13 กันยายน 2550

อยากเป็นที่หนึ่ง ไทยต้องเร่งสร้างทีม ลดบทบาทตัวบุคคล


ปัญหาในวงการวิจัยของไทยที่คอยบอนไซประเทศมาหลายสิบปีเรื่องหนึ่งก็คือ วัฒนธรรมการทำงานแบบ "ข้ามาคนเดียว" ของนักวิจัยไทย ที่ชอบเล่นบท superman ทำงานคนเดียว ที่เหลือเป็นนักศึกษา แต่ในระยะ 2-3 ปีมานี้ ภายหลังจากมีการรายงานถึงความอ่อนแอของงานวิจัยไทยที่เกิดจากการชอบทำงานคนเดียว ซึ่งจัดทำโดย สกอ. ร่วมกับ สกว. หน่วยงานให้ทุนต่างๆ ก็เริ่มเน้นการให้ทุนแบบรวมกลุ่มมากขึ้น ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) เริ่มการจัดตั้ง Center of Excellence หรือ COE ตามมหาวิทยาลัยหลักทั่วประเทศตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยมุ่งสร้างทีมที่มีเอกลักษณ์ NECTEC - The Best of NSTDA ก็เริ่มจัดตั้ง COE บ้างแล้วในปีนี้ สกอ. มีทุนสร้าง Research Group ที่เน้นทีมมากกว่าตัวบุคคล แม้แต่ สกว. ซึ่งมีประเพณีการให้ทุนที่เน้นตัวบุคคลมาแต่ไหนแต่ไร แต่ได้ยินมาว่า ทุนทางด้านนาโนเทคโนโลยีของ สกว. จะ upgrade ขึ้นไปชูทีมเวอร์ค มากกว่าตัวบุคคล อย่างที่เคยทำ


ในโลกของงานวิจัยสมัยใหม่ เหลือที่ว่างให้ศิลปินเดี่ยวน้อยลงทุกที nanothailand ชอบคำพูดของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาก ท่านเป็นอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ท่านกล่าวว่า "สมัยนี้ถ้ายังทำงานวิจัยคนเดียว เป็นศิลปินเดี่ยว ก็ต้องไปยืนเล่นตามชานชาลารถไฟเท่านั้น" หากมองออกไปข้างนอก เอาใกล้ๆตัวก่อน สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เขารวมกันเป็นทีมทั้งนั้น ยิ่งออกไปไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และ อเมริกา กระแสการจัดตั้ง Center of Excellence ที่ทำกันมาหลายปีก็ยังแรงอยู่ ทุนเมกะโปรเจคต์ของยุโรปที่เรียกว่า FP7 บอกเลยว่าไม่ต้อนรับข้ามาคนเดียว


(ภาพซ้ายมือ - แม้แต่ในวงการดนตรี ก็ยังต้องมากันเป็นทีม ในภาพเป็นศิลปินวงโซนยอชิแด ที่อาศัยความเป็นทีม สร้างความโด่งดังไปทั่วเอเชีย ศิลปินในเกาหลีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Super Junior ที่มีอยู่ 10 คน KARA ที่มีอยู่ 4 คน Wonder Girls ที่มี 5 คน ล้วนแสดงให้เห็นว่า หากประเทศไทยยังเน้นบุคคลเดี่ยวๆ อยู่ ตายแน่ๆ)

12 กันยายน 2550

เวียดนามคุย สังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนส่งนอก


เมื่อหลายวันก่อน nanothailand ได้พูดถึงความน่ากลัวของ Saigon Hi-Tech Park ว่ากำลังผงาดท้าทาย Science Park ของไทย ผู้อ่านคงยังไม่ทันลืมเรื่องนี้ใช่ไหมครับ ปรากฏว่าเวียดนามไม่ได้หยุดแค่นี้ ตอนนี้ Saigon Hi-Tech Park เขาโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ทั้งนี้ Dr. Nguyen Chanh Khe ซึ่งท่านก็เป็นผู้อำนวยการของ R&D Center ของ Saigon Hi-Tech Park ได้ออกมาสัมภาษณ์สื่อหลายแขนง ทั้งของเวียดนาม และ ต่างประเทศว่า ตอนนี้ เวียดนามสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนในระดับ 200 กรัมได้แล้ว และภายในสิ้นปีนี้ จะขยายกำลังผลิตขึ้นไปในระดับ 200 กิโลกรัม เลยทีเดียว แถมยังคุยอีกว่า ตอนนี้บริษัทไฮเทคทั่วโลก ต้องการสั่งท่อนาโนคาร์บอนของเวียดนาม ท่านยังได้คุยอีกว่า ในโลกเราเนี่ย มีเพียง อเมริกา ญี่ปุ่น กับ ยุโรปบางประเทศเท่านั้นที่ผลิตได้ สงสัยจะรู้จัก ดร. พิศิษฐ์ สิงห์ใจ คนดังแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ของเราน้อยไปเสียแล้ว อย่างนี้งาน IWNA2007 ที่จะจัดที่เวียดนาม พฤศจิกายน 2550 นี้ไปเจอกันหน่อย เอาท่อนาโนคาร์บอนเมดอินไทยแลนด์ที่เราผลิตได้ หอบไปโชว์สักกระสอบ


