27 ธันวาคม 2553

Intelligent Battlefield - เทคโนโลยีสนามรบอัจฉริยะ (ตอนที่ 5)



ในช่วงระยะเวลา 4 ซ้า 5 ปีมานี้เทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย (Wireless Sensor Networks หรือ WSN) ได้เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคมนาคมขนส่ง สาธารณสุข การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการทหาร ในวันนี้ผมจะนำบทความวิชาการ paper หนึ่งที่คณะวิจัยของเราได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยี Wireless Sensor Networks สำหรับใช้ในการทหาร และพวกเราได้ส่งผลงานชิ้นนี้ เพื่อไปเสนอในที่ประชุมวิชาการ Defense Science Research 2011 (หรือ DSR2011) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม 2554

บทความนี้มีชื่อว่า "Design for the Next Generation of WSN in Battlefield based on ZigBee" (ผู้แต่งได้แก่ Natthapol Watthanawisuth, Adisorn Tuantranont and Teerakiat Kerdcharoen) เนื้อหาของบทความนี้ เป็นเรื่องของการออกแบบเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายเพื่อประยุกต์ใช้ในสนามรบ ซึ่งเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้นี้เป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า ZigBee ซึ่งสามารถส่งข้อมูลเป็นทอดๆ โดยจะส่งข้อมูลจากจุดตั้งต้นไปยังปลายทาง ด้วยการส่งข้อมูลชิ่งต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ โดยมันจะสแกนหาเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ แล้วสร้างแผนที่เครือข่ายขึ้นมา จากนั้นจะพยายามค้นหาเส้นทางที่จะส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เจ้าตัวรับส่งข้อมูลหรือ "โหนด" ในเครือข่าย ZigBee นี้จะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดต่างๆ ติดไว้ แล้วแต่ว่าจะใช้ตรวจสอบอะไร เช่น เซ็นเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศ เซ็นเซอร์ตรวจก๊าซ เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเคลื่อนไหว เซ็นเซอร์ตรวจวัดเสียง เป็นต้น โหนดของ ZigBee นี้อาจจะติดตั้งบนสิ่งที่อยู่นิ่ง เช่น ติดตั้งกับต้นไม้ ฝังไว้ในพื้นดิน หรือ ซ่อนไว้ตามเนินผาต่างๆ หรืออาจจะติดตั้งกับสิ่งที่เคลื่อนที่ เช่น บนหมวกทหาร ยานเกราะ รถถัง หรือ แม้แต่ติดตั้งไว้ในอากาศยานไร้นักบิน (UAV) ก็ได้ ซึ่งการติดตั้งใน UAV จะทำให้เครือข่าย ZigBee สามารถครอบคลุมไปได้ในระยะไกล เพราะโหนดที่อยู่บน UAV ก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อสัญญาณ (Repeater) ได้อีกหน้าที่หนึ่งด้วยครับ

ข้อดีของเครือข่ายไร้สาย ZigBee ก็คือว่า มันสามารถส่งสัญญาณไปไหนมาไหนได้แบบไม่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า หรือทำงานแบบเฉพาะกิจได้ทันทีทันใดครับ (ad hoc) ลองจินตนาการถึงสภาพของสนามรบตาม paper นี้ดูนะครับ ในสมรภูมิมีทั้งรถถัง รถฮัมวี่ มีกับระเบิดอัจฉริยะ (Smart Mines) ที่ติดตั้งอยู่ทั่วไปโดยติดตั้งโหนดของ ZigBee เอาไว้หมด โหนดเหล่านี้เก็บข้อมูลของสภาพแวดล้อมของสนามรบอยู่ตลอดเวลา มีหน่วยทหารราบซุ่มตามจุดต่างๆ โดยที่หมวกของทหารราบเหล่านั้นก็มีโหนด ZigBee ติดตั้งอยู่ โดยเก็บข้อมูลบุคคลของทหารแต่ละนาย ทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถรับรู้ตำแหน่ง สภาพความพร้อม และสัญญาณชีพของทหารแต่ละนาย ผู้บัญชาการสนาม ณ ฐานที่มั่นที่อยู่ห่างออกไปจากสนามรบสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลของแต่ละโหนดได้ โดยข้อมูลจะถูกส่งต่อกันเป็นทอดๆ มายังผู้บัญชาการ หากโหนดใดโหนดหนึ่งมีอันเป็นไป เช่น รถถังถูกยิงจนระเบิดกระจุย โหนดที่เหลืออยู่ จะทำการปรับแผนผังการส่งข้อมูลอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลสามารถกระโดดไปยังจุดที่ต้องการได้ ทั้งนี้ เนื่องจากมันเป็นเครือข่ายแบบ ad hoc ทำให้ทหารที่อยู่แต่ละนายในสนามรบ สามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันจากจุดใดก็ได้ เครือข่าย ZigBee จะทำการส่งข้อมูลที่ต้องการมาให้ เช่น ทหารราบที่ซุ่มอยู่ สามารถขอข้อมูลพิกัดของรถถังและยานเกราะฝ่ายตนเอง พร้อมทั้ง ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ตรวจวัดการเคลื่อนที่ ที่แอบติดตั้งซ่อนอยู่ในสนามรบ เพื่อตรวจวัดความเคลื่อนไหวของข้าศึก

paper นี้ยังต้องคุยอีกยาว แล้วเรามาคุยกันต่อนะครับ ....

