19 สิงหาคม 2553

Collective Intelligence - ปัญญาสะสม (ตอนที่ 2)


หลายๆ ครั้งที่ผมและเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปนั่งสังสรรกันตามประสา พวกเราก็๋มักจะสนทนาเรื่องที่เกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เรามักจะประเมินกันว่า ตอนนี้ประเทศไหนนำหน้าหรือตามหลังเรา หัวข้อหนึ่งที่เพื่อนๆ ของผมมักจะนำเสนอสู่วงสนทนาเสมอๆ ก็คือ ประเทศไทยมีเด็กเก่งๆ ที่ไปแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิก สามารถคว้าเหรียญทองกลับมาได้มากมายทุกๆ ปี แต่กลับไม่มีประโยชน์ใดๆ เลยกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยก็ยังด้อยพัฒนากว่าหลายๆ ประเทศที่ไม่ได้เหรียญเหล่านี้เลย นี่มันอะไรกันครับ ??? ครั้งหนึ่ง ผมเคยปรารภกลับเพื่อนๆ ว่า เอ่อ .... ผมคิดว่า ผมพอจะรู้คำตอบเรื่องนี้แล้วล่ะ ... โดยแท้จริงแล้ว การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมีประชากรที่ฉลาดจำนวนมากนั้น มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศนั้นเลย ... จริงๆ แล้วประเทศที่มีคนหัวปานกลาง ก็อาจกลายเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีก็ได้ ...


ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาทางด้านสายพันธุ์ของมนุษย์ ก็ต้องปวดหัวเป็นอย่างมากกับคำถามที่ว่า เพราะเหตุใด มนุษย์สายพันธุ์นีอันเดอธาล (Neanderthals) ที่ครองโลกเมื่อ 300,000 ปีที่แล้ว ถึงถูกรุกล้ำและแทนที่โดยบรรพบุรุษของเรา จนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปในที่สุดเมื่อประมาณ 30,000 ปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่มนุษย์นีอันเดอธาลมีขนาดของสมองใหญ่กว่าพวกเรา และเชื่อกันว่ามีความเฉลียวฉลาดกว่าพวกเราเสียอีก แต่กลับถูกสายพันธุ์ที่ฉลาดน้อยกว่า เข้าครอบครองจนสูญพันธุ์ไป

จากการขุดค้นหาหลักฐานต่างๆ นั้น นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า เมื่อประมาณ 100,000 กว่าปีที่แล้ว มนุษย์นีอันเดอธาลมีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าบรรพบุรุษของพวกเราที่เป็น โฮโมเซเปียน (Homo Sapiens) มาก ทำให้บรรพบุรุษของเราต้องเร่ร่อนหนีออกไปอยู่ในทวีปเอเชีย โดยมนุษย์นีอันเดอธาลได้ครอบครองทวีปยุโรปทั้งหมด จนเมื่อเวลาผ่านไปถึงเมื่อ 45,000 ปีที่แล้ว พวกบรรพบุรุษของเราก็ได้กลับมาที่ทวีปยุโรป ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า และได้กำจัดมนุษย์นีอันเดอธาลออกไปจนหมด นักวิทยาศาสตร์ต่างฉงนว่า ในช่วงเวลา 55,000 ปีนั้น เทคโนโลยีของพวกนีอันเดอธาลไม่ได้ก้าวหน้าพัฒนาไปอีกเลย มนุษย์เหล่านี้ไม่รู้จักสร้างเมือง ไม่รู้จักการเกษตร รวมไปถึงยาสีฟัน ทำไมมนุษย์สายพันธุ์ที่มีความเฉลียวฉลาด กลับด้อยพัฒนากว่าบรรพบุรุษของเรา ???

แล้วผมจะไขข้อข้องใจว่า ทำไมความเฉลียวฉลาดของประชากร และเหรียญรางวัลโอลิมปิกวิชาการ ถึงไม่เกี่ยวกับความเจริญของประเทศ ในตอนต่อๆ ไปครับ ....