จะว่าไปแล้ว ความน่ากลัวของท่าน ผอ. เหงียน ก็คือ ใน Saigon Hi-Tech Park ของเขาเอง มีอุตสาหกรรมรองรับการผลิตท่อนาโนคาร์บอนแล้ว ซึ่งก็คือแบตเตอรีนั่นเอง ซึ่งเขาคุยว่าเขาผลิตท่อนาโนแบบรูปตัว Y อีกต่างหาก ไม่ถ่อมตัวเลยท่าน แถมโม้ต่ออีกว่าประสิทธิภาพดีกว่า Nafion ที่ผลิตโดยอเมริกาอีกด้วย เป็นยังไงครับ ฟังแล้วหนาวเพิ่มขึ้นมาอีก นาโนเมืองไทย ต้องขยันเพิ่มขึ้นนะครับ ลูกหลานเราจะได้ไม่ต้องไปดูงานที่เวียดนาม


(ภาพซ้ายมือ - สาวฮานอยยิ้มรับกล้องอย่างเป็นมิตร เวียดนามเกือบลืมอดีตที่ขมขื่นไปหมดแล้ว ตอนนี้เขามุ่งสู่อนาคตอย่างเต็มที่)

11 กันยายน 2550

สกอ. รับ เลขาฯ ใหม่ อนาคตสดใสแน่ๆ


ในวันที่ 1 ตุลาคม 2550 นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. จะได้เลขาฯ คนใหม่ คือ ดร. สุเมธ แย้มนุ่น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากคนวงการอุดมศึกษา โครงการหนึ่งที่ท่านเคยผลักดันร่วมกับ ศ. ดร. ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาฯ ก็คือ โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (University Business Incubator หรือ UBI) ซึ่งมีเป้าหมายจะให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นแหล่งผลิตผู้ประกอบการใหม่ หรือ Entrepreneur คือ แทนที่เด็กจบมาจะไปเป็นลูกจ้าง หรือ ข้าราชการ หรือ พนักงานบริษัท แต่อย่างเดียวเหมือนในอดีต ก็มีการสร้างทางเลือกใหม่ ให้เด็กๆ รู้จักการออกไปเป็นเจ้านายตัวเอง หรือ เถ้าแก่ โดยมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยบ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่เหล่านั้น โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการ งานวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษา ห้องสมุด งบวิจัย รวมไปถึงสถานที่ตั้ง office ของบริษัทบ่มเพาะ หรือ Start-Up เหล่านั้น จนกระทั่งมีความเข้มแข็งพอก็จะ spin off ออกไปจากอกแม่ โดยจะมีผลประโยชน์คืนกลับมาในรูปของหุ้น หรือ สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา


ปีนี้เป็นขวบปีที่ 3 ของโครงการ UBI เมื่อได้ท่านสุเมธมาเป็นเลขาฯ ก็เห็นแววสดใสของ UBI ตอนนี้ UBI จัดตั้งไปแล้วกว่า 35 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ เกิดการต่อยอดงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก รวมทั้งการจัดตั้ง Start-Up ตัวอย่าง มหาวิทยาลัยที่ UBI เจ๋งมากๆ ก็คือ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขนาดที่ว่า UBI ของฮ่องกงมาดูงานแล้วชมเปาะเลย ยกเอาไปเทียบกับ National University of Singapore หรือ NUS เราก็สู้ได้ น่าดีใจที่ผู้ร่วมปลุกปั้น UBI มาตั้งแต่ต้น ได้มาเป็นเลขาฯ สกอ. อยากเชียร์ให้ทำ Venture Capital ต่อด้วยนะครับ สู้กับ NUS เลย