19 ธันวาคม 2553

Making Things Love - ทำโลกนี้ให้มีแต่รัก (ตอนที่ 2)


ตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เวลาพวกเราไปเที่ยวทะเลกัน ผมก็มักจะถามเพื่อนๆ ว่า "เออ ... ใครรู้บ้าง ทำไมเวลามาทะเลแล้วถึงรู้สึกเหงา" เวลาเราไปเที่ยวภูเขาก็เหมือนกัน เราจะรู้สึกสบายใจมากๆ หากได้ยืนจากที่สูง มองออกไปไกลๆ แล้วเห็นภูเขาสองข้างมาบรรจบกัน โดยเฉพาะหากมีแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลคดโค้ง เลาะเล็มไปตามไหล่เขา ก็จะได้ใจ รู้สึกอินเลิฟกับวิวทิวทัศน์ไปกับมัน นักวิทยาศาสตร์เคยตั้งข้อสังเกตว่า ความรู้สึกอินเลิฟเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนก็เกิดขึ้นแบบนี้กันหมด แต่มันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์กันเลยทีเดียวครับ เพื่อให้เรารู้สึกอินกับความสวยงามของสิ่งนี้ เพราะมันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ และทำให้มนุษย์เราแสวงหาการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แบบนี้จนดำรงพงษ์เผ่ามาได้จนทุกวันนี้ครับ

มนุษย์เรามีหัวจิตหัวใจ มีความรู้สึกกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ เรารู้สึกเหงาเมื่อไปทะเล อินเลิฟเมื่อไปไร่องุ่นหรือภูเขา สดชื่นเมื่อไปน้ำตก โรแมนติกเมื่ออยู่ในสถานที่โทนสีโอ๊กไฟสลัวๆ เรามีอันตรกริยาทางด้านจิตใจกับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา แล้วทำไมเราไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมมีความรู้สึกแบบนั้นกับเราบ้างล่ะครับ ... นี่ล่ะครับ จะเป็นประเด็นใหม่ทางการวิจัยที่ผมกำลังสนใจและค้นคว้า เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะทำให้ความรู้สึก และอารมณ์ เป็นสิ่งที่แลกเปลี่ยนกันได้ ไม่ต้องเก็บเอาไว้คนเดียวอีกต่อไป ลองจินตนาการถึงบ้านที่รับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย ห้องนั่งเล่นที่สามารถปรับเปลี่ยนแสงไฟตามสภาวะอารมณ์ของเรา พร้อมกับเปิดเสียงดนตรีและปล่อยกลิ่นที่สอดคล้องกับอารมณ์ผู้อาศัย รถยนต์ที่สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้ขับขี่ได้ และพร้อมเตือนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากผู้ขับขี่อยู่ในสภาพเหม่อลอย ร้านค้าที่สามารถจับความรู้สึก และรับรู้อารมณ์ของลูกค้าได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่สามารถเลือกสรรสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้

งานวิจัยเทคโนโลยีทางด้านนี้อาจแบ่งออกคร่าวๆ ได้เป็น 5 ด้านครับ ได้แก่ (1) เทคโนโลยีสำหรับการสื่อสารข้อมูลอารมณ์ ความรู้สึก หรือแสดงออกทางด้านความรู้สึกออกไป ไม่ว่าจะเป็นการแสดงทางรูปภาพ เสียง หรืออาการต่างๆ (2) เทคโนโลยีในการตรวจวัดอารมณ์ หรือตรวจจับความรู้สึกต่างๆ ของมนุษย์ รวมไปถึงการประเมินและทำนายว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น (3) เทคโนโลยีในการแสดงออกเพื่อตอบสนองทางด้านอารมณ์ต่างๆ กับมนุษย์ หรือการมีอันตรกริยาทางด้านอารมณ์และความรู้สึกกับมนุษย์ (4) เทคโนโลยีในการจำลองสภาพอารมณ์ภายในของจักรกลเอง กล่าวคือ ทำเสมือนกับว่าตัวจักรกลนั่นเองที่มีอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับมนุษย์เรา (5) งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสังคมวิทยา ปรัชญา และจริยธรรมในเรื่องของการทำให้จักรกลมีสภาวะอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด และมีอันตรกริยาทางด้านอารมณ์และความรู้สึกกับตัวมนุษย์

ในตอนต่อๆ ไป ผมจะพยายามนำความก้าวหน้าในแต่ละด้านมาเล่าให้ฟังนะครับ .....

16 ธันวาคม 2553

Making Things Love - ทำโลกนี้ให้มีแต่รัก (ตอนที่ 1)


ต้องขอโทษด้วยครับ ที่ห่างหายไปจากบล็อกมานานนับเดือนเลยครับ ช่วงที่ผ่านมาตัวผมเองมีปัญหาบางอย่างที่ต้องแก้ไข จนไม่สามารถปันเวลามาแตะเรื่องนี้เลย แต่ว่า ... ตั้งแต่วันนี้ไปวิกฤตนั้นก็ได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ ก็จะกลับมาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจในโลกของเทคโนโลยีระดับก้าวหน้ากันเช่นเคย ที่นี่ครับ ....