10 สิงหาคม 2553

Robot Evolution - หุ่นยนต์วิวัฒน์ (ตอนที่ 7)


เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้สั่งซื้อ Lego Mindstorms NXT 2.0 จากอเมริกา นัยว่าจะเอามาไว้ใช้สอนให้น้องโมเลกุล หัดเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และเรียนเรื่องหุ่นยนต์ตั้งแต่เยาว์วัย ทันทีที่เขาได้เห็นกล่องของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ที่ส่งมาถึงบ้านเรา รอยยิ้มน่ารักๆ ใสๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่งก็เปล่งประกายออกมา เป็นรอยยิ้มที่ผมรู้สึกอิจฉาเหลือเกิน ผมใฝ่ฝันถึงหุ่นยนต์แบบนี้ ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเล็ก แต่ไม่เคยคาดคิดว่า หุ่นยนต์ที่สามารถทำอะไรต่างๆ ได้มากมายแบบนี้ จะกลายเป็นของเล่นของเด็กอายุ 10 ขวบในสมัยของลูกผมเอง

ตัวผมเองนั้น มองหุ่นยนต์ในมุมที่แตกต่างจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆในประเทศไทย ผมไม่ได้สนใจหุ่นยนต์เตะฟุตบอล หรือ หุ่นยนต์แข่งชู้ตบาส แต่ผมสนใจหุ่นยนต์หาแมลง หรือ หุ่นยนต์เฝ้าบ้าน มากกว่า น่าเสียดายเหลือเกินครับที่ประเทศไทยของเรา ได้ไปคว้าชัย ได้ถ้วยแข่งขันเกี่ยวกับหุ่นยนต์มามากมาย แต่เรากลับมีความก้าวหน้าทางด้านหุ่นยนต์น้อยมาก ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญในสิ่งที่เป็นหัวใจของหุ่นยนต์ ซึ่งนั่นก็คือ "ปัญญา" (Intelligence) รวมไปถึงเรื่องของสัมผัส (Sense) และอารมณ์ (Emotion) ซึ่งเป็นด้านอ่อน (Soft Side) ของหุ่นยนต์

เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ทางสหภาพยุโรปได้มีการจัดตั้งคอนซอร์เทียมที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ขึ้นมา มีชื่อน่ารักๆ ว่า FEELIX GROWING ซึ่งย่อมาจาก "FEEL, Interact, eXpress: a Global approach to development with interdisciplinary grounding" โดยมีกลุ่มวิจัยหลากหลายศาสตร์ เช่น หุ่นยนต์ จิตวิทยา ประสาทวิทยา วิศวกรรมไฟฟ้า เป็นต้น จาก 6 ประเทศ ได้เข้ามาร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากมนุษย์ได้ รวมทั้งสามารถตอบสนองต่อมนุษย์ในเชิงสังคม และเชิงอารมณ์ อย่างมีเหตุมีผล โดยนักวิจัยวางเป้าหมายว่า จะสามารถทำให้หุ่นยนต์ในอนาคตสามารถจะอยู่ในสังคมมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ได้อย่างราบรื่น ดังนั้นหุ่นยนต์ควรจะสามารถรู้จักอารมณ์ประเภทต่างๆ ของมนุษย์เรา เช่น ความโกรธ ความกลัว เพื่อที่มันจะปรับพฤติกรรมตัวเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์เหล่านั้นได้

การที่หุ่นยนต์จะแยกแยะอารมณ์ของมนุษย์ได้ มันจะต้องสามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทางและอากัปกริยาต่างๆ การแสดงออกทางสายตา เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ในแต่ละวัฒนธรรมก็มีการแสดงออกได้แตกต่างกัน แต่โครงการนี้จะเน้นไปที่ลักษณะทั่วๆ ไปของมนุษย์ ไม่ว่าจะชาติพันธุ์ใดก็ตาม โครงการนี้จะไม่เน้นการพัฒนาตัวฮาร์ดแวร์ของหุ่นยนต์ แต่จะใช้การนำฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่แล้วในท้องตลาดมาใช้ ยกเว้นส่วนของใบหน้าหุ่นยนต์เท่านั้น ที่จะต้องทำขึ้นใหม่ เพื่อที่จะทำให้หุ่นยนต์สามารถแสดงอารมณ์ทางใบหน้าได้

นี่ล่ะครับ คือประเด็นที่ผมจะสอนลูก ในการโปรแกรมหุ่นยนต์ตัวแรกของเขา เพราะสิ่งนี้ก็คืออนาคต

06 สิงหาคม 2553

Games Science - วิทยาศาสตร์ของเกมส์ (ตอนที่ 9)