(ภาพขวามือ - UBI ของ National University of Singapore เอาบ้านพักอาจารย์มาตกแต่ง ข้างในแบ่งเป็น office ของบริษัทบ่มเพาะ ที่มีนักศึกษาและอาจารย์ เป็นเจ้าของบริษัท)

10 กันยายน 2550

เชียงใหม่จัด SmartMat 2008 ผลักนาโนไทยไปอินเตอร์


ช่วงนี้ทั้งไทย สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย ต่างแข่งขันกันโชว์อ็อฟ ขึ้นบนจอเรดาห์นาโนเทคโนโลยี ของเอเชีย ปีหน้ามาเลเซียจะจัด Malay NANO 2008 สิงคโปร์ก็จะจัด ThinFilms 2008 กับ nanoMan 2008 ไทยก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน เพราะเชียงใหม่ เมืองแห่งหมีแพนด้าก็จะจัด SmartMat 2008 หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จไปก่อนหน้านี้แล้ว คราวนี้ มช. ดึงเอาทีมงานของ UCSB มาเสริมทัพร่วมจัด 2nd International Workshop on Functional Materials and Nanomaterials ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม 2006 ไปจัดกันที่ฮาลองเบย์ อ่าวที่ธรรมชาติสร้างเลียนแบบอ่าวพังงาของเรา ครั้งนั้น nanothailand ก็ไปร่วมงานและสังเกตการณ์ ความคึกคักของนักนาโนตระกูลเหงียน พวกนี้พอเห็นสาวไทย ก็ต่างพามารุมล้อม แนะนำตัวกันใหญ่ งานที่จัดในปีนั้นถือว่ายิ่งใหญ่มาก และอาจพูดได้ว่าไม่เคยมีการประชุมทางนาโนเทคโนโลยีในเมืองไทยในอดีตสามารถเทียบเคียงได้เลย Proceeding ของการประชุมยังได้ไปลง Journal ที่มี impact factor ด้วย ไม่รู้เวียดนามทำได้ไง


อย่าเพิ่งน้อยใจไปครับ SmartMat 2008 อาจจะพอช่วยกู้หน้าประเทศไทยได้ งานนี้จะจัดระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2551 หัวข้อที่เป็นที่สนใจของที่ประชุมนี้ ได้แก่ Piezoelectric ceramics/polymers, Magnetostrictive materials, Shape memory alloys, Actuators and sensors, Smart structural materials and composites, Electrooptic, optomechanical and other photonic systems, MEMS- and NEMS-based actuators and sensors, Carbon and other nanotubes, Semiconducting and metallic nanowires, New nano- and micromaterials, Molecular nanotechnology, Biomedical/bioresponsive materials, Speciality polymers with controlled microstructures, Other smart materials นอกจากจะแสดงผลงานวิจัยเหมือนประชุมอื่นๆแล้ว งานนี้ก็จะมี workshop ที่เป็น Lectures ที่สอนเกี่ยวกับวัสดุประเภทต่างๆ ด้วย


(ภาพซ้ายมือ - หมีแพนด้าที่เชียงใหม่ ไปดูทีไรก็นอนหลับทุกที แต่ครั้งนี้ ช่วงช่วงตื่นมาเคี้ยว nanofibers กินอย่างเอร็ดอร่อย)

อิเล็กทรอนิกส์ที่กินได้ (Edible Electronics)


นับตั้งแต่มีการคิดค้นทรานซิสเตอร์ในปี ค.ศ. 1947 โดย John Bardeen และ Walter Brattain ซึ่งนำมาสู่รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1956 โลกของอิเล็กทรอนิกส์ก็ถือกำเนิดขึ้น ยิ่งภายหลังการคิดค้นวงจรรวม IC โดย Jack Kilby กับ Robert Noyce ระหว่าง ค.ศ. 1958-1959 แล้ว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็เริ่มกลายมาเป็นสิ่งที่เข้าถึงชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการลดขนาด และ เพิ่มความสามารถขึ้นตามกฎของมัวร์ ทำให้ทุกวันนี้อารยธรรมของเราไม่อาจอยู่โดยขาดมันได้ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แม้แต่นอนเล่น ชมเกลียวคลื่น อยู่บนเก้าอี้ชายหาดที่หัวหิน ก็ยังต้องควักเอา i-Pod ออกมานั่งฟังเพลงซักหน่อย ความสุขความทุกข์ของมนุษย์ฝากเอาไว้กับเทคโนโลยีนี้มากว่าครึ่งศตวรรษเลยทีเดียว


