารายณ์ทรงทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากพระเจ้าอา และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ได้ทรงเกรงว่า การบริหารราชการแผ่นดินในกรุงศรีอยุธยา อาจไม่ปลอดภัยนัก เพราะยังมีเหล่าอำมาตย์ขุนนางที่ยังมีใจจงรักภักดีกับราชนิกูลอื่น อาจคิดคดเป็นกบฎชิงราชบัลลังค์จากพระองค์ได้ จึงทรงโปรดให้มีการสร้างราชธานีแห่งที่สองขึ้นที่ลพบุรี และทรงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น ตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงวางใจในการใช้ทหารรับจ้างชาวต่างชาติ ให้เป็นทหารราชองครักษ์ ดูแลรักษาพระองค์และพระราชวัง ด้วยทหารรับจ้างเหล่านั้นมีการจัดกำลังรบ ที่เข้มแข็งและมีระเบียบวินัยสูง อีกทั้งยังมีการฝึกฝนและเชี่ยวชาญในการสู้รบด้วยปืนไฟ ทำให้เป็นที่เกรงขาม แม้ทหารรักษาพระองค์ชาวต่างชาติเหล่านี้ จะมีกำลังเพียง 500 คนเท่านั้น แต่ supersoldier เหล่านี้เอง ที่ได้ช่วยรักษาราชบัลลังค์ของพระองค์ให้ยาวนานได้ถึง 32 ปี มากที่สุดของพระมหากษัตริย์ไทยในราชอาณาจักรอยุธยาตอนปลาย

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านอาวุธที่มีชื่อว่า Raytheon ได้เปิดตัวชุดกระดองสวมใส่ (Exoskeleton) ที่มีชื่อว่า XOS 2 หลังจากที่เคยเปิดตัวเวอร์ชันแรกไปเมื่อปี 2008 ซึ่งนำมาสู่การสร้างภาพยนตร์เรื่อง Iron Man ชุดกระดองสำหรับทหาร XOS 2 นี้ได้รับการปรับปรุงจากเวอร์ชันแรกค่อนข้างมาก มันกินพลังงานแค่ครึ่งเดียวของเวอร์ชันก่อน ชุดกระดองของ Raytheon ใช้แหล่งพลังงานที่แตกต่างจากชุดกระดองของที่อื่น โดยมันมีเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน แทนที่จะเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมที่มักจะใช้กัน

เจ้าชุดกระดองนี้ จะช่วยให้ทหารสามารถยกของที่มีน้ำหนัก 23 กิโลกรัม ขึ้นมาแบบ ชิว ชิว ด้วยแขนเพียงข้างเดียว ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้วางแผนที่จะนำชุดกระดองนี้ไปใช้ในสนามรบในปี ค.ศ. 2015 ให้ได้ ชุดกระดองนี้ จะช่วยทำให้ทหารลาดตระเวณ สามารถแบกน้ำหนักเดินทางด้วยเท้าเปล่าได้ระยะทางไกลๆ รวมทั้ง ทหารราบยังสามารถใช้ปืนกลที่มีอำนาจการยิงรุนแรง ด้วยการใช้ทหารควบคุมเพียงคนเดียวเท่านั้น ด้วยชุดกระดองนี้ จะทำให้หมู่ทหารราบ กลายเป็นหน่วยรบขนาดเล็กที่มีอำนาจทำลายล้างสูง และเป็นที่เกรงขามยิ่ง

27 กันยายน 2553

Science of Dance - ศาสตร์ของการเต้น (ตอนที่ 2)


วันนี้มาคุยเรื่องงานวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า การเต้นของผู้ชาย หากแสดงออกมาด้วยท่าเต้นที่เหมาะสม จะสามารถที่จะดึงดูดความต้องการของผู้หญิง ถึงขั้นอยากแต่งงานด้วยเลยเชียวครับ