ในระยะหลังๆ ผมได้นำเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของการรับรู้ (Cognitive Science) วิทยาศาสตร์จิตใจ (Mind Science) เรื่องของเทคโนโลยีในการรับรู้ลักษณะอารมณ์ การโมเดลอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ มาเล่าให้ฟังบ่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากความสนใจของผมเอง ที่กำลังศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้อยู่ และได้เริ่มทำวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปบ้างแล้วครับ เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยีเหล่านี้จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันจะเป็นตัวเชื่อมและเปิดรอยต่อ พรมแดนที่เคยขวางกั้นระหว่างโลกของวัตถุและโลกของจิตใจ (Mind and Matter Interface) ซึ่งจะมีประโยชน์มากมายมหาศาลทั้งในด้านการบันเทิง การแพทย์ ยานยนตร์ การทหาร จริงๆ แล้ว หากถามว่านอกจากปัจจัยสี่แล้ว มนุษย์ต้องการอะไรอีก ผมก็จะตอบทันทีเลยว่า ก็ความสุขสนุกสนานไง และเทคโนโลยีเหล่านี้นี่เอง จะเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้แก่ผู้ครอบครองมหาศาล

เมื่อปี ค.ศ. 2006 ศาสตราจารย์มาร์วิน มินสกี้ (Marvin Minsky) แห่ง MIT ได้เปิดตัวหนังสือเล่มหนึ่งออกมาที่มีชื่อว่า The Emotion Machine หนังสือเล่มนี้ได้เปิดแนวคิดเกี่ยวกับความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์ ว่าเป็นกระบวนการทำงานของสมอง ที่มีขั้นตอนต่างๆ ที่แน่นอนชัดเจน นั่นคือ ความรู้สึกของมนุษย์อย่างหนึ่งอย่างใด ประกอบด้วยกระบวนการทำงานของเครือข่ายประสาทหลายขั้นตอน โดยขั้นตอนแต่ละขั้นตอนเหล่านั้น น่าจะสามารถจำลองหรือสร้างขึ้นมาบนจักรกลได้ และนี่ก็จะนำไปสู่การสร้างอารมณ์ประดิษฐ์ หรือ ความรู้สึกประดิษฐ์ ให้เกิดขึ้นบนจักรกลได้เช่นกัน

ว่ากันว่า คนที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับจิตใจคนได้นั้น มีอยู่เพียง 3 จำพวกเท่านั้นก็คือ (1) นักปรัชญวิทยา หรือ นักจิตวิทยา (2) นักประสาทวิทยา และ (3) นักคอมพิวเตอร์ศาสตร์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ศาสตราจารย์มินสกี้ท่านเป็นศาสตราจารย์ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ท่านเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการปัญญาประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงมากเลยครับ นอกจากนั้นท่านยังเป็นอาจารย์ของ Eric Drexler ซึ่งเป็นบุคคลที่สำคัญมาก ต่อวงการนาโนเทคโนโลยี เพราะคนๆ นี้ก็คือคนที่รณรงค์ให้เกิดกระแสของนาโนเทคโนโลยีจนแพร่กระจายไปทั่วโลก

หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเรื่องของ สติ สามัญสำนึก (Common Sense) ความคิด อารมณ์ อย่างง่ายๆ ว่าเป็นกระบวนการในสมองหลายๆ ขั้นตอนมาทำงานร่วมกัน กระบวนการเหล่านี้เองที่เป็นตัวต่อ (Building Blocks) เพื่อสร้างความคิด หรือสภาวะอารมณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งหากเราเข้าใจตัวต่อเหล่านี้ เราก็อาจจะจำลองความรู้สึก และอารมณ์ขึ้นมาได้บนจักรกล รวมไปถึงเรื่องของความรักด้วย ....

ครั้งหน้าเรามาคุยกันต่อนะครับ ....

08 พฤศจิกายน 2553

Science of Fear - วิทยาศาสตร์ของความกลัว (ตอนที่ 3)


เมื่อครั้งที่ขงเบ้งกำลังจะสิ้นลมนั้น แม้กองทัพของพระเจ้าเล่าเสี้ยนจะถึงซึ่งความโศกาอาดูรแต่เพียงใด ก็จำต้องนำศพของขงเบ้งขึ้นนั่งแท่นบัญชาการรบ ตามอุบายที่ท่านขงเบ้งกำชับไว้ก่อนเสียชีวิต นัยว่าเมื่อกองทัพของสุมาอี้เห็นศพของขงเบ้งแล้ว ก็จักเข้าใจผิดคิดว่าขงเบ้งยังมีชีวิตอยู่ ด้วยความเกรงกลัวกลอุบายต่างๆ ของขงเบ้ง สุมาอี้ได้สั่งให้ชะลอทัพไว้ไม่ให้เข้าตีทัพของขงเบ้ง ซึ่งกำลังล่าทัพกลับเข้าไปยังเมืองเสฉวน แม้ชีวิตของท่านจะวายชนม์ไปแล้วก็ตาม ศพของท่านก็ยังช่วยทำให้กองทัพถอยกลับเข้าที่ตั้งอย่างปลอดภัย ช่วยรักษาชีวิตทหารได้หลายหมื่นคน