บ่อยครั้ง ที่ผมได้ยินคนรอบข้างมาบ่นให้ฟังว่าลูกติดเกมส์ แถมทำท่าเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่มากๆ แต่ที่บ้านผม เกมส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา ผมเล่นเกมส์ปลูกผักทุกวันบน Farmville น้องโมเลกุลเล่นเกมส์ Spore, Plant vs Zombie ขั้นเทพ และตอนนี้ผมกำลังส่งเสริมให้เขาเล่น Starcraft ส่วนน้องอะตอมชอบบริหารร้านอาหารในเกมส์ Cafe World ภรรยาผมชอบออกแบบเสื้อและบริหารร้านขายเสื้อผ้าใน Fashion World ทุกๆ วัน เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน เธอจะขอให้ลูกเปิด Facebook ให้ เพื่อที่จะเข้าไปดูว่าเสื้อผ้าที่เธอนำออกโชว์นั้น ขายหมดหรือยัง พวกเรามักจะแลกเปลี่ยนของขวัญกับลูกๆ ของเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามบ้านเรา ผมยังเปรยกับลูกบ่อยๆ ว่า หากลูกสนใจเรื่องเกมส์จริงจังพอ พ่อจะส่งไปเรียน Games Engineering ที่ญี่ปุ่นเลย ไปทำเรื่องนี้กันให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถึงแม้เราจะติดเกมส์มากเพียงไรก็ตาม ในช่วงเย็นทุก weekend เมื่อเพื่อนบ้านของเรามาชวนไปว่ายน้ำที่สโมสรของหมู่บ้าน เราก็จะออกไปกันทั้งครอบครัว เพราะอย่างไรก็ตาม โลกแห่งความจริง ที่มีมนุษย์จริงๆ ที่เราต้องปฏิสัมพันธ์ด้วยนั้น ก็ยังมาอันดับหนึ่ง

ในมุมมองของผมแล้ว เกมส์ช่วยสร้างจินตนาการ สร้างความฝัน สร้างแรงบันดาลใจ และทำให้เราอยู่กับโลกความเป็นจริงได้อย่างไม่เบื่อหน่าย มันช่วยทำให้เราผ่อนคลาย และหลายๆ ครั้ง ได้ช่วยสร้างทักษะใหม่ๆ ให้ผู้เล่นอีกด้วย ถึงแม้เกมส์จะพาเราออกไปท่องโลกแห่งความฝัน แต่มันก็ช่วยทำให้สมองของเราเกิดการปลดปล่อย ผ่อนคลายความทุรนทุรายจากความเครียดที่ต้องเผชิญอยู่ในโลกของความจริง บ่อยครั้งที่มันเป็นยาชูใจ ทำให้คนเราไม่หมดอาลัยตายอยาก มีแรงปรารถนา ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความฝันและความหวัง

ศาสตราจารย์ ไบรอน รีฟส์ (Professor Byron Reeves) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ท่านมีไอเดียสุดเจ๋งครับ เพราะท่านได้เสนอวิธีที่จะทำให้คนเราหลุดพ้นจากความน่าเบื่อ ความซ้ำซากจำเจ และความเครียดในหน้าที่การงาน ... ก็ด้วยการทำให้งานเป็นเกมส์ หรือ เกมส์กลายเป็นงาน เป็นไอเดียที่น่าปลื้มใจใช่ไหมครับ ที่การเล่นเกมส์จะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ ท่านได้แต่งหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า "Total Engagement: Using Games and Virtual Worlds to Change the Way People Work and Business Competition" ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะผ่ากระโหลก เปิดโลกทรรศน์ใหม่ให้ผู้อ่าน ได้มีโอกาสมองเกมส์ในเชิงสร้างสรรค์ ในเชิงที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนที่เกี่ยวข้อง ไปสู่โลกแห่งความสนุกสนาน ทำให้หน้าที่การงานเป็นสิ่งบันเทิงเริงใจได้

รายละเอียดในเรื่องนี้ ผมจะนำมาเล่าในคราวต่อไปนะครับ ...