ผลการศึกษานี้ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Biology Letters เมื่อต้นเดือนนี้เอง รายละเอียดเต็มคือ Nick Neave, Kristofor McCarty, Jeanette Freynik, Nicholas Caplan, Johannes Hönekopp and Bernhard Fink, "Male dance moves that catch a woman's eye", Biology Letters, 8 September 2010, doi: 10.1098/rsbl.2010.0619 โดยในรายงานวิจัยฉบับนี้ คณะวิจัยได้บันทึกลีลาการเต้นของผู้ชายอายุระหว่าง 18-35 ปี จำนวน 19 คน โดยการใช้กล้องวีดิโอจำนวนหลายๆ กล้อง ถ่ายจากมุมมองแตกต่างกัน จากนั้นจะนำภาพที่บันทึกได้ไปทำการเปลี่ยนให้เป็นโมเดลคอมพิวเตอร์ แล้วสร้างเป็นอะนิเมชันในลักษณะตัว avatar ที่ไม่ระบุเพศ โดยผู้ที่ชม จะไม่สามารถระบุเพศ อายุ ส่วนสูง หรือ ความหล่อเหลาของคนที่ถูกบันทึกภาพการเต้นเอาไว้ เพื่อที่จะได้สามารถตัดเอาปัจจัยอื่นๆ ออกไปยกเว้นเพียงลีลาการเต้นเท่านั้น

คณะวิจัยได้นำเอาอะนิเมชันการเต้นเหล่านี้ ไปให้ผู้หญิงจำนวน 37 คนได้ชม แล้วให้ระบุด้วยว่าพวกเธอชอบลีลาการเต้นแบบใดบ้าง จากการวิเคราะห์ผล คณะวิจัยถึงกับประหลาดใจว่า การเต้นที่ถูกอกถูกใจบรรดาสาวๆ เหล่านั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวส่วนลำตัวเป็นหลัก เริ่มจากต้นคอ ลงมาจนถึงเอว และที่ต้องประหลาดใจมากขึ้นไปอีกคือ พวกเธอจะนิยมการเต้นที่มีการเคลื่อนที่ของเข่าขวาอย่างรวดเร็ว นักวิจัยได้นำบันทึกสุขภาพของคนเต้นทั้ง 19 คนมาวิเคราะห์และพบโดยบังเอิญว่า คนเต้นที่สาวๆ นิยม มีบันทึกด้านสุขภาพที่ค่อนข้างดีกว่าคนเต้นที่สาวๆ เมิน ... เป็นไปได้ไหมว่า จิตใต้สำนึกของสาวๆ เหล่านั้น ถวิลหาคู่ครองที่มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อจะได้สามารถสืบทอดลูกหลานของเธอได้ดี และจิตใต้สำนึกของพวกเธอ ก็นำไปสู่การเลือกเฟ้นผู้ชายดีๆ จากท่าเต้นได้ด้วย นักวิจัยเชื่อว่า การเคลื่อนไหวลำคอ และลำตัวได้อย่างหนักหน่วง ส่งสัญญาณแสดงพลังของเพศชาย และนั่นอาจหมายถึงความสามารถในการมีลูกของบุคคลนั้นด้วยครับ

นักชีววิทยาวิวัฒนาการเชื่อว่า การเต้น ก็คือการเปิดโอกาสให้คนที่จะเป็นคู่ครองกันทั้งสองฝ่ายนั้น ได้เห็นข้อมูลที่ซ่อนอยู่ภายในของกันและกัน ซึ่งการเต้นที่ดีอาจจะแสดงออกถึงความสามารถทางสังคม สมดุลของร่างกาย ความมั่นใจในตัวเอง การได้เต้นด้วยกัน จะทำให้แต่ละฝ่าย สามารถรู้สึกถึงความเป็นตัวตนของอีกฝ่ายได้ ทั้งนี้ยังเคยมีรายงานจากผู้หญิงจำนวนมากว่า ผู้ชายที่เต้นกับเธอได้อย่างเข้าขา เป็นปี่เป็นขลุ่ย ก็มักจะลงเอยในเรื่องบนเตียงได้ไม่แพ้กัน ....