การสร้างความกลัว หรือสงครามจิตวิทยาแก่ฝ่ายข้าศึก นอกจากจะช่วยทำให้ได้เปรียบในการรบแล้ว ยังอาจจะช่วยไม่ให้สงครามเกิดขึ้นได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นการชนะก่อนที่จะรบเสียอีก ในอดีตกาล แม่ทัพนายกองที่มีความสามารถในการต่อสู้ จะสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้ทหารฝ่ายตรงข้ามได้มาก องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ยุทธวิธีในการสร้างความเกรงกลัวแก่ทหารพม่า นำกองทัพไทยเอาชนะในทุกสมรภูมิ ทั้งๆ ที่มีกำลังพลน้อยกว่าหลายเท่าตัว

เมื่อเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ประกาศเรียกข้อเสนอโครงการ เพื่อให้ทุนสนับสนุนการวิจัยภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า Advances in Bioscience for Airmen Performance ซึ่งมีมูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท (49 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในระยะเวลา 6 ปี โครงการนี้มีขอบข่ายในการสนับสนุนการวิจัยที่จะเพิ่มขีดความสามารถของนักบินของกองทัพ ให้สามารถทำการรบได้นานขึ้น อึดขึ้น มีสมาธิมากขึ้น รวมไปถึงเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ในระหว่างยุทธการได้มากขึ้น แม่นยำขึ้น รวมไปถึงความสามารถของผู้บัญชาการสถานการณ์ให้มีการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

แต่สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดของโครงการนี้ก็คือ ทางกองทัพได้เสนอให้มีการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สามารถไปลดทอนขวัญ กำลังใจของข้าศึก หรือไปเพิ่มความกลัว หรือเกรงขามให้แก่ฝ่ายตรงข้าม โดยการเข้าไปรบกวน กระตุ้น เปลี่ยนแปลง กลไกและระบบการทำงานในสมองส่วนที่ควบคุมสมาธิ หรือ ความมั่นใจของทหารข้าศึก รวมไปถึงทำให้ข้าศึกมีความสามารถในการรับรู้ และตัดสินใจได้น้อยลง

ถ้าหากงานวิจัยดังกล่าวได้ผลจนนำไปสู่อาวุธที่สามารถลดทอนประสิทธิภาพของสมองมนุษย์ได้โดยตรงแล้ว ในอนาคต กองทัพสหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายได้เปรียบจนยากที่จะหากองทัพใดในโลกมาต่อกรด้วย ทั้งความทันสมัยของอาวุธทำลายล้าง ความเยี่ยมยอดของกำลังพล และที่ขาดไม่ได้คือ อาวุธความกลัวที่สร้างความอ่อนแอให้แก่ฝ่ายศัตรู .....

02 พฤศจิกายน 2553

The Rise of Machines - เมื่อยุคของหุ่นยนต์มาถึงแล้ว (ตอนที่ 5)


เมื่อครั้งที่ผมยังเยาว์วัยอยู่นั้น ผมได้รับการปลูกฝังในเรื่องการดูแล รักษาความสะอาดบ้านมาจากคุณแม่ ในตอนนั้น เรากวาดบ้าน ถูบ้านกันวันละ 2 ครั้ง พื้นบ้านของเราต้องสะอาดเอี่ยม ไม่มีรอยเท้า ไม่มีเส้นผมตกหล่น และเมื่อมีใครทำอะไรหก เลอะเทอะ ก็จะต้องมีใครมาจัดการเก็บกวาด เช็ดถู ในทันที ปัจจุบันนี้ ถึงแม้ผมจะไม่ได้อาศัยอยู่กับท่านแล้ว แต่สิ่งนี้ก็ได้ซึมซับอยู่ในตัวผม ทุกวันนี้ พื้นบ้านของผมสะอาดกว่าห้องไอซียูในโรงพยาบาล แต่มาตรฐานความสะอาดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยการเสียเวลา เช็ดถูบ้านกันวันละหลายหน จนในที่สุดผมก็มานั่งคิดว่าคงจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ซึ่งนั่นก็คือการตัดสินใจที่จะสั่งซื้อหุ่นยนต์ดูดฝุ่น และ หุ่นยนต์ถูบ้าน จำนวนอย่างละตัว มาทดสอบใช้งาน

ในปี ค.ศ. 2002 บริษัท iRobot ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรูปร่างเหมือนแผ่นซีดี ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหม้อหุงข้าว ที่มีชื่อว่า Roomba มันเป็นหุ่นยนต์สำหรับดูดฝุ่นที่ทำงานด้วยตัวเองตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ โดยสามารถสแกนและจดจำลักษณะห้องที่มันอาศัยอยู่ และเมื่อมันปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น มันสามารถที่จะกลับมายังแท่นชาร์จแบตเตอรีด้วยตัวเอง ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ เจ้า Roomba ได้รับการพัฒนาจนมีเวอร์ชันต่างๆ ออกมามากมาย ทั้งนี้เจ้า Roombaได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากพ่อบ้านแม่บ้านทั่วโลกด้วยยอดขายไปทั้งหมดแล้ว ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านตัว