ในอดีตที่ผ่านมา อิเล็กทรอนิกส์มีพื้นฐานอยู่บนวัสดุประเภทอนินทรีย์เป็นหลัก โดยวงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ความจุสูง จะอยู่บนซิลิกอน แต่ในระยะ 5-10 ปีมานี้ได้เกิดปรากฏการณ์ อิเล็กทรอนิกส์ทางเลือก ที่มีความต้องการวัสดุใหม่ๆ มาทำอิเล็กทรอนิกส์ ได้เกิดศัพท์ใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น พลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ (Plastic Electronics) อินทรีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Organic Electronics) อิเล็กทรอนิกส์แบบพิมพ์ได้ (Printed Electronics) อิเล็กทรอนิกส์แบบม้วนได้ (Rollable Electronics) อิเล็กทรอนิกส์แบบพับได้ (Foldable Electronics) อิเล็กทรอนิกส์แบบโค้งงอได้ (Flexible Electronics) อิเล็กทรอนิกส์แบบยืดได้ (Stretchable Electronics) ล่าสุดได้เกิดศาสตร์ใหม่อีกแล้ว คราวนี้เป็น อิเล็กทรอนิกส์ที่กินได้ (Edible Electronics) และ อิเล็กทรอนิกส์ที่ย่อยได้ (Digetable Electronics) แน่นอน วัสดุที่จะทำหน้าที่อิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ๆ นี้ก็ต้อง วัสดุอินทรีย์ และ ชีวภาพ ทั้งนี้บริษัท Kodak และ Somark Innovations ได้จดสิทธิบัตรวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่กินได้ เพื่อใช้ตรวจสอบสุขภาพของมนุษย์ ด้วยการกินเข้าไป


(ภาพซ้ายมือ - อิเล็กทรอนิกส์แบบกินได้ ไม่รู้จะอร่อยมั้ย แต่อีกไม่นาน เราคงได้กินมันเหมือนขนม)

06 กันยายน 2550

ฤทธิ์ วทท. ทำเอาที่พักในเมืองนครฯ เต็ม โรงแรมใหม่ผุดเพียบ


การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งประเทศไทย หรือ เรียกกันสั้นๆ ว่า วทท. เป็นการประชุมวิชาการแบบจับฉ่าย ที่ใหญ่ที่สุดแล้วของประเทศ รวบรวมผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ในระดับพันเรื่อง มาแสดงในงานทุกปี โดยตามประเพณีแล้ว งานนี้จะจัดสลับระหว่างกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด ซึ่งก็ดำเนินการมา กว่า 33 ปีแล้ว

อาจจะเพราะกระแสแห่งองค์พ่อจตุคามรามเทพ ทำให้ปีนี้ วทท. ครั้งที่ 33 ไปจัดที่เมืองนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคม 2550 นี้ โดยมีโต้โผใหญ่คือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในภาคใต้ nanothailand เพิ่งไปสำรวจบรรยากาศ และ ความเป็นไป ใน เมืองนครฯ เมื่อ 2-3 วันมานี้ พบว่า โรงแรมใหญ่ๆ ในเมืองนครฯ โดนจองเต็มไปหมดแล้ว ทั้ง ทวินโลตัส และ แกรนด์ปาร์ค นอกจากนั้น ยังมีโรงแรมอื่นๆ ที่เพิ่งสร้างเสร็จ เช่น สิริธานี ก็ถูกจองทั้งตึก งานนี้ทำให้ nanothailand ไม่มีที่นอนเพื่อไปสังเกตการณ์ บรรยากาศทางด้านนาโน มาเล่าให้ฟัง โชคดีที่เมื่อไปต่อที่ โรงแรมทักษิณ ปรากฎว่ายังเหลือห้องอยู่ เนื่องจากโรงแรมอยู่ระหว่างปรับปรุง ทำให้คนคิดว่าปิดซ่อม เลยโชคดีไป