23 กันยายน 2553

Science of Dance - ศาสตร์ของการเต้น (ตอนที่ 1)


ทุกครั้งที่ผมเปิดดูวีดิโอเพลงของนักร้องเกาหลี อย่างเช่น KARA, SNSD หรือ Super Junior ผมมักจะเกิดคำถามขึ้นในใจเสมอว่า ทำไมการเต้นของศิลปินเกาหลีถึงช่างน่าดู ท่าเต้น ท่าร้อง ของพวกเขาช่างดูแล้วเพลิดเพลิน ดูแล้วเสพติด ดูแล้วดูอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่รู้เบื่อ ความมีเอกลักษณ์ของท่าเต้น รายละเอียด แง่มุม รวมไปถึง ความน่ารักของศิลปินเหล่านั้น ทำให้เกิดคำถามอีกว่า ทำไมบริษัทดนตรีของไทยถึงไม่มีความสามารถในการสร้างสรรค์งานแบบนี้เลยเชียวหรือ ผมได้ติดตามการเก็บตัวในบ้านของศิลปิน AF (Academy Fantasia) หลายๆ ครั้ง เขาต้องจ้างครูชาวเกาหลีมาสอนท่าเต้นให้ ครูคนไทยของเราเอง ไม่มีความสามารถพอในเรื่องการรังสรรท่าเต้นกระนั้นหรือ ... ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นครับ ?

ถ้าใครเคยเล่นเกมส์สปอร์ (Spore) ซึ่งเป็นเกมส์ที่ตั้งสมมติฐานว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ได้ DNA มาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ผู้เล่นต้องเริ่มเล่นจากสิ่ง มีชีวิตเซลล์เดียวที่เกิดขึ้นในมหาสมุทร พามันหาอาหาร แลัวก็วิวัฒนาการจนขึ้นมาอยู่บนบก สร้างศักยภาพในการสื่อสาร สร้างสังคม ชนเผ่า ไปจนถึงอารยธรรมที่ก้าวหน้า สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เจ้าสัตว์ที่เราสร้างขึ้น มีวิวัฒนาการได้ดีก็คือ การเต้น ซึ่งรวมถึง อาการและท่าเต้นของมันด้วย หากท่าเต้นไม่ค่อยเข้าท่า เจ้าสัตว์นั้นก็จะสร้างสังคมและวัฒนธรรมได้ยากมาก การเล่นในขั้นตอนต่อไปจะไปได้ยากมาก ผู้เล่นจึงต้องใส่ใจท่าเต้นให้มาก เพราะท่าเต้นจะช่วยในการหาคู่สมรสของมัน เพื่อที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ รวมไปถึงการสร้างมิตรและสร้างสังคม ในทางชีววิทยา การเต้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่หมายถึงความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เลยทีเดียว ผึ้งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เต้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มันมีท่าเต้นเป็นรูปเลข 8 ที่เรียกว่า Waggle Dance ซึ่งสามารถใช้สื่อสาร เพื่อบอกฝูงของมันเกี่ยวกับทิศทางและระยะทาง ที่จะนำไปสู่ดอกไม้ที่มีน้ำหวาน แหล่งน้ำ ไปจนกระทั่งที่ทำรังใหม่

สำหรับมนุษย์แล้ว การเต้นรำนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมของเรา ซึ่งเรามักจะคุ้นเคยกับการเต้นรำของหญิงสาวหุ่นเซ็กซี่ ออกมาร่ายรำท่าเต้นที่ทำให้หนุ่มๆ สะท้านใจ แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า ท่าเต้นของผู้ชาย ถ้าทำได้ถูกต้องเหมาะเหม็ง ก็สามารถดึงดูดความต้องการของผู้หญิงได้ ในตอนต่อไป ผมจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับผลการวิจัยชิ้นนี้ครับ ...

17 กันยายน 2553

Collective Intelligence - ปัญญาสะสม (ตอนที่ 3)


เมื่อคราวก่อน ผมได้ทิ้งปริศนาเอาไว้ให้คิดกันเล่นๆ นะครับว่า ทำไมความเฉลียวฉลาดของประชากร และเหรียญรางวัลโอลิมปิกวิชาการ ถึงไม่เกี่ยวกับความเจริญของประเทศ ทั้งนี้ ประเทศที่มีคนฉลาดน้อยกว่าประเทศไทย แถมไม่ได้เหรียญรางวัลโอลิมปิก ก็อาจจะมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมไปถึงความเจริญทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศไทยได้อย่างสบายๆ