01 สิงหาคม 2553

Plant Intelligence - ต้นไม้ไม่ได้โง่ (ตอนที่ 12)


เรื่องของภูมิปัญญาในพืช หรือ Plant Intelligence ผ่านมาถึงตอนที่ 12 แล้วนะครับ เรื่องนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจ และผมเชื่อว่า วิทยาศาสตร์ในทศวรรษต่อไป จะเปิดเผยความลับเกี่ยวกับพืชออกมาเรื่อยๆ เราจะได้พบกับความรู้ใหม่ ความน่าประหลาดใจเกี่ยวกับพืชอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และความรู้นี้แหล่ะครับ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาหลายๆอย่าง ทั้งทางด้าน อาหาร เกษตร พลังงาน สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังจะมีประโยชน์ในด้านเทคโนโลยีบางอย่างที่เราอาจจะไม่เคยคาดคิดมาก่อน

เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมานี้เอง ได้มีรายงานวิจัยฉบับหนึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Plant Cell (รายละเอียดเต็มคือ Magdalena Szechyska-Hebda, Jerzy Kruk, Magdalena Górecka, Barbara Karpiska and Stanisaw Karpiski, "Evidence for Light Wavelength-Specific Photoelectrophysiological Signaling and Memory of Excess Light Episodes in Arabidopsis", Plant Cell (2010), DOI:10.1105/tpc.109.069302) ที่เปิดเผยว่าพืชก็มีระบบประสาทเหมือนกับสัตว์ โดยพืขจะอาศัยการส่งข้อมูลผ่านเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า bundle sheath cell ซึ่งเป็นเซลล์ที่หุ้มอยู่รอบขอบผนังท่อลำเลียงอาหารของพืช ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่าเซลล์ชนิดนี้ทำหน้าที่ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้ ไม่เคยคิดว่าเซลล์เหล่านี้จะทำหน้าที่พิเศษขึ้นมาอีกอย่าง นั่นก็คือ เป็นเซลล์ที่ใช้ส่งสัญญาณ/ข้อมูล ไปทั่วต้นพืช เฉกเช่นเซลล์ประสาทของสัตว์

นักวิจัยได้ทดลองฉายแสงไปที่ใบของต้นพืชทดลองเพียงแค่ใบเดียวเท่านั้น แสงที่ความยาวคลื่นดังกล่าว สามารถใช้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของพืชได้ ซึ่งพืชจะเข้าใจว่าตอนนี้ กำลังเข้าสู่ฤดูกาลที่อาจมีศัตรูพืชแล้ว นักวิจัยพบว่าหลังจากส่องแสงไปที่ใบพืชเพียงแค่ใบเดียว แล้วตรวจวัดภูมิคุ้มกันของพืชทั่วลำต้น ผลก็คือ พบว่าพืชได้เปิดใช้ระบบภูมิคุ้มกันทั่วลำต้นแล้ว นั่นแสดงว่าพืชมีการส่งข้อมูลจากใบไม้ที่ถูกแสงกระตุ้น ไปยังใบไม้ใบอื่น และเซลล์อื่นๆ ทั่วทั้งลำต้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่าน่าจะผ่านเซลล์ bundle sheath cell นี้เอง เนื่องจากสามารถตรวจพบสัญญาณไฟฟ้าที่เซลล์ดังกล่าว มีลักษณะเป็นคลื่นสัญญาณคล้ายกับเซลล์ประสาทของสัตว์

นักวิจัยกำลังสงสัยว่าพืชอาจมีการเรียนรู้และจดจำ ลักษณะและความจำเพาะของฤดูกาลต่างๆ เมื่อข้อมูลสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป มันจะสามารถตรวจพบและเตรียมตัวรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ ...

28 กรกฎาคม 2553

ยุคแห่ง Supersoldier มาถึงแล้ว (ตอนที่ 3)


หายหน้าไปจากบล็อกนานเลยครับ ช่วงที่ผ่านมา ผมไปประชุมที่เซี่ยงไฮ้ กลับมาก็ยังวุ่นๆ เพิ่งจะพอมีเวลาว่างมากขึ้นครับ วันนี้ผมขออัพเดตข่าวคราวที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการทหาร ซึ่งจากข่าวคราวที่ผมทยอยนำมาลงในบล็อกนี้ จะเห็นได้ชัดเจนมากครับว่า เพนทากอนกำลังยกเครื่องกองทัพยกใหญ่เลย โดยจะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาทดลองใช้ในกองทัพ นัยว่าจะยกระดับกองกำลังให้มีความทันสมัยจนยากที่กองทัพใดๆ ในโลกจะกล้ามาต่อกร