ไปงาน วทท. ปีนี้ นอกจากจะได้ไปร่วมแสดงผลงาน และ ชื่นชม ความก้าวหน้าของนักวิทยาศาสตร์ไทย ในสาขาต่างๆ แล้ว เรายังมีโอกาสได้ไปไหว้พระธาตุ และเช่าองค์จตุคามฯ ถึงถิ่น อย่าลืมของดีเมืองนครฯ อย่าง ร้านโกปี๊ เครื่องเงิน ผ้ามัดย้อมสีจากเปลือกมังคุด หาดทรายสวยๆ (นครศรีธรรมราชมี หาดทรายที่ยาวที่สุดในประเทศ กว่า 200 กิโลเมตร) ล่องแก่งกรุงชิง ปีนเขาหลวงดูธรรมชาติ นั่งเรือดูป่าชายเลนแถวขนอม และอีกมากมายที่จะทำให้ วทท. ปีนี้ เป็นปีที่น่าจดจำที่สุด

(ภาพขวามือ - พระธาตุนครศรีธรรมราช ที่มีอายุเก่าแก่พอๆ กับ ราชอาณาจักรไทย)

05 กันยายน 2550

ไทยกร่อย กินฝุ่นมาเลเซียด้าน ICT แม้ยังเป็นต่อด้านนาโน



แม้ประเทศไทยจะตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติหรือ NANOTEC ก่อนมาเลเซียถึง 3 ปี (ไทยจัดตั้งโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยดำริของ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในปี พ.ศ. 2546 ในขณะที่มาเลย์เพิ่งจะตั้งโครงการ Malaysia National Nanotechnology Initiative เมื่อ พ.ศ. 2549 นี้เอง) เราก็ไม่สามารถประมาทเขาได้ แม้ดูๆ เหมือนเขามาเลียนแบบเราตั้งแต่เรื่องของชื่อศูนย์ ไปจนถึงกิจกรรมที่ศูนย์นาโนแห่งชาติของเขาจะทำ ทำให้มองกลายๆ เหมือนเดินตามหลังเราอยู่ ทั้งนี้เพราะในอดีตเราเองก็เคยคิดจะชูเมืองไทยให้เป็นศูนย์กลาง ICT ให้ได้ มีโครงการที่จะสร้าง Software Cities เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ให้เป็นแหล่งนักเขียนโปรแกรม รับงาน outsource จากต่างประเทศ สุดท้ายก็ปล่อยโอกาสให้บังกาลอร์ แถมตอนนี้เจอคู่แข่งใหม่ ทางด้านการรับงาน outsource นั่นก็คือ เวียดนาม ที่ตอนนี้ฮ็อตมากๆ

กลับมาดูทางมาเลเซียเขาอีกทีครับ ทาง World Economic Forum ได้จัดทำรายงานออกมา 2 ฉบับ ในปีนี้ ได้แก่ Global Competitiveness Report 2006-2007 ซึ่งบอกถึงขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งแน่นอนกลุ่มประเทศ Nordic ดินแดนแห่งนวัตกรรม และ Entrepreneur ที่ผมเคยพูดถึงในบทความเรื่อง Experience Economy นำอยู่ในอันดับต้นๆ สิงคโปร์มาอันดับ 5 มาเลเซียคู่แข่งเรามาที่ 26 ไทยเราอันดับ 35 ส่วนอีกรายงานหนึ่งนั้นชื่อว่า Global Information Technology Report ก็มีการจัดอันดับความก้าวหน้าด้าน ICT ผลปรากฎว่า เราอยู่ในอันดับที่ 37 ตามหลังมาเลเซียซึ่งอยู่ในอันดับ 26 โล่งอกที่เวียดนามยังอยู่หลังเราค่อนข้างมากโดยอยู่อันดับที่ 82 ดูกันอย่างนี้แล้ว อันดับทางนาโนเทคโนโลยีที่เราเคยคิดกันเล่นๆ ว่า เรายังนำมาเลเซียอยู่ ก็หวั่นไหวได้เหมือนกัน เพราะจริงๆ พวกเรายังเล่นด้านนาโนวัสดุกันเป็นหลักอยู่ หากปล่อยให้เวียดนามกับมาเลเซียเจริญด้าน นาโนอุปกรณ์มากกว่าเราอย่างนี้ต่อไป เราก็จะรั้งอยู่ท้ายของ Value Chain ที่ต่องแข่งกับประเทศที่มีแรงงานราคาถูก เหมือนกับ หลายๆเรื่องที่เป็นปัญหาของเราขณะนี้ ไม่ว่าจะสิ่งทอ ข้าว ยางพารา ผักผลไม้ และ สินค้าเกษตร