เจ้าหุ่น Roomba นี้มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดสัมผัส ทำให้มันสามารถถอยออกเมื่อมันเคลื่อนที่ไปแตะกับสิ่งของ นอกจากนั้นมันยังมีเซ็นเซอร์อินฟราเรดที่สามารถตรวจวัดความต่างระดับของพื้น เพื่อที่มันจะได้สามารถหลีกเลี่ยงการตกบันได้ หรือพื้นต่างระดับได้ มันยังมีเซ็นเซอร์เพื่อตรวจวัดฝุ่น หรือสิ่งสกปรก เพื่อที่มันจะได้ปฏิบัติการในบริเวณสกปรกนั้นได้มากเป็นพิเศษ Roomba ถูกออกแบบมาให้สามารถวิ่งข้ามสายไฟได้ แถมยังสามารถทำความสะอาดสายไฟยุ่งๆ เหล่านั้นได้อีกด้วย มันฉลาดพอที่จะไม่วิ่งเข้าไปติดในซอกแคบๆ ที่อาจจะหาทางออกไม่ได้ และเมื่อมันรู้ตัวว่า มันกำลังตกอยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัย เช่น อยู่ใกล้พื้นต่างระดับอย่างฉิวเฉียด หรือเคลื่อนเข้าไปติดสิ่งกีดขวาง มันจะหยุดเคลื่อนที่ แล้วส่งเสียงเพลงอย่างเศร้าโศกออกมา เพื่อที่เจ้าของจะหามันเจอและเคลื่อนย้ายมันออกไปซะ

หลังจากเจ้า Roomba ออกมาสร้างความฮือฮาในตลาดหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านได้ไม่กี่ปี ก็ได้มีบริษัทผู้ผลิตอื่นๆ ต่างพากันเปิดตัวหุ่นยนต์ทำความสะอาดออกมาเลียนแบบ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่า Roomba ... แต่มีหุ่นยนต์อยู่ตัวหนึ่งที่น่าสนใจครับ มันคือเจ้า Mint ซึ่งผลิตโดยบริษัท Evolution Robotics เจ้า Mint ไม่ใช่หุ่นยนต์ดูดฝุ่น แต่มันเป็นหุ่นยนต์ถูพื้นครับ โดยมันจะเคลื่อนที่เอาผ้าเปียกๆ ถูไปกับพื้นเพื่อทำความสะอาดคราบและฝุ่นต่างๆ มันมีระบบนำทางด้วยแสงอินฟราเรด ซึ่งจะสแกนขึ้นไปบนเพดานห้อง เพื่อที่มันจะได้รู้ว่าบริเวณไหนได้ถูไปแล้วบ้าง เจ้าหุ่นตัวนี้ ผมก็กำลังดูๆ อยู่ว่าจะสั่งเข้ามาได้ยังไง เพราะมันเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน แถมบริษัทผู้ผลิตก็ยังไม่ส่งออกต่างประเทศโดยตรง ....

แล้วค่อยคุยกันต่อนะครับ ....

24 ตุลาคม 2553

Augmented Human 2011


บ่อยครั้งเวลาผมได้ยินใครๆ พูดถึงคนพิการ ผมก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า โลกเรานี้หนอ ทำไมจึงแบ่งมนุษย์ออกเป็น 2 จำพวก คือ คนปกติ กับ คนพิการ โดยกลุ่มคนประเภทหลังนี้มีสมรรถภาพทางร่างกาย (และในบางครั้ง ก็หมายรวมสมรรถภาพทางใจ หรือทางความคิดด้วย) ด้อยกว่าคนทั่วไป เอ้า .. คราวนี้ ถ้าเราลองมาคิดเล่นๆ ดูนะครับว่า สมมติว่าในอนาคต เรามีเทคโนโลยีที่จะทำให้มนุษย์ธรรมดา มีสมรรถภาพทางร่างกาย (หรืออาจจะทางใจด้วย) สูงขึ้นเกินกว่ามนุษย์สามัญได้ และเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เข้าถึงได้เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น ... ทีนี้ต่อไป เราจะไม่แบ่งมนุษย์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้พิการ คนธรรมดา และคนเหนือธรรมดา กันหรอกหรือ ?

ที่สำคัญ เหตุการณ์ที่ผมยกขึ้นมาเล่นๆนี้ มันมีโอกาสเกิดขึ้นจริงๆ เสียด้วย เพราะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หัวข้อวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของมนุษย์ กำลังเป็นที่สนใจกันอย่างมาก มีการประชุมทางวิชาการที่เกี่ยวข้องมากมายเกิดขึ้นทั่วโลกครับ และการประชุมที่ผมจะนำมาแนะนำกันในวันนี้ ถือว่าเป็นการประชุมระดับครีมของคนที่ทำวิจัยทางด้านนี้เลยครับ

การประชุมที่มีชื่อว่า Augmented Human 2011 นี้จะจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2554 สถานที่ที่ใช้จัดประชุมนี้มีความน่าสนใจมากครับ เพราะอยู่ในย่านที่มีชื่อว่า โอไดบะ (Odaiba) ซึ่งเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้น ย่านนี้มีสิ่งน่าสนใจมากมายเลยครับ ทั้งแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งบันเทิงเริงใจ พิพิธภัณฑ์ และหอประชุมที่ใหญ่โตโอฬารมาก ที่สำคัญมันเป็น 1 ใน 2 ย่านของกรุงโตเกียวที่ติดกับทะเลครับ จึงได้บรรยากาศของเกาะฮ่องกงและสิงคโปร์แถมมาอีกด้วย

กำหนดส่งผลงาน (เปเปอร์เต็ม) คือวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ครับ หัวข้อที่เป็นที่สนใจของการประชุมนี้ ได้แก่

- Augmented and Mixed Reality
- Internet of Things
- Augmented Sport
- Sensors and Hardware
- Wearable Computing
- Augmented Health
- Augmented Well-being
- Smart Artifacts & Smart Textiles
- Augmented Tourism and Games
- Ubiquitous Computing
- Bionics and Biomechanics
- Training/Rehabilitation Technology,
- Exoskeletons
- Brain Computer Interface
- Augmented Context-Awareness
- Augmented Fashion
- Safety, Ethics and Legal Aspects
- Security and Privacy Aspects

น่าสนใจกันขนาดนี้ ทั้งสถานที่จัดประชุม และหัวข้อที่เสนอในการประชุม งานนี้คงต้องไปให้ได้ครับ ...