ล่าสุด กองทัพบกสหรัฐอเมริกาได้นำชุดกระดองสำหรับทหาร (Exoskeleton) มาใช้ทดลองในภาคสนามแล้ว ชุดเพิ่มพลังที่มีชื่อว่า Human Universal Load Carrier หรือ HULC นี้เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบอร์คลีย์ (UC Berkeley) แล้วบริษัทลอคฮีต ไปซื้อลิขสิทธิ์มาพัฒนาต่อ เจ้าชุด HULC นี้ เมื่อทหารสวมใส่เข้าไปเสมือนกับเป็นกางเกงอีกชั้นหนึ่ง มันจะช่วยทำให้ทหารมีแรงรับน้ำหนักได้เพิ่มขึ้นอีก 100 กิโลกรัม โดยชุด HULC นี้จะมีเซ็นเซอร์ที่คอยตรวจวัดความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และมันจะช่วยพยุงออกแรงแทนกล้ามเนื้อร่างกายของเรา โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี เพื่อไปควบคุมให้ระบบไฮดรอลิกของขากลทำงาน และรับน้ำหนักแทนร่างกายมนุษย์ ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้ว่าจ้างบริษัทลอคฮีตให้ทำการศึกษาการใช้งานระบบ HULC ในภาคสนามอย่างละเอียด ด้วยงบประมาณ 1.1 ล้านเหรียญ (หรือ 33 ล้านบาท) ซึ่งจะรวมถึง ความคล่องตัวของทหารในขณะใช้ HULC พลังงานของร่างกายที่สูญเสียไป ระดับการเรียนรู้ในการใช้งานชุดกระดอง และ ปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในขณะทำการรบ

19 กรกฎาคม 2553

Wireless Power - ระบบส่งพลังงานแบบไร้สาย (ตอนที่ 2)


ในจำนวนพลังงานทางเลือกทั้งหมดที่มีให้เลือก ดูเหมือนพลังงานแสงอาทิตย์น่าจะเป็นทางเลือกที่ตรงจุดมากที่สุด เพราะจะว่าไปแล้ว แหล่งกำเนิดของพลังงานทางเลือกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม เอธานอล ไบโอดีเซล สุดท้ายก็มีต้นกำเนิดมาจากดวงอาทิตย์นี่แหล่ะครับ แนวคิดหนึ่งในการดักเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็คือ การไปสร้างสถานีไฟฟ้าโซลาเซลล์บนวงโคจรในอวกาศ แต่จะส่งพลังงานไฟฟ้ากลับมาใช้ยังโลก ยังไงล่ะครับ ?

ล่าสุดประเทศญี่ปุ่น อาจจะกลายมาเป็นผู้นำทางด้านสถานีไฟฟ้าในอวกาศก็ได้ครับ เพราะทางกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (หรือ METI) ของญี่ปุ่นได้ออกมาประกาศว่า รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าจะส่งดาวเทียมที่ติดตั้งแผงโซลาเซลล์ขนาดใหญ่ ไปลอยอยู่ในวงโคจรของโลก เพื่อไปทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าในอวกาศ มีกำหนดไม่เกินปี 2020 นี้ ดาวเทียมดวงนี้จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าในระดับกิกะวัตต์ ซึ่งมากเพียงพอจะหล่อเลี้ยงบ้านเรือนได้ประมาณ 300,000 หลัง โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกยิงลงมายังสถานีฐานในรูปของคลื่นไมโครเวฟ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ได้ให้ความเห็นว่า ดาวเทียมดวงนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า สถานีไฟฟ้าในวงโคจร เป็นแนวความคิดที่เป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งพร้อมจะดำเนินการเป็นเรื่องเป็นราวในเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 20 ปี

สถานีไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในวงโคจร ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นที่สุดของโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ทั้งหลาย เพราะเมื่อเทียบกับการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยแผงโซลาเซลล์บนพื้นโลกแล้ว โรงไฟฟ้าในวงโคจรสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องคำนึงถึงสภาพดินฟ้า อากาศ ก้อนเมฆ หรือพายุฝน การนำส่งพลังงานไฟฟ้าลงมายังพื้นโลกก็สามารถทำได้อย่างไม่ต้องสนใจสภาพอากาศเช่นกัน หากเลือกความถี่ของคลื่นไมโครเวฟที่เหมาะสม