(ภาพด้านบน - มาเลเซียกำลังกลายเป็นประเทศแห่งสีสัน)

04 กันยายน 2550

Saigon Hi-Tech Park ผงาดท้า Science Park ไทย


แม้ว่าเวียดนามจะมีซายน์พาร์คหลังไทยอยู่หลายปี แต่ Saigon Hi-Tech Park ที่รัฐบาลเวียดนามลงทุนสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2545 มีความน่าเกรงขามยิ่งนัก ลักษณะของอุทยานแห่งนี้ มีความแตกต่างจากของไทย ที่เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ที่เน้นงานวิจัยเป็นหลักตรงที่ Saigon Hi-Tech Park มีส่วนผสมระหว่าง Science Park ที่เน้นงานวิจัย Technology Park ที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยี Industrial Park ที่เน้นอุตสาหกรรมและการผลิต กับ Business Park ที่เน้นการทำธุรกิจ เลยทำให้ Saigon Hi-Tech Park มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีเสน่ห์เย้ายวน จนสามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่อย่าง Hewlett-Packard, Jabil และ Intel ได้ โดย Intel ได้เริ่มสร้างโรงงานประกอบชิพมูลค่ากว่าพันล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้


ความเจ๋งของ Saigon Hi-Tech Park อีกประการก็คือ Saigon Hi-Tech Park ได้เชิญชวนมหาวิทยาลัยเด่นๆ ของเวียดนาม ให้มาเปิดสาขาของมหาวิทยาลัย รวมทั้ง Facilities ต่างๆ ใน Saigon Hi-Tech Park โดยร่วมมือกันเพื่อผลิตบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมที่มาตั้งอยู่ในพาร์ค แผนงานในปีนี้ของ Saigon Hi-Tech Park คือการสร้าง R&D Laboratories จำนวน 5 Lab ที่ถือว่าเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ได้แก่ Nanotechnology, Precision Mechanics, Information Technology, Semi-conductor และ Biotechnology นอกจากนั้นมันยังมี Business Incubation Center เพื่อใช้บ่มเพาะธุรกิจใหม่ที่มี content ของเทคโนโลยีสูง บริษัทที่มาตั้งอยู่ใน Saigon Hi-Tech Park ได้รับการยกเว้นภาษีสารพัดชนิด เช่น ภาษีนิติบุคคลไม่ต้องเสีย 4 ปี โดยอีก 9 ปี เสียแค่ 5-10% เท่านั้น เครื่องมือและเครื่องจักรที่นำมาติดตั้งในพาร์ค ก็ได้รับการยกเว้น VAT และภาษีนำเข้า สินค้าที่ผลิตได้ก็ส่งออกโดยไม่เสียภาษีอีกต่างหาก อะไรจะดีปานนั้น


ที่ตั้งของ Saigon Hi-Tech Park ก็ถือว่าคิดมาได้ดีทีเดียว มันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างไซ่ง่อนออกมาเพียง 15 กิโลเมตร ซึ่งก็ห่างจากสนามบินเพียง 18 กิโลเมตร และห่างทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือเพียง 12 กิโลเมตร เท่านั้น มีเส้นทางหลัก Highway หมายเลข 1 ที่วิ่งจากเหนือจรดใต้ของเวียดนามพาดผ่าน และอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรม 55 แห่ง รวมทั้ง มหาวิทยาลัย HCMC National University

(ภาพซ้ายมือ - ไซ่ง่อน เมืองแห่งเสน่ห์ที่มีทั้งอดีตให้จดจำ ปัจจุบันที่สวยงาม และ อนาคตที่รุ่งโรจน์ ยามราตรีช่างสวยงามยิ่ง)

02 กันยายน 2550

มาเลเซีย ปั้นแผนกลยุทธ์นาโน ไต่อันดับเอเชีย


มาเลเซีย ประเทศหนึ่งในผู้ท้าชิงฮับนาโนของ ASEAN ซึ่งมี ไทย เวียดนาม และ สิงคโปร์ เป็นผู้ร่วมท้าชิง ได้เปิดแผนกลยุทธ์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (Malaysia Master Plan in Nanotechnology) ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ National Nanotechnology Initiative ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อไป พ.ศ. 2549 โดยภายใต้โครงการนี้ มาเลเซีย ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างเข้มข้น ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ การจัดประชุม Asia Nano Forum Summit การจัดประชุมวิชาการ Malay NANO 2008 การจัดสัมมนาจับคู่ระหว่างนักวิจัย
กับอุตสาหกรรม (Nanotechnology Business and R&D Matching Luncheon) เป็นต้น