จริงๆ แล้ว นักวิทยาศาสตร์มีทฤษฎีหลากหลายมาก เพื่อใช้อธิบายว่าทำไมมนุษย์สายพันธุ์นีอันเดอธาล (Neanderthals) ที่ครองโลกเมื่อ 300,000 ปีที่แล้ว ถึงสูญสิ้นเผ่าพันธุ์เมื่อประมาณ 30,000 ปีที่แล้ว โดยถูกแทนที่ด้วยบรรพบุรุษของพวกเรา ทั้งๆ ที่มนุษย์นีอันเดอธาลมีขนาดของสมองใหญ่กว่าพวกเรา และเชื่อกันว่ามีความเฉลียวฉลาดกว่าพวกเราเสียอีก แต่ทฤษฎีหนึ่งที่น่าเชื่อถือนั้น มีชื่อว่า "the Great Leap Forward" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่บรรพบุรุษของเรา ได้เกิดการยกเครื่องทางด้านสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ มีการประดิษฐ์คิดค้น สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ อย่างขนานใหญ่ จนทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถจะมาต่อกรกับบรรพบุรุษของเราได้เลย ทั้งๆ ที่ฝ่ายนั้นมีความเฉลียวฉลาดมากกว่าพวกเรา แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

หลังจากที่บรรพบุรุษของเราได้อพยพออกจากแอฟริกา เมื่อ 100,000 ปีที่แล้ว พวกเขาเหล่านั้นต้องระหกระเหิน ระเหเร่ร่อน ออกไปอยู่ตามที่สถานที่ต่างๆ ในทวีปเอเชีย เนื่องจากพวกนีอันเดอธาลได้ยึดครองยุโรปไว้เกือบหมดแล้ว บรรพบุรุษของเราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องกระจัดกระจายกันไปอยู่ตามแหล่งหากินต่างๆ ในเอเชีย เพราะในช่วงเวลานั้นเทคโนโลยีของบรรพบุรุษเรา มิอาจจะต่อกรกับมนุษย์นีอันเดอธาลได้เลย แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปอีก 55,000 ปี บรรพบุรุษของเราได้กลับไปที่ทวีปยุโรปอีกครั้ง พร้อมกับเทคโนโลยีที่สูงกว่า และได้ขจัดมนุษย์นีอันเดอธาลออกไปจนหมด ... เกิดอะไรขึ้นในช่วง 55,000 ปีนั้น ทำไมพวกเราที่มีความฉลาดมากกว่า ถึงได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดจนอีกฝ่ายไม่สามารถจะตั้งตัวได้ติด

ในระหว่างที่บรรพบุรุษของเราอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายไปทั่วทวีปเอเชียนั้น แต่ละชนเผ่าก็อยู่อาศัยหากินกันไปตามแหล่งต่างๆ ในช่วงนี้ได้เกิดการพัฒนาสิ่งต่างๆ ที่ค่อนข้างแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่ ทั้งนี้ได้เกิดปรากฎการณ์หนึ่งขึ้นก็คือ ผู้คนเหล่านั้นได้มีการแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ผ่านการ "เดินทางท่องเที่ยว" และ "ค้าขาย" มนุษย์ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร สามารถสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการดำรงชีพ ด้วยการ "เลียนแบบ" สิ่งที่มนุษย์แหล่งอื่นๆ ได้ทำขึ้นก่อนหน้า โดยไม่ต้องไปเรียนรู้ใหม่ การ "แลกเปลี่ยน" สินค้าเกิดขึ้นพร้อมๆกับ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เกิดการเลียนแบบกัน เกิดการต่อยอดนำสิ่งที่ทำไว้แล้ว มาพัฒนาขึ้นให้เหมาะสมกับถิ่นที่อยู่ ดังนั้นทำให้เผ่าพันธุ์ของเราเกิดสิ่งที่เรียกว่า "Collection of Brains" ซึ่งทำให้สามารถสร้างเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนมากๆ ได้ ต่างจากพวกนีอันเดอธาลที่มีสมองใหญ่กว่า แต่ไม่สามารถที่จะระดมสมองหลายๆ สมองมาร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ สุดท้ายก็ต้องสูญพันธุ์

"การแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้" ผสมผสานกับการ "เลียนแบบ" และ "ต่อยอด" นี่เองครับ ที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของบรรพบุรุษเรา ในวงการวิชาการและวงการเทคโนโลยี สาขาไหนที่เจริญมากๆ สังเกตว่าจะมีการจัด Conference บ่อยกว่าสาขาที่ไม่เจริญ การได้ไปเห็นไปฟังคนที่มาพูดใน conference บางทีช่วยทำให้เราประหยัดเวลาวิจัยได้เป็นปีเลย ด้วยการ "แลกเปลี่ยน" "เลียนแบบ" และ "ต่อยอด" นี่เอง ...