15 กรกฎาคม 2553

Artificial Sense - สัมผัสประดิษฐ์ (ตอนที่ 5)


วันนี้มาคุยเรื่องสัมผัสประดิษฐ์ทางกายหรือ Tactile Sensing กันต่อนะครับ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้สนใจศึกษาเรื่องนี้หลายกลุ่มในโลก แต่กลุ่มที่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะออกสื่อบ่อยๆ นั้น เห็นจะเป็นกลุ่มวิจัยของศาสตราจารย์ทากาโอะ โซเมยา (Professor Takao Someya) ซึ่งท่านมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติการวิจัยทรานซิสเตอร์อินทรีย์ (Organic Transistor Laboratory) ซึ่งทำวิจัยอย่างลึกซึ้งในหัวข้อของการสร้างทรานซิสเตอร์สารอินทรีย์บนฐานรองพลาสติก โดยมีจุดมุ่งหมายจะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านอุปกรณ์แบบโค้งงอได้ ขนาดพื้นที่ใหญ่ (Large-Area Electronics) ทางกลุ่มของศาสตราจารย์โซเมยาได้พัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ ด้วยเทคนิคที่มีราคาถูก เช่น ใช้วิธีการพิมพ์ วิธีการลามิเนต หรือ การพิมพ์เพลต เป็นต้น ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลมากมาย เพราะงานวิจัยของท่านมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Skin

e-Skin ที่ท่านพัฒนาขึ้นมานั้น มีวงจรเซ็นเซอร์รับสัมผัส จำนวนมากฝังอยู่บนพื้นผิวของวัสดุที่ยืดหยุ่นได้ กล่าวคือ การนำไฟฟ้าของวัสดุเซ็นเซอร์จะไม่ถูกกระทบหากเนื้อวัสดุยืดออกไม่เกิน 1.7 เท่า วัสดุเซ็นเซอร์ทำจากการผสมท่อนาโนคาร์บอน กับ พอลิเมอร์นำไฟฟ้า e-Skin นี้อาจนำไปใช้ได้หลากหลายงานประยุกต์มากครับ อาจารย์โซเมยาได้สาธิตการใช้งาน ด้วยการห่อหุ้มมือหุ่นยนต์ด้วย e-Skin นี้ เพื่อทำให้หุ่นยนต์มีสัมผัสที่มือ เฉกเช่นมนุษย์ แต่จริงๆ แล้วยังมีงานประยุกต์อื่นๆ อีกมากมาย รอเจ้า e-Skin นี้นำไปใช้ เช่น การติดตั้งในเบาะรถยนต์ เพื่อตรวจวัดการอากัปกริยาการนั่งของคนในรถ การนำแผ่นเซ็นเซอร์ไปติดตั้งบนเสื้อผ้าเพื่อตรวจวัดสภาวะทางสุขภาพ เป็นต้น

วันหลัง ยังมีเรื่องราวของสัมผัสประดิษฐ์มาคุยกันต่อนะครับ ....

12 กรกฎาคม 2553

Artificial Sense - สัมผัสประดิษฐ์ (ตอนที่ 4)


ผมยังจำความรู้สึกสมัยเป็นวัยรุ่นได้ดีว่า การได้จับมือผู้หญิงครั้งแรกนั้นมันเป็นเรื่องตื่นเต้นขนาดไหน อีกทั้ง สัมผัสของมือที่จับต้องกันนั้น มันช่วยถ่ายทอดความรู้สึกให้แก่กันและกันได้อย่างลึกซึ้งเพียงใด แต่เมื่อเราเริ่มเคยชินกับมัน หรือเมื่อเรามีอายุมากขึ้น การได้จับมือผู้หญิงใหม่ๆ ที่เราไม่รู้จัก กลับไม่สามารถคืนความทรงจำของวันวานนั้นได้ จนผมอยากจะกลับไปบันทึกความรู้สึกนั้นให้เป็นข้อมูลดิจิตอลเสียจริงๆ เผื่อจะได้นำกลับมาใช้ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์มีความสนใจศึกษาเรื่องสัมผัสทางกาย ระบบประสาทของผิวหนัง และการประมวลผลสัมผัสทางกาย กันมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้ในเรื่องเหล่านี้นอกจากจะช่วยทำให้เราสามารถ วิศวกรรมความรู้สึกทางกายเหล่านั้น ให้ไปติดตั้งบนหุ่นยนต์แล้ว มันยังมีประโยชน์ในการรื้อฟื้น หรือ สร้างสัมผัสกายขึ้นมาใหม่ เพื่อให้คนที่สัมผัสกายเหล่านั้นสูญหายไปแล้ว ได้กลับมามีความรู้สึกทางกายได้อีกครั้ง เช่น คนที่ขาขาดไปแล้ว ถึงแม้จะมีขาเทียมมาให้เขาใช้ก็ตาม เขาก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าเขามีขา ยิ่งถ้าเป็นเท้าหรือนิ้วเท้า เขาจะไม่รู้สึกเลยว่ามี ในอนาคต เราอาจจะทำให้ขาเทียม ผลิตสัมผัสกายได้เสมือนกับว่า เขากำลังใช้ขาจริงอยู่ ด้วยการใส่ผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Skin (e-Skin) เข้าไปที่อวัยวะเทียมเหล่านั้น เพื่อทำให้อวัยวะเทียมเหล่านั้น ผลิตความรู้สึก เมื่อไปสัมผัสแตะต้องกับวัตถุต่างๆ ได้เฉกเช่นกับผิวหนังจริงๆ ในธรรมชาติ