20 ตุลาคม 2553

VR2011 - IEEE Virtual Reality 2011


ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ได้เกิดปรากฏการณ์อย่างน่าสนใจในวงการเครือข่ายสังคม หรือ Social Networks ขึ้นอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุว่าเกมส์ออนไลน์ประเภทที่มีผู้เล่นหลายคน (Multi-Player) ได้เกิดการระบาดไปทั่วสังคมออนไลน์ และที่สำคัญก็คือ มันได้ก่อให้เกิดผู้เล่นกลุ่มใหม่จำนวนมหาศาลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประชาคมผู้เล่นเกมส์เหล่านี้มีทั้งผู้ไม่เคยเล่นเกมส์มาก่อนเลยในชีวิต รวมไปถึงผู้ที่เคยปวารณาตัวว่าจะไม่ขอเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์อย่างเด็ดขาด แต่ในที่สุด ความน่ารัก ความมีเสน่ห์ และความร่าเริงสดใสของเกมส์ออนไลน์หลายๆ เกมส์ ไม่ว่าจะเป็น Farmville, Pet Society, Fashion World หรือแม้แต่ แฮปปี้คนเลี้ยงหมู เป็นต้น ก็ได้นำผู้เล่นกลุ่มใหม่นับจำนวนร้อยล้านคน เข้ามาอยู่ในประชาคมนี้ ซึ่งกำลังจะก่อให้เกิดกระแสใหม่ระดับ Mega Trends อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังครับว่า ต่อไป เกมส์กำลังจะกลายมาเป็นชีวิตจริง หรืออีกนัยหนึ่ง ชีวิตจริงก็กำลังจะกลายเป็นเกมส์

ในวงการวิชาการเอง ก็มีความตื่นตัวในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากมายครับ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับ การนำเกมส์เข้าไปอยู่ในชีวิตจริง หรือทำชีวิตประจำวันให้เป็นเกมส์ไปซะ ผู้เล่นจะได้ไม่รู้สึกว่าเล่นเกมส์ ให้ผู้เล่นรู้สึกอยู่กับชีวิตประจำวันของเขาที่มีความเป็นเกมส์ตลอดเวลา มีการประชุมวิชาการเกิดขึ้นมากมายครับที่โฟกัสเกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่วันนี้ผมขอแนะนำการประชุมหนึ่งที่น่าสนใจครับ การประชุมนี้มีชื่อว่า VR2011 - IEEE Virtual Reality 2011 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 19-23 มีนาคม 2554 การเสนอผลงานในที่ประชุมนี้สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบมากครับ ทั้งการนำเสนอด้วยวาจา (Oral Presentation) นำเสนอด้วยโปสเตอร์ นำเสนอด้วยวีดิโอ (Video Presentation) การเสวนาในหัวข้อที่สนใจร่วมกัน การจัด workshop การสอนแบบ Tutorials การนำต้นแบบมาสาธิต นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับงานวิจัยที่ได้นำไปใช้ประยุกต์ใช้หรือใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว งานนี้เป็นงานที่ค่อนข้างใหญ่มากครับ เพราะจัดร่วมกับการประชุมอีก 2 งานคือ IEEE Symposium on 3D User Interfaces 2011 และ The 1st International Symposium on Virtual Reality Innovations

หัวข้อที่สนใจในที่ประชุมนี้ ได้แก่

- Immersive gaming
- 3D interaction for VR
- VR systems and toolkits
- Augmented and mixed reality
- Computer graphics techniques
- Advanced display and immersive projection technology
- Multi-user and Distributed VR and gaming
- Serious Games
- Haptics, audio, and other non-visual interfaces
- Tracking & Sensing
- Modeling and Simulation
- User studies and evaluation
- Presence and cognition
- Applications of AR/MR/VR (Augmented Reality/Mixed Reality/Virtual Reality)

15 ตุลาคม 2553

DARPA หวังใช้ Facebook พัฒนาเด็กรุ่นใหม่เพื่อกองทัพแห่งอนาคต


นับตั้งแต่นางเรจินา ดูแกน (Regina Dugan) ได้เข้ามากุมบังเหียน ในตำแหน่งผู้อำนวยการของ DARPA ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยทางด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายปีที่แล้ว เธอได้ให้ความสำคัญกับเด็กๆ มากกว่าอดีตผู้อำนวยการทุกๆ คนที่ผ่านมา ในวันที่เธอแถลงต่อหน้าคณะกรรมาธิการด้านการทหารของสภาผู้แทนฯ เธอได้แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย ต่อข้อมูลที่ระบุว่า นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 เป็นต้นมา มีเด็กอเมริกันเรียนจบมหาวิทยาลัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี น้อยลงถึง 43 เปอร์เซ็นต์ ถ้อยแถลงตอนหนึ่งที่เธอกล่าวอย่างเป็นห่วงว่า "มันจะเป็นหายนะของประเทศสหรัฐอเมริกาเลย หากนักเรียนไปเลือกเรียนสังคมศาสตร์ หรือ มนุษยศาสตร์ มากขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพื่อมิให้เกิดวิกฤตความขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรงในอนาคต" ทำให้สภาผู้แทนฯ อนุมัติงบประมาณให้ DARPA โดยแทบไม่แตะเงินในโครงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กเลย