13 กันยายน 2553

Smart Dust - ฝุ่นฉลาด (ตอนที่ 6)


ในตอนที่ 5 ของบทความซีรี่ย์นี้ ผมได้แนะนำกลุ่มวิจัยที่มีชื่อเสียงทางด้าน Micro Aerial Vehicle หรือ MAV แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์กันไปแล้ว สำหรับวันนี้ผมขอแนะนำกลุ่มวิจัยระดับแนวหน้าของโลก เป็นกลุ่มระดับยอดหัวกะทิที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจังมาอย่างยาวนาน ซึ่งก็ยังคงอยู่ในทวีปยุโรปครับ โดยอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สังกัดสถาบันที่มีชื่อว่า The Swiss Federal Institutes of Technology ซึ่งมีกลุ่มวิจัยที่ทำงานทางด้านนี้เยอะมาก เขาเลยมารวมกลุ่มกันจากหลายๆ แห่งตั้งเป็น Aerial Robotics Initiative

ในวันนี้ผมขอแนะนำงานวิจัยในกลุ่มวิจัยของห้องปฏิบัติการระบบอัจฉริยะ (Laboratory of Intelligent Systems) ซึ่งมีศาสตราจารย์ ดาริโอ ฟลอเรอาโน (Professor Dario Floreano) เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งท่านได้นำทีมงานของท่าน ค้นคว้าและพัฒนาในเรื่องของระบบอัจฉริยะ ใน 3 แนวทางด้วยกัน ได้แก่

- หุ่นยนต์บินได้ (Flying Robots)
ป็นเรื่องถนัดและโดดเด่นที่สุดของกลุ่มวิจัยนี้เลยครับ ที่สำคัญกลุ่มวิจัยนี้มีความก้าวหน้าที่สุดในเรื่องของการใช้ภาพ หรือการมองเห็นของหุ่นยนต์ในการนำทาง และบินไปหาเป้าหมาย โดยที่หุ่นเหล่านี้มีน้ำหนักเพียง 1.5-30 กรัมเท่านั้นเอง ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ ทางกลุ่มจะต้องพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐานทางด้านอากาศพลศาสตร์ของแมลงหรือนก ระบบเครื่องกลไฟฟ้าขนาดจิ๋ว การประมวลผลภาพ เป็นต้น

- วิวัฒนาการประดิษฐ์ (Artificial Evolution)
เรื่องวิวัฒนาการประดิษฐ์นี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ เพราะมันเป็นศาสตร์หัวใจของหุ่นยนต์ยุคหน้าเลยทีเดียว หากเรามีเทคโนโลยีทางด้านนี้ ก็จะทำให้เรามีขีดความสามารถที่จะทำให้หุ่นยนต์สามารถมีวิวัฒนาการได้เองเหมือนสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ โดยกลุ่มวิจัยนี้มีความชำนาญทางด้านฮาร์ดแวร์ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ อัลกอริทึมในการเรียนรู้ตัวเอง และการทำวิศวกรรมย้อนกลับของระบบชีววิทยา (เช่น ระบบเมตาบอลิซึม ระบบพันธุกรรม)

- ระบบสังคม (Social Systems)
กลุ่มวิจัยนี้ ยังมีการทำงานทางด้านสังคมศาสตร์ด้วยนะครับ แต่เป็นสังคมศาสตร์ของหุ่นยนต์ โดยความร่วมมือกับนักชีววิทยาวิวัฒนาการ และนักชีววิทยาเชิงพฤติกรรม ทำให้กลุ่มวิจัยนี้สามารถพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีระบบสังคมได้ หุ่นยนต์ที่มีระบบสังคมนี้ จะสามารถทำงานรวมกลุ่ม ทำงานเป็นทีม แบ่งหน้าที่ รวมไปถึงอาจจะพัฒนาโครงสร้างทางสังคมเฉกเช่นสัตว์บางชนิด เช่น มด และ ผึ้ง ซึ่งจะทำให้มันสามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้