งานวิจัยของผมเกี่ยวกับสัมผัสกาย หรือ Tactile Sensing นั้นจะมุ่งไปที่การค้นหาเซ็นเซอร์รับสัมผัส ซึ่งได้แก่ เซ็นเซอร์วัดแรงกด เซ็นเซอร์วัดแรงดึง เซ็นเซอร์ตรวจวัดความโค้งงอ ซึ่งปัจจุบัน เซ็นเซอร์ที่ผลิตในต่างประเทศนั้น มีราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ไม่เหมาะจะนำมาพัฒนาเป็นผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องมีเซ็นเซอร์จำนวนมากๆ ในพื้นที่เล็กๆ เหมือนกับมือของคนเรานั่น แหล่ะครับ ที่มีปลายประสาทสัมผัสจำนวนมาก นอกจากนั้นแล้ว เรายังต้องหาเซ็นเซอร์ที่มีความยืดหยุ่นได้ เหมือนผิวหนังของคนเรา

วันหลังมาคุยเรื่องนี้กันต่อนะครับ ....

Printed Electronics Asia 2010


ช่วงบอลโลกนี้ ผมต้องขอโทษด้วยครับที่หายหน้าหายตาไป หลังจากบอลโลก ก็จะกลับมาอัพเดตข่าวสาร แนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ท่านผู้อ่านเหมือนอย่างเคย อาจจะไม่ถี่เหมือนก่อน เพราะงานวิจัยช่วงนี้เข้ามาค่อนข้างมากครับ

วันนี้ผมขอนำการประชุมและนิทรรศการทางด้านเทคโนโลยีที่สำคัญงานหนึ่งมาเสนอครับ ตัวผมเองอยากไปชมงานนี้มากๆ แต่ปรากฏว่างานนี้ดันไปเหลื่อมกับอีกงานที่เกาหลี งานนี้มีชื่อว่า Printed Electronics Asia 2010 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 13-14 ตุลาคม 2553 ลักษณะของการประชุมนี้ ผู้ที่มาพูดจะเป็น Invited Speakers ทั้งหมดครับ เราไม่สามารถส่งผลงานเพื่อไปนำเสนอได้ครับ ผู้จัดเขาเลือกว่าจะเชิญใครมาพูดบ้าง โดยพยายามรวมมิตรเรื่องต่างๆ ที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องใหม่ มีประโยชน์ และแสดงถึงความก้าวหน้าในศาสตร์ทางด้านนี้ คนที่มาฟังส่วนใหญ่ก็จะมาจากภาคอุตสาหกรรมครับ

เนื้อหาที่เขาให้ความสนใจในการประชุมและนิทรรศการครั้งนี้ ก็ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางด้าน อิเล็กทรอนิกส์ที่พิมพ์ได้ ซึ่งกำลังเป็นแนวโน้มของการผลิตสิ่งของ และสินค้าต่างๆ ที่ในอนาคต ซึ่งจะหันมาใช้วิธีการผลิตด้วยกระบวนการแบบเดียวกับการพิมพ์หนังสือ เนื้อหาที่เขา list เอาไว้ ว่าจะมีพูดถึงในการประชุมนี้ก็ได้แก่ Radical New Printed Electronics Product, Architectural Lighting, Integrated Printed Electronics, Smart Textiles, Thin/Flexible Batteries, Conformal/Flexible Displays (LCD, OLED, E-paper, Electrochromic), E-readers, Photovoltaics, Transistors & Memory, Roll-to-Roll Manufacture Challenges/Opportunities, Materials, Carbon Nanotubes, Sensors & Actuators, RFID

ใครสนใจก็ลองเข้าไปดูรายละเอียดต่อที่เว็บไซต์ของการประชุมนะครับ ....