แผนกลยุทธ์ระยะสั้นในปีสองปีนี้ของเขา (มาเลเซียเพิ่งจะจัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติในปีนี้ ในขณะที่ของเรามีมาตั้งแต่ปี 2546) ก็คือ ต้องหาและระบุตัวของผู้เชี่ยวชาญนาโนเทคโนโลยีในด้านต่างๆ จากนั้นก็เริ่มเดินเครื่องอัพเกรด ห้องปฏิบัติการต่างๆ ด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทันสมัยขึ้น จัดตั้งห้องปฏิบัติการเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และ ดำเนินการสร้างทรัพยากรมนุษย์ด้านนาโนเทคโนโลยี ฟังดูแล้วเหมือนไทยเราจะเป็นต่ออยู่เพราะงานพวกนี้ ศูนย์ NANOTEC ของไทยเราได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งพอเข้าไปดูแผนงานของศูนย์นาโนแห่งชาติของเขา ก็ดูเหมือนมาลอกของเรายังไงก็ไม่รู้


(ภาพซ้ายมือ - ปีนี้เป็นปีทองของมาเลเซียในเกือบทุกด้าน ซึ่งอาจรวมไปถึงนาโนเทคโนโลยีด้วย)

01 กันยายน 2550

นาโนโยธา (Nano Construction)


นับตั้งแต่เริ่มมีการตื่นตัวทางด้านนาโนเทคโนโลยีในปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา ศาสตร์ระดับนาโนได้เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับการวิจัยหรือความสนใจของผู้คนที่อยู่ในวงการต่างๆ ตั้งแต่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เภสัชศาสตร์ การแพทย์ เกษตร วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเคมี ไปจนถึง สาขาของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ แต่มีศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งไม่ค่อยมีใครคิดว่านาโนเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจิ๋วจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้ ทำให้ช่วงแรกๆ ผู้คนในสาขานี้ค่อนข้างเฉยๆ ต่อการเข้ามาของนาโนเทคโนโลยี จนระยะหลังๆ นี้เริ่มมีการตื่นตัวอย่างมาก และทำทีว่านาโนเทคโนโลยีคือคลื่นลูกใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการนี้ขนานใหญ่เลยทีเดียว ศาสตร์ที่ว่านั้นคือ วิศวกรรมโยธา หรือ งานด้านการก่อสร้างนั่นเอง

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีความตื่นตัวสูงมาก ที่จะนำนาโนเทคโนโลยีไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เช่นเดียวกับ EU นั้นอุตสาหกรรมก่อสร้างมีขนาดใหญ่คิดเป็น 10% ของ GDP เลย โดยมีแรงงานที่เกี่ยวข้องถึง 25 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน SME ทำให้ EU ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก เยอรมันเริ่มมีการให้ทุนวิจัย ในการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้สำหรับวิศวกรรมก่อสร้างอย่างจริงจังเมื่อปี 2549 นี้เอง นาโนเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้พัฒนาวัสดุก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง สถาปัตยกรรมที่ความสวยงามคงทนขึ้น เช่น คอนกรีตผสมอนุภาคนาโน เหล็กเนื้อเกรนนาโน ไม้ผสมนาโนคอมโพสิต กระจกเคลือบอนุภาคนาโน พลาสติกผสมนาโนเคลย์

.... นาโนโยธา เป็นศาสตร์แขนงใหม่ที่กำลังมาแรงและเป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรจะรีบครอบครอง เมื่อคำนึงว่าเรามีอุตสาหกรรมผลิตวัสดุก่อสร้างหลายๆอย่าง เป็นของเราเอง ทั้งปูนซีเมนต์ กระจก พลาสติก และไม้ ขาดแต่เพียงเหล็กกล้าเท่านั้น แล้วพวกเรามีเหตุผลอะไรหรือ …. ที่จะทำให้ลังเล ไม่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้ ???
(ภาพซ้ายมือ - วิศวกรตัวน้อยกำลังก่อสร้างรังของมัน เจ้านกแก้วเหล่านี้ รู้จักเทคโนโลยีก่อสร้างก่อนมนุษย์เสียอีก)