ในช่วงปีที่แล้ว นางดูแกนได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อไปบอกเด็กเก่งๆ ทั้งหลายว่า "มาช่วยกันเถอะ กองทัพต้องการคนเก่งๆ ขั้นเทพอย่างพวกคุณ" และในปีนี้เอง DARPA จะทำงานเชิงรุกหนักขึ้นไปอีก ด้วยการไปช้อนเอาเด็กเก่งๆ มาช่วยงานกองทัพกันตั้งแต่ระดับมัธยมเลยทีเดียวครับ ล่าสุดนางได้เสนอให้มีการนำเครือข่ายสังคมอย่าง Facebook มาใช้ช่วยงานกองทัพอย่างจริงจัง โดยได้อัดฉีดเงินจำนวน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (300 ล้านบาท) ให้แก่โครงการที่มีชื่อว่า Manufacturing Experimentation and Outreach หรือเรียกอย่างย่อๆ แต่สุดเท่ห์ว่า MENTOR

โครงการ MENTOR มีเป้าหมายเพื่อที่จะสร้างนักออกแบบระบบ และนวัตกรด้านการผลิตแห่งอนาคต โดยเริ่มกันตั้งแต่เด็กๆ ในวัยมัธยมกันเลยทีเดียว โครงการนี้จะส่งเสริมให้มีการใช้ Facebook อย่างสร้างสรรค์ โดยจะให้เด็กๆ รวมทีมทั้งภายในโรงเรียนเดียวกัน และแพ็คทีมกับโรงเรียนอื่นๆ เพื่อสร้างสรรสิ่งประดิษฐ์ประเภทกลอิเล็กทรอนิกส์ (Electro-Mechanical System) ต่างๆ ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ รถที่ขับเอง อากาศยานไร้นักบิน และอื่นๆ ตามแต่จินตนาการของเด็กๆ DARPA ฝันเอาไว้ว่าเมื่อโครงการสิ้นสุดในอีก 4 ปีข้างหน้า จะมีเด็กๆ เข้าร่วมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,000 โรงเรียนทั่วสหรัฐฯ มากเพียงพอที่จะเป็นเชื้อสำหรับเติมเต็มบุคลากรวิจัยด้านอาวุธของสหรัฐอเมริกาในอนาคต

หันมามองเมืองไทยแล้ว เศร้าไหมครับ ?

03 ตุลาคม 2553

Geoengineering - อภิมหาโปรเจคต์ เปลี่ยนฟ้าแปลงปฐพี (ตอนที่ 10)


นับตั้งแต่บรรพบุรุษของเราได้ย้ายออกจากทวีปแอฟริกา เพื่อไปตั้งถิ่นฐานในทวีปเอเชีย และต่อมาได้แพร่เผ่าพันธุ์ไปทั่วทั้งโลก มนุษย์เราได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ครอบครองดาวเคราะห์ดวงนี้อย่างเบ็ดเสร็จ พวกเราได้พัฒนาอารยธรรม และในปัจจุบันเราได้มีเครื่องมือที่สำคัญที่จะทำให้มนุษย์เราพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในอดีตกาล เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้นจากธรรมชาติ มนุษย์โบราณได้แต่ก้มหน้ารับกรรม และกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของเทพเจ้า สมัยผมเป็นเด็กนั้น ผมเคยเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ทำไมเราไม่มีเทคโนโลยีที่จะหยุดพายุ หรือ ทำลายพายุไม่ให้พัดเข้ามาทำร้ายพวกเรา ถึงแม้ต่อมาเมื่อผมเข้าเรียนระดับมัธยม ผมได้เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า การสร้างเขื่อนนั้นก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่จะลดอันตรายจากการเกิดน้ำท่วมได้ แถมยังมีประโยชน์อื่นๆ มากมาย แต่นั่นก็ยังเป็นแค่เพียงวิธีทางอ้อมในการหลีกเลี่ยงการถูกเล่นงานโดยธรรมชาติ มีทางเป็นไปได้ไหมว่า น่าจะมีวิธีตรงๆ โดยการไปหยุด หรือขัดขวางไม่ให้พายุร้ายเกิดขึ้นเลย