09 กรกฎาคม 2553

Avatar - กายอวตาร (ตอนที่ 5)


ถ้าชาติหน้ามีจริง สิ่งที่คงจะทำให้ผมรู้สึกเป็นทุกข์และกังวลใจอย่างมากเรื่องหนึ่งก็คือ การที่คนเราจะต้องเริ่มเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่หมด เมื่อเราตายไปแล้ว และต้องไปเกิดใหม่ จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะสามารถนำพาความรู้ส่วนหนึ่ง ติดตามเราไปด้วยเมื่อเราจากโลกนี้ไป ...

นั่นเป็นความคิดของผมครับ แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ศึกษาเรื่องสมอง เขาก็คิดอีกมุมหนึ่งครับ เขาคิดว่า จะพอมีทางเป็นไปได้ไหม ที่เราจะเก็บรักษาความรู้ ความคิด ข้อมูลต่างๆ ในสมองของบุคคลที่กำลังจะตายเอาไว้ อย่างที่ผมเคยพูดในตอนก่อนหน้านี้ว่า มันเป็นความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่เลยครับ ที่ทุกๆ ปี ที่เราต้องสูญเสียความรู้จำนวนมหาศาล ที่ต้องหายไปกับคนที่ตายประมาณปีละกว่า 50 ล้านคน ความรู้ต่างๆ ที่ตายไปกับคนเหล่านั้น มีค่าเท่ากับการเผาห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน (ที่มีขนาดใหญ่มากและใหญ่ที่สุดในโลก) ทิ้งถึงปีละ 3 ครั้งเลย พอจะมีเทคโนโลยีอะไรไหมที่จะเก็บความรู้ต่างๆ เหล่านั้นไว้

เราลองมาดูสถานภาพของเทคโนโลยี ที่ใช้ในการเชื่อมโยงสมองให้เข้ากับคอมพิวเตอร์กันดูนะครับ นักสมองวิทยาได้ใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นสมอง หรือ electroencephologram (ชื่อย่อ EEG) ศึกษาเรื่องของสมองและความคิดมาเป็นระยะเวลานานพอควรแล้วครับ ซึ่งเมื่อก่อนมักจะใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาโรค หรือเพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานของสมอง เพิ่งจะเร็วๆ นี้เองครับที่ EEG กลายมาเป็นเรื่องฮิตติดตลาดในศาสตร์ทางด้าน Brain-Computer Interface หรือ BCI ซึ่งก็คือการนำเอาคลื่นสมอง หรือความคิด มาใช้ในการสั่งการและควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญคือ เทคโนโลยีพวกนี้ เริ่มกลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ในท้องตลาดแล้วครับ อย่างบริษัท Mattel ได้นำเอาเจ้าอุปกรณ์ EEG แบบง่าย มาแพ็คเกจขายเป็นเกมส์ที่มีชื่อว่า Mindflex ซึ่งหาซื้อได้ที่วอลมาร์ท หรือสั่งจากเว็บไซต์ Amazon ก็ได้ (ผมพยายามสั่งอยู่ครับ แต่เขายังไม่ยอมขายนอกสหรัฐฯ เดี๋ยวจะลองหาใน eBay) โดยเกมส์นี้จะมีสายรัดสำหรับสวมใส่ที่ศรีษะ ซึ่งมันจะอ่านคลื่นสมองของเรา เราสามารถจูนสมาธิไปที่ลูกบอล แล้วพยายามคิดให้ลูกบอลนี้เคลื่อนตัวผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ ไปให้ได้ ซึ่งก็จะมีด่านต่างๆ ให้เราทดลองฝึกสมอง เพื่อพาลูกบอลเคลื่อนที่ไป

วันหลังมาคุยเรื่องนี้กันต่อนะครับ ...