จากการเชื่อมโยงแนวทางการวิจัยทั้ง 3 แนวทางเข้าด้วยกัน ทำให้กลุ่มวิจัยนี้ มีความล้ำหน้าที่สุดแล้วครับในเรื่องของ MAV ที่ทำงานเป็นฝูง โดยพวกมันสามารถทำงานแบบไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม โดยคณะวิจัยได้ทดสอบการทำงานของฝูงที่มีจำนวน 10 ลำ ในการบินค้นหาวัตถุ โดย MAV แต่ละลำจะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายบนท้องฟ้า แล้วส่งข้อมูลกลับเข้ามาที่สถานีฐานได้ การส่งข้อมูลโยนกันไปมาระหว่าง MAV ในฝูงบิน นี่เอง ทำให้การส่งข้อมูลสามารถกระทำในระยะไกลกว่าหากมี MAV เพียงแค่ลำเดียว

10 กันยายน 2553

ICAS2011 - IUPAC International Congress on Analytical Sciences


สำหรับคนที่ชอบประเทศญี่ปุ่น และกำลังมองหาการประชุมทางวิชาการดีๆ ในประเทศนี้ วันนี้ผมมีการประชุมหนึ่งมาแนะนำครับ เป็นการประชุมที่ร่วมกันจัดระหว่าง The Japan Society for Analytical Chemistry กับ IUPAC (International Union for Pure and Applied Chemistry) การประชุมนี้มีชื่อว่า ICAS2011 - IUPAC International Congress on Analytical Sciences จะจัดขึ้นที่เกียวโต ระหว่างวันที่ 22-26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 กำหนดส่งบทคัดย่อก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วครับ คือวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553 นี้เอง ยังทันนะครับ เพราะเป็นแค่บทคัดย่อเอง

เนื้อหาของการประชุมนี้จะเกี่ยวข้องกับศาสตร์และเทคนิค รวมทั้งเครื่องมือทางเคมีวิเคราะห์ต่างๆ โดยในระยะหลังนี้จะมีเรื่องของนาโนเทคโนโลยี การวิเคราะห์ทางด้านอาหาร และสิ่งแวดล้อม ผนวกเข้ามาด้วย เลยทำให้การประชุมนี้ค่อนข้างกว้างมาก ขอยกตัวอย่างประเด็นวิจัยที่สามารถส่งไปเสนอผลงานในที่ประชุมนี้ เช่น

- เรื่องของเครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ (Advanced Instrumental Analysis) ขอเน้นว่าต้อง advanced นะครับ ได้แก่ chromatography, electrophoresis, molecular spectroscopy, atomic spectroscopy, electroanalytical chemistry, microfluidics, mass spectroscopy, sensor systems, X-Rays analysis

- Nanoscience and Nanotechnology ใครทำทางด้านนี้ รู้สึกว่าจะได้เปรียบ เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องได้จะแทบทุกเรื่อง เรื่องที่เขาสนใจในที่ประชุมนี้ก็ได้แก่ nanoparticles and nanostructures for analysis, microparticle and interface analysis

- Biological and Bio-analysis เช่น bioprocess monitoring, biomolecular imaging, quantitative biology, separation science for drug analysis

- Environmental Sciences ได้แก่ environmental analyses for hazardous organic compounds, environmental chemistry of metals and metalloids, advanced flow-based analytical chemistry, geochemical analysis

- Safety, Security and Sustainability เช่น เรื่องของ food safety, forensics and homeland security

การประชุมนี้ ผมวางแผนไว้ว่าจะพานักศึกษาปริญญาเอกไปเสนอผลงาน 2 คน คาดว่าจะมีคนไทยไปเข้าร่วมเสนอผลงานหลายท่านด้วย เพราะจริงๆ แล้ว บ้านเรามีคนทำงานวิจัยทางด้านนี้ค่อนข้างมาก ... แล้วพบกันที่เกียวโตครับ ...