นักวิทยาศาสตร์แนวใหม่มีความเชื่อครับว่า ... ในอนาคต เราจะเริ่มไปยุ่งหรือไปวิศวกรรมกับชั้นบรรยากาศมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ การไปเปลี่ยนแปลงวิถีพายุ การขัดขวางการเกิดพายุ ไปจนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศให้มีความน่าอยู่มากขึ้น ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องนี้เริ่มมีความเป็นจริง เป็นจัง มากขึ้น และได้รับการตอบรับจากประชาคมนักวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง จนแม้แต่ ภาคการเมืองระดับนโยบายก็เห็นดีเห็นงามกับวิศวกรรมเปลี่ยนฟ้าแปลงปฐพี ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่เราจะไปวิศวกรรมพายุ (Storm Engineering) ได้นั้น เราควรจะมีความเข้าใจในเรื่องพายุให้ดีเสียก่อน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาลในการวิจัยเกี่ยวกับพายุ ไม่ว่าจะเป็นพายุเฮอริเคน ไต้ฝุ่น หรือ ทอร์นาโด สำหรับพายุทอร์นาโดนั้น เราอาจจะเคยได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Twister ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการไล่ล่าพายุโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจริงๆ แล้ว การไล่ล่าแบบนั้นก็มีอยู่จริงๆ นะครับ โครงการที่มีชื่อว่า VORTEX2 ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation หรือรู้จักกันดีในชื่อ NSF) ซึ่งจะมีการใช้ยานพาหนะที่มีจำนวนมากถึง 50 กว่าคัน ได้แก่ รถบรรทุกติดเรดาห์และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ประเภทต่างๆ รถยนต์ตรวจการณ์ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจอากาศ อากาศยานไร้นักบิน และอุปกรณ์ภาคสนามอีกจำนวนมาก โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ควบคุมกว่า 140 คน เพื่อใช้ในการตีโอบล้อม ไล่ล่า พายุทอร์นาโด เพื่อจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกำเนิดของพายุให้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างคอมพิวเตอร์โมเดล ที่สามารถอธิบายการเกิดขึ้นของพายุ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการทำนายพายุ หรือในอนาคตอาจจะนำไปสู่การวิศวกรรมพายุได้ต่อไป

01 ตุลาคม 2553

ยุคแห่ง Supersoldier มาถึงแล้ว (ตอนที่ 4)


ภายหลังจากสมเด็จพระนารายณ์ทรงทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากพระเจ้าอา และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ได้ทรงเกรงว่า การบริหารราชการแผ่นดินในกรุงศรีอยุธยา อาจไม่ปลอดภัยนัก เพราะยังมีเหล่าอำมาตย์ขุนนางที่ยังมีใจจงรักภักดีกับราชนิกูลอื่น อาจคิดคดเป็นกบฎชิงราชบัลลังค์จากพระองค์ได้ จึงทรงโปรดให้มีการสร้างราชธานีแห่งที่สองขึ้นที่ลพบุรี และทรงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น ตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงวางใจในการใช้ทหารรับจ้างชาวต่างชาติ ให้เป็นทหารราชองครักษ์ ดูแลรักษาพระองค์และพระราชวัง ด้วยทหารรับจ้างเหล่านั้นมีการจัดกำลังรบ ที่เข้มแข็งและมีระเบียบวินัยสูง อีกทั้งยังมีการฝึกฝนและเชี่ยวชาญในการสู้รบด้วยปืนไฟ ทำให้เป็นที่เกรงขาม แม้ทหารรักษาพระองค์ชาวต่างชาติเหล่านี้ จะมีกำลังเพียง 500 คนเท่านั้น แต่ supersoldier เหล่านี้เอง ที่ได้ช่วยรักษาราชบัลลังค์ของพระองค์ให้ยาวนานได้ถึง 32 ปี มากที่สุดของพระมหากษัตริย์ไทยในราชอาณาจักรอยุธยาตอนปลาย

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านอาวุธที่มีชื่อว่า Raytheon ได้เปิดตัวชุดกระดองสวมใส่ (Exoskeleton) ที่มีชื่อว่า XOS 2 หลังจากที่เคยเปิดตัวเวอร์ชันแรกไปเมื่อปี 2008 ซึ่งนำมาสู่การสร้างภาพยนตร์เรื่อง Iron Man ชุดกระดองสำหรับทหาร XOS 2 นี้ได้รับการปรับปรุงจากเวอร์ชันแรกค่อนข้างมาก มันกินพลังงานแค่ครึ่งเดียวของเวอร์ชันก่อน ชุดกระดองของ Raytheon ใช้แหล่งพลังงานที่แตกต่างจากชุดกระดองของที่อื่น โดยมันมีเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน แทนที่จะเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมที่มักจะใช้กัน

เจ้าชุดกระดองนี้ จะช่วยให้ทหารสามารถยกของที่มีน้ำหนัก 23 กิโลกรัม ขึ้นมาแบบ ชิว ชิว ด้วยแขนเพียงข้างเดียว ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้วางแผนที่จะนำชุดกระดองนี้ไปใช้ในสนามรบในปี ค.ศ. 2015 ให้ได้ ชุดกระดองนี้ จะช่วยทำให้ทหารลาดตระเวณ สามารถแบกน้ำหนักเดินทางด้วยเท้าเปล่าได้ระยะทางไกลๆ รวมทั้ง ทหารราบยังสามารถใช้ปืนกลที่มีอำนาจการยิงรุนแรง ด้วยการใช้ทหารควบคุมเพียงคนเดียวเท่านั้น ด้วยชุดกระดองนี้ จะทำให้หมู่ทหารราบ กลายเป็นหน่วยรบขนาดเล็กที่มีอำนาจทำลายล้างสูง และเป็นที่เกรงขามยิ่ง